กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1


อย่าพูดเรื่องบินสูง ในฝูงไก่ อยากมีกำลังใจให้เลือกคนคุยให้ถูกคน

อย่าพูดเรื่องบินสูง ในฝูงไก่ อย่าให้มัน บั่นทอนกำลังใจ

จำไว้ว่า ถ้าอยากบินเหนือฟ้า ก็ต้องทำตัวเหมือน "เหยี่ยว"
คอยบินสูง หาเป้าหมายที่ใหญ่ และ ชัดเจน แล้วบินโฉบลงมาหาเป้าหมาย

อย่าทำตัวเหมือน "ไก่" ที่คอยไล่จิกเศษอาหารตามพื้นดิน หรือ รอให้คนคอยป้อนข้าวป้อนน้ำให้

ถ้าไปปรึกษาไก่เรื่องบินขึ้นต้นไม้
ไก่ก็จะบอกคุณว่า... "เพ้อเจ้อ"  แกไปบินให้พ้นหลังคาก่อน...!!!

ถ้าไปปรึกษาอินทรีเรื่องบินขึ้นต้นไม้
อินทรีก็จะบอกคุณว่า..."ก็ดีนะ" แต่ทำไมไปแค่ต้นไม้ล่ะ "ทำไมไม่บินข้ามภูเขา"

นี้สอนให้รู้ว่า...

เวลาที่คุณจะไปปรึกษา หรือขอคำแนะนำจากใคร คุณควรคิดไตร่ตรองดูให้ดีซะก่อน

ว่าบุคคลที่คุณกำลังพูดด้วยอยู่นั้น เขาเป็นไก่ หรือ เป็นนกอินทรี

แน่นอนถ้าคุณไปคุยเรื่อง การเป็นนายตัวเองกับมนุษย์เงินเดือน ผู้ยังไม่เคยเป็นนายตัวเอง

เค้าก็จะบอกคุณว่า...

มันยากนะ อย่าออกไปเสี่ยงเลย และ หาเหตุผลต่างๆ (ที่เข้าข้างตัวเอง) มาสนับสนุนความเป็นไปไม่ได้เหล่านั้นแล้วคุณก็จะหมดกำลังใจ จนไม่กล้าทำอะไร

กลับกันถ้าคุณไปถามเรื่องนี้
กับคนที่เป็นนายตัวเองคนที่ใช้ชีวิตได้ จากการไม่ต้องไปกินเงินเดือน เค้าต้องมีคำแนะนำที่ดีให้กับคุณแน่

เคยได้ยินไหม ตัวคุณ
คือ ค่าเฉลี่ย ของคน 5 คน  ที่คุณคลุกคลีด้วยเป็นประจำ อยากเป็นคนแบบไหน ก็เอาตัวเข้าไปอยู่ในสังคมแบบนั้น

ถ้าคุณอยากจะป่วย คุณก็ต้องอยู่ในห้องเดียวกับคนที่ป่วย

ถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม คุณก็ต้องไปคุยกับคนที่เค้าทำสำเร็จ

คุยกับคนที่เค้าทำได้มาแล้ว เลือกคนคุยให้ถูกคน เพราะมันเป็น ส่วนสำคัญในการทำให้ชีวิตของคุณก้าวหน้า

อยากรวย ต้องคุยกับคนรวย คิดแบบคนรวย

อยากมีปัญญา ก็ต้องคุยกับคนมีปัญญา


พระพุทธเจ้าสอนการคบคน ไว้แล้วว่า อเสวนา จะ พาลานัง บัณฑิตานัญจะ เสวนา

2
บทความสาระ / OKR คืออะไร สำคัญอย่างไร
« กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ 12/09/19 »


OKR คืออะไร สำคัญอย่างไร


OKR = Objective and Key Results  ( เครื่องมือในการตั้งเป้าหมายและการกำหนดตัววัดผล )

Objective --> เป้าหมาย

Key Results --> ตัววัดผล

Objective (เป้าหมาย)

ซึ่งก็คือจุดที่ทำให้บรรลุความสำเร็จตามที่องค์กรคาดหวังไว้

แนวทางการตั้งเป้าหมายสำหรับ OKR
  • ตั้งเป้าที่สอดคล้องกับเป้าหมายหลักขององค์กร และเป้าหมายย่อยส่งเสริมสู่ความสำเร็จของเป้าหมายหลัก
  • เป้าหมายไม่ต่ำเกินไป  เพราะบรรลุเป้าหมายได้ง่าย จะไม่มีแรงผลักดัน หรือแรงกระตุ้น
  • เป้าหมายของแต่ละแผนกหรือบุคคลไม่จำเป็นจะต้องเหมือนกัน ตั้งให้เหมาะสมกับงานและคน
  • ไม่ตั้งเป้าหมายที่ยากจนเกินไป อาจจะท้อถอย ไม่อยากทำ
  • ตั้งเป้าหมายจากความเป็นจริง ไม่ใช่มโนเอา
  • การตั้งเป้าหมายที่ดี ต้องมีแนววิธีดำเนินสู่เป้าหมายที่ชัดเจน

Key Results ( ตัววัดผล )
หมายถึงผลลัพธ์ที่เราตั้งไว้ว่าอยากให้มันออกมาอย่างไร

แนวทางการกำหนดตัววัดผลของ OKR
  • ตัววัดผลต้องสอดคล้องกับเป้าหมายที่ตั้งไว้
  • ตัววัดผลต้องชัดเจน ปฎิบัติได้จริง ชี้วัดได้ถูกต้อง
  • ต้องประเมินผลในการวัดผลด้วย เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพของตัววัดผล
  • ตัววัดผลที่ท้าทายจะช่วยกระตุ้นให้เรามีพลังในการเอาชนะเป้าหมายได้มากขึ้นด้วย
  • ตัววัดผลต้องมองเห็นเป็นรูปธรรมได้
  • ตัววัดผลของแต่ละแผนก / บุคคลไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน แต่ต้องกำหนดให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน
  • ตัววัดผลต้องมาจากข้อมูลจริงขององค์กร ไม่เลื่อนลอย

OKR เป็นที่รู้จักและเป็นเครื่องมือสุดที่ทุกคนอยากนำมาใช้กับองค์กรของตัวเอง ก็เพราะ Google นำ OKR มาตั้งเป้าให้กับผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัท เช่น Google Chrome ที่เริ่มเปิดตัวครั้งแรกในปี ค.ศ.2008  โดย Google ได้ตั้ง OKR ไว้ว่า

Objective : จะต้องสร้างบราวเซอร์ยุคใหม่ออกมาสู่ตลาดให้ได้

Key Results : ใน 1 สัปดาห์จะต้องมีผู้ใช้งาน (Active Users) จำนวน 20 ล้านคน


          แต่ความเป็นจริงแล้ว Google Chrome ไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย OKR ที่ตั้งไว้ได้ในคราวนั้น  แต่หัวใจสำคัญของการตั้ง OKR ที่ Google ยึดถือก็คือการทำให้พนักงานรู้สึกตื่นเต้นและตื่นตัวกับสิ่งที่ตนกำลังจะทำตลอดเวลา และยิ่งกว่านั้นการตั้ง OKR ที่ท้าทายนี้ ทำให้ทุกคนพร้อมก้าวออกมา เพื่อร่วมกันผลักดันให้ธุรกิจประสบความสำเร็จตามเป้าที่ตั้งไว้นั่นเอง

นี่คือสรุป  ลักษณะ และแนวทาง รวมถึงตัวอย่าง ที่พยายามอธิบายเรื่อง OKR ให้เข้าใจง่ายที่สุด  การตั้ง OKR ไม่ใช่มาจากคนคนเดียว ต้องมาจากทีมงานที่พร้อมใจกันทำงานขององค์กรนั้นๆ
3


    สั้นๆ ไม่เขียนเยอะ เดี๋ยวไม่มีคนอ่าน สรุป  ใครก็ตามที่จะปลูกกัญชาได้ จะต้องทราบ 3 เงื่อนไขนี้

    1️.ผู้ที่ได้สิทธิ์เพื่อขอปลูกกัญชา มีดังนี้
    • หน่วยงานของรัฐ ที่มีหน้าที่ศึกษาวิจัย หรือจัดการเรียนการสอนทางการแพทย์ เภสัชศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือเกษตรศาสตร์ หรือมีหน้าที่ให้บริการทางการแพทย์ หรือเภสัชกรรม หรือวิทยาศาสตร์ หรือให้บริการทางเกษตรกรรม เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ หรือเภสัชกรรม หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ในการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด หรือสภากาชาดไทย
    • สถาบันอุดมศึกษาเอกชน ที่มีการเรียนการสอนและวิจัยทางการแพทย์หรือเภสัชศาสตร์
    • เกษตรกรที่รวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจเพื่อสังคม หรือสหกรณ์การเกษตร และดำเนินการภายใต้ความร่วมมือ เช่น สหกรณ์การเกษตร วิสาหกิจชุมชน ที่อยู่ภายใต้หน่วยงานของรัฐ หรือ หรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชน
    • ผู้ขออนุญาตอื่น ๆ ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

    2. ต้องขออนุญาตก่อน
    ผู้มีคุณสมบัติตามกฎหมายตามข้อ 1 จะต้องยื่นขออนุญาต
    • ในกรุงเทพฯ ยื่นที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ผ่านความเห็นจากคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดโทษ เสนอเลขาธิการ อย. เป็นผู้อนุญาต
    • ต่างจังหวัด ให้ยื่นที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ณ ท้องที่ที่สถานที่ปลูกตั้งอยู่ โดยผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการที่มีผู้ว่าราชการจังหวัด แต่งตั้งหรือมอบหมาย เสนอผ่านความเห็นจากคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ เสนอเลขาธิการ อย. เป็นผู้อนุญาต

    3. ต้องดำเนินการดังนี้
    ยื่นเอกสารขออนุญาต โดยทำเป็นโครงการ ซึ่งต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์เพื่อการแพทย์ หรือเพื่อการศึกษาวิจัย
    • ต้องระบุสถานที่เพาะปลูก
    • แจ้งปริมาณการปลูกต้องสอดคล้องกับแผนการผลิต แผนการจำหน่าย และแผนการใช้ประโยชน์
    • ต้องระบุให้เห็นถึงมาตรการรักษาความปลอดภัย เพื่อป้องกันการรั่วไหลของกัญชา
    • สถานที่ที่ปลูกต้องมีภาพถ่ายและพิกัดสถานที่ทางภูมิศาสตร์ เป็นต้น

              สำหรับผู้ป่วยที่ประสงค์จะใช้กัญชาเพื่อรักษาโรค ขณะนี้มีสถานพยาบาลทั่วประเทศที่มียากัญชาที่มีคุณภาพ มาตรฐาน และปลอดภัย ใช้ในทางการแพทย์อย่างเพียงพอ มีการกระจายยาทั่วถึง และเป็นระบบ รวมทั้งมีแพทย์และเภสัชกรที่ผ่านการอบรม 400 คน และแพทย์แผนไทยที่ผ่านการอบรม 2,900 คน ซึ่งผู้ป่วยจะสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ในสถานพยาบาลที่มีมาตรฐานภายใต้การดูแลของแพทย์เพื่อการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม  สายด่วน ป.ป.ส.1386 สายด่วน อย.1556 กด 3

    อ้างอิง : เพจไทยคู่ฟ้า[/list]
    4
    ศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์ ชลบุรี

    เปิดรับนักเรียนใหม่ ปีการศึกษา 2563  ระดับ ปวช.- ป.ตรี

    รับทุนเรียนฟรี
    เรียนแบบทวิภาคี
    เรียนควบคู่ฝึกงาน
    มีรายได้ระหว่างเรียน
    แบ่งเบาภาระครอบครัว


    5
    บทความสาระ / กัญชา ช่วยรักษาโรคอะไรได้บ้าง
    « กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ 13/07/19 »


    กัญชาช่วยบรรเทาโรค ดังนี้ (พิจารณาก่อน อย่าเชื่อตามทั้งหมด)

    1 กัญชาสามารถหยุดการแพร่กระจายของมะเร็งไม่ให้ลุกลามและกำจัดเซลมะเร็งได้ โดยไม่ทำร้ายหรือสร้างความเสียหายให้กับเซลปกติ
    2 กัญชาสามารถรักษาต้อหิน
    3 กัญชาสามารถป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้(thcสามารถยับยั้งเซลล์เอเบตาโปรตีนไม่ให้ผลิตสารพิษที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคอัลไซเมอร์)
    4 กัญชาสามารถช่วยลดอาการอักเสบ
    5 กัญชาสามารถควบคุมและรักษาโรคลมชัก
    6 กัญชาสามารถลดความเจ็บปวดจากโรคระบบประสาทส่วนกลางเสื่อม
    7 กัญชาสามารถรักษโรคโครห์น (Crohn’s Disease) ความผิดปกติเรื้อรังของลำไส้ใหญ่ได้
    8 กัญชาสามารถช่วยควบคุมและรักษาโรคพากินสัน
    9 กัญชาสามารถลดความวิตกกังวล
    10 กัญชาสามารถช่วยในการยับยั้งการสร้างสารก่อมะเร็งและปรับปรุงสุขภาพปอดได้
    11 กัญชาสามารถลดความเจ็บปวดจากเคมีบำบัด
    12 กัญชาสามารถปรับปรุงอาการของโรคลูปัสหรือโรคเอสแอลอี (โรคพุ่มพวง)
    13 กัญชาสามารถช่วยปกป้องสมองจากความเสียหายของโรคหลอดเลือดสมอง
    14 กัญชาสามารถควบคุมกล้ามเนื้อกระตุก
    15 กัญชาสามารถรักษาโรคลำไส้อักเสบ
    16 กัญชาสามารถช่วยขจัดฝันร้าย
    17 กัญชาสามารถปกป้องสมองจากการถูกกระทบกระแทกและการบาดเจ็บ
    18 กัญชาสามารถช่วยให้เจริญอาหาร
    19 กัญชาสามารถช่วยขยายหลอดลมและลดการหดตัวของหลอดลม
    20 กัญชาสามารถแก้โรคบิด แก้ปวดท้อง และโรคท้องร่วง
    21 กัญชาสามารถช่วยแก้อาการประจำเดือนไม่ปกติของสตรี
    22 กัญชาสามารแก้โรคผิวหนังกลากเกลื้อน
    23 กัญชาสามารถแก้ปวดหัวไมเกรน
    24 กัญชาช่วยรักษาการอุดตันของเส้นเลือดในสมอง
    25 กัญชาสามารถช่วยบำบัดผู้ติดยาเสพติดชนิดรุนแรงเช่นเฮโรอีน
    26 กัญชาสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตสูงได้ (รักษาเบาหวาน)
    27 กัญชาสามารถช่วยรักษาแผลสด แผลหายยากจากเบาหวาน ให้แห้งและหายได้
    28 กัญชาช่วยทำให้มีอารมณ์เบิกบานแจ่มใสมีสมาธิและจิตใจสงบ
    29 กัญชาสามารถช่วยผู้ป่วยที่ติดเชื้อHIVหรือเอดส์ให้สามารถใช้ชีวิตได้ดีขึ้น
    30 กัญชาสามารถช่วยป้องกันโรคตับแข็ง
    31 กัญชาสามารถช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น
    32 กัญชาสามารถช่วยรักษาอาการกระดูกหักให้หายไวขึ้น และยังทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้นด้วย
    33 กัญชาสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากความเสียหายของระบบปเส้นประสาททั้งร่างกายและระบบเชื่อมต่อในสมอง
    34 กัญชาสามารถรักษาโรคภูมิแพ้ต่างๆได้
    35 กัญชาสามารช่วยรักษาอาการโรคปลอกประสาทอักเสบหรือโรคเอ็มเอส (MS)
    36 กัญชาช่วยแก้อาการแข็งเกร็งจากอัมพฤกษ์อัมพาตได้
    37 กัญชาสามารถแก้ไข้ผอมเหลือง ไม่มีกำลัง ตัวสั่นได้
    38 กัญชาสามารถรักษาแผลในเซลล์ลำไส้ที่เกิดจาการอักเสบของโรค crohn’s disease ได้ (จาการทดสอบในตาจึงอาจนำไปสู่การใช้ในผู้ป่วยเบาหวานที่กำลังจะสูญเสียตาได้อีกด้วย)
    39 กัญชาสามารถช่วยต่อสู้กับโรคลูคีเมียได้

    กัญชาสามารถยับยั้งอารมณ์เกรี้ยวกราดได้

    เมื่อเรากินน้ำมันกัญชา ตัวยาจะเดินทางผ่านตับ
    จะเกิดกระบวนการเปลี่ยนเเปลงสาร THC เป็น 11-hydroxy-THC จากนั้น สารนี้จะเข้าไปในกระเเสเลือดเเละถูกส่งไปที่สมอง

    สมองจะส่ง “MGSs” หรือ ตัวรับในสมอง ซึ่งจะผูกกับตำเเหน่งของเซลล์มะเร็ง เป็นการกระตุ้นกระบวนการที่เรียกว่า การตายของเซลล์แบบที่มีการโปรแกรมไว้แล้ว หรือ Programmed Cell Death เป็นการทำให้เซลล์มะเร็งตายไปตามปกติ อย่างที่เซลล์ในร่างกายได้ถูกกำหนดอายุเวลาเอาไว้เเล้ว น้ำมันกัญชาเป็นเพียงตัวกระตุ้นตัวรับสัญญานในสมอง เมื่อน้ำมันกัญชาที่มีเเคนนาบินอยด์ ผูกกับตำเเหน่งของเซลล์มะเร็ง จากนั้นตัวรับเเคนนาบินอยด์ในสมอง จะส่งสัญญานเข้าไปในร่างกาย เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งชนิดต่างๆ หลายประเภท

    เรียบเรียงโดย นพ สมนึก ศิริพานทอง
    6


    กรมสุขภาพจิต เป็นห่วงประชาชนชาวไทยเกิดผลข้างเคียงจากการใช้น้ำมันกัญชา โดยมีความเชื่อไม่ถูกต้อง และรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่เข้าใจการใช้งาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสมองของผู้ใช้โดยตรง ในระยะยาวจะทำให้เสี่ยงต่ออาการทางจิตเวชเรื้อรังมากขึ้นได้ การใช้กัญชาทางการแพทย์เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้น จึงควรใช้ตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์หรือได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

    น้ำมันกัญชา
    นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า จากสถานการณ์ปัจจุบัน กรมสุขภาพจิตได้ดำเนินการติดตามการตอบสนองของประชาชนในสื่อช่องทางต่างๆ อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด พบว่า ประชาชน  ชาวไทยให้ความสนใจกับน้ำมันกัญชามากขึ้น ทั้งในแง่การใช้งานและการรับรู้ข่าวสารทางสื่อกระแสหลักและสื่อโซเชียลต่างๆ เกี่ยวกับประโยชน์ทางการแพทย์และผลข้างเคียงจากการใช้อย่างไม่ถูกต้อง

    ทั้งนี้ ประชาชนจำนวนมากสามารถเข้าถึงความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับประโยชน์และผลข้างเคียงจากการใช้น้ำมันกัญชารักษา แต่ในขณะเดียวกันก็มีความไม่เข้าใจต่อวิธีการใช้งานและมีความเชื่อที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้น้ำมันกัญชาสกัดปะปนอยู่ด้วย จึงปรากฏเป็นข่าวผลกระทบทางสุขภาพจากการใช้งานน้ำมันกัญชาสกัดอย่างไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ

    ประโยชน์ของน้ำมันกัญชา หลักฐานมี แต่ยังไม่พอ ยังต้องรองานวิจัยเพิ่ม
    อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวต่อว่า ขณะนี้ทางด้านสุขภาพจิต มีเพียงหลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแพทย์เพียงเล็กน้อยที่ยังต้องรอการวิจัยเพิ่มเติมในการรักษาโรคจิตเวช เช่น โรควิตกกังวล และยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือที่สามารถยืนยันประโยชน์จากการใช้งานกัญชา และสารสกัดจากกัญชาในแง่การรักษาโรคทางจิตเวชอื่นๆ ทั้งหมด เช่น โรคซึมเศร้า โรคไบโพลาร์ โรคจิตเภท และโรคจิตเวชในเด็ก

    ในทางกลับกัน การใช้สารสกัดจากกัญชาที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่ได้รับการควบคุมดูแลการใช้งานอย่างเหมาะสม หรือการใช้กัญชาเพื่อความรื่นเริงนั้น มีหลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแพทย์ชัดเจนว่า  จะส่งผลกระทบต่อสมองของผู้ใช้โดยตรง ในระยะยาวจะทำให้เสี่ยงต่ออาการทางจิตเวชมากขึ้น เช่น อารมณ์ซึมเศร้า หูแว่ว เห็นภาพหลอน หวาดระแวง มีโอกาสเสี่ยงในการฆ่าตัวตายสูงขึ้น และทำให้อาการจิตเวชที่มีอยู่เดิมแย่ลงอย่างมาก หากนำไปใช้ในเด็กและเยาวชนจะกระทบกระเทือนการพัฒนาทางสมองของเด็กอย่างรุนแรงและแก้ไขได้ยาก

    น้ำมันกัญชา ควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์เท่านั้น
    การใช้กัญชาทางการแพทย์เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้น จึงควรใช้ตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์หรือได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ไม่ควรใช้เพียงเพราะความเชื่อส่วนตัวหรือจากการรับข้อมูลข่าวสารที่แชร์ตามโลกโซเชียลโดยไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ยืนยัน การนำมาใช้งานอย่างไม่ถูกวัตถุประสงค์ ใช้งานเกินจริง ใช้เพื่อความบันเทิง และปราศจากการควบคุม ย่อมส่งผลเสียอย่างรุนแรงต่อตนเอง สังคม และประชาชนกลุ่มที่มีความจำเป็นต้องใช้สารสกัดจากกัญชา เพื่อบรรเทาโรคของตนเองและครอบครัว ทั้งนี้ ประชาชนทุกคนจึงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางการใช้สารสกัดจากกัญชาให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศไทยสูงสุด โดยกรมสุขภาพจิตกำลังดำเนินการศึกษาวิจัยประโยชน์และอันตรายจากสารสกัดจากกัญชาในด้านสุขภาพจิตต่อไปอีกด้วย อธิบดีกรมสุขภาพจิตกล่าว

    ข้อมูล :กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข
    7


    กัญชา มีสรรพคุณทางยา อย่างไรบ้าง

    กัญชามีสารออกฤทธิ์ที่สำคัญ 2 ชนิด คือ

    สาร CBD (Canabidiol)
    ช่วยลดการอักเสบของแผล ลดอาการเจ็บปวด ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ลดอาการชักเกร็ง

    สาร THC (Tetrahydrocanabinol)
    ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย และมีผลต่อจิตประสาท หากได้รับในปริมาณที่เหมาะสม จะช่วยลดเครียดได้

    อย่างไรก็ตาม กัญชา ในประเทศไทย ยังถือเป็นสารเสพติดที่ผิดกฏหมาย  แต่ล่าสุด ได้มีการเผยแพร่พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ฉบับที่ 7 พ.ศ. 2562  เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2562 สามารถนำกัญชาเพื่อใช้ในทางการแพทย์เพื่อรักษาโรคได้ แต่ต้องพัฒนาสายพันธุ์ให้เหมาะสม เพื่อใช้ในการรักษาโรค แต่กัญชา ยังเป็นยาเสพติดให้โทษตามกฏหมายเหมือนเดิม

    8
    บทความสาระ / กัญชา คืออะไร มีกี่ชนิด
    « กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ 13/07/19 »
    กัญชาคืออะไร
    กัญชาเป็นพืชล้มลุกชนิดหนึ่ง มีขนาดลำต้นสูงประมาณ 2-5 เมตร ลักษณะของใบกัญชาจะมีการแยกออกเป็นแฉก 5-8 แฉก โดยทุกแฉกจะมีรอยหยักเป็นเอกลักษณ์ มีดอกออกเป็นช่อเล็ก ๆ ตามกิ่งและก้านของต้นกัญชา ส่วนของกัญชาที่นำมาใช้เป็นยาเสพติดก็คือ บริเวณใบ ยอดช่อดอกและกิ่งก้านที่นำมาตากแดดจนแห้ง แล้วบดให้ละเอียด จากนั้นก็นำมาใส่ในบ้องกัญชา หรือนำมามวนผสมบุหรี่เพื่อใช้ในการเสพ

    กัญชา มีกี่ชนิด  แยกตามสายพันธุ์ Strains


    Canabis Sativa
    ลำต้นสูงใหญ่ ใบเรียว ยาว สีเขียว เป็นสายพันธุ์ที่ปลูกได้ดีในแถบอเมริกา เช่น โคลัมเบีย แม็กซิโก ประเทศไทย หรือประเทศเขตร้อน นิยมนำมาปลูกเพื่อเอาเมล็ดมาสกัดเป็นน้ำมัน


    Canabis Indica
    ลำต้นเตี้ย ใบเขียวเข้ม กว้าง ไม่เรียว ปลูกได้ดีในพื้นที่ที่มีอกาศเย็น นิยมปลูกดอกนำมาสกัดเป็นน้ำมันทางด้านการแพทย์ และนำมาเพื่อการผ่อนคลาย


    เปรียบเทียบให้ดูความแตกต่าง 2 ชนิด


    ลักษณะดอกของสองสายพันธุ์


    9


    ความหมายและองค์ประกอบของการสื่อสาร

    การสื่อสาร (Communication) หมายถึง กระบวนการส่งข่าวสารข้อมูลจากผู้ส่งข่าวสารไปยังผู้รับข่าวสาร มีวัตถุประสงค์เพื่อชักจูงให้ผู้รับข่าวสารมีปฏิกริยาตอบสนองกลับมา โดยคาดหวังให้เป็นไปตามที่ผู้ส่งต้องการ
    องค์ประกอบของการสื่อสาร ประกอบด้วย
     1. ผู้ส่งข่าวสาร (Sender)
     2. ข้อมูลข่าวสาร (Message)
     3. สื่อในช่องทางการสื่อสาร (Media)
     4. ผู้รับข่าวสาร (Receivers)
     5. ความเข้าใจและการตอบสนอง

    กระบวนการสื่อสาร
    กระบวนการสื่อสาร (Communication Process) โดยทั่วไปเริ่มต้นจากผู้ส่งข่าวสาร (Sender) ทำหน้าที่เก็บรวบรวมแนวความคิดหรือข้อมูล จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เมื่อต้องการส่งข่าวไปยังผู้รับข่าวสาร ก็จะแปลงแนวความคิดหรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องออกมาเป็น ตัวอักษร น้ำเสียง สี การเคลื่อนไหว ฯลฯ ซึ่งเรียกว่าข่าวสาร (Massage) จะได้รับการใส่รหัส(Encoding) แล้วส่งไปยังผู้รับข่าวสาร (Receivers) ผ่านสื่อกลาง (Media) ในช่องทางการสื่อสาร (Communication Channels) ประเภทต่าง ๆ หรืออาจจะถูกส่งจากผู้ส่งข่าวสารไปยังผู้รับข่าวสารโดยตรงก็ได้ ผู้รับข่าวสาร เมื่อได้รับข่าวสารแล้วจะถอดรหัส (Decoding) ตามความเข้าใจและประสบการณ์ในอดีต หรือสภาพแวดล้อมในขณะนั้น และมีปฏิกริยาตอบสนองกลับไปยังผู้ส่งข่าวสารซึ่งอยู่ในรูปขอความรู้ ความเข้าใจ การตอบรับ การปฏิเสธหรือการนิ่งเงียงก็เป็นได้ ทั้งนี้ข่าวสารที่ถูกส่งจากผู้ส่งข่าวสารอาจจะไม่ถึงผู้รับข่าวสารทั้งหมดก็เป็นได้ หรือข่าวสารอาจถูกบิดเบือนไปเพราะในกระบวนการสื่อสาร ย่อมมีโอกาสเกิดสิ่งรบกวน หรือตัวแทรกแซง(Noise or Interferes) ได้ ทุกขั้นตอนของการสื่อสาร 

    การติดต่อสื่อสาร คือ การแลกเปลี่ยนความหมายระหว่างบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ซึ่งจะเกิดขึ้น หรือเป็นผลสำเร็จ มีความเข้าใจตรงกัน เมื่อบุคคลทั้งสองฝ่ายมีการรับรู้ความต้องการ และทัศนคติอย่างเดียวกัน
    มินซ์เบิร์ก กล่าวว่า การติดต่อสื่อสาร คือ
      - เป็นการแสดงบทบาทความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และเป็นการติดต่อระหว่างบุคคลกับบุคคล
      - เป็นการแสดงบทบาทของการแลกเปลี่ยนข่างสารข้อมูลซึ่งเป็นการสื่อสารที่อาจเป็นการภายในหน่วยงานองค์การ หรือนอกองค์การ
      - เป็นการแสดงบทบาทของการตัดสินใจ เช่น การตัดสินของฝ่ายบริหารในเรื่องต่าง ๆ ไปยังผู้ใต้บังคับบัญชา
     
    กล่าวโดยสรุป การติดต่อสื่อสารเป็นการสร้างความเข้าใจจากบุคคลหนึ่งไปยังบุคคลหนึ่ง หรือหน่วยงานหนึ่งไปยังหน่วยงานหนึ่ง หรือเป็นกระบวนการในการส่งข่าวสารระหว่างบุคคล หรือหน่วยงานทั้งภายในและภายนอกขององค์การ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ และสามารถประสานงานให้ฝ่ายต่าง ๆ ได้ปฏิบัติหน้าที่ความรับผิดชอบได้ตรงตามวัตถุประสงค์ขององค์การ ซึ่งการติดต่อสื่อสารที่ชัดเจนนั้นเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ไม่ยาก โดยจุดเริ่มต้นของการสื่อสารที่บรรลุเป้าหมายที่สุดก็คือ การทำให้สาร และการสื่อสารนั้นเรียบง่าย ปฏิบัติได้มากที่สุด และง่ายต่อการจำที่สุด ซึ่งสามารถทำได้โดยอาศัยหลัก และขั้นตอนการติดต่อสื่อสาร
     
    กระบวนการติดต่อสื่อสาร
    กระบวนการติดต่อสื่อสารเป็นกระบวนการส่งข่าวสารระหว่างบุคคล 2 คน หรือมากกว่า 2 คนขึ้นไป และองค์ประกอบสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสารอย่างง่าย 3 ประการ มีดังต่อไปนี้

                         ผู้ส่งข่าวสาร--->ข่าวสาร--->ผู้รับข่าวสาร
     
    จากกระบวนการข้างต้น ผู้ส่งข่าวสารอาจจะเป็นบุคคล กลุ่ม หรือองค์การ เช่นเดียวกับผู้รับสาร ซึ่งการส่งสารจะมีประสิทธิภาพเพียงใดขึ้นอยู่กับความต้องการทัศนคติ ค่านิยม และการรับรู้ของทั้งผู้ส่งสาร และผู้รับสาร

    กระบวนการติดต่อสื่อสารขององค์การ ผู้ส่งสารจะต้องมีข้อเท็จจริง หรือข่าวสารที่จะส่ง และวัตถุประสงค์ของการส่งข่าวสาร โดยผู้ส่งข่าวสารจะจัดข่าวสารให้อยู่ในลักษณะที่สามารถจะส่งไปถึงผู้รับได้ดีและเข้าใจได้ดีที่สุด ซึ่งข่าวสารจะถูกกำหนดในลักษณะต่าง ๆ และจะถูกหมุนเวียนไปในช่องทางการติดต่อสื่อสาร ข่าวสารที่จะถึงผู้รับสารจะมีประสิทธิภาพหรือไม่ขึ้นอยู่กับวิธีการ และเทคนิคของผู้ส่งข่าวสาร
     
    กระบวนการติดต่อสื่อสาร ประกอบด้วย

    ผู้ส่ง (sender) หมายถึง ผู้พูด ผู้เขียน ผู้แสดงมีข่าวสาร ความคิดเห็น หรือความหมายที่ต้องการส่งไป
    การใส่รหัส (encoding) ผู้ส่งพยายามเรียบเรียงความคิดนั้น ๆ ออกมาเป็นคำพูด สัญลักษณ์ การแสดง ซึ่งการใส่รหัสเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะข่าวสารจะส่งผ่านไปถึงผู้อื่นได้ด้วยการมีสื่อ ถ้าผู้ส่งสารใช้สื่อได้ถูกต้อง และง่ายก็จะสะดวกต่อผู้รับสาร
    ข่าวสาร (massage) แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
       - ข่าวสารที่เป็นคำพูด
       - ข่าวสารโดยไม่ใช้คำพูด ได้แก่การใช้สัญลักษณ์เป็นสื่อ
    ช่องทางการสื่อสาร (channel) เป็นการถ่ายทอดจากบุคคลหนึ่งไปยังบุคคลหนึ่ง ซึ่งการติดต่อสื่อสารจะมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลนั้น ต้องมีช่องทางการสื่อสารที่เหมาะสมกับข่าวสารที่ส่งไป
    ผู้รับ (receiver) ผู้รับข่าวสารได้ดี ต้องสอดคล้องกับสื่อ ถ้าสื่อด้วยคำพูด ผู้รับต้องเป็นผู้ฟังที่ดี ถ้าสื่อด้วยการเขียน ผู้รับต้องอ่านและจับใจความให้ได้
    การถอดรหัส (decoding) เป็นกระบวนการตีความหมายของผู้รับ ซึ่งมีผลขึ้นกับประสบการณ์ และการประเมินผลของผู้รับ
    สิ่งรบกวน (noise) เป็นสิ่งที่จะทำให้การส่งสารเกิดความผิดพลาด เข้าใจผิด และตีความหมายผิดไป อาจหมายถึงอุปสรรคต่าง ๆ เช่น ความไม่ตั้งใจฟัง สื่อที่ขาดประสิทธิภาพ เสียงไม่ชัดเจน ฯลฯ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในช่วงของการใส่รหัส และถอดรหัส
    ข้อมูลป้อนกลับ (feedback) เป็นการกลับของกระบวนการติดต่อสื่อสาร ถึงความรู้สึกของผู้รับสาร และผู้รับสารจะกลายเป็นผู้ส่งสาร ตามกระบวนการเช่นเดิมต่อไป
    10


    สูตรไล่แมลง เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ

    สูตรกำจัด ฆ่า

    สูตร 1
    เหล้าขาว1ขวดใหญ่ น้ำส้มสายชูกลั่น 5% 1 ขวดใหญ่ ยาฉุน 2 ขีด คนให้เข้ากันแช่รวมกันไว้ 1 คืน ใช้อัตราส่วน 2-5ช้อนโต้ะต่อน้ำ 10 ลิตร

    สูตร 2
    น้ำส้มสายชู1ขวดใหญ่ พริกสด 1 ขีด หรือ 1 กำมือ โขลกพริกผสมน้ำส้มหมักไว้1คืน ใช้อัตราส่วน 2-5 ช้อนโต้ะต่อน้ำ 10 ลิตร

    สูตร 3
    เหล้าขาว 2 แก้ว น้ำส้มสายชู 1 แก้ว  EM 1 แก้ว กากน้ำตาลหรือน้ำตาลทรายแดง 1 แก้ว ผสมทั้งหมดหมักไว้ 1คืน ใช้อัตราส่วน 5-10 ช้อนโต้ะต่อน้ำ 20 ลิตร

    ทั้ง 3 สูตร เป็นยาฆ่าแมลง เวลาใช้ให้เจือจางตามสูตรที่ให้  แล้วเติมน้ำยาล้างจานด้วย 1 ช้อนชา เพื่อให้น้ำยาที่ฉีดจับใบหรือเกาะที่ใบพืชของเรานานๆ

    ข้อควรระวัง
    ไม่ควรใช้อัตรส่วนที่เข้มข้นมากไป เพราะอาจทำให้ใบไหม้และตายได้ เพราะจะได้ผลดีคือฉีดตอนแดดจัด

    สูตรขับไล่

    สูตร 1
    น้ำจากการดองผักต่างๆหรือน้ำดองหน่อไม้ส้ม 5 ช้อนโต้ะต่อน้ำ 10 ลิตร

    สูตร 2
    ข่าแก่ ใบขี้เหล็ก ใบสะเดา   ตำทุกอย่างพอแตก ผสมน้ำเปล่าพอท่วมหมักไว้ 1 คืน

    สูตร3
    ใบสาบเสือ ใบน้อยหน่า ใบกระถิน โขลกรวมกันให้ช้ำจนมีกลิ่นฉุนออกมา ผสมน้ำพอท่วมหมักไว้ 1คืน

    ทั้ง 3 สูตร ใช้อัตรา 5 ช้อนโต้ะต่อน้ำ 10 ลิตรและเพิ่มน้ำยาล้างจาน 1 ช้อนชาค่ะ เพื่อจับใบ ฉีดให้เปียกชุ่มทั่วทั้งพุ่มเลย รวมถึงใต้ใบด้วย อาทิตย์ละครั้ง จะไม่มีแมลงมารบกวนอีก

    ทุกสูตร เวลาฉีด ก็ไม่ควรให้ถูกตัวเรา  แม้จะไม่ใช่สารเคมี แต่หากโดนตัวเรา หรือสัมผัสผิวหนังเรา อาจจะมีกลิ่น หรือมีแสบคันบ้างเหมือนกันในกรณีคนที่แพ้ง่าย
    หน้า: [1] 2 3 ... 10