แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - Mimo

หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 11
31


 "ความพอดี"

ในการสร้างตัวสร้างฐานะนั้นจะต้องถือหลักค่อยเป็นค่อยไป ด้วยความรอบคอบ ระมัดระวังและความพอเหมาะพอดี ไม่ทำเกินฐานะและกำลัง หรือทำด้วยความเร่งรีบ เมื่อมีพื้นฐานแน่นหนารองรับพร้อมแล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญก้าวหน้าในระดับสูงขึ้น ตามต่อกันไปเป็นลำดับผลที่เกิดขึ้นจึงจะแน่นอน มีหลักเกณฑ์ เป็นประโยชน์แท้และยั่งยืน
พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยขอนแก่น วันที่ 18 ธันวาคม 2540


แหล่งข้อมูล:http://www.v4king.in.th

32



"ความเพียร"

การสร้างสรรค์ตนเอง การสร้างบ้านเมืองก็ตาม มิใช่ว่าสร้างในวันเดียว ต้องใช้เวลา ต้องใช้ความเพียร ต้องใช้ความอดทน เสียสละ แต่สำคัญที่สุดคือความอดทนคือไม่ย่อท้อ ไม่ย่อท้อในสิ่งที่ดีงาม สิ่งที่ดีงามนั้นทำมันน่าเบื่อ บางทีเหมือนว่าไม่ได้ผล ไม่ดัง คือดูมันครึทำดีนี่ แต่ขอรับรองว่าการทำให้ดีไม่ครึต้องมีความอดทน เวลาข้างหน้าจะเห็นผลแน่นอนในความอดทนของตนเอง
พระบรมราโชวาท พระราชทานแก่นักเรียน นักศึกษา ครู และอาจารย์ในโอกาสเข้าเฝ้าฯ วันที่ 27 ตุลาคม 2516

แหล่งข้อมูล:http://www.v4king.in.th

33


• คำสอนของพ่อ : การรู้จักใช้เงิน
“...ถ้าเราสะสมเงินให้มาก เราก็สามารถที่จะใช้ดอกเบี้ย ใช้เงินที่เป็นดอกเบี้ยโดยไม่แตะต้อง
ทุน ถ้าเราใช้มากเกินไปหรือเราไม่ระวัง เรากินเข้าไปเป็นทุน ทุนมันก็น้อยลงๆ จนหมด...”

พระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษา
เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2518


• คำสอนของพ่อ : การรู้จักนับถือความรู้
 “...เราเป็นนักเรียน เราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ... ถ้าหากว่าในด้านไหนก็ตาม เวลาไปปฏิบัติให้ถือว่า
เราเป็นนักเรียน ชาวบ้านเป็นครูหรือ ‘ธรรมชาติเป็นครู’ การที่ท่านทั้งหลายจะออกไป ก็จะไปหลายๆด้าน
... ก็จะต้องเข้าใจว่า เราอาจจะเอาความรู้ไปให้เขา แต่ก็ต้องนับถือความรู้ของเขาด้วย จึงจะมีความสําเร็จ
...”
พระบรมราโชวาทพระราชทานแก่บัณฑิตอาสาสมัครพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดําริอําเภอเมือง จังหวัด สกลนคร เมื่อวันที่
22 พฤศจิกายน พ.ศ.252


• คำสอนของพ่อ : การมีเสรีภาพ
 “...การมีเสรีภาพนั้นเป็นของดีอย่างยิ่ง แต่เมื่อจะใช้จําเป็นต้องใช้ด้วยความระมัดระวังและ ความรับผิดชอบมิให้ล่วงละเมิดเสรีภาพของผู้อื่น ที่เขามีอยู่เท่าเทียมกัน ทั้งมิให้กระทบกระเทือนถึง สวัสดิภาพและความเป็นปกติสุขของส่วนรวมด้วย มิฉะนั้น จะทําให้มีความยุ่งยากจะทําสังคมและ ชาติประเทศต้องแตกสลายโดยสิ้นเชิง ...”

พระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแถลงการณ์สภาการวิทยุและโทรทัศน์แห่งชาติตาม แนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (สวชพ.) เรื่อง ‘การใช้เสรีภาพเพื่อการปรองดองสมานฉันท์’ เนื่องในวันนักข่าว เมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ.2520


• คำสอนของพ่อ : การคิดก่อนพูด
 “...หลักของคุณธรรมคือ การคิดด้วยจิตใจที่เป็นกลาง ก่อนจะพูดจะทําสิ่งไร จําเป็นต้อง หยุดคิดเสียก่อน เพื่อรวบรวมสติให้ตั้งม่ัน และจิตสว่างแจ่มใส ซึ่งเมื่อฝึกหัดคุ้นเคยชํานาญแล้ว จะกระทําได้คล่องแคล่วช่วยให้สามารถแสดงความรู้ความคิดในเรื่องต่างๆ ให้ผู้ฟังได้เข้าใจได้ง่าย ได้ชัด ไม่ผิด ทั้งหลักวิชา ทั้งหลักคุณธรรม...”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ.2535


• คำสอนของพ่อ : ความเจริญในการทำงาน
“... ความเจริญของคนทั้งหลาย ย่อมเกิดมาจากประพฤติชอบและการหาเลี้ยงชีพชอบเป็นหลักสําคัญ ผู้ที่จะสามารถประพฤติชอบ และหาเลี้ยงชีพชอบได้ด้วยนั้น ย่อมจะมีทั้งวิชาความรู้
ทั้งหลักธรรมทางศาสนา เพราะสิ่งแรกเป็นปัจจัยสําคัญสําหรับใช้กระทําการทํางาน สิ่งหลัง เป็นปัจจัยสําคัญสําหรับส่งเสริมความประพฤติและการปฏิบัติงานให้ชอบคือให้ถูกต้องและเป็นธรรม”

พระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ครูโรงเรียนราษฎร์สอนศาสนา อิสลาม 4 จังหวัดภาคใต้จังหวัดปัตตานีเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ.2519


• คำสอนของพ่อ : ความพอเพียง
“...ความพอเพียงนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัว จะต้องทอผ้า ใส่เอง อย่างนั้นมันมากเกินไป แต่ในหมู่บ้านหรือในอําเภอ จะต้องมีความพอเพียงพอสมควร บางสิ่งบางอย่างที่ผลิตได้มากกว่าความต้องการ ก็ขายได้แต่ในที่ไม่ห่างไกลเท่าไหร่ ไม่ต้องเสียค่าขนส่ง มากนัก ...มีเงินเดือนเท่าไหร่จะต้องใช้ภายในเงินเดือน...กู้เงินนั้น เงินจะต้องให้เกิดประโยชน์มิใช่กู้สําหรับ ไปเล่น ไปทําอะไรที่ไม่เกิดประโยชน์...”

พระราชดํารัสในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540


• คำสอนของพ่อ : ชาติบ้านเมืองคืออวัยวะ
“…ชาติบ้านเมืองประกอบด้วยนานาสถาบัน อันเปรียบได้กับอวัยวะทั้งปวง ที่ประกอบกันขึ้นเป็นชีวิตร่างกาย ชีวิตร่างกายดํารงอยู่ได้เพราะอวัยวะใหญ่น้อยทํางานเป็นปรกติพร้อมกันอย่างไร
ชาติบ้านเมือง ก็ดํารงอยู่ได้เพราะสถาบันต่างๆ ตั้งมั่นและปฏิบัติหน้าที่ของตนโดยพร้อมมูลอย่างนั้น...”

พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแก่ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ตํารวจและอาสาสมัครพลเรือนในพิธีตรวจพลสวนสนามในงานพระราชพิธีรัชดาภิเษก เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน
พ.ศ.2514


• คำสอนของพ่อ : คนดี
“…ในบ้านเมืองนี้มีทั้งคนดีและคนไม่ดีไม่มีใครที่จะทําให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทําให้ บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทําให้ทุกคนเป็นคนดีหากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดีให้คนดี ปกครองบ้านเมืองและควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอํานาจไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้...”

พระบรมราโชวาทในพิธีเปิดงานชุมชนลูกเสือแห่งชาติค่ายลูกเสือวชิราวุธจังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2512


• คำสอนของพ่อ : การทำหน้าที่ของข้าราชการ
“…ข้าราชการไม่ว่าจะอยู่ตําแหน่งใด ระดับไหน มีหน้าที่อย่างไร ล้วนแล้วแต่มีส่วนสําคัญ อยู่ในงานของแผ่นดินทั้งสิ้น ทุกคนจึงต้องตั้งใจปฏิบัติหน้าที่โดยเต็มกําลังความสามารถด้วยอุดมคติ
ด้วยความเข้มแข็งเสียสละและระมัดระวังให้การทุกอย่างในหน้าที่เป็นไปอย่างถูกต้องเที่ยงตรงด้วยความระลึกรู้ตัว อยู่เสมอว่าการปฏิบัติตัว ปฏิบัติงานของตนมีผลเกี่ยวเนื่องถึงสุขทุกข์ของประชาชน ตลอดจน
ความเจริญขึ้นหรือเสื่อมลงของประเทศชาติ...”

พระบรมราโชวาทเนื่องในวันข้าราชการพลเรือน เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2557


• คำสอนของพ่อ : ความสามัคคี
 “…สามัคคีนี้ก็คือการเห็นแก่บ้านเมือง และช่วยกันทุกวิถีทาง เพื่อที่จะสร้างบ้านเมืองให้ เข้มแข็ง ด้วยการเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน และทํางานด้วยการซื่อสัตย์สุจริต ต้องส่งเสริมงานของกัน และกัน และไม่ทําลายงานของกันและกัน มีเรื่องอะไรให้ได้พูดปรองดองกัน อย่าเรื่องใครเรื่องมัน และงานก็ทํางานอย่างตรงไปตรงมา นึกถึงประโยชน์ส่วนรวม...”

พระราชดํารัสที่พระราชทานในพิธีประดับยศนายตํารวจชั้นนายพล เมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2519


แหล่งข้อมูล :http://www.majorcineplex.com

34

 :o :o  1.สาวร้อยผัว  :o :o
เป็นไม้พุ่มที่มีเหง้าและรากใต้ดินคล้ายกระชาย ลำต้นบนดินจะเป็นไม้เลื้อย ใบเดี่ยวเรียงสลับ โดยอาจจะรับประทานแบบสดๆ หรือจะนำไปต้มใส่แกงก็ได้ หรือนำรากมาตากแห้งแล้วบดปั้นเป็นยาลูกกลอนกินกับน้ำผึ้ง ในอดีต ผู้หญิงจะนำมาบริโภค เพื่อแก้ภาวะประจำเดือนไม่ปกติ มีบุตรยาก ตกขาว อารมณ์ทางเพศเสื่อมถอย ใช้บำรุงน้ำนม บำรุงครรภ์ ป้องกันการแท้ง (habitual abortion) และในประเทศอินเดียพบว่า สมุนไพรชนิดนี้ มีการนำไปใช้เพิ่มสมรรถภาพทางเพศของผู้ชายมากที่สุด ปัจจุบันมีการนำมาแปรรูปเป็นแคปซูล หรืออาหารเสริม นอกจากนี้ ยังมีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด มีประโยชน์ในการนำมารักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานได้


 :o :o 2. ปลาไหลเผือก  :o :o
ลักษณะเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก มีลำต้นสีแดง มีใบย่อยจำนวนมาก โดยใบย่อยจะมีรูปไข่เรียวแหลม มีดอกและผลสีแดงเล็กๆ การนำมาใช้ ให้นำแก่นและรากของปลาไหลเผือกมาต้มน้ำดื่ม มีสารฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) ที่มีฤทธิ์เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ นอกจากนี้มีฤทธิ์กระตุ้นการสร้างฮอร์โมนเพศชาย เคยมีการศึกษาพบว่า สารสกัดจากรากสามารถช่วยกระตุ้นการสร้างฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน จนนำไปสู่การจดสิทธิบัตรสารเคมีและวิธีการสกัด โดยมีสรรพคุณในการช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อและเพิ่มความแข็งแรงของนักกีฬา ปัจจุบันมีการนำมาแปรรูปเป็นอาหารเสริมต่างๆ


 :o :o 3. ม้ากระทืบโรง :o :o
เป็นเถาไม้เลื้อย ซึ่งจะไปอาศัยเกาะพันตามต้นไม้อื่นๆ ลำต้นมีลักษณะตะปุ่มตะป่ำคล้ายต้นหนามหรือต้นงิ้ว มีเปลือกสีน้ำตาล จะใช้เถามาดองกับสุรา หรือว่าต้มน้ำดื่ม แล้วดื่มเพื่อเพิ่มความกำหนัด นอกจากนี้ยังมีสาร foveolide A จากลำต้นแสดงความเป็นพิษระดับปานกลางต่อเซลล์มะเร็งลำไส้, เซลล์มะเร็งตับ, เซลล์มะเร็งเต้านม และเซลล์มะเร็งกระเพาะอาหาร และมีฤทธิ์ต้านเชื้อวัณโรค


 :o :o 4. กลิ้งกลางดง  :o :o
ลักษณะเป็นไม้เลื้อยเถาเนื้ออ่อน งอกมาจากหัวใต้ดินขนาดใหญ่ เป็นหัวทรงกลม ผิวมีทั้งชนิดขรุขระและเรียบ รสชาติมันและเฝื่อนเล็กน้อย โดยให้นำหัวมาผ่าเอาเปลือกออก แล้วหั่นเนื้อที่มีสีขาวนวลคล้ายมันแกวเป็นชิ้นบางๆ ตากแดดให้แห้งนำไปต้มน้ำดื่ม หรือดองกับสุรา ใช้ดื่มเป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงกำหนัด ขจัดความอ่อนล้า ช่วยเจริญอาหาร บำรุงประสาท เป็นยาอายุวัฒนะในตำรับยาสมุนไพรไทยมาแต่โบราณแล้ว


 :o :o  5.บอระเพ็ด  :o :o 
ตามตำราแพทย์แผนไทย ระบุไว้เป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงร่างกาย ช่วยขับน้ำย่อย ทำให้เจริญอาหาร สมัยก่อนผู้ใหญ่นำมาใช้เป็นยาลดไข้ จนกลายเป็นคำพูดติดปากว่า หวานเป็นลม ขมเป็นยา โดยมีที่มาจากสมุนไพรชนิดนี้


 :o :o 6. โด่ไม่รู้ล้ม  :o :o
เป็นไม้ล้มลุกลำต้นตั้งตรง สั้น อยู่ในระดับพื้นผิวดิน มีใบยาว มีขนใต้ใบ ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย จะใช้ทุกส่วนของต้น ทั้งรากและใบ โดยล้างน้ำให้สะอาด นำมาสับให้เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำไปตากแห้ง หลังจากนั้นก็บดให้ละเอียดใช้ชงกินกับน้ำ หรือนำผงไปดองเหล้า น้ำจะออกสีเหลืองๆ ช่วยบำรุงกำหนัด บำรุงสมรรถภาพทางเพศ ช่วยรักษาตับและไตอักเสบ ช่วยแก้อาการบวมน้ำ ช่วยแก้อาการเจ็บคอ ต่อมทอนซิลอักเสบ โรคหลอดลมอักเสบ


 :o :o 7. หมามุ่ยอินเดีย  :o :o
เคยมีการวิจัยเมล็ดหมามุ่ย นำไปใช้ในชายที่มีมีบุตรยาก การผลิตฮอร์โมนเพศลดลง และพบว่าหลังให้รับประทานเมล็ดหมามุ่ย 5 กรัมต่อวัน เป็นเวลา 3 เดือน พบว่า มีการผลิตฮอร์โมนเพศเพิ่มขึ้น คุณภาพของน้ำอสุจิและน้ำเชื้อดีขึ้น โดยสารที่เรียกว่า L–Dopa ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์ โดปามีน ที่เป็นสารสื่อประสาทที่มีอิทธิพลสูงต่อระบบสืบพันธุ์


     
ยาสมุนไพร,สมุนไพร,ยาบำรุง
แหล่งข้อมูล:http://www.fhm.in.th

35


:) :) ชื่อวิทยาศาสตร์
Anamirta cocculus


 :) :) ลักษณะทั่วไป
เป็นว่านที่มีลำต้นอยู่ใต้ดิน ในหนึ่งกอจะมีหัวใหญ่อยู่ 1 หัว อยู่ตรงกลางกอ มีหัวเล็กๆ ซึ่งเกิดทีหลังเรียงรายอยู่รอบๆ หัวใหญ่ ลักษณะของหัวเป็นสีเขียว กลมเรียวเป็นมัน ใบแตกตรงส่วนยอดของหัวว่าน ใบคล้ายใบกุยช่ายพื้นใบสีเขียว ใบแคบเล็ก ยาว ขอบใบทั้งสองข้างใบจะเป็นเส้นขนานปลายใบ



 :) :) การปลูก
ให้ปลูกในดินร่วนปนทราย ที่ระบายน้ำได้ดี และควรปลูกใส่กระถางปากกว้าง ทรงเตี้ย แล้วจัดวางกระถางว่านไว้ในที่ร่มรำไร อย่าให้โดดแดดจัด รดน้ำเฉพาะตอนเช้า เพียงวันละหนึ่งครั้งก็พอ รดน้ำให้ชุ่ม แต่อย่าให้แฉะ เพราะจะทำให้หัวว่านเน่าได้



 :) :) การขยายพันธุ์
ขยายพันธุ์โดยการแยกหัว


 :) :) ความเป็นมงคล
ว่านนางล้อมเป็นว่านมหามงคล ปลูกไว้ในบริเวณบ้าน จะช่วยป้องกันคุ้มครองบ้านเรือนให้รอดพ้นจากภัยพิบัติต่างๆ ได้ ทำให้ครอบครัวมีความอยู่เย็นเป็นสุข ปราศจากศัตรูหรืออมิตรทั้งหลาย





พืชมลคล,ว่านมงคล,พืชสมุนไพร,ต้นไม้
แหล่งข้อมูล:http://thailand-an-field.blogspot.com

36
 

:) :) กะทกรกมีลักษณะคล้ายกันกับต้นตำลึงเพราะมีการเจริญเติบโตแบบไม้เถาเลื้อย มีหนามขนาดเล็กขึ้นตามเถา มีขนขึ้นอยู่เต็มไปหมดทุกส่วน ใบเป็นแบบใบเดี่ยว คล้ายรูปหัวใจ ใบมนเป็น 3 แฉก มีปลายแหลม ดอกของกะทกรกมีสีขาว ส่วนบริเวณด้านในที่เป็นเกสรจะมีสีม่วง ดอกจะออกในช่วงเดือนสิงหาคมจนถึงเดือนกันยายน ผลของกะทกรกจะมีลักษณะกลมขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือ ผลถูกหุ้มด้วยเยื่อบางๆ ผลอ่อนจะมีสีเขียว เมื่อเป็นผลแก่จะมีสีเหลืองส้ม มีเมล็ดอยู่ข้างใน มีเนื้อหุ้มเมล็ดอยู่ รสชาติออกหวานเฝื่อนๆ



สรรพคุณของกะทกรก
1.เปลือกใช้เป็นยาชูกำลัง (เปลือก)
2.เนื้อไม้ใช้เป็นยาควบคุมธาตุในร่างกาย (เนื้อไม้) ส่วนเถาใช้เป็นยาธาตุ (เถา)
3.รากสดหรือรากตากแห้งใช้ชงกับน้ำดื่มเป็นชา จะช่วยทำให้สดชื่น (ราก)
4.ผลดิบมีรสเมาเบื่อ ส่วนผลสุกมีรสหวานเย็น ช่วยบำรุงปอด (ผล)
5.ทั้งต้นมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงหัวใจ (ทั้งต้น)
6.ช่วยถอนพิษเบื่อเมาทุกชนิด (เนื้อไม้)
7.ช่วยแก้ความดันโลหิตสูง (ราก)
8.แพทย์ชาวเวียดนามใช้ใบเป็นสงบระงับความเครียดและความวิตกกังวล ด้วยการใช้ใบแห้งประมาณ 10-15 กรัม (ต่อวัน) นำมาต้มกับน้ำกิน (ใบ)
9.ช่วยแก้อาการปวดศีรษะ ด้วยการใช้ใบนำมาตำใช้พอกหรือประคบที่ศีรษะ (ใบ)
10.รากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้ แก้ไข้จับสั่น (ราก)
11.ใบใช้ตำพอกศีรษะ ช่วยแก้อาการหวัด คัดจมูก (ใบ)
12.ช่วยแก้อาการไอ (ใบ, ดอก, ต้น, ทั้งต้น)
13.ช่วยขับเสมหะ (ใบ, ต้น, ทั้งต้น)
14.เมล็ดใช้แก้เด็กที่มีอาการท้องอืดเฟ้อ ช่วยทำให้ผายลม ด้วยการนำเมล็ดมาตำให้ละเอียด ใช้ผสมกับน้ำส้มและรมควันให้อุ่น แล้วเอาไปทาท้องเด็ก (เมล็ด)
15.ใบนำมาตำให้ละเอียด แล้วคั้นเอาแต่น้ำดื่มเป็นยาเบื่อและยาขับพยาธิ (ใบ)
16.ดอก ใบ และทั้งต้นมีรสเบื่อเมา ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ (ใบ, ดอก, ต้น, ทั้งต้น)
17.เถาและรากสดใช้ต้มเป็นยาแก้ปัสสาวะขุ่นข้น (ราก)
18.ช่วยแก้กามโรค (ราก)
19.ช่วยรักษาบาดแผล (เนื้อไม้, ใบ, ผล) และเถาใช้เป็นยาพอกรักษาแผล
20.ใบใช้ตำพอกฆ่าเชื้อบาดแผล (ใบ)
21.เปลือกใช้ตำเคี่ยวกับน้ำมะพร้าว ช่วยแก้ไฟไหม้น้ำร้อนลวก
22.เปลือกช่วยทำให้แผลเน่าเปื่อยแห้ง
23.ใบสดนำมาตำให้ละเอียดผสมกับน้ำพอสมควร นำมาทาวันละ 3-4 ครั้ง เพื่อใช้รักษาโรคผิวหนัง แก้อาการคัน 24.แก้หิด แก้หืด
25.ช่วยแก้อาการปวด (ผล)
26.ช่วยแก้อาการบวม (ใบ, ต้น, ทั้งต้น) แก้อาการบวมที่ไม่รู้สาเหตุ (ทั้งต้น)
27.ช่วยแก้อาการเหน็บชา โดยนำมาสับตากแดด แล้วนำมาต้มกิน (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)
28.ใบนำมาตำให้ละเอียดคั้นเอาแต่น้ำใช้พอกรักษาสิว (ใบ)



ประโยชน์ของกะทกรก
1.ยอดอ่อน ผลอ่อน ผลสุก ผลแก่ รวมทั้งรกหุ้ม สามารถใช้รับประทานเป็นผักสด หรือนำมาต้มหรือลวกเป็นผักจิ้มน้ำพริก และแกงเลียง ผลสามารถนำมาปั่นเพื่อทำเป็นเครื่องดื่มได้
2.ในด้านทางการเกษตร เนื่องจากต้นกะทกรกมีสารพิษชื่อว่า Cyanpgenetic glycosides ที่สามารถนำมา--ประยุกต์ใช้เป็นยาฆ่าและป้องกันแมลงศัตรูพืชได้ โดยเฉพาะตัวด้วงถั่วเขียว ซึ่งสารพิษดังกล่าวจะไปยับยั้งการเกิดเป็นตัว
3.ใช้ปลูกเป็นพืชคลุมดินและทำปุ๋ยหมักได้ เนื่องจากต้นกะทกรกมีกลิ่นเหม็นเขียว จึงช่วยป้องกันไม่ให้สัตว์เข้ามาทำลายได้



 >:( >:( ข้อควรระวังในการรับประทานกะทกรก
1.ทั้งต้นสดมีรสเบื่อเมาและเป็นพิษ หากนำมากินอาจทำให้เสียชีวิตได้ แต่พิษจะสลายไปเมื่อถูกความร้อน ดังนั้นจึงต้องนำไปต้มให้สุกก่อนนำมาใช้
2.ผลอ่อนมีพิษ เนื่องจากมีสารไซยาโนจีนิก ไกลโคไซด์ (Cyanogenetic glucoside) เปลือกผล เมล็ด และใบมีสารที่ไม่คงตัว เมื่อสารดังกล่าวสลายตัวจะทำให้ Acetone และ Hydrocyanic acid (สารชนิดหลังเป็นพิษ) ทำให้เม็ดเลือดแดงขาดออกซิเจน ทำให้เกิดอาการอาเจียน


พืชสมุนไพร,กะทกรก,ประโยชน์,สรรพคุณ,ผัก,อาหาร
แหล่งข้อมูล:https://medthai.com,http://www.สาระเร็ว.com

37


 ;D ;D ผักผลไม้สีเหลือง มีสารที่ชื่อว่า “ลูทีน” (Lutein) ซึ่งช่วยป้องกันความเสื่อมของจุดสีที่อยู่ในเรตินา ในดวงตาของคุณ ประโยชน์ของผักผลไม้สีเหลืองนั้น มะเขือเทศสีเหลือง มี ไนอาซิน และ โฟเลต มากกว่า มะเขือเทศ อื่น ๆ หากขาดผักผลไม้สีเหลืองแล้วเมื่ออายุมากขึ้นอยู่ในวัยชราแล้ว ก็อาจจะทำให้ดวงตาพร่ามัว มองไม่ชัดหรือมองไม่เห็นได้ การบริโภคอาหารควรให้ครบ 5 หมู่ เพื่อมีสุขภาพที่ดี


  ;D ;D สีส้มหรือสีเหลือง เกิดจากเม็ดสีในกลุ่มของแคโรทีนอยด์ (carotenoid) เช่นเบต้า-แคโรทีน (Beta-carotenoid) แอลฟา-แคโรทีน (alpha - carotenoid) ฟลาโวนอยด์ (flavonoid) วิตามินเอ และวิตามินซี เป็นต้น มีคุณสมบัติช่วยรักษาสุขภาพของหัวใจและหลอดเลือด ช่วยบำรุงสายตาทำให้สามารถมองเห็นในที่มืดได้ดี ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต้อกระจก โรคมะเร็ง โรคหัวใจและช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ดี



 >:( >:( ข้อควรระวัง
1. มะเขือเทศและผลิตภัณฑ์จากมะเขือเทศ มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ผู้ที่มีอาการกรดไหลย้อน จึงควรกินมะเขือเทศและผลิตภัณฑ์จากมะเขือเทศ ในปริมาณจำกัด
2. น้ำจากผลมะเขือเทศสุกมีสารไลโคเปอร์ซิซิน (Lycopersicin) ซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อรา และแบคทีเรีย
3. ใบมีฤทธิ์ฆ่าแมลง โดยชงกับน้ำร้อนใช้กำจัดหนอนและแมลง ที่มากินผักได้





ผัก,มะเขือเทศ,สีเหลือ,ประโยชน์,อาหาร,มะเขือ
แหล่งข้อมูล:http://www.laservisionthai.com

38



 :) :) สำหรับมะเขือเทศสีดำที่ว่านี้ มีชื่อเรียกเท่ห์ๆว่า "แบล็ค กาแล็กซี่" (Black Galaxy tomato) เป็นมะเขือเทศที่เกิดจากสายพันธุ์ไฮบริดกลับมะเขือเทศธรรมชาติผสมกัน จนในที่สุดก็ได้มาซึ่งมะเขือเทศมีผิวนอกเป็นสีดำ แต่ข้างในยังคงมีเนื้อและเมล็ดเหมือนมะเขือเทศทั่ว ๆ ไป



 :) :) โดยผิวสีดำของมะเขือเทศนี้ เกิดจากสารตัวเดียวกันกับที่มีอยู่ผลบลูเบอร์รี่ อีกทั้งยังเป็นสารที่ไวต่อการรับแสงมาก ๆ เลยด้วย กล่าวคือ ถ้ามะเขือเทศสีดำนี้โดนแดดมากเท่าไหร่ ผิวของมันก็จะยิ่งทำปฏิกิริยาจนเป็นสีดำที่เข้มมาก ๆ เท่านั้น ถ้าเราว่างจัดเอากระดาษตัดเป็นรูปต่างๆไปติดไว้กับผิวมะเขือเทศคงสร้างลวดลายสวยงาม เป็นแรงดึงดูดความสนใจไม่น้อยทีเดียว ให้คุณแม่บ้านพ่อครัวสนใจนำไปทำสลัดหรือตกแต่งจานให้สวยงามได้ดีทีเดียว  :) :) ที่สำคัญ มะเขือเทศสีดำ เป็นมะเขือเทศที่ให้คุณค่าทางอาหารสูงมาก ๆ 






มะเขือเทศสีดำ,มะเขือ,สีดำ,ผัก,Black Galaxy tvmato,อาหาร
แหล่งข้อมูล:www.facebook.com/sidhichai.center/posts/172757886259171

39


ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ ต้นรวงผึ้ง
ชื่อไทย : รวงผึ้ง
ชื่อท้องถิ่น : น้ำผึ้ง (กรุงเทพฯ) , สายน้ำผึ้ง และดอกน้ำผึ้ง (ภาคเหนือ)
ชื่อสามัญคือ : Yellow star
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Schoutenia glomerata King subsp.peregrina (Craib) Roekm.
ชื่อวงศ์ : MALVACEAE
ลักษณะทั่วไป: ไม้ยืนต้นขนาดกลาง – ใหญ่ หากอยู่กลางแจ้งจะเป็นพุ่มกลมขนาดใหญ่
ถิ่นกำเนิด: ประเทศไทย (พบมากทางภาคเหนือ)



1. ความสำคัญ
 
       ต้นรวงผึ้ง ถือว่าเป็นพรรณไม้อันทรงคุณค่าและมีเกียรติชนิดหนึ่ง ที่ถูกยกให้เป็นต้นไม้ประจำ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 เนื่องจากดอกรวงผึ้งจะผลิดอกออกใบในช่วงวันพระบรมราชสมภพพอดี ส่วนสีเหลืองของดอกรวงผึ้งยังเป็นสีประจำวันพระบรมราชสมภพอีกด้วย นอกจากนี้พระองค์ยังทรงปลูกต้นรวงผึ้งไว้ตามสถานที่ต่าง ๆ ที่พระองค์เสด็จฯ ไปประกอบพระราชกรณียกิจ เพื่อพระราชทานไว้ให้เป็นตัวแทนแห่งพระองค์ท่านและเป็นสิริมงคลแก่ราษฎร
 
2. ลักษณะ
 
       โดยทั่วไปจะเรียกต้นไม้ชนิดนี้ว่า “ต้นรวงผึ้ง” แต่ถ้าหากได้ยินคนเรียก ต้นน้ำผึ้ง ต้นสายน้ำผึ้ง หรือดอกน้ำผึ้ง ก็ไม่ต้องสงสัยไป เพราะชื่อเหล่านี้เป็นชื่อเรียกของคนท้องถิ่นที่มักได้ยินกันบ่อยในแถบกรุงเทพฯ และภาคเหนือ ต้นรวงผึ้ง มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Yellow star และชื่อวิทยาศาสตร์คือ Schoutenia glomerata King subsp.peregrina (Craib) Roekm.

       ต้นรวงผึ้งจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ทนแดดและชอบขึ้นในที่แล้ง ลำต้นแตกกิ่งต่ำ ลักษณะลำต้นเป็นทรงพุ่มมน ออกใบเดี่ยวเรียงสลับกัน ด้านหน้าใบจะเป็นเขียวและหลังใบเป็นสีน้ำตาลนวล ดอกรวงผึ้งส่งกลิ่นหอมตลอดทั้งวัน และมีสีเหลืองอร่ามดูโดดเด่น ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบ ลักษณะดอกมีกลีบเลี้ยง 5 แฉกติดกับโคนกลีบและเป็นฐานรองกระจุกเกสรตัวผู้ ไม่มีกลีบดอก ดอกจะบานได้นาน 7-10 วัน ส่วนผลของต้นรวงผึ้งมีลักษณะเป็นทรงกลม ผลแห้ง และมีขน

3. วิธีปลูกและวิธีการดูแล
 
       วิธีขยายพันธุ์ต้นรวงผึ้งที่นิยมมากที่สุดคือ การตอนกิ่ง ด้วยการควั่นกิ่งและลอกเปลือกออก จากนั้นนำดินเหนียวและกาบมะพร้าวชุบน้ำมาหุ้มแผลเอาไว้ ห่อด้วยแผ่นพลาสติกและมัดเชือกปิดมิด ดูแลรดน้ำตามปกติ อาจจะใช้ฮอร์โมนเร่งรากด้วยก็ได้ รอรากงอกออกมาภายใน 2-3 วัน จึงค่อยตัดไปปลูกลงในหลุมดินร่วน เพื่อให้ได้ผลดีแนะนำให้ปลูกในที่กลางแจ้ง เนื่องจากเป็นพืชที่ชอบแดดและทนแล้งได้ดี รดน้ำปานกลาง และปลูกไว้บริเวณแสงแดดส่องถึงตลอดทั้งวัน ต้นก็จะเจริญเติบโตออกดอกสวยงาม
 
4. ประโยชน์
 
       ถึงจะไม่ใช่ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ แต่ก็ช่วยบังแดดและให้ร่มเงาได้ มีรูปลักษณ์และสีสันสวยงาม มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ เพื่อปรับบรรยากาศให้สดชื่น นอกจากนี้ยังเป็นไม้มงคลที่เหมาะจะนำมาปลูกประดับสวนภายในบ้านและตามสถานที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะบ้านที่มีคนธาตุไฟ ต้นรวงผึ้งก็จะช่วยเสริมความเป็นสิริมงคลให้มากยิ่งขึ้น



ข้อดีของพันธุ์ไม้

1.ออกดอกครั้งละมากๆ (เต็มต้น)
2.ดอกไม้มีกลิ่นหอมอ่อนๆ
3.เป็นพันธุ์ไม้หอมที่มีช่วงการปลูกกว้าง สามารถขึ้นได้ดีทั้งที่แห้งแล้งและที่ค่อนข้างชื้น
4.เป็นพันธุ์ไม้ที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อม ไม่ต้องการการดูแลมาก ใบไม่ค่อยร่วง
5.เป็นพันธุ์ไม้ที่มีระบบรากดีมาก ไม่มีการหักโค่นของต้นขนาดใหญ่ ถึงแม้ว่าจะเป็นกิ่งที่ได้จากการตอน




ไม้หอม,ต้นไม้,ต้นรวงผึ้ง,พันธุ์ไม้         
แหล่งข้อมูล :https://home.kapook.com,http://lifestyle.campus-star.com

40
 :) :) บ้านไหน ๆ ก็มีขวดน้ำพลาสติกด้วยกันทุกบ้าน แต่ประโยชน์ของเจ้าขวดน้ำพลาสติกนี่ละสามารถทำอะไรได้บ้าง เช่น สร้างรายได้เสริม สร้างอาชีพ สร้างสรรค์ผลงานชิ้นสวยให้กับเราเช่นกัน  ;D ;D มาดูกันว่าเจ้าขวดน้ำพลาสติกที่ว่านี้จะมีประโยชน์อย่างไรบ้างคะ















 :) :)ประโยชน์มากขนาดนี้..อยากลงมือทำกันแล้วใช่ไหมคะ... :) :)




41


 :) :) มะอึก เป็นพืชสวนครัวที่นิยมรับประทานและมีการเพาะปลูกอย่างแพร่หลายทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่นิยมปลูกเพื่อเป็นการค้าเท่าไหร่ จึงไม่พบเห็นได้บ่อยเท่ามะแว้งและมะเขือพวง อาจกล่าวได้ว่ามะอึกเป็นมะเขือป่าที่เป็นลูกครึ่งอยู่ระหว่างมะเขือพวงกับมะแว้งนั่นเอง

 ;D ;D โดยเราจะนิยมใช้ผลแก่หรือผลสุกเต็มที่รับประทานเป็นผักแกล้มหรือจิ้มกับน้ำพริกต่าง ๆ ให้รสชาติเฝื่อนเล็กน้อยอร่อยมาก หรือจะใช้เปลือกผลเอาเมล็ดทิ้งแล้วหั่นเป็นฝอย ๆ ใช้โขลกรวมกับน้ำพริกกะปิเพื่อเพิ่มรสชาติ หรือจะหั่นเป็นชิ้นทั้งเมล็ดใส่รวมกับส้มตำก็ได้เหมือนกันคะ



สรรพคุณของมะอึก



ใบ
-เป็นยาพอก บริเวณแผลคัน รักษาอาการคันได้ดี
-ใช้ใบตำแก้พิษจากฝีหนอง
-รักษาอาการแก้ปอดบวม


-ช่วยดับพิษร้อนจากไข้ในร่างกาย
-ช่วยรักษาอาการกระหายน้ำ น้ำลายเหนียว
-ช่วยลดไข้ แก้ไข้หวัดได้ดี
-ช่วยลดบรรเทาอากาศแก้ปวด
-แก้อากาศดีพิการ ขับน้ำดีไม่ปกติ
-ช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ สะดุ้งตื่น ผวาตอนกลางคืน

เมล็ด
-ใช้รักษาอาการปวดฟันได้ดี

ผล
-ช่วยในการขับเสมหะ ฟอกเสมหะในลำคอ
-ช่วยรักษาอาการไอ เจ็บคอได้ดี ช่วยให้ชุ่มคอ
-ช่วยแก้ดีพิการ แก้โทษจากน้ำดีต่างๆ




แหล่งข้อมูล:https://medthai.com,http://www.สาระเร็ว.com

42




ลักษณะของมะแว้งเครือ
ต้นมะแว้งเครือ จัดเป็นไม้เถาขนาดเล็ก ลักษณะของลำต้นกลมเป็นเถามันสีเขียว ตามลำต้นมีหนามแหลม ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดหรือจากสัตว์ (โดยเฉพาะนก) ที่กินผลแล้วถ่ายเมล็ดออกมา จัดเป็นพรรณไม้กลางแจ้งที่ต้องการน้ำและความชื้นในปริมาณปานกลาง มักขึ้นเองตามธรรมชาติในบริเวณที่ราบชายป่า ที่โล่งแจ้ง และบริเวณที่รกร้างริมทาง สามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย



สรรพคุณของมะแว้งเครือ
1.ใบ รากมีรสขม เป็นยาบำรุงธาตุในร่างกาย (ราก, ใบ, ผล)
2.ช่วยบำรุงโลหิต (ผล)
3.ทั้งผลสุกและผลดิบเป็นยาขมช่วยทำให้เจริญอาหาร ด้วยการใช้ผลสดประมาณ 5-10 ผล นำมาโขลกให้พอแหลก คั้นเอาแต่น้ำผสมกับเกลือใช้จิบบ่อย ๆ หรือจะใช้ผลสดนำมาเคี้ยวแล้วกลืนทั้งน้ำและเนื้อ (ผล)
4.ช่วยลดระดับน้ำตาลในเส้นเลือด แก้เบาหวาน ด้วยการใช้ผลที่โตเต็มที่ประมาณ 10-20 ผล นำมารับประทานเป็นอาหาร เป็นผักจิ้มกับน้ำพริก
5.ใบและรากใช้เป็นยารักษาวัณโรค (ใบและราก, ราก)
6.รากมีรสขมขื่นเปรี้ยว เป็นยาแก้ไข้สันนิบาต (ราก), ช่วยกระทุ้งพิษไข้ให้ลดลง (ต้น, ราก) ใช้เป็นยาแก้ไข้ (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)
7.ราก ใบ ผล และทั้งต้นใช้เป็นยาแก้ไอ ตำรายาไทยจะใช้ผลสดเป็นยาแก้ไอ แก้เจ็บคอ ด้วยการใช้ในผลสด 4-10 ผล นำมาโขลกพอแหลกคั้นเอาแต่น้ำมาใส่เกลือเล็กน้อย ใช้จิบบ่อย ๆ หรือใช้ผลสดเคี้ยวกลืนเฉพาะน้ำจนหมดรสขมเฝื่อน แล้วคายกากทิ้ง จะช่วยบำบัดอาการไออย่างได้ผลชะงัด (แต่บ้างใช้ผลแห้งปรุงเป็นยาแก้ไอ) (ราก, ใบ, ผล, ทั้งต้น) หรือจะใช้ใบและรากนำมาทำเป็นยาลูกกลอน หรือต้มและทำเป็นผง ทำเป็นยาแก้ไอ (ใบและราก)
8.ช่วยขับเสมหะ ตำรายาไทยจะใช้ผลสด 4-10 ผล นำมาโขลกพอแหลกคั้นเอาแต่น้ำมาใส่เกลือเล็กน้อย ใช้จิบบ่อย ๆ หรือเคี้ยวกลืนเฉพาะน้ำจนหมดรสขมเฝื่อน (ผล) ต้นมีสรรพคุณขับเสมหะ (ต้น) รากมีสรรพคุณกัดและขับเสมหะให้ตก (ราก)
9.สรรพคุณของรากมะแว้งในบางตำราระบุว่า ใช้ระงับความร้อน (ราก)
10.ช่วยขับเหงื่อ (ทั้งต้น)
11.ช่วยแก้น้ำลายเหนียว (ต้น, ราก, ใบ, ผล)
12.ช่วยแก้กระหายน้ำ (ราก)
13.ผลใช้เป็นน้ำกระสายยากวาด (ผล)
14.ช่วยแก้หืด หืดหอบ ด้วยการใช้ผลสดประมาณ 5-10 ผล โขลกพอแหลก คั้นเอาแต่น้ำและใส่เกลือ นำมาจิบบ่อย ๆ หรือใช้ผลสดเคี้ยวแล้วกลืนทั้งน้ำและเนื้อ (ราก, ทั้งต้น)
15.ช่วยขับลม (ราก, ผล)
16.ต้น ราก ผลสด ผลแห้ง และทั้งต้นใช้เป็นยาขับปัสสาวะ (ต้น, ราก, ผลสด, ผลแห้ง, ทั้งต้น)
17.ต้นช่วยแก้หญิงท้องขึ้นในขณะตั้งครรภ์ (ต้น)
18.ช่วยแก้โลหิตออกทางทวารหนัก ทวารเบา (ราก, ผล)
19.มะแว้งเครือเป็นส่วนผสมหลักในตำรับยาประสะมะแว้ง (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)
20.ช่วยบำรุงน้ำดี (ผล)
21.ผลมะแว้งเครือแห้งมีฤทธิ์ช่วยทำให้น้ำตับอ่อนเดินได้สะดวก (ผล)
22.เปลือกต้น ใช้ฝนกับสุราปิดแผล รับประทานแก้พิษงู (เปลือกต้น)






พืชสมุนไพร,สรรพคุณ,มะแว้งเครือ,ประโยชน์,สมุนไพรไทย,สมุนไพรพื้นบ้าน
แหล่งข้อมูล:https://medthai.com

43
การตกแต่งเทียนพรรษา ศิลปะการจัดตกแต่งต้นเทียนพรรษาให้วิจิตรงดงาม เราคนไทยร่วมอนุรักษ์สืบสานศิลปะนี้ไว้ให้คงอยู่ตลอดไป อีกทั้งยังสามารถสร้างอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ตัวเอง และครอบครัว เสริมรายได้ให้กับผู้ที่ชอบงานศิลปะได้ด้วยคะ

 
 














ตกแต่งเทียน,เทียนพรรษา,เข้าพรรษา,ต้นเทียน,งานดอกไม้สด,งานใบตอง,ศิลปะ,แห่เทียน
แหล่งข้อมูล:https://www.se-ed.com

44


พระราชดำรัสที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง
“เศรษฐศาสตร์เป็นวิชาของเศรษฐกิจ การที่ต้องใช้รถไถต้องไปซื้อ เราต้องใช้ต้องหาเงินมาสำหรับซื้อน้ำมันสำหรับรถไถ เวลารถไถเก่าเราต้องยิ่งซ่อมแซม แต่เวลาใช้นั้นเราก็ต้องป้อนน้ำมันให้เป็นอาหาร เสร็จแล้วมันคายควัน ควันเราสูดเข้าไปแล้วก็ปวดหัว ส่วนควายเวลาเราใช้เราก็ต้องป้อนอาหาร ต้องให้หญ้าให้อาหารมันกิน แต่ว่ามันคายออกมา ที่มันคายออกมาก็เป็นปุ๋ย แล้วก็ใช้ได้สำหรับให้ที่ดินของเราไม่เสีย”
พระราชดำรัส เนื่องในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ
ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๒๙





“เราไม่เป็นประเทศร่ำรวย เรามีพอสมควร พออยู่ได้ แต่ไม่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก เราไม่อยากจะเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก เพราะถ้าเราเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมากก็จะมีแต่ถอยกลับ ประเทศเหล่านั้นที่เป็นประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้า จะมีแต่ถอยหลังและถอยหลังอย่างน่ากลัว แต่ถ้าเรามีการบริหารแบบเรียกว่าแบบคนจน แบบที่ไม่ติดกับตำรามากเกินไป ทำอย่างมีสามัคคีนี่แหละคือเมตตากัน จะอยู่ได้ตลอดไป”
พระราชดำรัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๔




“ตามปกติคนเราชอบดูสถานการณ์ในทางดี ที่เขาเรียกว่าเล็งผลเลิศ ก็เห็นว่าประเทศไทย เรานี่ก้าวหน้าดี การเงินการอุตสาหกรรมการค้าดี มีกำไร อีกทางหนึ่งก็ต้องบอกว่าเรากำลังเสื่อมลงไปส่วนใหญ่ ทฤษฎีว่า ถ้ามีเงินเท่านั้นๆ มีการกู้เท่านั้นๆ หมายความว่าเศรษฐกิจก้าวหน้า แล้วก็ประเทศก็เจริญมีหวังว่าจะเป็นมหาอำนาจ ขอโทษเลยต้องเตือนเขาว่า จริงตัวเลขดี แต่ว่าถ้าเราไม่ระมัดระวังในความต้องการพื้นฐานของประชาชนนั้นไม่มีทาง”
พระราชดำรัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๖





“เดี๋ยวนี้ประเทศไทยก็ยังอยู่ดีพอสมควร ใช้คำว่า พอสมควร เพราะเดี๋ยวมีคนเห็นว่ามีคนจน คนเดือดร้อน จำนวนมากพอสมควร แต่ใช้คำว่า พอสมควรนี้ หมายความว่าตามอัตตภาพ”
พระราชดำรัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๙

“ที่เป็นห่วงนั้น เพราะแม้ในเวลา ๒ ปี ที่เป็นปีกาญจนาภิเษกก็ได้เห็นสิ่งที่ทำให้เห็นได้ว่า ประชาชนยังมีความเดือดร้อนมาก และมีสิ่งที่ควรจะแก้ไขและดำเนินการต่อไปทุกด้าน มีภัยจากธรรมชาติกระหน่ำ ภัยธรรมชาตินี้เราคงสามารถที่จะบรรเทาได้หรือแก้ไขได้ เพียงแต่ว่าต้องใช้เวลาพอใช้ มีภัยที่มาจากจิตใจของคน ซึ่งก็แก้ไขได้เหมือนกัน แต่ว่ายากกว่าภัยธรรมชาติ ธรรมชาตินั้นเป็นสิ่งนอกกายเรา แต่นิสัยใจคอของคนเป็นสิ่งที่อยู่ข้างใน อันนี้ก็เป็นข้อหนึ่งที่อยากให้จัดการให้มีความเรียบร้อย แต่ก็ไม่หมดหวัง”
พระราชดำรัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๙

“การจะเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน แบบพอมีพอกินนั้น หมายความว่า อุ้มชูตัวเองได้ ให้มีพอเพียงกับตนเอง ความพอเพียงนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัวเอง จะต้องทอผ้าใส่เอง อย่างนั้นมันเกินไป แต่ว่าในหมู่บ้านหรือในอำเภอ จะต้องมีความพอเพียงพอสมควร บางสิ่งบางอย่างผลิตได้มากกว่าความต้องการก็ขายได้ แต่ขายในที่ไม่ห่างไกลเท่าไร ไม่ต้องเสียค่าขนส่งมากนัก”
พระราชดำรัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๙





“เมื่อปี ๒๕๑๗ วันนั้นได้พูดถึงว่า เราควรปฏิบัติให้พอมีพอกิน พอมีพอกินนี้ก็แปลว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง ถ้าแต่ละคนมีพอมีพอกิน ก็ใช้ได้ ยิ่งถ้าทั้งประเทศพอมีพอกินก็ยิ่งดี และประเทศไทยเวลานั้นก็เริ่มจะเป็นไม่พอมีพอกิน บางคนก็มีมาก บางคนก็ไม่มีเลย”
พระราชดำรัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๑

“พอเพียง มีความหมายกว้างขวางยิ่งกว่านี้อีก คือคำว่าพอ ก็พอเพียงนี้ก็พอแค่นั้นเอง คนเราถ้าพอในความต้องการก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อยก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย ถ้าประเทศใดมีความคิดอันนี้ มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณ ซื่อตรง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข พอเพียงนี้อาจจะมี มีมากอาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น”
พระราชดำรัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๑





“ไฟดับถ้ามีความจำเป็น หากมีเศรษฐกิจพอเพียงแบบไม่เต็มที่ เรามีเครื่องปั่นไฟก็ใช้ปั่นไฟ หรือถ้าขั้นโบราณกว่า มืดก็จุดเทียน คือมีทางที่จะแก้ปัญหาเสมอ ฉะนั้นเศรษฐกิจพอเพียงก็มีเป็นขั้นๆ แต่จะบอกว่าเศรษฐกิจพอเพียงนี้ ให้พอเพียงเฉพาะตัวเองร้อยเปอร์เซ็นต์นี่เป็นสิ่งทำไม่ได้ จะต้องมีการแลกเปลี่ยน ต้องมีการช่วยกัน ถ้ามีการช่วยกัน แลกเปลี่ยนกัน ก็ไม่ใช่พอเพียงแล้ว แต่ว่าพอเพียงในทฤษฎีในหลวงนี้ คือให้สามารถที่จะดำเนินงานได้”
พระราชดำรัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๒

“โครงการต่างๆ หรือเศรษฐกิจที่ใหญ่ ต้องมีความสอดคล้องกันดีที่ไม่ใช่เหมือนทฤษฎีใหม่ ที่ใช้ที่ดินเพียง ๑๕ ไร่ และสามารถที่จะปลูกข้าวพอกิน กิจการนี้ใหญ่กว่า แต่ก็เป็นเศรษฐกิจพอเพียงเหมือนกัน คนไม่เข้าใจว่ากิจการใหญ่ๆ เหมือนสร้างเขื่อนป่าสักก็เป็นเศรษฐกิจพอเพียงเหมือนกัน เขานึกว่าเป็นเศรษฐกิจสมัยใหม่ เป็นเศรษฐกิจที่ห่างไกลจากเศรษฐกิจพอเพียง แต่ที่จริงแล้ว เป็นเศรษฐกิจพอเพียงเหมือนกัน”
พระราชดำรัส เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
ณ ศาลาดุสิดาลัย วันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๒





“ฉันพูดเศรษฐกิจพอเพียงความหมายคือ ทำอะไรให้เหมาะสมกับฐานะของตัวเอง คือทำจากรายได้ ๒๐๐-๓๐๐ บาท ขึ้นไปเป็นสองหมื่น สามหมื่นบาท คนชอบเอาคำพูดของฉัน เศรษฐกิจพอเพียงไปพูดกันเลอะเทอะ เศรษฐกิจพอเพียง คือทำเป็น Self-Sufficiency มันไม่ใช่ความหมายไม่ใช่แบบที่ฉันคิด ที่ฉันคิดคือเป็น Self-Sufficiency of Economy เช่น ถ้าเขาต้องการดูทีวี ก็ควรให้เขามีดู ไม่ใช่ไปจำกัดเขาไม่ให้ซื้อทีวีดู เขาต้องการดูเพื่อความสนุกสนาน ในหมู่บ้านไกลๆ ที่ฉันไป เขามีทีวีดูแต่ใช้แบตเตอรี่ เขาไม่มีไฟฟ้า แต่ถ้า Sufficiency นั้น มีทีวีเขาฟุ่มเฟือย เปรียบเสมือนคนไม่มีสตางค์ไปตัดสูทใส่ และยังใส่เนคไทเวอร์ซาเช่ อันนี้ก็เกินไป”
พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล
๑๗ มกราคม ๒๕๔๔



พระราชดำรัส,เศรษฐกิจพอเพียง,รัชกาลที่ ๙
แหล่งข้อมูล:http://www.chaipat.or.th


45



 พระบรมราโชบายด้านการศึกษา ในหลวงรัชกาลที่ ๑๐


    
การพัฒนาการศึกษาให้สอดคล้องพระบรมราโชบายด้านการศึกษา 4 ประการของในหลวงรัชกาลที่ 10

กระทรวงศึกษาธิการ จะน้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษา ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ในหลวงรัชกาลที่ 10 ใส่เกล้าฯ และยึดมั่นปฏิบัติเป็นหลักในการพัฒนาการศึกษาของชาติให้เจริญก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม โดยการจัดการศึกษาต้องมุ่งสร้างพื้นฐานให้แก่ผู้เรียน 4 ด้าน คือ



สำหรับพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีใจความสำคัญว่า "การศึกษาต้องมุ่งสร้างพื้นฐานให้แก่ผู้เรียนใน 2 ด้าน คือ ส่งเสริมให้นักเรียนมีทัศนคติที่ถูกต้อง 2) การศึกษาต้องมุ่งสร้างพื้นฐานชีวิตหรืออุปนิสัยที่มั่นคงเข้มแข็ง อาทิ การสร้างบุคลิกและอุปนิสัยที่ดีงาม (Character Education)"






แหล่งข้อมูล:http://www.thaigov.go.th,http://www.sobkroo.com




หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 11