แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - Mimo

หน้า: 1 ... 7 8 [9] 10 11
121




งามจริงๆ

122


"น้ำมันหมู" คืออะไร
น้ำมันพืชที่ทุกวันนี้ใช้ประกอบอาหารกันเป็นหลักอยู่ในครัว ทั้งที่แต่ก่อนแต่ประเทศไทยไม่ได้เป็นแบบนี้ ในครัวปู่ย่าตายายของเราเคยใช้แต่น้ำมันหมูปรุงอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อยมาตลอด กี่ร้อยปีมาแล้วที่ไม่เคยต้องเผชิญกับโรคต่างๆ เช่น โรคความดัน เบาหวาน หัวใจ หรือ ไตวาย  จนกระทั่งในยุคนี้



 ที่กล่าวมามากมายเหมือนวันนี้ ที่หากใครสักคน เป็นมะเร็งขึ้นมานั่นถือว่าได้รับเกียรติ โด่งดังกันไปทั้งตำบลเลยทีเดียว แต่ทุกวันนี้ไม่ใช่อีกแล้ว โลกในสมัยที่ประเทศของเขายังเลี้ยงปศุสัตว์อยู่มาก และต้องปลูกถั่วเหลืองเพื่อนำมาทำอาหารสัตว์เป็นจำนวนมากเช่นกัน ปัญหาในขณะนั้น คือในถั่วเหลืองมีน้ำมันมากเกินไปเมื่อให้สัตว์กินแล้วจะทำให้ไขมันที่แทรกอยู่ในเนื้อสัตว์มีคุณภาพต่ำไม่ได้คุณภาพของเนื้อตามที่ตลาดต้องการ

เพราะฉะนั้น เลยมีคนหัวใสใช้วิธีรีดน้ำมันออกจากถั่วเหลืองทิ้งไปก่อนแล้วถึงจะนำกากที่เหลือไปให้สัตว์กิน ถั่วเหลืองที่ถูกรีดน้ำมันออก พอนำไปใช้เลี้ยงสัตว์ก็จะทำให้ไขมันเลวที่แทรกในเนื้อลดลง แต่น้ำมันถั่วเหลืองซึ่งรีดออกมาแล้วก็จะมีเหลือทิ้งอยู่เยอะแยะ น้ำมันถั่วเหลืองเหล่านี่ก่อให้เกิดเป็นปัญหามลพิษระดับประเทศ เพราะไม่รู้จะเอาไปทิ้งที่ไหน จัดการแปลงน้ำมันถั่วเหลืองเพื่อไม่ให้เหม็นหืนด้วยการเปลี่ยนโครงสร้างโมเลกุล หรือที่เรียกว่า “โฮโมจีไนซ์” คือ การใส่ไฮโดรเจน ลงไปทำปฏิกิริยากับน้ำมันพืช เพราะเมื่อน้ำมันถั่วเหลือง ทำปฏิกิริยากับไฮโดรเจนเรียบร้อยแล้ว ก็จะไม่ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนอีกต่อไป จึงสามารถเก็บไว้ได้นาน โดยไม่เหม็นหืน


จากนั้นก็สู่ขบวนการปั้นเสริมเติมแต่ง ด้วยหลักการโฆษณาสรรพคุณ โดยการนำน้ำมันหมูกะน้ำมันพืช มาใส่ตู้เย็นคู่กัน  โดยให้เห็นว่าน้ำมันหมูเป็นไข น้ำมันพืชไม่เป็นไข แต่ยังคงใสแจ๋ว พร้อมตั้งคำถามออกมายังผู้บริโภคว่า จะยอมให้ร่างกายของเรารับน้ำมันหมูที่เป็นไขแบบนี้ เข้าสู่ร่างกายอีกหรือ ด้วยเหตุนี้การหันมานิยมบริโภคน้ำมันพืชในครัวไทยก็มีกันตั้งแต่นั้นมา


 
            นั่นเป็นเพียงการโฆษณา ลองนึกดูว่าในร่างกายของมนุษย์มีอุณหภูมิ 37 องศา ถ้าเปรียบตู้เย็นเป็นร่างกายเรา ก็ต้องเอาตู้เย็นที่ทำให้ได้อุณหภูมิปกติของคนเราที่ 37 องศา และก็โชว์เลยว่า น้ำมันหมู ก็ยังเป็นไข ไม่ใช่ใช้ตู้เย็นที่ทำอุณหภูมิแค่ 5 องศา แล้วมาโชว์ให้ดูว่าน้ำมันหมูเป็นไข เพราะถ้าร่างกายมีอุณหภูมิเท่ากับ 5 องศาอย่างตู้เย็น ป่านนี้ก็คงตายกันไปแล้ว

            นอกจากน้ำมันหมูจะอร่อยกว่าโดยธรรมชาติแล้ว ร่างกายมนุษย์ก็มิวิธีการกำจัดออกได้โดยอัตโนมัติ เพราะว่าเป็นน้ำมันหมูจากธรรมชาติซึ่งร่างกายรู้จักดี เนื่องจากได้พัฒนาระบบย่อยมานานกว่าล้านปี แต่กับน้ำมันพืชที่ผ่านกรรมวิธีนั้น ร่างกายมนุษย์ ไม่เคยรู้จัก จึงไม่มีวิธีการนำไปใช้หรือแม้แต่กระทั่งวิธีการขจัดน้ำมันพืชเหล่านั้น ให้ออกจากร่างกายไปได้ ร่างกายจึงรักษาตัวเองด้วยวิธี “รักษาตามอาการไปก่อน” โดยการนำไปทิ้งไว้ในหลอดเลือด เพราะพื้นที่ทั้งหมดของเส้นเลือดในร่างกายมนุษย์ที่โตเต็มวัย สามารถนำมาแผ่เพื่อคลุมสนามบาสได้ทั้งสนาม ถือว่าเป็นอวัยวะที่มีพื้นที่มากที่สุดในร่างกายมนุษย์
 
           เมื่อกำจัดไม่ได้ ร่างกายก็เลยเอาไปใว้ในเส้นเลือด เพราะไม่รู้จะเอาไปไว้ที่ไหน พอกินเติมเข้าไปอยู่เรื่อยๆ สักวัน เส้นเลือดซึ่งมีพื้นที่ขนาดนั้นก็เอาไม่อยู่ ในที่สุดเกิดเป็นไขมันอุดตันในเส้นเลือดจากน้ำมันพืช  เป็นโรคอันเกิดจากสิ่งที่ร่างกายไม่สามารถขจัดออกไปได้ 

 “น้ำมันหมูสามารถเก็บได้นานเพราะไม่เหม็นหืนเนื่องจากเป็นไขมันที่อิ่มตัวอยู่แต่แรกแล้ว จึงไม่ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนให้เกิดกลิ่นหืนได้อีก”
 
           การบริโภคกรดไขมันอิ่มตัว จะเกิดอันตรายต่างๆ นานากับร่างกายตามที่ว่ากันไว้ จริงหรือไม่ ? ขอตอบว่าไม่จริง เพราะไม่ว่าจะเป็นกรดไขมันแบบไหน ถ้ามาจากธรรมชาติ ก็ล้วนแล้วแต่ให้ประโยชน์กับร่างกายได้ทั้งสิ้น เพราะไขมัน เป็นหนึ่งในอาหารหลักห้าหมู่ของมนุษย์ แต่ในทางตรงข้าม ไม่ว่าจะเป็นกรดไขมันแบบไหน ถ้าผ่านการดัดแปลงมาแล้วก็ล้วนแต่ไม่ดีกับร่างกายทั้งสิ้นเช่นกัน แถมกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่เอามาโฆษณาขายกัน ก็เป็นกรดไขมันสังเคราะห์แถมผ่านกรรมวิธีต่างๆ มาแล้วอีกต่างหาก ซึ่งทำให้ร่างกายของเราขจัดทิ้งไม่ได้ตามวิธีการธรรมชาติ

           อีกอย่างหนึ่งที่บอกว่า น้ำมันพืช มีกรดโอเมก้า 3 โอเมก้า 6 ไลโนเลอิก อะไรต่างๆ มากมาย ซึ่งฟังดูชื่อแปลกๆ ก็น่าสนใจดี แต่จงทราบไว้เถอะว่า กรดอะไรต่างๆ ที่ว่านั้นร่างกายของเราไม่สามารถนำไปใช้ได้แบบเดี่ยวๆ ต้องนำไปใช้ร่วมกับอะไรอย่างอื่นที่มากันตามธรรมชาติอีกมากมาย แค่โอเมก้า6 อย่างเดียว ถ้ากินเดี่ยวๆ จะไม่ได้คุณประโยชน์แถมเป็นอันตรายต่อร่างกายอีกด้วย



ชนิดของไขมัน

   
1. Transfat หรือไขมันชนิดทรานส์ คือไขมันแปรรูปชนิดหนึ่ง เกิดจากนำน้ำมันพืชที่เป็นไขมันไม่อิ่มตัว มาอัดไฮโดรเจนเข้าไป เพื่อทำให้น้ำมันพืชเก็บได้นานยิ่งขึ้น คงตัวได้ดี ไม่เหม็นหืน และทำอาหารได้อร่อยขึ้น หรือสามารถเกิดขึ้นได้จากการนำน้ำมันพืชมาใช้ซ้ำ ผ่านความร้อนนานๆ เช่น การทอด สุดท้ายกลายเป็นไขมันทรานส์ได้เหมือนกัน ถือเป็นไขมันที่อันตรายที่สุด เพราะไขมันทรานส์เป็นสาเหตุของโรคภัยต่างๆ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ไขมันอุดตันเส้นเลือด มะเร็ง และเบาหวาน

2. ไขมันอิ่มตัว ได้แก่ น้ำมันจากสัตว์ เช่นน้ำมันหมู และน้ำมันจากพืชบางชนิด เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว เหมาะแก่การนำไปทอด เพราะทนความร้อนได้ดีกว่า และอร่อยกว่า ไขมันอิ่มตัวทั้งมีประโยชน์ และให้โทษต่อร่างกายหากทานมากเกินไป แต่หากใช้ซ้ำๆ นานๆ ไขมันอิ่มตัวก็จะเปลี่ยนกลายเป็นไขมันทรานส์ได้เช่นกัน

3. ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ได้แก่ น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง ซึ่งก็คือน้ำมันพืชที่เราใช้กันทั่วๆ ไป เหมาะสำหรับผัด หรือทำอาหารที่ใช้ความร้อนเร็วๆ เพราะทนความร้อนไม่ได้นาน เพราะสามารถกลายเป็นไขมันทรานส์ได้เช่นกัน แต่ไขมันอิ่มตัวมีประโยชน์ต่อร่างกาย เป็นไขมันดีมากกว่า

4. ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ได้แก่ น้ำมันมะกอก ทนความร้อนมากไม่ได้ เหมาะสำหรับทานสด ผสมน้ำสลัด หรือประกอบอาหารเพียงเล็กน้อย และถือว่าเป็นประเภทไขมันที่ดี มีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด

แหล่งข้อมูล:http://www.komchadluek.net , http://health.sanook.com

123
 สรรพคุณและประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าว




น้ำมันมะพร้าว (Coconut Oil) คือ น้ำมันที่ได้จากการสกัดแยกน้ำมันจากเนื้อผลของมะพร้าว (Cocos nucifera L.) โดยองค์ประกอบหลักของน้ำมันมะพร้าวคือกรดไขมันอิ่มตัว (เกิน 90% ของปริมาณกรดไขมันทั้งหมด) ซึ่งกรดไขมันเหล่านี้จะมีขนาดโมเลกุลปานกลาง (Medium chain fatty acid) อย่างเช่น กรดลอริก (Lauric acid) เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะถูกเผาผลาญได้ดี จึงถูกสะสมในเนื้อเยื่อไขมันได้น้อยกว่ากรดไขมันที่มีขนาดโมเลกุลยาว

จากการศึกษาพบว่าน้ำมันมะพร้าวไม่ได้มีผลต่อการลดลงของน้ำหนักตัวของกลุ่มผู้ทดลอง (น้ำหนักตัวเท่าเดิมและไม่มีผลทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น) และไม่ได้ทำให้ไขมันชนิดเลว (LDL) เพิ่มมากขึ้น แถมยังช่วยเพิ่มระดับไขมันชนิดดี (HDL) จึงมีผลโดยตรงต่อการช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดอันเป็นสาเหตุมาจากไขมันเลวลงได้



การตรวจสอบคุณภาพของน้ำมันมะพร้าว

    -น้ำมันมะพร้าวในเบื้องต้นให้ดูที่โรงงานการผลิต ฉลากบนขวดมีเครื่องหมาย อย. รับรองหรือไม่
    -น้ำมันมะพร้าวที่ดีควรมีอายุการใช้งานนานประมาณ 5 ปีแม้จะเปิดใช้แล้วก็ตาม (แต่ถ้ามีกลิ่นเหม็นหืน เหม็นเปรี้ยวแล้วไม่ควรรับประทาน)
    -น้ำมันจะต้องมีความใสและความโปร่งแสง กรณีนี้อาจจะดูไม่ชัดเจนถ้าบางยี่ห้อขวดมีสีไม่ใช่สีใส
    -น้ำมันมะพร้าวที่ดีต้องไม่มีกลิ่นหืนหรือกลิ่นเปรี้ยว แม้จะเปิดใช้แล้วก็ต้องไม่มีกลิ่น และต้องมีความหอมให้ความรู้สึกเหมือนเป็นน้ำมันสดใหม่
    -เนื้อของน้ำมันมะพร้าวเมื่อทาแล้วจะต้องให้ความรู้สึกเบาบาง มีความหนืดน้อย หรือเมื่อรับประทานจะรู้สึกเหมือนว่าละลายในปากและผ่านลำคอได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว และเมื่อกลืนลงคอจะต้องไม่มีเลี่ยนและไม่มีกลิ่นรุนแรง
    -น้ำมันมะพร้าวเมื่อนำมาใช้ทาผิวควรจะซึมเข้าสู่ผิวอย่างรวดเร็ว และต้องไม่คราบน้ำมันไว้บนผิว



ประโยชน์น้ำมันมะพร้าว

    1.ประโยชน์น้ำมันมะพร้าวน้ำมันมะพร้าวใช้ทาผิวเพื่อบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใสไม่แห้งกร้าน
    2.ช่วยในการชะลอวัย ชะลอความเสื่อมของร่างกาย เพราะน้ำมันมะพร้าวมีบทบาทในการช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี
    3.ไม่ทำให้อ้วน เป็นตัวช่วยเสริมสำหรับผู้ที่ต้องการลดความอ้วน เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวมีโมเลกุลขนาดกลางจึงถูกย่อยได้เร็วไม่มีการสะสมในร่างกาย โมเลกุลตัวนี้จะไปกระตุ้นกระบวนการเมตาบอลิซึม ทำให้แคลอรีที่เรารับประทานเข้าไปในรูปของอาหารถูกเผาผลาญไป ทำให้เหลือสะสมไขมันในร่างกายน้อยลง
    4.ช่วยลดน้ำหนักแบบทางอ้อม ด้วยการเพิ่มเมตาบอลิซึมทำให้เกิดความร้อน ทำให้อุณหภูมิร่างกายเพิ่มขึ้น ทำให้ต่อมไทรอยด์ทำงานได้ดีขึ้น จึงช่วยลดน้ำหนักได้
    5.ช่วยทำให้รับประทานอาหารมื้อต่อไปได้น้อยลง ช่วยยืดและชะลอความหิวออกไปให้นานขึ้น จึงเหมาะอย่างมากสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก
    6.ช่วยล้างพิษ ขับพิษของเสียออกจากร่างกายหรือช่วยดีท็อกซ์
    7.ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
    8.ช่วยบำรุงกำลัง
    9.เป็นอาหารให้แก่เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย
    10.ช่วยทำให้ร่างกายปลอดเชื้อโรค
    11.ช่วยบำรุงหัวใจ ทำให้หัวใจมีสุขภาพดีและแข็งแรง
    12.ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ ด้วยการช่วยเพิ่มไขมันชนิดดี (HDL) และไปช่วยลดไขมันเลว (LDL) ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคหัวใจ
    13.ช่วยในการขยายหลอดเลือดและป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือดซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ
    14.ช่วยลดอัตราความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง
    15.น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นช่วยป้องกันการกลายพันธุ์ของเซลล์ไม่ให้เกิดเป็นเซลล์มะเร็ง
    16.ช่วยรักษาและบรรเทาอาการของโรคเบาหวานให้หายขาด
    17.ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของตับอ่อนในการสร้างอินซูลิน จึงดีต่อผู้เป็นโรคเบาหวาน
    18.ช่วยทำให้ผู้ป่วยเบาหวานไม่ต้องฉีดอินซูลินทุกครั้งที่น้ำตาลในเลือดมีระดับสูง
    19.ช่วยลดการเจริญเติบโตของเนื้องอก
    20.ช่วยรักษาคางทูม ด้วยการใช้น้ำมันมะพร้าวทาบริเวณที่เป็นคางทูมบ่อย ๆ วันละ 3 ครั้ง ประมาณ 3 วัน อาการจะดีขึ้น (น้ำมันมะพร้าว)
    21.ช่วยรักษาผู้ป่วยโรคท้องมาน (As cites) (น้ำมันมะพร้าวอ่อน)
    22.ใช้เป็นยารักษาโรคอหิวาตกโรค (น้ำมันมะพร้าวอ่อน)
    23.ช่วยระบายท้อง ทำให้ขับถ่ายง่ายขึ้น
    24.น้ำมันมะพร้าวมีส่วนช่วยบำบัดรักษาโรคกระดูกไขข้อ
    มีการใช้น้ำมันมะพร้าวผสมขี้ผึ้งหรือทำเป็นน้ำมันเหลือง ใช้นวดทาแก้อาการปวดเมื่อยตามร่างกายได้เป็นอย่างดี
    25.ช่วยรักษาแผลเรื้อรังที่เกิดจากการเป็นโรคเบาหวานมานานได้
    26.ใช้ทาแก้แผลน้ำร้อนลวกได้ (น้ำมันมะพร้าว)
    27.ช่วยสมานแผลไฟไหม้ได้เป็นอย่างดี
    28.น้ำมันมะพร้าวช่วยลดอาการอักเสบของผิวหนังได้
    29.ใช้เป็นยารักษาแผลเน่าเปื่อย
    30.ใช้รักษาอาการผดผื่นคันตามผิวหนังได้
    31.สามารถใช้รักษาโรคผิวหนังได้ (น้ำมันมะพร้าว)
    32.ช่วยแก้ชันนะตุพุพอง ด้วยการใช้น้ำมันมะพร้าวผสมเหง้า ขมิ้นชัน สารส้มเล็กน้อย แล้วนำมาทาบริเวณที่เป็น (จะใช้น้ำมันมะพร้าวอย่างเดียวก็ได้)
    33.ช่วยรักษารังแคและเชื้อราบนหนังศีรษะ ด้วยการใช้น้ำมันมะพร้าวที่ได้จากการเคี่ยวน้ำกะทิแก่จัด แล้วนำมาทาบริเวณศีรษะทิ้งไว้ 30 นาที แล้วสระออกด้วยแชมพู โดยให้ใช้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง (น้ำมันมะพร้าว)
    34.ช่วยรักษาโรคน้ำกัดเท้า ด้วยการใช้น้ำมันมะพร้าวผสมกับสารส้ม น้ำปูนใส และเกลืออย่างละนิด ผสมให้เข้ากันแล้วเอามาทาบริเวณที่เป็นบ่อย ๆ จะทำให้หายเร็วขึ้น (น้ำมันมะพร้าว)
    35.น้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติเป็นยาฆ่าเชื้อโรคต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อยีสต์ เชื้อไวรัส โปรโตซัว โดยไม่ทำให้เกิดอาการดื้อยาของเชื้อโรค และสามารถช่วยฆ่าเชื้อโรคบางชนิดที่เกราะไขมันห่อหุ้มเซลล์ ซึ่งยาปฏิชีวนะทั่วไปไม่สามารถฆ่าได้
    36.น้ำมันมะพร้าวหมักผม ช่วยบำรุงเส้นผมทำให้ผมดกดำ ทำให้สวยเงางามอย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยการชโลมน้ำมันมะพร้าวให้ทั่วหนังศีรษะ ในปริมาณที่เหมาะสม แล้วนวดหนังศีรษะจนน้ำมันซึมทั่วหนังศีรษะ เส้นผม ปลายผม แล้วทิ้งไว้อย่างน้อย 15 นาทีแล้วค่อยสระออก (น้ำมันมะพร้าว)
    37.ช่วยบำรุงผมเสีย แก้ปัญหาผมร่วง ผมแตกปลาย ด้วยการใช้น้ำมันมะพร้าวชโลมผมตอนแห้งแล้วทิ้งไว้ 30 นาทีแล้วสระออก จะทำให้เส้นผมนุ่มสลวย ไม่พันกัน เส้นผมตรงมากยิ่งขึ้น
    38.น้ำมันมะพร้าวช่วยป้องกันผมร่วง ผมหงอกได้
    39.น้ำมันมะพร้าวทาหน้า ช่วยบำรุงผิวให้นุ่มชุ่มชื้น แนะนำให้ใช้เฉพาะตอนกลางคืนหรือช่วงก่อนเข้านอน
    40.ใช้ทาหน้าท้องระหว่างตั้งครรภ์ จะช่วยทำให้ผิวบริเวณนี้มีความชุ่มชื้นไม่แห้งแตกลายได้
    41.น้ำมันมะพร้าวใช้ทาช่วยแก้อาการผิวแห้ง ผิวแตก ผิวลอก ผิวเป็นขุยได้
    42.น้ำมันมะพร้าว (ได้จากการต้มกากมะพร้าวบดหรือการบีบ) สามารถนำไปใช้ทำอาหารได้หรือใช้ผลิตเป็นเครื่องสำอางก็ได้
    43.น้ำมันมะพร้าวมีกรดลอริค (Lauric acid) สูงมาก ซึ่งเป็นชนิดเดียวกันกับกรดไขมันที่มีในนมแม่ เมื่อบริโภคเข้าไปจะถูกเปลี่ยนเป็นโมโนลอรินที่มีฤทธิ์ในการช่วยฆ่าเชื้อโรคต่าง ๆ เช่น แบคทีเรีย เชื้อรา ไวรัส ยีสต์ โปรโตซัว เป็นต้น
    44.น้ำมันมะพร้าวสามารถนำมาใช้ทาผิวเพื่อป้องกันแสงแดด และยังป้องกันโรคมะเร็งจากแสงแดดได้อีกด้วย (แต่ใช้กันแดดจะดีกว่านะ)
    45.ใช้ทาผิวหลังอาบน้ำเพื่อป้องกันรอยหมองคล้ำจากแสงแดด ซึ่งจะช่วยทำให้ผิวที่มีรอยหมองคล้ำค่อย ๆ จางหายไปได้
    46.ใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญในเครื่องสำอางหลายชนิด ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยในการทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์และชะลอการเกิดริ้วรอย
    47.แก้ปัญหาส้นเท้าแตก ด้วยการทาน้ำมันมะพร้าวและนวดคลึงทุกวันก่อนนอนติดต่อกันประมาณ 1 สัปดาห์ เมื่อหายแล้วให้ใช้ต่อไปเรื่อย ๆ รอยแตกจะไม่กลับมากวนใจคุณอีก
    48.ใช้เป็นคลีนซิ่งออยล์ทำความสะอาดผิวและยังมีส่วนช่วยในผลัดเซลล์ผิวอีกด้วย จึงช่วยทำให้ผิวใสอย่างเป็นธรรมชาติ
    49.น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ใช้นวดเพื่อกระตุ้นความรู้สึกทางเพศได้
    50.น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์สามารถนำมาใช้กับกิจกรรมทางเพศได้ ด้วยการนำมาใช้แทนสารหล่อลื่นธรรมชาติ เนื่องจากมีคุณสมบัติคล้ายสารหล่อลื่นในช่องคลอด
    51.น้ำมันมะพร้าวสามารถเก็บไว้ได้นาน ไม่เหม็นหืน แต่จะจับตัวแข็งเมื่อถูกความเย็น ที่สำคัญไม่มีควันเมื่อถูกความร้อนสูง เหมาะแก่การทอดอาหารหรือขนมแบบทอดกรอบหรือแบบน้ำมันท่วม หรือจะใช้ผสมในน้ำผลไม้ลงในน้ำส้มคั้น ใส่แกงจืด ทำเป็นน้ำสลัด ราดบนน้ำแข็งไส ไอศกรีม หรือจะใส่ลงไปพร้อมกับหุงข้าวก็ได้เช่นกัน ซึ่งจะทำให้ข้าวมีความหอม นุ่มอร่อยเป็นพิเศษ

แหล่งข้อมูล :https://medthai.com

125

ครองแครงกรอบ..แสนอร่อย



ส่วนผสม

◊   แป้งสาลี ๘ ถ้วย
◊   ไข่ไก่ หรือไข่เป็ด(ฟองเล็ก) ๒ ฟอง
◊   หัวกะทิ ๑ ๑/๒ ถ้วย
◊   น้ำปูนใส ๑/๒ ถ้วย

น้ำตาลที่ใช้คลุก

◊   น้ำตาลปี๊บ ๒ ถ้วย
◊   เกลือ ๒ ช้อนชา
◊   รากผักชีสับ ๒ ช้อนโต๊ะ
◊   กระเทียม ๑ ช้อนโต๊ะ
◊   พริกไทยป่น ๒ ช้อนชา
◊   น้ำมันพืช ๑/๔ ถ้วย
◊   น้ำ ๒ ช้อนโต๊ะ




วิธีทำ

◊   นวดแป้งกับไข่ ใส่หัวกะทิ น้ำปูนใส นวดจนแป้งนวล เนียน นุ่ม พกแป้งปิดไว้ อย่าให้โดนลม ๑ ชั่วโมง
◊   เด็ดแป้งเป็นก้อนเล็กๆ ใช้นวลคอยช่วย ใช้หัวแม่มือกดบนไม้คลึงครองแครง ใส่นวลไม่ให้ติดกัน ทำจนแป้งหมด นำไปทอดในน้ำมันร้อนๆ ไฟปานกลางให้เหลือง
◊   ผัดรากผักชี กระเทียม พริกไทย ที่โขลกไว้แล้วให้หอม ใส่น้ำ เกลือ น้ำตาลปี๊บ คนให้เข้ากัน พอน้าตาลเริ่มเหนียว ยกลงจากเตา ใส่ครองแครงที่ทอดแล้ว คลุกให้ทั่ว ตักใส่ถาดพักไว้ให้เย็น ใส่กล่องปิดฝา

ลับเฉพาะคะ

◊   ต้องกดครองแครงให้บาง เวลาทอดจะกรอบดี
◊   ใช้น้ำมันพืชแทนกะทิได้ โดยใช้น้ามัน ๑/๒ ถ้วย ผสมน้ำ ๑ ถ้วย






แหล่งข้อมูล : http://www.kruaklaibaan.com

126
วิธีการนวดกดจุดฝ่าเท้า
เพื่อสุขภาพด้วยตัวเอง ตอนที่ 2


   
วิธีการนวดและกดจุดฝ่าเท้า เพื่อสุขภาพด้วยตัวเอง ตอนที่ 2 จะแนะนำวิธีการนวดกดจุดฝ่าเท้าเพื่อรักษาสิว ลดริ้วรอยใบหน้า บรรเทาอาการเส้นเลือดขอด เท้าบวม ปวดศีรษะ ปวดฟัน ปวดไหล่และต้นคอ ปวดตามข้อ  ปวดน่อง ปวดเอวและก้นกบ ปวดเมื่อยข้อศอก เจ็บหน้าอก เป็นตะคริว เจ็บซี่โครง รอยฟกช้ำดำเขียวและไหล่แข็ง

วิธีการนวดและกดจุดฝ่าเท้า รักษาสิว
ปัญหาของสิว เป็นปัญหาใหญ่ที่หลายคนแก้ไม่ตก หากดูแลและรักษาไม่ถูกวิธีก็จะเกิดปํญหาตามมาหลายอย่าง การนวดกดจุดฝ่าเท้าสามารถบรรเทาและแก้ไขปัญหาของสิวได้ โดยจุดนี้จะอยู่บริเวณโคนนิ้วหัวแม่เท้าของเท้าทั้งสองข้าง
• วิธีการนวดกดจุดฝ่าเท้า ให้ใช้นิ้วหัวแม่มือของผู้นวด จากนั้นนำนิ้วมาวางตรงจุดนวดดังกล่าว ออกแรงกดแล้วคลาย ค่อย ๆ เพิ่มแรงกด ทำสลับไปมาติดต่อกันประมาณ 10-15 นาที แล้วจึงเปลี่ยนไปกดจุดเท้าอีกข้างหนึ่ง ในตำแหน่งเดียวกัน ควรนวดกดจุดนี้เป็นประจำ การนวดกดจุดนี้จะส่งผลต่อการทำงานของต่อมซอกคอ จะช่วยให้ต่อมซอกคอผลิตฮอร์โมนได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะทำให้ปัญหาของสิวหมดไปและช่วยให้ผิวหน้าสวยงามมีน้ำมีนวล



วิธีการนวดและกดจุดฝ่าเท้า ลดริ้วรอยบนใบหน้า
ริ้วรอยบนใบหน้า หลายคนวิตกกังวลอย่างมากเมื่อมีอายุมากขึ้น หลายคนได้เตรียมตัวเผชิญกับปัญหาเหล่านี้ แต่หากว่าริ้วรอยบนใบหน้า ที่มาก่อนวัยอันสมควร คุณเตรียมพร้อมที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้แล้วหรือยัง การนวดกดจุดฝ่าเท้าสามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาของริ้วรอยบนใบหน้าที่มาก่อนวัยอันควรได้ โดยจุดนี้จะอยู่บริเวณท้องนิ้วหัวแม่เท้าของเท้าทั้งสองข้าง
• วิธีการนวดกดจุดฝ่าเท้า ให้งอนิ้วมือนิ้วใดก็ได้ของผู้นวด จากนั้นนำนิ้วมาวางบริเวณท้องนิ้วหัวแม่เท้า ให้ข้อต่อกระดูกของนิ้วที่งอสัมผัสจุดนวดดังกล่าว ออกแรงกดแล้วคลาย ค่อย ๆ เพิ่มแรงกด ทำสลับไปมาติดต่อกันประมาณ 10-15 นาที แล้วจึงเปลี่ยนไปกดจุดเท้าอีกข้างหนึ่ง ในตำแหน่งเดียวกัน ควรนวดกดจุดนี้เป็นประจำ และการนวดกดจุดนี้จะเกี่ยวข้องกับต่อมใต้สมอง จะช่วยกระตุ้นการทำงานของต่อมใต้สมองให้ผลิตฮอร์โมนที่ช่วยรักษาผิว ลดริ้วรอยและช่วยให้ผิวพรรณเต่งตึงอยู่เสมอ



วิธีการนวดและกดจุดฝ่าเท้า บรรเทาอาการเส้นเลือดขอด
คุณผู้หญิงและคุณผู้ชายที่มีความจำเป็นต้องยืนนาน ๆ หรือคุณผู้หญิงที่สวมรองเท้าส้นสูงเป็นประจำ คุณมีความเสี่ยงต่อการมีอาการเส้นเลือดขอดมากกว่าคนทั่วไป การนวดกดจุดฝ่าเท้าสามารถบรรเทาและป้องกันอาการเส้นเลือดขอดได้ โดยจุดนี้จะอยู่บริเวณด้านนอกเท้าตรงปลายกระดูกส้นเท้าของเท้าทั้งสองข้าง
• วิธีการนวดกดจุดฝ่าเท้า ให้ใช้นิ้วหัวแม่มือของผู้นวด จากนั้นนำนิ้วมาวางตรงจุดนวดดังกล่าว ออกแรงกดนวดคลึงแล้วคลาย ค่อย ๆ เพิ่มแรงกด ทำสลับไปมาติดต่อกันประมาณ 10-15 นาที แล้วจึงเปลี่ยนไปกดจุดเท้าอีกข้างหนึ่ง ในตำแหน่งเดียวกัน ควรนวดกดจุดนี้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง การนวดกดจุดนี้จะส่งผลต่อเนื่องช่วยบรรเทาและป้องกันอาการเส้นเลือดขอด ช่วยให้คุณมีเรียวขาที่สวยงาม



วิธีการนวดและกดจุดฝ่าเท้า บรรเทาอาการปวดไหล่และต้นคอ
การออกกำลังกาย การยกของหนัก หรือการเคลื่อนไหวที่ผิดจังหวะ อาจเป็นสาเหตุหนี่งของอาการปวดไหล่และต้นคอ การนวดกดจุดฝ่าเท้าสามารถบรรเทาและป้องกันอาการเส้นเลือดขอดได้ โดยจุดนี้จะอยู่บริเวณหลังเท้าตรงตำแหน่งของโคนนิ้วชี้และนิ้วก้อยของเท้าทั้งสองข้าง
• วิธีการนวดกดจุดฝ่าเท้า ให้ใช้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างของผู้นวด จากนั้นนำนิ้วมาวางตรง 2 จุดนวดดังกล่าว ออกแรงกดนวดคลึงแล้วคลาย ทำสลับไปมาติดต่อกันประมาณ 10-15 นาที แล้วจึงเปลี่ยนไปกดจุดเท้าอีกข้างหนึ่ง ใน 2 ตำแหน่งเดียวกัน การนวดกดจุดนี้จะช่วยให้ผ่อนคลายและสร้างความแข็งแรงให้แก่กล้ามเนื้อไหล่และต้นคอ อาการรปวดไหล่และต้นคอจะบรรเทาลงได้



วิธีการนวดและกดจุดฝ่าเท้า บรรเทาอาการปวดตามข้อ
อาการปวดตามข้อ มักเกิดจากการออกกำลังกายที่หักโหม หรือใช้กล้ามเนื้อบริเวณข้อรับน้ำหนักมากเกินไป หรือคนอ้วนที่มีน้ำหนักมาก เป็นต้น การนวดกดจุดฝ่าเท้าสามารถบรรเทาอาการปวดตามข้อได้ โดยจุดนี้จะอยู่บริเวณหลังเท้าข้างซ้ายตรงกลางพอดี
• วิธีการนวดกดจุดฝ่าเท้า ให้ใช้นิ้วหัวแม่มือของผู้นวด จากนั้นนำนิ้วมาวางตรงจุดนวดดังกล่าว ออกแรงกดแล้วคลาย ไม่จำเป็นต้องออกแรงมากจนเกินไป เพราะจุดนี้จะอยู่ตื้น ๆ ทำสลับไปมาติดต่อกันประมาณ 10-15 นาที การนวดกดจุดนี้จะเกี่ยวข้องกับระบบไหลเวียนของโลหิตและจะส่งผลต่อระบบเลือด ช่วยให้อาการปวดตามข้อเบาบางลง


แหล่งข้อมูล : http://www.yesspathailand.com

127
วิธีการนวดกดจุดฝ่าเท้า
เพื่อสุขภาพด้วยตัวเอง ตอนที่ 1




วิธีการนวดและกดจุดฝ่าเท้าเพื่อสุขภาพด้วยตัวเอง ตอนที่ 1 จะแนะนำวิธีการนวดกดจุดฝ่าเท้าบรรเทาอาการเครียด ปวดศีรษะบ่อย ๆ นอนไม่หลับ วิงเวียนคลื่นไส้ เมารถเมาเรือ ประจำเดือนมาไม่ปกติ เจ็บหน้าอกก่อนมีประจำเดือน อวัยวะเพศไม่แข็งตัว อัณฑะหย่อนยาน แพ้ท้อง ขอบตาดำ ดวงตาเมื่อยล้า ศีรษะล้าน ผมหงอกและผมร่วงและฉี่รดที่นอน



วิธีการนวดและกดจุดฝ่าเท้า บรรเทาอาการเครียด
ความเครียดเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคต่าง ๆ อาทิเช่น โรคกระเพาะ โรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น ดังนั้นหากเราสามารถลดความเครียดต่าง ๆ ลงได้ ร่างกายก็จะแข็งแรงมีสุขภาพที่ดีเช่นกัน การนวดกดจุดฝ่าเท้าสามารถบรรเทาความเครียดได้ โดยจุดนี้จะอยู่บริเวณตรงกลางฝ่าเท้าในแนวนิ้วหัวแม่เท้าของเท้าทั้งสองข้าง
• วิธีการนวดกดจุดฝ่าเท้า ให้ใช้นิ้วหัวแม่มือของผู้นวด จากนั้นนำนิ้วมาวางตรงจุดนวดดังกล่าว ออกแรงกดแล้วคลาย ค่อย ๆ เพิ่มแรงกด ทำสลับไปมาติดต่อกันประมาณ 10-15 นาที แล้วจึงเปลี่ยนไปกดจุดเท้าอีกข้างหนึ่ง ในตำแหน่งเดียวกัน ความตึงเครียดต่าง ๆ ก็จะผ่อนคลายลง



วิธีการนวดและกดจุดฝ่าเท้า บรรเทาอาการปวดศีรษะบ่อย ๆ
อาการปวดศีรษะบ่อย ๆ เป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งของการเกิดโรคไมเกรน ซึ่งจะทรมานและสร้างความหงุดหงิดอย่างมาก การนวดกดจุดฝ่าเท้าสามารถบรรเทาอาการปวดศีรษะได้ โดยจุดนี้จะอยู่บริเวณปลายนิ้วหัวแม่เท้าของเท้าทั้งสองข้าง
• วิธีการนวดกดจุดฝ่าเท้า ให้ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ของผู้นวด จับปลายนิ้วหัวแม่เท้า ออกแรงนวดคลึงแล้วคลาย ค่อย ๆ เพิ่มแรงนวดคลึง ทำติดต่อกันประมาณ 10-15 นาที แล้วจึงเปลี่ยนไปกดนวดคลึงเท้าอีกข้างหนึ่ง ในตำแหน่งเดียวกัน อาการปวดศีรษะต่าง ๆ ก็จะผ่อนคลายลง



วิธีการนวดและกดจุดฝ่าเท้า บรรเทาอาการนอนไม่หลับ
อาการนอนไม่หลับหรือนอนหลับยาก เป็นอาการที่ทรมานมากและจะทำให้อ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง สาเหตุของอาการนอนไม่หลับมีหลายอย่าง แต่ที่สำคัญคือความวิตกกังวลและความเครียด การนวดกดจุดฝ่าเท้าสามารถบรรเทาอาการนอนไม่หลับได้ โดยจุดนี้จะอยู่บริเวณตรงกลางฝ่าเท้าในแนวนิ้วชี้กับนิ้วนางของเท้าทั้งสองข้าง ซึ่งส่งผลต่อเส้นประสาทช่วงท้องจะทำให้คุณได้ผ่อนคลายความเครียดแลนอนหลับได้ง่าย หลับสบายขึ้น
• วิธีการนวดกดจุดฝ่าเท้า ให้ใช้นิ้วหัวแม่มือของผู้นวด จากนั้นนำนิ้วมาวางตรงจุดนวดดังกล่าว ออกแรงกดแล้วคลาย ค่อย ๆ เพิ่มแรงกด ทำสลับไปมาติดต่อกันประมาณ 15-20 นาที แล้วจึงเปลี่ยนไปกดจุดเท้าอีกข้างหนึ่ง ในตำแหน่งเดียวกัน

วิธีการนวดและกดจุดฝ่าเท้า บรรเทาอาการวิงเวียนคลื่นไส้
อาการวิงเวียนคลื่นไส้ เกี่ยวข้องกับอวัยวะของคนเราก็คือโพรงจมูก การนวดกดจุดฝ่าเท้าสามารถบรรเทาอาการวิงเวียนคลื่นไส้ โดยจุดนี้จะอยู่บริเวณหลังเท้าโดยอยู่ในแนวระหว่างนิ้วหัวแม่เท้ากับนิ้วก้อยและบริเวณปลายเท้าของเท้าทั้งสองข้าง
• วิธีการนวดกดจุดฝ่าเท้า ให้ใช้นิ้วหัวแม่มือของผู้นวด นำนิ้วมาวางตรงจุดนวดดังกล่าว ออกแรงกดแล้วคลายและนวดคลึง ค่อย ๆ เพิ่มแรงกดแล้วคลายแล้วคลึง ทำสลับไปมาติดต่อกันประมาณ 10-15 นาที แล้วจึงเปลี่ยนไปนวดกดจุดเท้าอีกข้างหนึ่ง ในตำแหน่งเดียวกัน การนวดคลึงจะทำให้เกิดอาการร้อนบริเวณหลังเท้า และหากนวดบริเวณนี้เป็นประจำก็จะป้องกันโรคความดันต่ำ วิงเวียน คลื่นไส้ และหน้ามืดอีกด้วย

วิธีการนวดและกดจุดฝ่าเท้า บรรเทาอาการประจำเดือนมาไม่ปกติ
อาการประจำเดือนมาไม่ปกติคือ ประจำเดือนที่มาบ้างไม่มาบ้าง หรือมาแบบกะปริบกะปรอย ทำให้คุณผู้หญิงหลายคนมีอารมณ์ที่ไม่ปกติและขาดความมั่นใจ การนวดกดจุดฝ่าเท้าสามารถบรรเทาอาการประจำเดือนมาไม่ปกติได้ โดยจุดนี้จะอยู่บริเวณโคนนิ้วหัวแม่เท้าของเท้าทั้งสองข้าง
• วิธีการนวดกดจุดฝ่าเท้า ให้ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ของผู้นวด วางตรงจุดนวดดังกล่าว ออกแรงกดแล้วคลาย ค่อย ๆ เพิ่มแรงกดแล้วคลาย ทำสลับไปมาติดต่อกันประมาณ 10-15 นาที แล้วจึงเปลี่ยนไปนวดกดจุดเท้าอีกข้างหนึ่ง ในตำแหน่งเดียวกัน การนวดกดจุดนี้จะส่งผลต่อต่อมซอกคอที่ถือว่าเป็นจุดที่เกี่ยวข้องกับปัญหานี้โดยตรง จะช่วยกระตุ้นการทำงานของต่อมซอกคอให้เป็นปกติ

แหล่งข้อมูล : http://www.yesspathailand.com

128
       ประเพณีการจัดขันหมากในงานแต่งงาน ในขบวนจะแบ่งออกเป็น "ขันหมากเอก" และ "ขันหมากโท" ติดตามด้วยเหล่าบริวารขันหมาก ส่วนรูปตามแบบฉบับฝีมือชาววังที่นิยมทำกันนั้น มี 2 แบบ คือ แบบใช้พลูจีบ กับ แบบที่ไม่ใช้พลูจีบ โดยทั้ง 2 แบบ จะใส่หมากพลูเป็นจำนวนคู่ อย่าง คู่ 4 หรือ คู่ 8 นำมาจัดเรียงให้สวยงาม สาเหตุที่ต้องมีการใส่หมากพลูลงไปในพานขันหมาก ก็เพราะในสมัยก่อนนิยมกินหมาก จึงมีการใช้หมากพลูเป็นเครื่องต้อนรับ เพื่อแสดงไมตรีจิต และหมายถึงความยินดีต้อนรับอย่างเป็นกันเองด้วยไมตรีจิต ซึ่งนอกจากพานขันหมากเอกแล้ว ยังมีพานต่าง ๆ ที่ฝ่ายชายจะต้องเตรียมทั้งหมดเพื่อแห่ในขบวนขันหมาก ดังนี้ ...




  พานขันหมากเอก ประกอบด้วย

1. พานขันหมาก เป็นพานของฝ่ายชายเชิญมาที่บ้านฝ่ายหญิง ประกอบด้วย พลู 2 พาน ในพานจะมี หมาก 8 ผล, พลู 4 เรียง ๆ ละ 8 ใบ, ถุงเงิน 2 ใบ, ถุงทอง 2 ใบ ข้างในบรรจุ ถั่วเขียว, งาดำ, ข้าวเปลือก, ข้าวตอก และซองเงิน 1 ซอง

2. พานสินสอด พานทองหมั้น ใช้สำหรับใส่เงิน, ทอง, เพชร, นาค ไว้ในพานเดียวกัน ใช้สองพานหรือ 1 พานก็ได้ ซึ่งพานนี้จะมีผ้าคลุมไว้ ส่วนใหญ่ใช้ผ้าลูกไม้ ภายในพาน นอกจากสินสอดเงินทองแล้ว จะต้องมีใบเงิน, ใบทอง, ใบนาค, กลีบกุหลาบ, กลีบดาวเรือง, กลีบบานไม่รู้โรย, ดอกมะลิ, ดอกรัก, ถุงเงิน และถุงทอง



3. พานแหวนหมั้น ใช้พานขนาดเล็กซึ่งจะมีการออกแบบที่รองแหวนด้วยการจัดประดับพานด้วยดอกไม้ เพื่อความสวยงามด้วย




4. พานธูปเทียนแพ ไม่ต้องทำขนาดใหญ่มากจนเกินไป เพื่อจะใช้พานนี้ในการรับไหว้ ผู้ใหญ่ด้วยก็สามารถทำได้เช่นกัน



5. พานผ้าสำหรับไหว้ หรือพานธูปเทียนแพ จำนวนแล้วแต่จะกำหนด ซึ่งพานไหว้ผู้ใหญ่ในสมัยก่อนจะใช้พานธูปเทียนแพเท่านั้น แต่ในปัจจุบัน จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรกเป็นผ้าขาวสำหรับนุ่ง 1 ผืน และผ้าสำหรับห่ม 1 ผืน เทียน และธูปหอม ดอกไม้ 1 กระทง อันนี้สำหรับเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว แต่ถ้า ยังมีชีวิตอยู่ไม่ต้องจัดพานดังกล่าว แต่จะจัดในส่วนที่สอง คือสำรับที่จะใช้ไหว้ ญาติผู้ใหญ่ พ่อและแม่ของทั้งสองฝ่าย โดยการใช้ผ้าขาวสำหรับนุ่งและผ้าห่ม อย่างล่ะ 1 ผืน หรือจะใช้เสื้อผ้า หรือของอื่น ๆ แทนก็ได้ แต่ไม่ต้องใช้ธูปเทียนและดอกไม้

6. พานเชิญขันหมาก 1 พาน โดยจะให้เด็กผู้หญิง ฝ่ายเจ้าสาวถือต้อนรับขันหมาก นำขันหมากเจ้าบ่าว




7. ร่มสีขาว 2 คัน โดยจะให้เฒ่าแก่ 2 ฝ่ายถือ

8. ช่อดอกไม้เล็ก ๆ สำหรับเจ้าบ่าวถือ

9. พานต้นกล้วย 1 คู่ ต้นอ้อย 1 คู่ เพื่อสื่อถึงให้คู่บ่าวสาวทำมาค้าขายเจริญรุ่งเรือง นอกจากนี้ ต้นกล้วยยังหมายถึงให้มีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง ทั้งนี้ ส่วนใหญ่แล้วจะใช้เป็นต้นเล็กนำมาให้เฒ่าแก่ฝ่ายเจ้าบ่าวเป็นคนถือ

พานขันหมากโท หรือขันหมากบริวาร ประกอบด้วย...



1. พานขนมมงคล 9 อย่าง จำนวน 2 พาน อาทิ ทองหยิบ, ทองหยอด, ฝอยทอง, ทองเอก, ขนมจ่ามงกุฎ, ขนมเสน่ห์จันทร์, ขนมลูกชุบ, ขนมหม้อแกง, ขนมข้าวเหนียวแดง, ขนมข้าวเหนียวแก้ว และขนมชั้น ซึ่งในสมัยก่อนจะใช้ขนมโบราณ อย่าง ขนมกง, ขนมทองเอก, ขนมชะมด, ขนมสามเกลอ, ขนมโพรงแสม, ขนมรังนก ซึ่งปัจจุบันหายากแล้ว และหลายคนก็ไม่รู้จักแล้ว ส่วนขนมที่ไม่นิยมนำมาใช้ในงานมงคล คือ ขนมต้มแดง ต้มขาว

2. พานไก่ต้ม พานหมูนอนตอง

3. พานวุ้นเส้น 1 คู่

4. พานมะพร้าว 1 คู่





5. พานกล้วยหอม (จำนวนหวีต้องเป็นคู่) และส้ม 1 คู่

6. พานส้มโอ 1 คู่

7. พานชมพูเพชร 1 คู่

8. พานคู่ขนมเสน่ห์จันทร์หรือขนมเปี๊ยะ 1 คู่

9. พานขนมกล่อง จำนวนตามญาติผู้ใหญ่ที่เราจะแจก ซึ่งจะใช้ขนมอะไรก็ได้แล้วแต่ความเชื่อของแต่ละบ้าน


พานผ้าเครื่องเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ประกอบด้วย

1. ธูป 5 ดอก เทียน 2 เล่ม

2. มะพร้าวอ่อน 1 คู่, กล้วยน้ำหว้า 2 หวี, ไก่ต้ม 1 ตัว, หมูนอนตอง 1 ที่



3. เหล้า 1 คู่

4. ผ้าขาว 1 พับ (ประมาณ 4 ศอก หรือ 2 เมตร)


ส่วนตัวเจ้าสาวจะต้องเตรียม คือ

1. พานเชิญขันหมาก เมื่อขบวนขันหมากมาถึงบ้านฝ่ายหญิงและผ่านประตูเงินประตูทอง ฝ่ายหญิงก็จะลงมาเชิญขันหมากขึ้นเรือน เป็นธรรมเนียมมารยาทที่เชื้อเชิญญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายขึ้นเรือน

2. เด็กสาวที่เป็นลูกหลานวัยเด็ก ๆ ไว้ล้างเจ้าบ่าว ก่อนขึ้นเรือนของฝ่ายหญิง

3. ประตูเงิน ประตูทอง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นญาติของฝ่ายหญิงถือกั้นไว้

ลำดับการจัดขบวนขันหมาก
 
1. เฒ่าแก่และเด็กนำขันหมาก (เด็กผู้ชาย) โดยในตอนเริ่มขบวนเฒ่าแก่จะอยู่เรียงต่อจากเจ้าบ่าว แต่เมื่อเดินทางมาใกล้ถือหน้าบ้านเจ้าสาว เฒ่าแก่ก็จะเป็นฝ่ายออกมารับหน้า ซึ่งถือว่าเป็นแทนเจ้าบ่าว

2. เจ้าบ่าวถือช่อดอกไม้เล็ก ๆ หรือพานธูปเทียนแพรก็ได้ ซึ่งเมื่อเริ่มแห่ ขบวนตอนแรกเจ้าบ่าวขบวนอยู่หน้าสุดของขบวน ตามด้วย เฒ่าแก่ ส่วนต้นกล้วยและต้นอ้อยที่เดินตามเจ้าบ่าวมานั้น เมื่อขบวนเคลื่อนย้ายมาถึงหน้าบ้านแล้ว ให้มาอยู่หลังสุด ก่อนขบวนรำ

3. คนถือซองเงิน พ่อแม่เจ้าบ่าว

4. คู่ต้นกล้วย-ต้นอ้อย

5. ขันหมากเอก (ญาติผู้ใหญ่ถือ)

6. คู่พานขันหมากพลู

7. พานขันหมากเงินสินสอด พานทองหมั้น

8. พานแหวนหมั้น พานธูปเทียนแพ

9. คู่พานผ้าไหว้

10. ขันหมากโท (ญาติหรือเพื่อนถือ)

11. คู่พานขาหมู

12. คู่พานวุ้นเส้น

13. คู่พานมะพร้าว

14. คู่พานกล้วยหอม-ส้ม-ชมพูเพชร

15. คู่พานส้มโอ

16. คู่พานขนมมงคล 9 อย่าง

17. คู่พานขนมเสน่ห์จันทร์หรือขนมเปี๊ยะ

18. คู่พานขนมกล่อง

19. ปิดท้ายด้วยขบวนรำ

ทั้งนี้ ในพิธีงานแต่งงานอาจจะมีความยุ่งยากมาก เพราะต้องเตรียมของเป็นจำนวนมากมาย แต่ไม่มีความยุ่งยากซับซ้อนอะไรเพียงแค่เราควรวางแผนให้ดีก่อนล่วงหน้า รับรองได้เลยว่างานแต่งงานของคุณจะผ่านไปได้โดยไม่มีปัญหา อะไรแน่นอนค่ะ


แหล่งข้อมูล : http://wedding.kapook.com   


129
วีดีโอ / " สุดยอดเห็ด "
« เมื่อ: 27/08/16 »

130
สมุนไพร ใบยอ

                    

ใบยอ มีวิตามินเอ 40,000 กว่ายูนิตสากลต่อ 100 กรัม มีคุณสมบัติในการบำรุงสายตา บำรุงหัวใจ ลดไข้
คั้นน้ำทาแก้โรคเก๊าท์ ปวดตามข้อเล็กๆ ของนิ้วมือ นิ้วเท้า  แก้กระษัย หรือคั้นน้ำสระผมฆ่าเหา แก้กระษัย ใช้ใบปรุงเป็นอาหาร ประโยชน์ต่อสุขภาพ สมุนไพรใบยอ รับประทานเป็นยาเพื่อลดความร้อนในร่างกาย ได้ส่วนผลมีรสเผ็ดร้อน แก้ท้องร่วง ช่วยขับลมในลำไส้

ชื่อท้องถิ่น : ยอบ้าน ตาเสือ มะตาเสือ แยใหญ่
ชื่ออังกฤษ: Indian mulberry;
ชื่อวิทยาศาสตร์: Morinda citrifolia L. (สมภพ ประธานธุรารักษ์,2539)



สมุนไพรยอบ้าน มีประโยชน์มากมายทางด้านสุขภาพ และสามารถหาเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ได้สะดวก เพราะมีขึ้นอยู่ทั่วทุกสภาพดิน และสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ตั้งแต่ ราก เปลือก ใบ ผล ซึ่งทั้งหมดนี้จะอุดมไปด้วย สารต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ทั้ง วิตามินซี โปตัสเซียม วืตามินเอที่ค่อนข้างสูง มีสารแอนตี้ออกซิแดนท็ซึ่งสารเหล่านี้มีความสำคัญ และให้ประโยชน์แก่สุขภาพทั้งสิ้น อีกทั้งยังเป็นสมุนไพรที่สามารถป้องการเกิดมะเร็งได้ด้วย เหมือนกับการทานผักผลไม้ทั้งหลาย ส่วนใบยังทำเป็นชาสมุนไพรไว้ดื่มได้อีกด้วย



ใบยอ 100 กรัม ให้พลังงานต่อร่างกาย 73 กิโลแคลอรี่มีเส้นใย 4 กรัม มีแคลเซียม 469 มิลลิกรัม เหล็ก 1.4 มิลลิกรัม วิตามินเอ 43333 IU วิตามินบีหนึ่ง 0.30 มิลลิกรัม วิตามินบีสอง 0.19 มิลลิกรัม ไนอาซิน 7.2 มิลลิกรัม วิตามินซี 3 มิลลิกรัม



ประโยชน์ทางการแพทย์ ของสมุนไพร ใบยอ ดังนี้
1. สร้างเสริมปฏิกิริยาชีวเคมีในเซลล์ให้ดีขึ้น ฟื้นฟูเซลล์ที่เสื่อมโทรม ซ่อมแซมเซลล์ที่ถูกทำลาย เพิ่มพลังในเซลล์ ทำให้มีกำลังและขจัดสารพิษในเซลล์
2. ช่วยสังเคราะห์สารโปรตีนในร่างกาย ทำให้ระบบฮอร์โมนในร่างกายดีขึ้น และเป็นผลดีต่อต่อมต่างๆ ในร่างกายทำให้ทำงานดีขึ้น
3. มีสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความเสื่อมของร่างกาย และต่อต้านมะเร็ง
4. ลดระดับน้ำตาลในคนไข้เบาหวาน
5. ลดความดันโลหิตสูง
6. ต่อต้านเซลล์มะเร็ง และเสริมภูมิต้านทานโรคโดยการกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาวเพื่อต่อต้านเซลล์มะเร็งและเชื้อโรคต่างๆ
7. ลดและบรรเทาการอักเสบของเซลล์ ลดและบรรเทาโรคภูมิแพ้
8. มีวิตามิน แร่ธาตุ อะมิโนแอซิด ช่วยเสริมอาหารและเพิ่มพลังงานในร่างกาย
9. ระงับความเจ็บปวด และบรรเทาอาหารปวดซ้ำ
10. ช่วยสมานแผล ทำให้แผลหายเร็ว
11. ป้องกันและลดอาการของโรคภูมิแพ้


ถึงแม้การศึกษาในเชิงวิทยาศาสตร์ เนื้อหาผลที่มีต่อสุขภาพของลูกยอเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและยังไม่พบข้อ พิสูจน์อย่างแน่ชัดก็ตาม แต่การใช้ลูกยอเป็นยาพื้นบ้านชาวโพลีนิเชียน พบคุณสมบัติทางยาของลูกยอซึ่งนำมาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มานานกว่า 2000 ปี แล้ว ชาวจีน อินเดีย ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ฯลฯ ใช้ยอ (ใบ ดอก ผล เปลือก ราก) ในการรักษาโรคต่างๆ เช่น ตา โรคผิวหนัง เหงือก โรคระบบทางเดินหายใจต่างๆ แก้ท้องผูก ปวดท้อง โรคปวดเอว โรคขัดหรือท้องร่วง เป็นต้น

ใบยอ Morinda citrifolia leaves
****ยอ มีวิตามินเอ 40,000 กว่ายูนิตสากลต่อ 100 กรัม มีคุณสมบัติในการบำรุงสายตา หัวใจ คั้นน้ำทาแก้โรคเก๊าท์ ปวดตามข้อเล็กๆ ของนิ้วมือ นิ้วเท้า
****หรือคั้นน้ำสระผมฆ่าเหา แก้กระษัย ใช้ใบปรุงเป็นอาหาร แก้ท้องร่วง

การใช้ประโยชน์ใบยอ
(ก) ใบสด ใช้ห่อเนื้อและทำให้เนื้อมีรสยอ ใช้ทำอาหาร เช่น ห่อหมก ใช้เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ หรือเลี้ยงตัวหนอนไหม แก้แผลพุพอง รักษาอาการปวดศีรษะ หรือไข้
(ข) ใบทำยาพอก รักษาโรคมาลาเรีย แก้ไข้ แก้ปวด รักษาวัณโรค อาการเคล็ดยอก แผลถลอกลึกๆ อาการปวดในข้อ แก้ไข้ แก้พิษจากการถูกปลาหินต่อย แก้กระดูกแตก กล้ามเนื้อแพลง
(ค) น้ำสกัดใบยอ รักษาความดันโลหิตสูง เลือดออกที่เกิดจากกระดูกร้าว แก้ปวดท้อง เบาหวาน เบื้ออาหาร ทางเดินปัสสาวะอักเสบ ช่องท้องบวม ไส้เลื่อน อาการขาดวิตามินเอ เป็นที่น่าสังเกตว่า ลูกยอมีปริมาณคาร์โบไฮเดรต เส้นใย และโพแทสเซียมสูง แต่มีไขมันค่อนข้างต่ำ

การใช้ประโยชน์ ยอสมัยใหม่
ปัจจุบันมีการนำลูกยอมาใช้ในทางแพทย์ทางเลือก (complementary alternative medicine, CAM) กันอย่างแพร่หลายในการรักษาโรคต่างๆ เช่น โรคติดสุราหรือยาเสพติด อาการแพ้ โรคข้ออักเสบ โรคหอบหืด โรคสมอง แผลพุพอง มะเร็ง โรคเส้นโลหิตหล่อเลี้ยงหัวใจ อาการแพ้สารเคมี โรคอ่อนเพลียเรื้อรัง โรคเบาหวาน โรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร โรคเซลล์เจริญเติบโตนอกมดลูก (endometriosis) โรคเก๊า โรคความดันโลหิตสูง ภูมิคุ้มกันต่ำ อาการอักเสบต่างๆ อาการปวดบวม อาการอ่อนเพลียจากการนั่งเครื่องบินนานๆ โรคเส้นโลหิตตีบ อาการปวดกล้ามเนื้อและข้อต่อ โปลิโอ โรคปวดในข้อ ไซนัส และใช้เป็นยารักษาสัตว์

ในปัจจุบันลูกยอกลายเป็นยาทางเลือกที่ได้รับความนิยมสูงมาก ทั้งนี้อาจเป็นผลมาจากคุณสมบัติของลูกยอในทางการรักษาแบบพื้นบ้านสืบมา บวกเข้ากับประสบการณ์ที่สั่งสมสืบทอดกันมา และผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ยังถือว่าเป็นเบื้องต้นสรรพคุณของลูกยอหรือน้ำลูกยอได้ขยายออกไปสู่การรักษาโรคต่างๆ เช่น ในเว็บไซด์เกี่ยวกับลูกยอของอินเดียกล่าวว่า ลูกยอช่วยลดพิษในร่างกาย ทำให้เซลล์อ่อนเยาว์ลง

ร่างกายทำงานได้เป็นปกติ ป้องกันเชื้อแบคทีเรียและไวรัส ลดอาการปวด ดูดซึมอาหารและยาได้ดีขึ้น ควบคุมน้ำหนัก ทำให้นอนหลับสบาย ทำให้เลือดบริสุทธิ์ ควบคุมการทำงานของเซลล์ให้ดีขึ้น ซ่อมแซมเซลล์ที่เสื่อมโทรม เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยให้ร่างกายรักษาตัวเองได้ดีขึ้น ลดความเครียด ทำให้จิตใจสงบและเยือกเย็น ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น ทำให้ตื่นตัว มีความจำและสมาธิดี ช่วยรักษาผิว ผม และหนังศีรษะ ลดโอกาสของการเป็นโรคที่เกี่ยวกับสูงวัย เช่น โรคเส้นโลหิตตีบ โรคหัวใจ เบาหวาน และอัมพฤกษ์

แหล่งข้อมูล :http://herbbasics.org


131
การงานอาชีพ / "ข้าวแช่"
« เมื่อ: 26/08/16 »
ข้าวแช่ ....อาหารชาววัง



ข้าวแช่ เป็นอาหารที่มีต้นกำเนิดมาจากชาวมอญ ชาวมอญถือเอาข้าวแช่เป็นอาหารสำคัญในประเพณีวันสงกรานต์ โดยในวันที่ 13 เมษายนของทุก ๆ ปี หรือวันมหาสงกรานต์จะต้องจัดข้าวแช่ครบชุดไปถวายพระ และถวายแด่เทพีสงกรานต์ เพื่อความเป็นสิริมงคล และเมื่อชาวมอญอพยพเข้ามายังประเทศไทย ประเพณีข้าวแช่ในวันสงกรานต์จึงตามติดชาวมอญมายังประเทศไทยด้วย ทำให้ชาวไทยเริ่มรู้จักข้าวแช่ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา




ข้าวแช่ที่เราคุ้นเคยกันดี ก็คือ ข้าวแช่เสวย อาหารชาววังที่ถูกจัดถวายให้กับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งพระองค์ก็ทรงโปรดเมนูข้าวแช่เสวยมาก แต่ในช่วงนั้นข้าวแช่ยังเป็นอาหารชาววังที่ชาวบ้านยังไม่รู้จักกันนัก แต่ไม่นานนักข้าวแช่ชาววังจึงเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในสังคมทุกชนชั้น

สูตรชาววังก็ไม่ได้ทำกันง่าย ๆ เพราะต้องเลือกสรรพันธุ์ข้าวสารที่ดีที่สุด นำไปซาวล้างถึง 7 ครั้งให้สะอาดบริสุทธิ์ จากนั้นจึงนำมาแช่กับน้ำเย็นลอยดอกไม้ให้กลิ่นหอม

หลายคนก็คงสงสัยว่า -ในเม่อสมัยก่อนไม่มีตู้เย็น ไม่มีน้ำแข็ง แต่ทำไมน้ำข้าวแช่ถึงเย็นได้

....จะนำน้ำลอยดอกไม้ไปใส่ไว้ในหม้อดิน แล้วค่อยตักมาใช้ หรือไม่ก็จัดข้าวแช่ใส่สำรับกระเบื้องเคลือบไปเลย วิธีนี้จะทำให้น้ำเย็นชื่นใจนั่นเองค่ะ ส่วนกับข้าวที่กินเคียงกับข้าวแช่ ก็จะมีลูกกะปิทอด พริกหยวกสอด ปลายี่สนผัดหวาน เนื้อเค็มฝอยผัดหวาน หัวหอมสอดไส้ ผักกาดเค็มผัดหวาน ปลาแห้งผัดหวาน หมูสับกับปลากุเลา และเครื่องเคียงที่นิยมรับประทานแกล้มกับข้าวแช่ ก็คือผักสดแกะสลักอย่างสวยงาม

แม้ว่าข้าวแช่จะมีขั้นตอนการทำที่ซับซ้อนนิดหน่อย แต่ปัจจุบันก็ยังพอเห็นเมนูข้าวแช่ตามร้านอาหารไทยอยู่บ้าง และสำหรับใครที่ไม่เคยชิมข้าวแช่ ก็ลองรับประทานกันนะคะ





รายละเอียดวัตถุดิบ

ระยะเวลาที่ใช้ในการประกอบ น้ำลอยข้าวแช่ ใช้เวลาประมาณ 1 คืน
ส่วนตัวข้าวแช่ใช้เวลาประกอบประมาณ 45 นาที

1. ข้าวสารเก่า 1 ถ้วย
2. น้ำมะนาว 1 ซีก
3. น้ำฝนหรือน้ำประปา กรองทิ้งไว้1คืน

วิธีทำข้าวแช่

1. ซาวข้าวผึ่งไว้ในกระชอนให้สะเด็ดน้ำ
2. ตั้งน้ำพอเดือด ใส่ข้าว มีหน้ามะนาว ปิดฝาพอเดือด ลดไฟรอให้เมล็ดข้าวรอบนอกสุกแต่ยังไม่บานข้างในเป็นแกนอยู่เล็กน้อย เทใส่ตระแกรงมาวางบนอ่างน้ำเย็นแช่เมล็ดข้าว ให้ลอยอยู่ในตระแกรง ใช้มือขัดสีเมล็ดข้าวกับตะแกรงเบาๆให้ข้าวหมดเมือก ล้างน้ำเปล่าจนหมดเมือกจึงนำไปนึ่งในลังถึง ปูผ้าขาวบางที่ใส่น้ำกั้นรังถึงที่ใส่น้ำใส่ใบเตย 4-5ใบหรือไม่ใส่ก็ได้ นึ่งข้าวให้สุกไม่เป็นไต พอระอุดียกลง นึ่งให้เย็นจึงเก็บใส่กล่องไว้ในตู้เย็น

แหล่งข้อมูล :http://www.tlcthai.com

132



โคกกระสุน ชื่อวิทยาศาสตร์ Tribulus terrestris L. จัดอยู่ในวงศ์โคกกระสุน (ZYGOPHYLLACEAEA)

สมุนไพรโคกกระสุน มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า หนามกระสุน (ลำปาง), หนามดิน (ตาก), กาบินหนี (บางภาคเรียก), โคกกะสุน (ไทย), ชื่อจี๋ลี่ (จีนกลาง), ไป๋จี๋ลี่ (จีนกลาง) เป็นต้น

ลักษณะของโคกกระสุน
ต้นโคกกระสุน จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกทอดเลื้อยไปตามพื้นดิน ยาวได้ถึง 160 เซนติเมตร เป็นพืชจำพวกหญ้าที่มีอายุได้ประมาณ 1 ปี แตกกิ่งก้านแผ่ออกโดยรอบปกคลุมไปตามพื้นดิน ชูส่วนปลายยอดและดอกตั้งขึ้นมา มีขนตามลำต้น ขยายพันธุ์ได้รวดเร็วโดยใช้เมล็ด ขึ้นได้ดีในดินทรายที่ค่อนข้างแห้ง มีการระบายน้ำดี เจริญงอกงามได้ดีในช่วงฤดูฝน เป็นพรรณไม้ที่ชอบขึ้นตามทางรถไฟ ตามที่รกร้าง ตามสวนผลไม้ ทุ่งหญ้า ท้องนา และริมทางสาธารณะทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคกลางของประเทศ



ใบโคกกระสุน ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกขนาดเล็ก มีใบย่อยประมาณ 4-8 คู่ ก้านใบยาวประมาณ 6-15 มิลลิเมตร ออกตามลำต้นและตามข้อ ออกเรียงแบบสลับตรงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นรูปขอบขนาน ปลายใบมน โคนใบเบี้ยว ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-4 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 8-10 มิลลิเมตร หลังใบและท้องใบมีขนนุ่มทั้งสองด้าน มีหูใบเป็นรูปใบหอก



ดอกโคกกระสุน ออกเป็นดอกเดี่ยวหรือออกเป็นช่อสั้นตามซอกใบหรือตามข้อของลำต้น ดอกเป็นสีเหลืองสด มีกลีบรองดอก 5 กลีบ และกลีบดอก 5 กลีบ กลีบดอกมีลักษณะเป็นรูปรี รูปไข่กลับ หรือรูปไข่ปลายหอก มีสีเหลือง ดอกมีเกสรเพศผู้ 10 อัน ก้านดอกยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร เมื่อดอกบานจะมีขนาดกว้างประมาณ 0.7-2 เซนติเมตร





ผลโคกกระสุน ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลม เปลือกผลแข็งเป็นรูป 5 เหลี่ยม มีหนามแหลมใหญ่ 1 คู่ และมีหนามแหลมเล็ก ๆ ทั่วไป ผลจะแบ่งออกเป็น 5 ช่อง ในแต่ละช่องจะมีเมล็ดอยู่ประมาณ 2-3 เมล็ด ผลพอแห้งจะแตกออกได้



สรรพคุณของโคกกระสุน
1. เมล็ดตากแห้งใช้ทำเป็นยาลูกกลอนกินบำรุงร่างกาย เชื่อว่าจะทำให้รู้สึกเป็นหนุ่มขึ้น มีกำลังวังชาหายเหนื่อยล้า และสำหรับผู้ที่อ่อนเพลียไม่มีเรี่ยวแรง โดยใช้โคกกระสุน กำลังวัวเถลิง กำลังเสือโคร่ง และเครือเขาแกบมาต้มกิน (เมล็ด)
2. ทั้งต้นและผลมีรสขมเผ็ด เป็นยารสสุขุม ออกฤทธิ์ต่อปอดและตับ ใช้เป็นยาแก้อาการหน้ามืดวิงเวียนศีรษะ แก้ปวดศีรษะ (ทั้งต้น)
3. ผลใช้เป็นยาลดความดันโลหิตสูง แก้ตาแดงน้ำตาไหลมาก ด้วยการใช้ผลโคกกระสุน 15 กรัม, เก๊กฮวย 20 กรัม, ชุมเห็ดเทศ 30 กรัม และชะเอม 6 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน หรือจะใช้ผลแห้งเพียงอย่างเดียวก็ได้ โดยนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาลดความดันโลหิต (ผล)
4. ทั้งต้นมีรสเค็มขื่นเล็กน้อย ใช้เป็นยาแก้ไข้ทับระดู (ทั้งต้น)
5.ใช้เป็นยาแก้ไอ ขับเสมหะ หลอดลมอักเสบ (ทั้งต้น)
6.ช่วยทำให้ตาสว่าง (ทั้งต้น)
7. ใช้เป็นยารักษาอาการอักเสบในช่องปาก (ทั้งต้น)
8. ใช้เป็นยาแก้ปวดฟัน ด้วยการใช้รากนำมาฝนกับน้ำ แล้วนำมาถูกกับฟันที่มีอาการปวด (ราก)
9. เมล็ดใช้เป็นยาแก้ผอมแห้ง (เมล็ด)
10. ทั้งต้นใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้นิ่ว แก้ปัสสาวะพิการ (อาการปัสสาวะปวดหรือกะปริบกะปรอย หรือขุ่นข้น ปัสสาวะเป็นสีเหลืองเข้มหรือมีเลือด) ส่วนตำรับยาแก้ปัสสาวะขัดอีกตำรับจะใช้โคกกระสุนทั้งต้นนำมาผสมกับหญ้าแพรกทั้งต้น อ้อยดำทั้งต้น และแห้วหมูทั้งต้น นำมาต้มกับน้ำ 3 ส่วน เอา 1 ส่วน ใช้กินครั้งละครึ่งแก้ว วันละ 3 เวลา (ทั้งต้น)นอกจากนี้ผลก็มีสรรพคุณเป็นยาแก้นิ่วได้ด้วยเช่นกัน (ผล)
11.ใช้เป็นยาขับระดูขาวของสตรี (ผลแห้ง,ทั้งต้น)
12. ผลแห้งใช้ต้มกับน้ำดื่มจะช่วยทำให้คลอดบุตรได้ง่ายขึ้น (ผลแห้ง)
13. ใช้เป็นยารักษาหนองใน (ผลแห้ง,ทั้งต้น)
14. ใช้เป็นยาระงับน้ำกามเคลื่อน (ทั้งต้น)
15.ใช้เป็นยารักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ช่วยกระตุ้นกำหนัด ส่งเสริมระบบสืบพันธุ์ ช่วยบำรุงน้ำอสุจิของเพศชาย ด้วยการใช้เมล็ดแก่นำมาตากให้แห้งแล้วบดให้เป็นผง ใช้กินครั้งละประมาณ 1 ช้อนชา โดยกินกับน้ำผึ้งวันละ 2 เวลา เช้าและเย็น (เมล็ด)
16. ผลแห้งใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงตับ ไต กระดูก และสายตา (ผลแห้ง) หรือจะใช้ทั้งต้นจำนวน 1 กำมือ นำมาต้มกับน้ำ 3 แก้ว แล้วต้มให้เหลือ 1 แก้ว กรองเอาแต่น้ำยามาดื่มครั้งละครึ่งแก้ว วันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหารเช้าและเย็นก็ได้เป็นยาบำรุงไต (ทั้งต้น)
17. ใช้เป็นยากระจายลมในตับ กล่อมตับ (ทั้งต้น)
ใช้เป็นยารักษาโรคไตพิการ หรือโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะ และมักจะมีอาการท้องอืด กินอาหารไม่ได้ (ทั้งต้น)
18. ผลใช้เป็นยาฝาดสมาน (ผล)
19. ใช้เป็นยาขับลมในใต้ผิวหนัง แก้คันตามตัว แก้ผดผื่นคัน และลมพิษ (ทั้งต้น)
20. ตำรับยาแก้ผดผื่นคัน ระบุให้ใช้ต้นแห้ง 100-120 กรัม, เมล็ดปอ 60 กรัม, ดอกสายน้ำผึ้ง 40 กรัม และคราบจักจั่น 30 กรัม นำมาบดให้เป็นผงทำเป็นยาลูกกลอนรับประทาน (ต้น)
21. ใช้เป็นยาแก้อาการปวดเมื่อย อ่อนเพลียเรื้อรัง ด้วยการใช้โคกกระสุนทั้งต้น 1 กำมือ นำมาต้มกับน้ำ 3 แก้ว จนเหลือ 1 แก้ว แล้วกรองเอาแต่น้ำยามาดื่มครั้งละครึ่งแก้ว วันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหารเช้าและเย็น (ทั้งต้น)
22. ผลแห้งใช้ต้มกับน้ำเป็นยาช่วยป้องกันอาการชักบางประเภทได้ (ผลแห้ง)
23.นอกจากนี้โคกกระสุนยังจัดอยู่ในตำรับยาแก้กษัยอีกด้วย (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)
ขนาดและวิธีใช้ : การใช้ตาม  ยาแห้งให้ใช้ครั้งละประมาณ 6-10 กรัม นำมาต้มรับประทาน หรือใช้ร่วมกับตัวยาอื่น ๆ ในตำรับยา หรือใช้ทำเป็นยาเม็ดหรือยาผงรับประทานก็ได้ ส่วนต้นสดให้ใช้ประมาณ 10-20 กรัม แต่หากนำมาใช้ภายนอกให้ใช้ต้นสดตำพอกบริเวณที่เป็น

ข้อควรระวัง : ผู้ที่มีเลือดน้อย เป็นโลหิตจาง มีพลังหย่อน สตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตร ห้ามรับประทานสมุนไพรชนิดนี้ และควรระวังในการใช้กับผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจ เนื่องจากสารสกัดได้มีโพแทสเซียมสูง ทำให้หัวใจเต้นเร็วและอาจทำให้หัวใจวายได้

ประโยชน์ของโคกกระสุน
โคกกระสุนในวงการกีฬา โคกกระสุนสามารถช่วยกระตุ้นการสร้างมวลกล้ามเนื้อและเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับนักกีฬาได้ อีกทั้งยังช่วยผ่อนคลายความเครียด ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของร่างกายในการสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง เพิ่มสมรรถภาพของนักกีฬา ทำให้นักกีฬามีศักยภาพของร่างกายให้พร้อมสำหรับการแข่งขันกีฬามากขึ้น
ช่วยเสริมสร้างฮอร์โมนเจริญพันธุ์ทั้งเพศชายและเพศหญิง ช่วยให้รอบการตกไข่ของผู้หญิงเป็นปกติ ซึ่งนำไปสู่การช่วยทำให้มีบุตรได้ง่ายขึ้น ช่วยลดอาการก่อนและระหว่างมีประจำเดือนของผู้หญิง ช่วยให้อาการวัยทองในผู้หญิงลดลง ช่วยลดอาการซึมเศร้า วิตกกังวล และนอนไม่หลับ ให้ลดน้อยลงได้ นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มระดับฮอร์โมนเพศชาย ช่วยเพิ่มความต้องการทางเพศทั้งชายและหญิง จากการศึกษาวิจัย โดยให้อาสาสมัครชายทดลองใช้โคกกระสุน 750 มิลลิกรัมติดต่อกัน 5 วัน ผลการทดลองพบว่าระดับเทสโทสเตอโรนของทุกคนเพิ่มสูงขึ้น และผลการทดลองยังพบว่าโคกกระสุนมีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของระบบสืบพันธุ์ ทำให้อสุจิเคลื่อนตัวได้ดีขึ้น และช่วยเพิ่มจำนวนสารคัดหลั่งและกระตุ้นความตื่นตัวทางเพศ

แหล่งข้อมูล:http://frynn.com

133




ประวัติความเป็นมา
     
          “ ไทยทรงดำ  ลาวโซ่ง หรือ ไทยโซ่ง ” หมายถึง กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มหนึ่งที่พูดภาษาไทย   คนไทยเรียกชนกลุ่มนี้ว่า ลาว หรือ ลาวโซ่ง เพราะอพยพจากเมืองเดียนเบียนฟู  อยู่ทางตอนเหนือของประเทศเวียดนาม ผ่านมายังประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว


       
           ผู้ไทนิยมแต่งกายด้วยสีดำ จึงเรียก ไทยทรงดำ ตามลักษณะเครื่องแต่งกาย ถิ่นฐานเดิมอยู่บริเวณ แคว้นสิบสองจุไทย อยู่ทางตอนเหนือประเทศเวียดนาม ส่วนคำว่า “ โซ่ง ” ที่เรียกกันสันนิษฐานเป็นคำที่มาจากคำว่า “ ซ่วง หรือ ทรง ” แปลว่า กางเกง ไทดำถูกกวาดต้อนและอพยพมาใน ประเทศไทยสมัยกรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น







ไทยทรงดำ หรือ ลาวโซ่ง ถูกกวาดต้อนและอพยพเข้าสู่ประเทศไทย ๓ ครั้ง

        ครั้งที่ ๑ พ.ศ. ๒๓๒๒ สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี สาเหตุของเจ้าเมืองเวียงจันทน์ หมิ่นพระบรมเดชานุภาพสมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึก ยกกองทัพไปเวียงจันทน์ ได้รวบรวมครอบครัว    ชาวเวียงจันทน์มาอยู่ในไทย พระเจ้ากรุงธนบุรี โปรดเกล้าให้สร้างบ้านเรือนอยู่ที่ จังหวัดสระบุรี  จังหวัดราชบุรี และจังหวัดจันทบุรี



      ครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๓๕  สมัยรัชกาลที่ ๑ รวบรวมครอบครัว ลาวโซ่ง ลาวพวน ลาวเวียง มาประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง สาเหตุเมืองแถง เมืองพวน แข็งข้อต่อเมืองเวียงจันทน์ เจ้าเมืองเวียงจันทน์ยกกองทัพ ไปตีได้  ลาวโซ่ง ลาวพวน ลาวเวียง ลงมาถวายพระมหากษัตริย์ไทย ที่กรุงเทพฯ รัชกาลที่ ๑ โปรดเกล้าให้ลาวเวียงไปอยู่ที่ จังหวัดสระบุรี ลาวพวนไปอยู่ที่ จังหวัดสุพรรณบุรี และลาวโซ่งมาอยู่ที่หมู่บ้านหนองเลา หรือ หนองลาว (หนองปรง)  ตำบลหนองปรง อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี



     ครั้งที่ ๓ พ.ศ.๒๓๖๙ – ๒๓๗๑ สมัยรัชกาลที่ ๓ เจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ ก่อกบฏ  ต่อประเทศสยาม สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ยกกองทัพไปปราบเมืองแถง ได้รวบรวมครอบครัวลาวโซ่งมาไว้ที่จังหวัดเพชรบุรี    ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ ตำบลท่าแร้ง อำเภอบ้านแหลม   แต่เนื่องจากลาวโซ่งอาศัยอยู่ที่ดอนน้ำท่วมไม่ถึง แต่บริเวณนั้นเป็นที่ลุ่มน้ำท่วมถึง ลาวโซ่งไม่เคยชินกับความอยู่แบบนี้ จึงอพยพมาในอำเภอเขาย้อย เพราะลักษณะภูมิประเทศคล้ายเมืองแถง  มีทั้ง ป่า ภูเขา ลำห้วย จึงได้ตั้งบ้านเรือนหนาแน่น ที่สุด ที่ตำบลหนองปรง ตำบลห้วยท่าช้าง ตำบลทับคาง    ลาวโซ่งรุ่นเก่ายังไม่ลืมถิ่นฐานบ้านเดิม มีความปรารถนาจะกลับไปบ้านเกิดของตน เมื่อเดินทางไปนานๆ มีคนเจ็บคนตายไปเรื่อยๆ หลายคน พวกลูกหลานไม่สามารถเดินทางต่อไปได้ เพราะไม่รู้ถิ่นฐานบ้านเกิดจึงตั้งหลักอาศัยอยู่บริเวณนั้น ได้แก่ จังหวัดพิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย กำแพงเพชร เป็นต้น



แหล่งข้อมูล:http://www.khaoyoi-thaisongdam.com

134
ตำนานศึกเทพเจ้าแห่งไอยคุปต์



ในสมัยโบราณเมื่อแรกที่ รา (RA) สุริยเทพได้สร้างโลกและมนุษย์ขึ้น พระองค์ได้ทรงขึ้นครองราชย์เป็นฟาโรห์พระองค์แรกของดินแดนอียิปต์ โดย สุริยเทพราทรงมี โอรสและธิดาห้าพระองค์ คือ โอซิริส (Osiris) ฮามาคิส (Harmakhis)  เซ็ท (Seth)  ไอซิส (Isis) และเนพทิส (Nephtys)



เมื่อเจริญวัยขึ้น โอรสและธิดาของพระองค์ได้อภิเษกกันเอง ตามประเพณีของไอยคุปต์ กล่าวคือ เทพโอซิริส อภิเษกกับ เทพีไอซิส  ส่วน เทพเซ็ทอภิเษกกับเทพีเนพทิส มีเพียงเทพฮามาคิส เท่านั้นที่มิได้อภิเษกกับผู้ใด

กาลเวลาล่วงมาจนกระทั่งเมื่อ ราชา สละราชสมบัติ เทพโอซิริสในฐานะโอรสองค์โตจึงขึ้นครองราชย์ เป็นฟาโรห์แห่งอียิปต์ แต่เทพเซ็ทผู้อนุชาปรารถนาในราชบัลลังก์จึงวางแผนปลงพระชนม์พระเชษฐา เพื่อการณ์นี้ เซ็ทได้สร้างหีบใบหนึ่งขึ้นมาอย่างวิจิตรงดงามและถวายแด่พระเชษฐา หากแต่มีข้อแม้ว่า โอซิริสต้องเข้าไปนอนในหีบนี้ได้พอดี ความงามของหีบต้องใจองค์ฟาโรห์จนพระองค์รีบเสด็จก้าวเข้าไปโดยมิทันสงสัย และทันทีที่โอซิริส เสด็จเข้าไป เทพเซ็ทก็ปิดหีบและมัดอย่างแน่นหนา จากนั้นจึงนำหีบทิ้งลงแม่น้ำไนล์



หีบดังกล่าวลอยไปติดกับต้นทามาริสต์ และถูกกิ่งก้านของต้นไม้ห่อหุ้มจนมิดชิด ต่อมา ราชาแห่งนครไบบลอสได้นำต้นไม้ดังกล่าวไปทำเสาประดับในโถงพระโรง โดยมิทรงทราบว่ามีหีบศพอยู่ข้างใน

ฝ่ายไอซิส รับทราบมรณกรรมของสวามี ด้วยความรันทด นางจึงออกจากอียิปต์เพื่อค้นหาร่างของสวามีระหว่างนั้นนางได้กำเนิดโอรสนามว่า ฮอรัส  เมื่อทราบว่าหีบศพอยู่ที่ไบบลอส นางได้ฝากโอรสไว้ที่เกาะแซมมิสและ จำแลงร่างเป็นหญิงชราเข้าไปในวังของกษัตริย์ไบบลอสเพื่อถวายการดูแลโอรสของพระองค์ที่ทรงประชวร  จนหายเป็นปกติ

คืนวันหนึ่ง  นางได้ลอบเข้าไปในท้องพระโรงและร่ำให้กับเสาที่หีบศพอยู่ข้างใน ราชินีแห่งไบบลอสมาพบเข้า และรับทราบเรื่องราวทั้งหมด ด้วยความสงสารราชาและราชินีแห่งไบบลอส จึงมอบเสาต้นนั้นและหีบศพให้เทพีไอซิส พระนางนำหีบนั้นกลับอียิปต์ และไปไว้ที่เกาะแซมมิส



” ข้าจะไม่ให้มันได้ตายอย่างสงบ” เทพเซ็ท ประกาศเมื่อทราบเรื่อง จากนั้นพระองค์ได้เสด็จมายัง แซมมิสและสับร่างพระเชษฐา ออกเป็น 14 ชิ้น ทิ้งลงแม่น้ำไนล์  เทพีไอซิสและอนูบิสผู้เป็นหลานชายได้ช่วยกันเก็บร่างของโอซิริสขึ้นมาและทำเป็นมัมมี่ เพื่อรอวันคืนชีพ

กล่าวฝ่ายเซ็ท หลังจากจัดการกับร่างของโอซิริสแล้ว ก็ได้จำแลงร่างเป็นแมงป่องลอบเข้าไปต่อยฮอรัสในที่บรรทมจนสิ้นพระชนม์  “โอ  ข้าแต่สุริยเทพ สวามีของข้าได้สิ้นไปแล้ว ไยต้อง พรากชีวิตโอรสของข้าด้วย “ไอซิสคร่ำครวญ เมื่อทราบเรื่อง และด้วยบูญญาธิการของฮอรัส จึงทำให้พระองค์คืนชีพอีกครั้ง ยังความเคียดแค้นแก่เทพเซ็ทมาก ” จงระวังไว้ให้ดี เมื่อใดที่มันเติบใหญ่ขึ้น  ข้าจะเอาชีวิตมัน” เซ็ทประกาศก้อง



ฮอรัสเติบใหญ่ขึ้นด้วยการเลี้ยงดูของพระมารดาที่แซมมิส และได้รับการฝึกเพลงอาวุธและเวทมนต์ จากพระมารดาและเทพฮามาคิสต์ผู้เป็นลุง เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ฮอรัสและฮามาคิสต์พร้อมเหล่านายทัพ ก็ยกไพร่พลมาชิงบัลลังก์คืนและล้างแค้นให้พระบิดา กองทัพของเซ็ทปะทะกับกองทัพของฮอรัสที่เอ็ดฟู ริมแม่น้ำไนล์ และสงครามก็เริ่มขึ้น

หลังจากต่อสู้ได้ไม่นานทหารของเซ็ท ก็เริ่มล่าถอย ฮามาคิสต์ได้กลายร่างเป็นสฟิงส์ยักษ์และตะปบเหล่าทหารศัตรูที่กำลังแตกพ่ายเอาไว้ได้ 



” วันเวลาของท่านกำลังจะจบลงแล้ว เซ็ท ” ฮอรัสประกาศก้องกลางสมรภูมิ แต่เซ็ทยังไม่ยอมแพ้พระองค์โจนลงแม่น้ำไนล์และได้แปลงร่างเป็นฮิปโปโปเตมัสยักษ์เข้าเล่นงานฮอรัส  เจ้าชายหนุ่มกระโดดขึ้นหลังของมัน และเสกฉมวกเหล็กยาวสามสิบฟุตแทงลงไปยังศรีษะฮิปโป ทะลุผ่านสมอง ยังผลให้เทพเซ้ทสิ้นพระชนม์ทันที

หลังจากนั้น ฮอรัสก็ขึ้นเป็นฟาโรห์ปกครองอียิปต์ พระนามของพระองค์ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ ของฟาโรห์ทุกพระองค์นับแต่นั้นมา

แหล่งที่มา : http://www.komkid.com

135

ข้อมูลทั่วไปประเทศแอฟริกาใต้   
ประเทศแอฟริกาใต้ หรือ สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ (อังกฤษ: The Republic of South Africa) หรืออาจเรียกสั้น ๆ ว่า "แอฟริกาใต้" (ต่างจาก "แอฟริกาตอนใต้" ซึ่งเป็นภูมิภาคประกอบไปด้วยหลายประเทศ รวมถึงประเทศแอฟริกาใต้) เป็นประเทศอิสระที่อยู่ตอนปลายทางใต้สุดของทวีปแอฟริกา มีพรมแดนติดกับ ประเทศนามิเบีย ประเทศบอตสวานา ประเทศซิมบับเว ประเทศโมซัมบิก และ ประเทศสวาซิแลนด์ ส่วนประเทศเลโซโท (Lesotho) เป็นดินแดนที่ถูกล้อมรอบทุกด้านด้วยอาณาเขตของประเทศแอฟริกาใต้ รวมทั้งยังเป็นประเทศส่งออกเพชรและ ทองคำมีชาวพื้นเมืองผิวขาวได้แก่ ชาวแอฟริกัน ที่สืบเชื้อสายจากชาวดัตช์ ที่มาตั้งถิ่นฐานเป็นกลุ่มแรก ปัจจุบันมีทั้งชาวดัตช์ เยอรมัน ฝรั่งเศส อังกฤษ และชนเผ่าพื้นเมือง คือ ซูลู


 
ประวัติศาสตร์ประเทศแอฟริกาใต้
ซูลู (อังกฤษ: Zulu - ภาษาอังกฤษอัฟริกาใต้) เป็นชนเผ่ากลุ่มหนึ่งของแอฟริกา มีจำนวนประชากรประมาณ 11ล้านคน ส่วนใหญ่อยู่อาศัยในควาซูลู-นาตาล แอฟริกาใต้ มีจำนวนเล็กน้อยที่อยู่อาศัยในซิมบับเว แซมเบียและโมแซมบีกภาษาอีซิซูลู (isiZulu) เป็นสาขาหนึ่งของภาษาบันตู (Bantu)ซึ่งจัดอยู่ในภาษา ลุ่มย่อย "นูนิ"(Nguni)ราชอาณาจักรซูลูมีบทบาทสำคัญมาก ในประวัติศาสตร์ ของประเทศแอฟริกาใต้ โดยเฉพาะในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2344 - พ.ศ. 2444 (คริสต์ศตวรรษที่ 19Th-20th) ในยุคแห่งการถือผิว ชาวซูลูถูกจัดให้เป็นประชาชนชั้น 2และถูกดูถูกเหยียดหยามอย่างรุนแรง ปัจจุบันชาวซูลูเป็นชนเผ่าที่เป็นประชา กรส่วนใหญ่ของประเทศแอฟริกาใต้และม ี สิทธิเสรีภาพแห่งมนุษยชนเท่าเทียม กับประชาชนทุกเชื้อชาติและชนเผ่าในประเทศ




ชาก้า ซูลู ราชันย์นักรบแห่งกาฬทวีป
ก่อนที่ชาวผิวขาวจะสร้างอาณานิคมของตนเองขึ้น ส่วนใหญ่ของทวีปอาฟริกา คือ ดินแดนของชนผิวดำนับร้อยเผ่าที่ปกครองและทำศึกสงคราม ระหว่างกัน ในบรรดาชนเผ่าต่าง ๆ ของทวีปอาฟริกา ชนเผ่าซูลูนับได้ว่าเป็นหนึ่งในไม่กี่เผ่าที่เป็นที่รู้จักและครั่นคร้ามของชาวผิวขาวผู้เดินทางเข้ามา

อย่างไรก็ดีแต่เดิมชาวซูลูเป็นเพียงนักรบเผ่าเล็ก ๆ ที่ไม่สำคัญอะไร ความยิ่งใหญ่ของชาวซูลูมีจุดเริ่มต้นมาจาก คมหอกของนักรบผู้มีนามว่า ชาก้า ที่สร้างชนเผ่าเล็ก ๆ นี้ให้กลายเป็นชนเผ่าที่ยิ่งใหญ่ซึ่งครั้งหนึ่งมีอาณาจักรซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดของอาฟริกาตะวันออกเฉียงใต้

กษัตริย์ชาก้า ได้รับสมญาว่านโปเลียนซูลู ความสามารถในการทำศึกของเขานั้นเป็นที่เลืองลือและกองทัพซูลูก็ได้ชื่อว่าเป็นกองทัพที่เกรียงไกรที่สุดในประวัติศาสตร์ทางใต้ของทวีปอาฟริกา ไม่เฉพาะแต่ความเป็นอัจฉริยะทางสงครามเท่านั้น แต่ชาก้ายังได้ชื่อว่าเป็นบุคคลที่เหี้ยมโหดที่สุด โดยในการก้าวขึ้นสู่อำนาจ เขาได้ปลิดชีวิตผู้คนไปมากกว่าหนึ่งล้านคน เรื่องราวของชาก้าเป็นที่เล่าขานและเป็นอีกบทหนึ่งของประวัติศาสตร์ทวีปอาฟริกา

ชาก้าถือกำเนิดขึ้นในปี 1787 โดยเป็นบุตรของเซนซางาโกนา (Senzangakona) หัวหน้าเผ่าอามาซูลูกับ นันดี (Nandi) ธิดาของหัวหน้าเผ่าแลงเกนี (Langeni) ในเวลานั้นเผ่าอามาซูลูเป็นเพียงชนเผ่าเล็กๆ พวกเขาอาศัยอยู่ในหุบเขาอุมกุมบานี (Mkhumbane)เมืองหลวงของชาวซูลูตั้งอยู่ใกล้กับแม่น้ำอุมโฟโลซีขาว (white Mflolozi) เมื่อชาก้าถือกำเนิดได้ไม่นาน เซนซางาโกนาได้หย่ากับนันดี นางจึงตัดสินใจพาบุตรชายกลับไปอยู่กับเผ่าแลงเกนี



ทว่าหัวหน้าเผ่าคนใหม่และผู้คนส่วนใหญ่ในเผ่าเกลียดชังที่นางเคยเป็นภรรยาของหัวหน้าเผ่าซูลู ซึ่งขณะนั้นเพิ่งจะมีเรื่องขัดแย้งกับชาวแลงเกนีทำให้ชาก้าและมารดาถูกข่มเหงและดูถูกสารพัด ในที่สุดนันดีจึงตัดสินใจพาชาก้ากลับไปยังเผ่าซูลูอีกครั้ง แม้ว่าชาวซูลูจะไม่ต้อนรับพวกนางนักก็ตาม ด้วยเหตุนี้เองทำให้ตลอดชีวิตวัยเด็กของชาก้าจึงเต็มไปด้วยการถูกกลั่นแกล้งและดูหมิ่น แต่ชาก้าก็ถูกมารดาพร่ำสอนให้ระลึกถึงสายเลือดของผู้นำในตัวเขาเสมอ ทำให้เด็กชายมีความหยิ่งทะนงทะเยอทะยานและเก็บงำความเกลียดชังผู้คนที่กลั่นแกล้งเขาอยู่ในใจ ตราบจนกระทั่งโตขึ้น

ในเวลาต่อมาดินแดนของเผ่าอามาซูลูประสบภาวะแห้งแล้งจนเกิดความแตกแยกขึ้นในเผ่า ชาวซูลูจำนวนหนึ่งยอมเป็นบริวารของเผ่าอุมเตตวา (Mtetwa) ซึ่งเป็นชนเผ่าที่มีอำนาจมากที่สุดในเวลานั้น ชาก้าซึ่งอายุได้ยี่สิบสามปี ถูกเกณฑ์เข้าเป็น นักรบในกองทัพของเผ่าอุมเตตวา ชาก้าเป็นนักรบที่เหี้ยมหาญและชาญฉลาด เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บังคับกองร้อยเมื่ออายุเพียงยี่สิบหก ในเวลานั้น ดิงกิสวาโย (Dingiswayo) ประมุขแห่งชนเผ่าอุมเตตวาพอใจในความกล้าหาญและเฉลียวฉลาดของเขา และดำริจะให้ชาก้าเป็นหัวหน้าเผ่าซูลู ทั้งนี้เนื่องจากดินแดนของพวกซูลูอยู่ห่างไกลจากเผ่าอุมเตตวาและดิงกิสวาโยต้องการให้เผ่าซูลูเป็นกันชนให้กับอาณาจักรของตน กับชนเผ่าอื่นๆที่ยังเป็นศัตรูอยู่

ในขณะนั้น ชาก้าได้รับตำแหน่งเมนซีวา (นายพล) ของเผ่าอุมเตตวาแล้ว และเมื่อเซนซางาโกนาสิ้นชีวิตลง ชาก้าก็อ้างสิทธิในบัลลังก์แห่งซูลู และด้วยการสนับสนุนของดิงกิสวาโย ชาก้าก็ทำสงครามกับพี่น้องต่างบิดาที่ไม่ยอมรับเขา ชาก้าได้สังหารผู้ต่อต้านทั้งหมดและขึ้นเป็นประมุขของชาวอามาซูลู หลังจากขึ้นเป็นประมุขของชาวซูลูแล้ว ชาก้าได้ทำการปรับปรุงกองทัพของพวกซูลูเสียใหม่ โดยชาก้าสร้างระเบียบแบบแผนของกองทัพขึ้น โดยรูปแบบการจัดทัพของพวกซูลูจะเน้นที่ความมีวินัยเข้าโจมตีอย่างพร้อมเพรียง โดยในการเข้าโจมตี กองทัพจะขยายแถวเป็นลักษณะคล้ายเขาวัว ในเวลาประจัญบาน ปีกซ้ายและปีกขวาจะทำหน้าที่ตรึงทัพข้าศึกไว้และทำให้ข้าศึกพะวักพะวน ขณะที่กำลังส่วนกลางจะเคลื่อนเข้าทำการสังหาร

นอกจากนี้ชาก้ายังปรับลักษณะของอาวุธในการรบ กล่าวคือแต่เดิมในการรบนั้นนักรบเผ่าต่างๆจะใช้หอกยาวเป็นอาวุธ โดยจะพุ่งหอกเข้าใส่ทัพศัตรูก่อนแล้วจึงโจมตีโดยใช้ขวานหรือมีด ซึ่งทำให้มีเพียงอาวุธสั้นในการเข้าประจัญบาน แต่ชาก้าให้นักรบซูลูใช้หอกสั้นเป็นอาวุธและมีหอกซัดขนาดเล็กซึ่งมีน้ำหนักเบาประจำตัวอีกสองเล่ม ในการรบพวกซูลูจะใช้หอกซัดพุ่งใส่ข้าศึกก่อน แล้วจึงเข้าประจัญบานพร้อมหอกสั้นในมือ ทำให้นักรบซูลูได้เปรียบในการรบประชิดตัว นักรบซูลู นอกจากนี้ชาก้ายังได้จัดแบ่งกองทัพเป็นกรมกอง เรียกว่า อิมปี (Impi) โดยใช้อายุเป็นเกณฑ์ เขาจัดให้นักรบที่มีระดับอายุเดียวกันอยู่ในกองเดียวกัน และห้ามมิให้นักรบแต่งงานจนกว่าจะได้รับอนุญาตจากหัวหน้าเผ่า ทั้งนี้ชาก้าได้กำหนดกฏเหล็กสำหรับนักรบว่า นักรบที่หันหลังหนีศัตรูจะได้รับโทษตายสถานเดียว การปรับปรุงกองทัพของเขา ทำให้นักรบซูลูเป็นนักรบที่ทรงประสิทธิภาพเหนือนักรบเผ่าอื่นๆ และได้ชื่อว่าเป็นนักรบที่ไม่เคยแพ้




เมื่อชาก้าได้ขึ้นเป็นหัวหน้าเผ่านั้น ดินแดนของพวกซูลูได้มีชนเผ่าอื่นๆเข้ามาอาศัยอยู่ กลุ่มชนเหล่านี้ต่อต้านเผ่าซูลูและอาณาจักรของดงกิสวาโย หัวหน้าของกลุ่มชนเหล่านี้คือ ซวีเด (Zwide) โดยซวีเดได้โจมตีพวกซูลูและอุมเตตวาหลายครั้ง และในการรบครั้งใหญ่บนฝั่งแม่น้ำอุมโฟโลซี นักรบซูลูสามหมื่นคนของชาก้าก็สามารถเอาชนะนักรบหกหมื่นคนของซวีเดได้ แต่ชัยชนะครั้งนี้ก็ยังไม่อาจทำลายซวีเดได้ เนื่องจากเขายังมีพันธมิตรอีกหลายเผ่าคอยหนุนอยู่ ในที่สุดขณะที่ซวีเดนำกองทัพเข้ารุกรานดินแดนของเผ่าอุมเตตวา ชาก้าก็นำทัพซูลูบดขยี้ เผ่าเอ็นดวันดวี (Ndwandwe) พันธมิตรสำคัญของซวีเดจนราบคาบ ทำให้ซวีเดและกองทัพของเขาขาดกำลังสนับสนุน ซวีเดพ่ายแพ้และหนีไปพร้อมกำลังเพียงเล็กน้อย ส่วนชนเผ่าอื่นๆที่เหลือต่างยอมจำนนต่อซูลู

หลังชนะศึก ชาก้าได้ย้ายเมืองหลวงจากแม่น้ำอุมโฟโลซีไปตั้งที่ กวาบูลาวาโย (Kwabulawayo) อันเป็นจุดเริ่มต้นแห่งอาณาจักรของเขา หลังตั้งเมืองหลวงชาก้าได้ทำศึกเพื่อล้างแค้นเผ่าแลงเกนี กองทัพซูลูได้รับชัยชนะ ชาก้าไว้ชีวิตชาวแลงเกนีเพียงไม่กี่คนซึ่งเป็นคนที่เคยช่วยเหลือเขาเมื่อตอนเป็นเด็ก จากน้นเผ่าซูลูได้ทำสงครามกับเผ่าบูเตเลซีและได้ชัยชนะโดยสังหารพลเมืองของศัตรูเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ในการทำสงครามทุกครั้งชาก้ามักจะกวาดล้างศัตรูจนถึงที่สุดและจะไม่พอใจมากหากเผ่าใดยอมจำนนโดยไม่ได้สู้รบกัน

ครั้นถึงในปี1817 ขณะที่กำลังวางแผนบุกเข้าไปยังดินแดนทางตะวันออกเฉียงใต้ กษัตริย์ดิงกิสวาโยได้สิ้นพระชนม์ลง เหล่าขุนพลและเชื้อพระวงศ์ต่างทำสงครามแย่งชิงอำนาจในอาณาจักร ชาก้าได้ปราบขุนศึกต่างๆจนหมดสิ้นและครอบครองดินแดนทั้งหมดของอาณาจักรอุมเตตวาและเปลี่ยนชื่อเป็น ซูลูแลนด์ (Zululand) จากนั้นชาก้าได้เคลื่อนทัพเข้าไปยังดินแดนตะวันออกเฉียงใต้และกวาดล้างเผ่าต่างๆจนหมดสิ้น



ในปี ค.ศ.1820 อำนาจของกษัตริย์ชาก้าได้ขึ้นจนถึงที่สุด ซึ่งในเวลานั้นอำนาจของเผ่าซูลูได้ปกคลุมตลอดภาคตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปแอฟริกา โดยในเมืองหลวงที่กวาบูลาวาโยนั้น มีพลเมืองนับหมื่น ชาก้าไม่มีมเหสีแต่มีนางสนมถึง 1200 คน ทว่าไม่มีโอรสหรือธิดาแม้เพียงองค์เดียว

 ล่วงเข้าปี ค.ศ.1824 ชาวอังกฤษได้เดินทางมายังดินแดนซูลู และเข้าเฝ้าชาก้า ซึ่งเพิ่งจะได้รับบาดเจ็บในการรบ ชาวอังกฤษได้รักษาแผลให้จนหายดี ทำให้ชาก้าพอใจมาก จึงลงนามยินยอมให้ชาวอังกฤษเข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนนาตาลซึ่งอยู่ในอาณาจักรของพระองค์ได้ และในปีเดียวกันนั้นเอง นันดีมารดาของพระองค์ได้สิ้นพระชนม์ลง ชาก้าเศร้าโศกเสียใจมาก และในพิธีศพ ชาก้าได้สั่งให้ประหารคนถึง 7000 คน เพื่อเป็นการส่งดวงวิญญาณให้แก่พระมารดาของพระองค์ นอกจากนี้ยังสั่งให้พลเมืองทั้งหมดบริโภคอาหารเพียงเล็กน้อยเพื่อไว้ทุกข์ จนมีผู้คนจำนวนมากต้องเจ็บป่วยล้มตาย

จนกระทั่งอีกสามเดือนต่อมา ชาก้าก็สั่งยกเลิก ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นได้เพาะเชื้อแห่งความโกรธแค้นขึ้นในหมู่ราษฎรเป็นอันมาก ประกอบในเวลาต่อมา ชาก้าส่งทัพใหญ่ไปโจมตีเผ่าซวาซีบริเวณแม่น้ำลิมโปโป สภาพอากาศที่แปลกไปพร้อมทั้งโรคภัยไข้เจ็บทำลายชีวิตทหารเป็นจำนวนมากและพ่ายแพ้ในที่สุด อำนาจของชาก้าเริ่มตกต่ำลงในสายตาของผู้คน

จนกระทั่งปี 1828 ดินกาอันและอัมฮลันกานาผู้เป็นน้องชายต่างมารดาของพระองค์ได้ร่วมมือกับอุมโมโปเสนาบดีคนสนิทของชาก้า วางแผนการลอบปลงพระชนม์กษัตริย์ และในวันที่ 22 กันยายน ปี ค.ศ.1828 ชาก้าก็ถูกลอบปลงพระชนม์ในตำหนักของพระองค์เอง ขณะอายุได้ 41 ปี และครองราชย์มาทั้งสิ้นสิบสองปี หลังจากนั้น ดินกาอันได้ประกาศตนขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ใหม่ของอาณาจักรซูลู


แหล่งข้อมูล : http://www.qetour.com , http://www.komkid.com

หน้า: 1 ... 7 8 [9] 10 11