แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - administrator

หน้า: [1] 2 3 ... 101
1
ศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์ ชลบุรี (ธารารีสอร์ท พัทยา)  ในสังกัดกลุ่ม CP ALL  จัดการเรียนการสอนแบบทวิภาคี เรียนทฤษฏีควบคู่กับการทำงานจริง

เปิดรับสมัครครูผู้สอนประจำศูนย์การเรียนฯ ชลบุรี (ธารารีสอร์ท พัทยา)  พัทยาใต้  จำนวน 4 อัตรา

คุณสมบัติ ผู้สมัคร

1. จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาศึกษาศาสตร์, ครุศาสตร์ หรือสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง
2. มีประสบการณ์ด้านการศึกษา หากมีใบประกอบวิชาชีพครู จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ
3. มีทักษะในการให้คำแนะนำ ดูแลนักเรียน เป็นอย่างดี
4. มีทักษะในการใช้คอมพิวเตอร์ จัดทำรายงานในแบบ Info graphic ได้

ลักษณะงาน

1. ดูแลนักเรียน จัดการเรียนการสอนภายในศูนย์การเรียน
2. ติดตาม นิเทศนักเรียน ให้คำปรึกษา
3. งานอื่นๆ ที่ได้รับมอบหมาย

ข้อมูลเพิ่มเติม  091-004-8076,  091-808-1585


2




เปลี่ยนแล้วรวย เปลี่ยนอย่างไร ทำไม่ต้องเปลี่ยน มาตามดูว่า วิธีการเปลี่ยน วิธีการคิดของลุงสมาน เจ้าของบริษัท Holy Vision มีแนวคิดอย่างไร มีแรงบันดาลใจอย่างไร

จะเกิดหรือจะดับ? เช็คได้ด้วยผ้าใบธุรกิจ (business model canvas)
ดูกันว่าธุรกิจของคุณมีปัจจัยที่ครบถ้วนถูกต้องหรือยัง

เปลี่ยนเร็ว รวยเร็ว
วันนี้คุณ “เปลี่ยน” แล้วรึยัง?
SUBSCRIBE ►https://goo.gl/f4wXyR

“เปลี่ยนแล้วรวย” โครงการพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs จาก ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ TCDC
ดูรายละเอียดโครงการได้ที่
http://changesmes.tcdc.or.th/
http://www.facebook.com/changesmes

ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ Thailand Creative & Design Center (TCDC)
http://www.tcdc.or.th/

3





เปลี่ยนแล้วรวย ต้องเปลี่ยนอะไร ตรงไหน อย่างไร สินค้าและบริการย่อมมีการออกแบบ เพื่อพฤติกรรมของผู้บริโภค มาดูว่า ลุงสมาน จะมีแนวคิดการออกแบบเพื่อบริหารจัดการบริษัท Holy Vision ของเขาอย่างไร

เพราะสิ่งที่ลูกค้าสัมผัสได้ ไม่ใช่แค่ตัวสินค้า...
เพิ่มมูลค่าให้สินค้าและบริการด้วย Service Design การออกแบบที่จะสร้างความประทับใจตั้งแต่ต้นจนจบ

เปลี่ยนเร็ว รวยเร็ว

วันนี้คุณ “เปลี่ยน” แล้วรึยัง?

SUBSCRIBE ►https://goo.gl/f4wXyR

“เปลี่ยนแล้วรวย” โครงการพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs จาก ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ TCDC
ดูรายละเอียดโครงการได้ที่
http://changesmes.tcdc.or.th/
https://www.facebook.com/changesmes/

ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ Thailand Creative & Design Center (TCDC)
http://www.tcdc.or.th/

4




เปลี่ยนแล้วรวย เปลี่ยนอย่างไร เปลี่ยนเมื่อใด จำเป็นต้องเปลี่ยนไหม ถ้าไม่เปลี่ยนจะเกิดอะไรขึ้น หรือจะเป็นอย่างไร
ตอนนี้ เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญา ที่ว่าด้วย การป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ อย่าให้ใครมาชุบมือเปิบ เอาผลงานของคุณไป

รู้หรือไม่? ลิขสิทธิ์ ไม่ได้มีไว้แค่ป้องกันสิ่งที่เราสร้างสรรค์ไม่ให้ใครไปแสวงประโยชน์ แต่มันยังสร้างร้ายได้ให้คุณเหมือนน้ำซึมบ่อทรายอีกด้วย

เปลี่ยนเร็ว รวยเร็ว
วันนี้คุณ “เปลี่ยน” แล้วรึยัง?
SUBSCRIBE ►https://goo.gl/f4wXyR

“เปลี่ยนแล้วรวย” โครงการพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs จาก ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ TCDC
ดูรายละเอียดโครงการได้ที่
http://changesmes.tcdc.or.th/
https://www.facebook.com/changesmes/

ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ Thailand Creative & Design Center (TCDC)
http://www.tcdc.or.th/

5




เปลี่ยนแล้วรวย ลุงสมาน เปลี่ยนอย่างไร มีแนวคิดในการบริหารจัดการบริษัทอย่างไร จึงสามารถเปลี่ยน ได้ตามที่ใจอยากให้เปลี่ยน และไปสู่เป้าหมายของการเปลี่ยนได้

เรียนรู้วิธีการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภันฑ์แบบเข้าใจง่ายๆ กับลุงสมาน ตาลเหือด  ผู้คิดค้นผลิตภัณฑ์โดนๆ ให้กับ Holy Vision

เปลี่ยนเร็ว รวยเร็ว
วันนี้คุณ “เปลี่ยน” แล้วรึยัง?
SUBSCRIBE ►https://goo.gl/f4wXyR

“เปลี่ยนแล้วรวย” โครงการพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs จาก ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ TCDC
ดูรายละเอียดโครงการได้ที่
http://changesmes.tcdc.or.th
https://www.facebook.com/changesmes

ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ Thailand Creative & Design Center (TCDC)
http://www.tcdc.or.th

6




เปลี่ยนแล้วรวย เปลี่ยนอย่างไร เปลี่ยนยากหรือไม่ ต้องใช้อะไรในการช่วยเปลี่ยน เปลี่่ยนวันไหน เปลี่ยนตอนไหน เปลี่ยนได้ทันทีเลยหรือเปล่า
ติดตาม เปลี่ยนแล้วรวย

มาดูกันว่า ถ้าลุงสมานคิดจะทำโฆษณาซักชิ้น มันจะออกมาเป็นอย่างไร ฮาแค่ไหน?

เปลี่ยนเร็ว รวยเร็ว
วันนี้คุณ “เปลี่ยน” แล้วรึยัง?
SUBSCRIBE ►https://goo.gl/f4wXyR

“เปลี่ยนแล้วรวย” โครงการพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs จาก ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ TCDC
ดูรายละเอียดโครงการได้ที่
http://changesmes.tcdc.or.th
https://www.facebook.com/changesmes

ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ Thailand Creative & Design Center (TCDC)
http://www.tcdc.or.th

7














พระครูธรรมกิจโกวิท (หลวงพ่อยงยุทธ ธมฺมโกสโล)
          อดีตเจ้าอาวาสวัดเขาไม้แดง ท่านผู้ริเริ่มสร้างวัดเขาไม้แดง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังของเมืองชลบุรี มีเมตตาธรรมสูง มักน้อยถือสันโดษ มีพลังจิตที่เข้มขลังอาคมที่แก่กล้า นามของท่านจึงขจรขจายไปไกลทั่วภาคตะวันออก หลวงพ่อยงยุทธสังขารท่านไม่เน่าเปื่อย ทางวัดได้นำสังขารท่านเก็บไว้ในรูปหล่อยืนธุดงค์ เพื่อให้ศิษยานุศิษย์และประชาชนทั่วไปได้กราบไหว้สักการะตลอดไป

          พระครูธรรมกิจโกวิท ท่านมีนามเดิมว่า " จำปี " นามสกุล " แก้วไพรำ " เกิดเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2470 ตรงกับวันเสาร์ แรม 8 ค่ำ เดือน 10 ปีเถาะ ในเรือนแพจอดอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา หน้าอำเภอไชโย จ.อ่างทอง โยมบิดา-มารดาชื่อ นายเชียง และ นางถุงเงิน แก้วรำไพ ครอบครัวมีพี่น้อง 5 คน เป็นชาย 4 คน หญิง 4 คน

          เมื่อช่วงวัยเด็ก ตอนอายุได้ 3 ขวบ ได้เรียนหนังสือแถบๆ บ้านแพ พ่อกับแม่ได้ไปฝากกับญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง คือ พระครูโกวิทนวการ หรือหลวงปู่โห้ เจ้าอาวาสวัดวงษ์ภาศนาราม จ.อ่างทอง เพื่อให้ได้ศึกษาเล่าเรียน ก่อนได้เข้ารับการศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดมะขาม กระทั่งจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 7 หลังจากนั้นก็ได้ศึกษาต่อที่ โรงเรียนปัทมโรจน์วิทยาคม ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำจังหวัดอ่างทอง จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6

          ต่อมาท่านได้เปลี่ยนชื่อเป็น ยงยุทธ หลังจากนั้นได้เดินทางมาศึกษาต่อที่โรงเรียน (วุฑฒิศึกษา หรือ สตรีวุฑฒิศึกษา) แถวฝั่งธนบุรี กรุงเทพฯ จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 8 ก่อนที่จะทำงานช่วงเช้าที่ วิทยุการบิน แห่งประเทศไทย

         เมื่อท่านอายุ 23 ปี ได้ลางานพักผ่อน 15 วัน และท่านตัดสินใจบวช เพื่อทดแทนคุณบิดา-มารดา ณ วัดบ้านป่า ตำบลตรีณรงค์ อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง โดยมี

- พระอุปัชฌาย์ พระครูโกวิทนวการ (หลวงปู่โห้) เจ้าอาวาสวัดวงษ์ภาศนาราม ต.ราชสถิตย์ อ.ไชโย จ.อ่างทอง
- พระอนุสาวนาจารย์ พระครูวิบูลสังฆกิจ (อดีตเจ้าคณะอำเภอไชโย) วัดไชโยวรวิหาร ต.ไชโย อ.ไชโย จ.อ่างทอง
- พระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการตี๋ เจ้าอาวาสวัดปราสาท ต.นรสิงห์ อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง
ท่านได้รับฉายาทางธรรมว่า " ธมฺมโกสโล "

          ครั้นใกล้ครบกำหนดลางาน 15 วัน ปรากฏว่า พระยงยุทธไม่ยอมลาสิกขาบท ตัดสินใจบวชต่อ เพื่อศึกษาพระธรรมวินัย อีกทั้งมุ่งมั่นฝึกฝนกัมมัฏฐาน จนเกิดความสุขสงบทางใจ ท่านได้มีโอกาสศึกษาวิปัสสนากัมมัฏฐาน จากหลวงปู่ลิ้ม วัดไทรใต้ จ.นครสวรรค์ และครูจาบ สุวรรณ เป็นฆราวาส เชี่ยวชาญด้านกสิณมาก

          ในปี พ.ศ. 2502 ท่านได้ออกเดินธุดงค์ผ่านมา จ.ชลบุรี พบว่าบริเวณเขาไม้แดงนั้น มีความร่มรื่นอาณาบริเวณเงียบสงบ ท่านตัดสินใจจะสร้างวัดที่เขาไม้แดง เริ่มจากพัฒนาสร้างศาสนสถานชั่วคราว เป็นกุฏิที่พักสงฆ์ หรือศาลาโรงธรรมอื่นๆ ทำด้วยไม้ และมุงด้วยจาก

          เรื่องราวของพระอาจารย์ยงยุทธ ได้ทราบไปถึง จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ให้ความสนับสนุนส่งเสริม มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ทหารจำนวนหนึ่งไปตรวจสอบสถานที่และทำรายงานมาเสนอทางราชการ แต่ผ่านไปเพียง 3 เดือน จอมพลสฤษดิ์ ได้ถึงแก่อสัญกรรม ทำให้แผนพัฒนาวัดเขาไม้แดงหยุดชะงักไป

          เมื่อหลวงพ่อยงยุทธ เข้าสู่วัยชรา ท่านก็มีโรคประจำตัว คือ โรคหัวใจ ต้องเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา ในวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545 ด้วยโรคถุงน้ำดีอักเสบ และโรคหัวใจ หลวงพ่อยงยุทธ ได้มรณภาพด้วยอาการอันสงบ เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545 เวลา 05.45 น. สิริอายุ 75 ปี 2 เดือน พรรษา 52


          วัดเขาไม้แดง อยู่ใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวสำคัญคือ น้ำตกชันตาเถร หากใครจะไปเที่ยวน้ำตกสายนี้ ต้องผ่านวัดเขาไม้แดงก่อน เนื่องจากทางแยกไปน้ำตก อยู่ติดกับกำแพงวัดนั่นเอง

8




บทสวดพระพุทธมนต์ บทสวดมนต์ 12 ตำนาน  สวดเพื่อสร้างสมาธิ สร้างความเข้มแข็งในการทำความดี

ปาฏิหาริย์มีจริง ลองสวด แล้วชีวิตจะดีขึ้น อย่างนึกไม่ถึง

  บทชุมนุมเทวดา
  บทปุพพะภาคะนะมะการ
  บทนะมะการะสิทธิคาถา
  บทสัมพุทเธ
  บทนะโมการะอัฏฐะกะ
  บทมังคะละสุตตัง
  บทระตะนะสุตตัง
  บทกะระณียะเมตตะสุตตัง
  บทขันธะปริตตะคาถา
  บทโมระปะริตตัง
  บทอาฏานาฏิยะปะริตตัง
  บทนะโม เม สัพพะพุทธานัง
  บทอังคุลิมาละปะริตตัง
  บทโพชฌังคะปะริตตัง
  บทวัฏฏะกะปะริตตัง
  บทอะภะยะปะริตตัง
  บทโอสถะปริตร
  บทนัตถิ เม สะระณัง
  บทยังกิญจิ ระตะนัง
  บทสุขาภิยาจะนะคาถา
  บทเทวะตาอุยโยชะนะคาถา
  บทอิติปิโสฯ
  บทชัยมงคลคาถา (พาหุง มหากา)
  บทสวดภวตุสัพพ์
  บทเทวตาอุยโยชนะคาถา



9


คาถาปลาช่อน  สวดบูชาขอฝน

ปุนะ ปะรัง ยะทา โหมิ  มัจฉะราชา มะหาสะเร
อุณเห สุริยะสันตา  เปสะเร อุทะกัง ขียะถะ
ตะโต กากา จะ คิชฌา จะ  กังกากุลาละเสนะกัง
ภักขายันติ ทิวารัตติง  มัชเฌ อุปะนิสีทิยะ
เอวัง จินเตสะหัง ตัตถะ  สะหะ ญาติภิ ปิฏฐิโต
เกนะ นุ โข อุปาเยนะ  ญาติ ทุกขา ปะโมจะยัง
วิจินตะยิตะวา ธัมมัฏฐัง  สัจจัง อัททะสะ วัสสะยัง
สะเจ ฐัตะวา ปะโมเจสิง  ญาตีนัง ตัง อะติกขะยะ
อะนุสสะริตะวา สะตัง ธัมมัง  ปะระมัตถัง วิจินตะยัง
อะกาสิง สัจจะกิริยัง  ยัง โลเก ธุวะสัสสะตัง
ยะโต สะรามิ อัตตานัง  ยะโต ปัตโตสะมิ วิญญุตัง
นาภิชานามิ สัญจิจจะ  เอกะปาณิมหิ หิงสิตา
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ  ปะชุนโน อะภิวัสสะตุ
อะภิตถะนายัง ปะชุนนะ  นิธิง กากัสสะ นาสะยะ
กากัง โสกายะ รันเชหิ  มัจเฉ โสกา ปะโมจะยะ
สะหะ กะเต สัจจะวะเร  ปะชุนโน อะภิวัสสิยะ
ถะลัง นินนัญจะ ปูเรนโต  ขะเณนะ อะภิวัสสิยะ
เอวะรูปัง สัจจะกิริยัง  กัตะวา วิริยะมุตตะมัง
วัสสาเปสิง มะหาเมฆัง  สัจจะเตชะพะลัสสิโต
สัจเจนะ เม สะโม นัตถิ  เอสา เม สัจจะปาระมีติ ฯ

สวดคาถาปลาช่อนขอฝน

          มีตำนานกล่าวไว้ว่า ในอดีตกาลพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นปลาช่อน แต่พระองค์ไม่เคยกินปลาเล็ก สัตว์เล็ก เคย กินตะไคร้น้ำและสาหร่ายอย่างอื่นแทน  ครั้นฝนแล้ง น้ำแห้งปลาอื่นกำลังจะตาย พระโพธิสัตว์จึงโผล่ขึ้นมาจากเปลือกตมแหงนมองดูฟ้า แล้วตั้งสัจจะวาจาว่า "ดูกรเมฆฝน แม้ข้าพเจ้าเป็นปลา ข้าพเจ้าก็ไม่ได้กินปลาและบังเบียดปลา บัดนี้เพื่อนร่วมชาติและตัวข้าพเจ้ากำลังทุกข์หนัก และกำลังจะตายเพราะขาดน้ำ ด้วยอานุภาพแห่งศีลบารมี และสัจจบารมีขอฝนจงตกลงมาให้ชีวิตชีวาแก่เราด้วยเถิด"

ครั้นจบสัจจะวาจาของโพธิสัตว์ ฝนก็ตกลงมาอย่างงดงาม ไม่มีฟ้าร้อง ฟ้าแลบ และฟ้าผ่าเลย

วิธีทำ

          ให้แต่งการมงคลเหมือนการสวดมงคลทั่วไป นิมนต์ภิกษุจำนวนคี่ คือ 5 รูป 7 รูปหรือ 9 รูป มาสวดคาถาขอฝน ให้สวด 7 วัน เป็นคาถาขอฝน วันละ 3 รอบก็พอ เพื่อให้ได้ผลให้ญาติโยมที่มาร่วมพิธีรับศีลทุกครั้ง เฉพาะคนแก่ให้จำศีลเข้าพิธีทั้ง 7 วันจนจบพิธี สำหรับพระสวดวันแรกให้ตั้งมงคลก่อน แล้วสวดคาถาขอฝนสุดท้าย อีก 6 วันหลังให้สวด นะโม ฯลฯ และพุทธัง สรณัง คัชฉามิ ฯลฯ ทุติยัมปิ ตะติยัมปิ ฯลฯ  แล้วสวดคาถาขอฝนเลยวันละ 3จบ แล้วฝนจะตกดี ตกงามไม่มีฟ้าผ่าน่าสพรึงกลัวแล

10


นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

อิติปิ โส ภะคะวา ยมมะราชาโน ท้าวเวสสุวรรณโณ
มะระณัง สุขัง อะหัง สุคะโต นะโม พุทธายะ
ท้าวเวสสุวรรณโณ จาตูมมะหาราชิกา ยักขะพันธา ภัททะภูริโต
เวสสะ พุสะ พุทธัง อะระหัง พุทโธ ท้าวเวสสุวรรณโณ นะโม พุทธายะ

เมื่อสวด ๓, ๗ หรือ ๙ จบ แล้วจึงขอพร

หากสามารถจัดหาเครื่องบูชาได้ ให้บูชาด้วย ดอกกุหลาบ 9 ดอก จุดธูป 9 ดอก

วิธีขอพร ท้าวเวสสุวรรณ

     สำหรับใครที่มีอุปสรรคติดขัดในชีวิต สามารถไหว้ขอพรท่านท้าวเวสสุวรรณเพื่อขอบารมีท่านช่วยปัดเป่าอุปสรรค และเสริมโชคลาภให้ชีวิตผู้ขอพรดีขึ้นได้ แต่จะต้องไม่ลืมทำความดีด้วย เพราะหากเราไม่มีต้นทุนความดีใดๆเลย ก็ยากที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์จะช่วยเราได้  ศรัทธาที่ถูกต้อง ประกอบด้วยปัญญา ย่อมนำมาซึ่งผลสัมฤทธิ์ที่ดีงามแน่นอน

ท้าวเวสสุวรรณ หรือ ท้าวกุเวร เป็นเจ้าแห่งอสูร ยักษ์ และภูติผีปีศาจ สถิตอยู่บนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ประทับทางทิศเหนือ และเป็นหนึ่งในบรรดาท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ ผู้คอยคุ้มครองและดูแลโลกมนุษย์ ได้แก่

     1.ท้าวธตรฎฐ์ (ท้าวธตรฐ หรือ ท้าว ธตรัฏฐะ) ผู้เป็นใหญ่ด้านทิศตะวันออก มีผิวกายสีเขียว, มือซ้ายถือพิณ มือขวาดีดพิณ ปกครองเหล่าพวกคนธรรพ์

     2.ท้าววิรุฬหก ผู้เป็นใหญ่ด้านทิศใต้ รูปกายสีขาว พระพักตร์แดง มือซ้ายมีงูเลื้อยพันฝ่ามือจับคองูไว้ มือขวาถือพระขรรค์ มีมงกุฎนาคประดับ ปกครองกุมภัณฑ์

     3.ท้าววิรูปักษ์ ผู้เป็นใหญ่ด้านทิศตะวันตก มีรูปกายสีขาวรูปร่างใหญ่ มือซ้ายถือธนูทรงอาภรณ์สีแดงเลือด ปกครองเหล่านาค

     4.ท้าวกุเวร (ท้าวเวสสุวรรณ) ผู้เป็นใหญ่ด้านทิศเหนือ มีคติความเชื่อว่ามีรูปร่างเป็นยักษ์ 3 ขา มีฟัน 8 ซี่ มี ๔ กรพระวรกายขาวกระจ่างสวมอาภรณ์งดงาม มีมงกุฎเป็นน้ำเต้าทรงอยู่บนพระเศียร ถือกระบองยาว ปกครองเหล่ายักษ์ อสูร และภูติผีปีศาจทั้งหลาย

     แต่ในหลายตำรา ก็เชื่อเช่นกันว่า ท้าวเวสสุวรรณ เป็นยักษ์ที่มีผิวกายและพัสตราภรณ์สีเหลืองทอง มีเมตตาสูง นอกจากคอยช่วยเหลือมนุษย์แล้ว ยังคอยพิทักษ์รักษาองค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระพุทธศาสนาอีกด้วย โดยมีกล่าวถึงในอาฏานาฏิยปริตรว่า ท้าวเวสสุวรรณนำเทวดาในสวรรค์ชั้นจตุมหาราชิกา มาเฝ้าพระพุทธเจ้าและได้ถวายสัตย์ที่จะดูแลพระพุทธเจ้าและเหล่าสาวก ไม่ให้ยักษ์หรือบริวารของท้าวจตุโลกบาลมารบกวน เราจึงมักเห็นรูปปั้นหรืองานศิลป์ต่างๆ ที่เป็นรูปของท้าวเวสสุวรรณตามวัดวาอารามต่างๆ เพื่อเป็นนัยยะสื่อถึงการปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนานั่นเอง

11


ปริมาณน้ำตาลที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน

ข้อมูลขององค์การอนามัยโลก แนะนำให้คนรับประทานน้ำตาลแค่วันละ 6 ช้อนชา (หรือประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ) เท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงโรคเบาหวาน ที่ถูกยกระดับให้เป็นโรคอันตรายเทียบเท่า “โรคเอดส์” แต่น่าตกใจเหลือเกินที่จากการสำรวจของกรมอนามัย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กลับพบว่า คนไทยบริโภคน้ำตาลมากถึงวันละ 20 ช้อนชา เกินกว่าปริมาณแนะนำถึง 3 เท่า โดยเฉพาะเด็ก ๆ ที่ชอบดื่มน้ำอัดลมวันละหลายขวด หลายกระป๋อง เราจึงได้เห็นเด็กไทยจำนวนมากในยุคนี้มีภาวะน้ำหนักเกินตามมา จนสถิติ อ้วนลงพุงของเด็กไทยพุ่งสูงขึ้นที่สุดในโลก และในรอบ 5 ปีที่ผ่านมานี้ พบเด็กไทยอายุต่ำกว่า 15 ปี ป่วยเป็นโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่า ขณะเดียวกันยังพบว่า มีคนไทยถึง 17 ล้านคน ดื่มน้ำอัดลมทุกวัน ไม่แปลกเลยที่สถิติผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคอ้วน จะพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย



กลุ่มอายุปริมาณพลังงานที่ใช้ต่อวันปริมาณน้ำตาลที่เหมาะสมต่อวัน
เด็กอายุ 6-13 ปี1600 kcalไม่เกิน 4 ช้อนชา
หญิงวัยทำงาน25-60 ปี1600 kcalไม่เกิน 4 ช้อนชา
ผู้สูงอายุ60 ปีขึ้นไป1600 kcalไม่เกิน 4 ช้อนชา
วัยรุ่นหญิง-ชาย 14-25 ปี2000 kcalไม่เกิน 6 ช้อนชา
ชายวัยทำงาน 25-60 ปี2000 kcalไม่เกิน 6 ช้อนชา
หญิง-ชาย ที่ใช้พลังงานมาก
เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน นักกีฬา
2400 kcalไม่เกิน 8 ช้อนชา
      
*** หมายเหตุ ประมาณน้ำตาล 1 ช้อนชา = 4 กรัม

แล้วเจ้าปริมาณน้ำตาลที่บอก 1 ช้อนชาในที่นี้คือ 1 ช้อนชาที่ได้จากช้อนตวง หรือสามารถกะได้ง่ายๆด้วนสายตา คือประมาณ 1 องคตหัวแม่มือ นั้นเอง โดยพลังงานของน้ำตาล 1 ช้อนชานั้น จะอยูที่ 15-20 kcal นั้นหมายความว่าถ้าชาเขียวพร้อมดื่ม 1 ขวดมีปริมาณน้ำตาล 12 ช้อนชา ก็จะเทียบเท่าพลังงานที่ได้รับจากข้าว ประมาณ 2 ทัพพีครึ่งเลยทีเดียว


เคล็ดไม่ลับ ช่วยลดปริมาณน้ำตาลให้ร่างกาย

1.ชิมอาหารทุกครั้ง ก่อนจะเติมน้ำตาลเพิ่ม

2.ไม่ควรทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง

3.เรียนรู้วิธีอ่านฉลากโภชนาการข้างผลิตภัณฑ์

4.รู้จักชื่อน้ำตาลต่าง ๆ อาทิ กากน้ำตาล มอลท์ไซรัป น้ำตาลอ้อย ฯลฯ รวมถึงสารอาหารที่ลงท้ายด้วย “โ-ส” หรือ “ose” เช่น กลูโคส ฟรุกโตส เป็นต้น

5.ไม่ควรเติมและบริโภคน้ำตาลต่อวันเกินปริมาณที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ

6.ค่อย ๆ ลดปริมาณน้ำตาลที่ทานทีละน้อย เพื่อให้ร่างกายได้ปรับตัว

7.หันมาใช้วานิลลา ซินนามอน หรือผิวเลมอนขูดละเอียดเพื่อเติมรสหวานให้อาหาร

8.ทานโปรตีนและอาหารที่มีเส้นใยที่จะช่วยให้คุณอิ่มได้นานกว่า

9.เลือกทานผลไม้สด แทนที่จะดื่มน้ำผลไม้หรือสมูทตี้

12


ปุพฺพณฺเห ปิณฺฑปาตญฺจ  ในเวลาเช้าเสด็จ บิณฑบาต
สายณฺเห ธมฺมเทสนํ  เวลาเย็นทรงแสดงพระธรรมเทศนา
ปโทเส ภิกฺขุโอวาทํ  เวลาย่ำค่ำทรงประทานโอวาทแก่ภิกษุ
อฑฺฒรตฺเต เทวปญฺหนํ   เที่ยงคืนทรงพยากรณ์ปัญหาแก่เทวดา
ปจฺจูเสว คเต กาเล ภพฺพาภพฺเพ วิโลกนํ เวลาใกล้รุ่งทรงตรวจดูหมู่สัตว์ผู้ที่พระองค์จะโปรดได้

พระพุทธกิจ ๔๕ พรรษา 

ในระหว่างเวลา ๔๕ ปีแห่งการบำเพ็ญพุทธกิจ พระพุทธเจ้าได้เสด็จไปประทับจำพรรษา ณ สถานที่ต่างๆ
ซึ่งท่านได้ประมวลไว้ พร้อมทั้งเหตุการณ์สำคัญบางอย่างอันควรสังเกต ดังนี้
        พรรษาที่ ๑   ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้กรุงพาราณสี (โปรดพระเบญจวัคคีย์)
        พรรษาที่ ๒-๓-๔   พระเวฬุวัน กรุงราชคฤห์ (ระยะประดิษฐานพระศาสนา เริ่มแต่โปรดพระเจ้าพิมพิสาร ได้อัครสาวก ฯลฯ  เสด็จนครกบิลพัสดุ์ครั้งแรก ฯลฯ อนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นอุบาสกถวายพระเชตวัน พรรษาที่ ๓
น่าจะประทับที่พระเชตวัน นครสาวัตถี)
        พรรษาที่ ๕   กูฎาคารในป่ามหาวัน นครเวสาลี (โปรดพุทธบิดาปรินิพพานที่กรุงกบิลพัสดุ์
โปรดพระญาติที่วิวาทเรื่องแม่น้ำโรหิณี มหาปชาบดีผนวช เกิดภิกษุณีสงฆ์)
        พรรษาที่ ๖   มกุลบรรพต (ภายหลังทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ที่นครสาวัตถี)
        พรรษาที่ ๗   ดาวดึงสเทวโลก (แสดงพระอภิธรรมโปรดพระพุทธมารดา)
        พรรษาที่ ๘   เภสกลาวัน ใกล้เมืองสุงสุมาคีรี แคว้นภัคคะ (พบนกุลบิดาและนกุลมารดา)
        พรรษาที่ ๙   โฆสิตาราม เมืองโกสัมพี
        พรรษาที่ ๑๐   ป่าตำบลปาริเลยยกะ ใกล้เมืองโกสัมพี (ในคราวที่ภิกษุชาวเมืองโกสัมพีทะเลาะกัน)
        พรรษาที่ ๑๑   หมู่บ้านพราหมณ์ชื่อเอกนาลา
        พรรษาที่ ๑๒   เมืองเวรัญชา
        พรรษาที่ ๑๓   จาลิยบรรพต
        พรรษาที่ ๑๔   พระเชตวัน (พระราหุลอุปสมบทคราวนี้)
        พรรษาที่ ๑๕   นิโครธาราม นครกบิลพัสดุ์
        พรรษาที่ ๑๖   เมืองอาฬวี (ทรมานอาฬวกยักษ์)
        พรรษาที่ ๑๗   พระเวฬุวัน นครราชคฤห์
        พรรษาที่ ๑๘-๑๙   จาลิยบรรพต
        พรรษาที่ ๒๐   พระเวฬุวัน นครราชคฤห์ โปรดมหาโจรองคุลิมาล, พระอานนท์ได้รับหน้าที่เป็นพุทธอุปัฏฐากประจำ)
        พรรษาที่ ๒๑-๔๔   ประทับสลับไปมา ณ พระเชตวันกับบุพพาราม พระนครสาวัตถี (รวมทั้งคราวก่อนนี้ด้วยอรรถกถาว่าพระพุทธเจ้าประทับที่เชตวนาราม ๑๙ พรรษา ณ บุพพาราม ๖ พรรษา)
        พรรษาที่ ๔๕   เวฬุวคาม ใกล้นครเวสาลี

พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)



" พุทธกิจ ๔๕ พรรษา"

      เมื่อพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในวันเพ็ญ เดือน ๖ ขณะมีพระชนมายุ ๓๕ พรรษา
ในระหว่างเวลา ๔๕ ปี แห่งการบำเพ็ญพุทธกิจ จวบจนทรงดับขันธปรินิพานเมื่อพระชนมายุ ๘๐ พรรษานั้น
พระพุทธเจ้าได้เสด็จไปประทับจำพรรษา ณ สถานที่ต่าง ๆ ซึ่งท่านได้ประมวลไว้
พร้อมทั้งเหตุการณ์สำคัญบางอย่างอันควรสังเกตดังนี้

พรรษาที่ ๑ (ปีระกา)
ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้กรุงพาราณสี

      ภายหลังจากพระมหาบุรุษตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ แล้วพระองค์ทรงประทับเสวยวิมุตติสุข
คือสุขอันเกิดแต่ความหลุดพ้นจากกิเลส อาสวะ และปวงทุกข์ ณ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เป็นเวลา ๗
สัปดาห์จากนั้นพระพุทธเจ้าเสด็จดำเนินจากโพธมณฑล ดำบลอุรุเวลาเสนานิคม แคว้นมคธ
ไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้กรุงพาราณสี แคว้นกาสี ใช้เวลาเสด็จพุทธดำเนิน ๑๑ วัน
เสด็จถึงป่าอิสิปตนฤคทายวันใน เวลาเย็นวันขึ้น ๑๔ ค่ำเดือน ๘ ปีระกา

      พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา "ธัมมจักรกัปปนวัตตนสูตร" ทำให้เกิดมีปฐมสาวกและพระอริยบุคคลคือ
พระอัญญาโกณฑัญญะเกิดสังฆรัตนะ คำรบพระรัตนตรัย มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขึ้นโดยบริบูรณ์
ในวันเพ็ญเดือน ๘ อันเป็นที่มาขาองการบูชาในเดือน ๘ คือ"อาสฬบูชา"

      พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมโปรดปัจจวัคคีย์ ได้บรรลุพระอรหันต์ทั้ง ๕ องค์
จากนั้นทรงแสดงธรรมโปรดพระยสะภิกษุสาวกองค์ที่ ๖ ของพระพุทธเจ้าได้บรรลุพระอรหัตถผล
ครั้งนั้นมีบุตรเศรษฐีชาวเมืองพารณสี ๔ คน ซึ่งเป็นสหายรักของพระยสะ เข้าเฝ้าฟังธรรมได้อุปสมบท ๕๐ คน
ได้สดับธรรมและอุปสมบทได้บรรลุพระอรหัตถผลด้วยกันทั้งหมด จึงเกิดมีพระอรหันต์รวมทั้งพระบรมศาสดาด้วย
๖๑ องค์

      ในตอนปลายพรรษาที่ ๑พระพุทธเจ้าเสด็จดำเนินไปยังดำบลอุรุเวลา ตำบลใหญ่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา
แคว้นมคธ อีกครั้งหนึ่งทรงทรมานอุรุเวลากัสสปด้วยอิทิปาฏิหาริย์ต่าง ๆ
จนอุรุเวลกัสสปผู้เป็นคณาจารย์ใหญ่ของนักบวชชฏิล ละทิ้งลัทธิบูชาไฟยอมมอบตัวเป็นพุทธสาวกขอบรรพชา
ทำให้ชลฎิผู้น้องอีกสองคนพร้อมบริวารออกบวชตามด้วยทั้งหมด
ครั้นบวชแล้วได้ฟังเทศนาอาทิตตปริยายสูตรจากพระพุทธเจ้าก็ได้สำเร็จพระอรหัต
ทั้งสามพี่น้องคณาจารย์ชฏิลพร้อมด้วยบริวารทั้งหมดรวมหนึ่งพันองค์
จากนั้นพระบรมศาสดาได้เสด็จสู่พระนครราชคฤห์


พรรษาที่ ๒-๓-๔ (ปีจอ-กุน-ชวด)
ณ พระเวฬุวันวิหาร พระนครราชคฤห์

      พระพุทธเจ้าเสด็จไปประทับจำพรรษา ณ ลัฏฐิวัน สวนตาลหนุ่มอยู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้ของพระนครราชคฤห์
พระเจ้าพิมพิสารกษัตริย์ผู้ครองพระนครและแคว้นมคธ เข้าเฝ้าพร้อมด้วยข้าราชบริพารจำนวนมาก
ทรงสดับพระธรรมเทศนา ได้ธรรมจักษุ ประกาศพระองค์เป็นอุบาสกและถวายพระเวฬุวัน
ซึ่งเป็นป่าไผ่สวนที่ประพาสพักผ่อนของพระเจ้าพิมพิสาร อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล จากพระนครราชคฤห์
นครหลวงของแคว้นมคธ เป็นที่ร่มรื่นเงียบสงบ มีหนทางไปมาสะดวก พระเจ้าพิมพิสารถวายเป็นสังฆาราม
นับเป็นวัดแรกในพระพุทธศาสนา ณ ที่นี้ พระพุทธเจ้าทรงประทับจำพรรษา ที่ ๒-๓-๔
เป็นลำดับการแห่งการประดิษฐานพระพุทธศาสนาให้ตั้งมั่นในชมพูทวีป พระบรมศาสดาพร้อมด้วย
พระอรหันต์สาวกทรงทุ่มเทจนพระพุทธศาสนาสามารถสถิตตั้งมั่นหยั่งรากลงลึกและแผ่กิ่งก้านสาขา
ไปสู่ปริมณฑลด้านกว้างในชมพูทวีป

      ในลำดับกาลนี้พระบรมศาสดาได้ทรงตั้งตำแหน่งคู่แห่งอัครสาวกคือ พรสารีบุตรเถระ เป็นอัครสาวกเบื้องขวา
พระโมคคัลลานะ เป็นอัครสาวกเบื้องซ้าย พระพุทธเจ้าทรงเสด็จนครกบิลพัสดุ์ เป็นครั้งแรกภายหลังจากตรัสรู้
อนาถบิณฑิกเศรษฐีแห่งนครสาวัตถีประกาศตนเป็นอุบาสก และเริ่มต้นสร้างพระเชตวันมหาวิหาร
เพื่อถวายแด่พระบรมศาสดา

พรรษาที่ ๕ (ปีฉลู)
ณ ป่ามหาวัน นครเวสาลี

      ในพรรษานี้ พระพุทธเจ้าทรงจำพรรษาที่กูฏาคาร ณ ป่ามหาวัน นครเวสาลี (ไพศาลี)
ในกาลนี้พระองค์ทรงเสด็จจากกูฏาคารไปโปรดพระพุทธบิดาปรินิพานที่กรุงกบิลพัสดุ์
และโปรดพระญาติทั้งฝ่ายศากยวงศ์และโกลิยวงศ์ ที่วิวาทเรื่องแย้งน้ำในแม่น้ำโรหิณี
เพื่อการเกษตรกรรม โดยประทับที่นิโครธารามอันเป็นพระอารามที่พระญาติทรงสร้างถวาย
อยู่ใกล้กรุงกบิลพัสดุ์ พระนางมหาปชาบดีโคตมี พระน้านางของพระพุทธเจ้าได้เข้าเฝ้าทูลอนุญาต
ให้สตรีละเรือนออกบวชในพระธรรมวินัย พระบรมศาสดาตรัสห้ามถึง ๓ ครั้ง

      ต่อมาพระพุทธเจ้าเสด็จออกจากกรุงกบิลพัสดุ์กลับไปประทับจำพรรษาที่กูฏาคาร
ป่ามหาวัน นครเวสาลี ครั้นนี้พระนางมหาปชาบดีโคตรมี ถึงกับปลงผมนุ่งผ้ากาสวะเอง
ออกเดินทางพร้อมด้วยเจ้าหญิงศากยะ ๕๐๐ องค์มายังป่ามหาวัน ณ ที่นี้ พระบรมศาสดาทรงอนุญาต
ให้มีภิกษุณีสงฆ์ขึ้นเป็นครั้งแรก โดยประทานอนุญาตให้พระนางมหาปชาบดีโคตรมี
บวชเป็นภิกษุณีด้วยวิธีรับคุรุธรรม ๘ ประการ ส่วนเจ้าหญิงศากยะที่ตามมาทั้งหมด
พระพุทธเจ้าตรัสอนุญาตให้ภิกษุสงฆ์อุปสมบทให้

พรรษาที่ ๖ (ปีขาล)
ณ มกุลบรรพต

      ในพรรษานี้พระพุทธเจ้าทรงประทับจำพรรษาที่มกุลพรรพต
(สันนิษฐานว่า ภูเขานี้อยู่ในแคว้นมคธหรือแคว้นโกศล หรือบริเวณใกล้เคียง)
แต่ใน "ปฐมสมโพธิกถา" ระบุว่า "เสด็จไปสถิตบนมกุฎบรรพตทรงทรมานหมู่อสุร เทวดา
และมนุษย์ให้ละเสียพยศอันร้ายแล้วและให้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา

      ในพรรษาที่ ๖ นี้ พระพุทธเจ้าทรงเสด็จไปแสดงยมกปาฏิหาริย์ที่นครสาวัตถีคือ
การแสดงน้ำคู่กับไฟ เพื่อสยบพวกเดียรถีย์นักบวชนอกศาสนาพุทธ ในที่สุดแห่งยมกปาฏิหาริย์
ธรรมาภิสมัยได้มีแก่พุทธบริษัทเพราะได้เห็นและได้ฟังธรรมเทศนาเป็นอเนก

พรรษาที่ ๗ (ปีเถาะ)
ณ ดาวดึงส์เทวโลก

      เมื่อพระพุทธเจ้าแสดงยมกปาฏิหาริย์เสร็จสิ้นแล้ว พระบรมศาสดาเสด็จขึ้นเทวพิภพชั้นดาวดึงส์
ทันทีโดยทรงยกพระบาทขวาขึ้นจากจงกรมแก้วก้าวขึ้นเหยียบยอดภูเขายุคันธร แล้วยกพระบาทซ้าย
ก้าวขึ้นเหยียบยอดเขาสิเนรุ ทรงประทับนั่งบนบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ภายใต้ร่มไม้ปาริชาต
ท้าวสักกะเทวราชจอมภพผู้ปกครองดาวดึงส์เทวโลกสวรรค์ชั้นที่ ๒ ป่าสวรรค์ ๖ ชั้น
เสด็จขึ้นสู่สุสิตเทวพิภพสวรรค์ชั้นที่ ๔ เข้าเฝ้าพระมหามายาเทพเจ้าผู้เป็นพระพุทธมารดา
ทูลอัญเชิญให้เสด็จไปเผ้าพระบรมศาสดาตามพุทธประสงค์

      พระพุทธเจ้า ทรงแสดงธรรมโปรดพระพุทธมารดาตลอดสามเดือนเทพยาดาในโลกธาตุ
ที่มาประชุมฟังธรรมอยู่ที่นั้นบรรลุมรรคผลสุดที่จะประมาณ ส่วนพระมหามายาเทพเจ้าผู้เป็นพระพุทธมาดา
ได้ทรงบรรลุพระโสดาปัตติผลสมพระประสงค์ของพระบรมศาสดา

พรรษาที่ ๘ (ปีมะโรง)
ณ เภสกลาวัน ใกล้เมืองสุงสุมารคีรี

      เมื่อพระพุทธเจ้า ทรงเปิดโลกเสด็จลีลาลงจาดาวดึงส์สวรรค์ในท่ามกลางเทพยาดาและพรหมเป็นอันมาก
มหาชนทั้งหลายต่างแซ่ซ้องสาธุการเสียงสนั่นหวั่นไหว พระบรมศาสดาทรงเสด็จดำเนินสูป่าไม่สีเสียด
ใกล้เมืองสุงสุมารคีรี แคว้นภัคคะ ทรงประทับจำพรรษาที่ ๘ ณ ป่าไม้สีเสียดเภสกลาวัน

      ในกาลนั้นมีสองสามีภรรยาคฤหบดีชาวเมืองสุงสุมารคีรี มีนามว่านุกุลบิดา และนกุลมารดา
เข้าเฝ้าพร้อมกับชาวเมืองคนอื่น ๆ พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมโปรดทั้งสองสามีภรรยาได้บรรลุธรรม
เป็นพระโสดาบัน ท่านนกุลบิดาได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าให้เป็นเอตทัคคะในบรรดาอุบาสก
ผู้สนิทสนมคุ้นเคย ส่วนท่านนกุลมารดาก็เป็นเอตทัคคะในบรรดาอุบาสิกาผู้สนิทสนมคุ้นเคย

พรรษาที่ ๙ (ปีมะเส็ง)
ณ วัดโฆษิตาราม เมืองโกสัมพี

      ในพรรษที่ ๙ นี้ พระพุทธเจ้าทรงประทับจำพรรษาที่วัดโฆษิตารามซึ่งเป็นวัดสำคัญในกรุงโกสัมพี
นครหลวงของแคว้นวังสะ พระบรมศาสดาทรงแสดงธรรมโปรดประชากรให้ตั้งอยู่ในมรรคผล
เป็นพุทธมามกะ ปฏิญาณตนตั้งอยู่ในพระรัตนตรัยเป็นจำนวนมาก

      แต่ในกาลนั้น ภิกษุสงฆ์ในเมืองโกสัมพีเกิดแตกแยกกันแม้พระพุทธเจ้าประทานโอวาทแล้ว
ก็ยังดื้อดึงตกลงกันไม่ได้ จนถึงกับแบ่งแยกกันทำอุโบสถ ฝ่ายหนึ่งทำอุโบสถทำสังฆกรรมภายในสีมา
แต่อีกฝ่ายหนึ่งออกไปทำอุโบสถทำสังฆกรรมภายนอกสีมา ภิกษุสงฆ์ได้เกิดการแตกแยกกันขั้นนี้เรียกว่า "สังฆเภท"

พรรษาที่ ๑๐ (ปีมะเมีย)
ณ ป่ารักขิตวัน ตำบลปาริเลยยกะ

      พระพุทธเจ้าทรงปลีกพระองค์จากหมู่สงฆ์ผู้แตกแยกสร้างความวุ่นวายด้วยเหตุสังฆเภท
พระบรมศาสดาเสด็จจากวัดโฆษิตาราม กรุงโกสัมพี เสด็จไปยังแดนบ้านแห่งหนึ่งชื่อ "ปาริเลยยกะ"
อยู่ใกล้กรุงโกสัมพี พระพุทธเจ้าเสด็จเข้าไปประทับ ณ ร่มไม้ภัทรสาละพฤกษ์ในป่ารักขิตวัน
ตำบลปาริเลยยกะ ทรงประทับจำพรรษาที่ ๑๐ ด้วยความสงบสุข โดยมีพญาช้างปาริเลยยกะคอยบำรุงดูแล
พิทักษ์และรับใช้พระบรมศาสดาอย่างใกล้ชิด

พรรษาที่ ๑๑ (ปีมะแม)
ณ ทักขิณาคีรี หมู่บ้านพราหมณ์เอกนาลา

      ในพรรษาที่ ๑๑ พระพุทธเจ้าทรงประทับจำพรรษา ณ ทักขิณาคีรี หมู่บ้านพราหมณ์ชื่อว่า เอกนาลา

พรรษาที่ ๑๒ (ปีวอก)
ณ เมืองเวรัญชา

      ในพรรษาที่ ๑๒ นี้ พระพุทธเจ้าทรงจำพรรษาที่ปุจิมัณฑมูล ณ ควงไม้สะเดา ที่นเฬรุยักษ์สิงสถิต
อยู่ใกล้เมืองเวรัญชา จากนั้นเสด็จออกจากเมืองเวรัญชา จาริกผ่านเมืองโสเรยยะ ผ่านเมืองท่าปยาคะ
เสด็จออกจากเมืองโสเรยยะ ผ่านเมืองท่าปยาคะ เสด็จข้ามแม่น้ำคงคาที่ท่าเมืองปยาคะ
แล้วเสด็จไปยังเมืองพาราณสี จากนั้นเสด็จจาริกไปนครเวสาลี เข้าประทับที่กูฏิบัติสำหรับพระภิกษุเป็นประถม
กำหนดเป็นปฐมบัญญัติจัดเข้าในอุเทศแห่งพระปาฏิโมกข์ในพระพุทธศาสนา

พรรษาที่ ๑๓ (ปีระกา)
ณ จาลิยบรรพต

      ในพรรษที่ ๑๓ นี้ พระพุทธทรงประทับจำพรรษาที่จาลิยบรรพต

พรรษาที่ ๑๔ (ปีจอ)
ณ พระเชตวันมหาวิหาร นครสาวัตถี

      ในพรรษานี้พระพุทธเจ้าทรงประทับที่พระเชตะวันมหาวิหาร เป็นพรรษาแรก
มหาวิหารแห่งนี้อนาถบิณฑิกเศรษฐีผู้เป็นมหาอุบาสกคนสำคัญสร้างถวาย เป็นมหาวิหารที่ใหญ่โต
ยังความสะดวกและความสงบได้ยิ่งกว่าวิหารใดในชมพูทวีป พระพุทธเจ้าทรงประทับพรรษาอยู่
ณ มหาวิหารแห่งนี้ถึง ๑๙ ฤดูฝน พระธรรมส่วนใหญ่แสดงที่มหาวิหารแห่งนี้

พรรษาที่ ๑๕ (ปีกุน)
ณ นิโครธาราม นครกบิลพัสดุ์

      ในพรรษาที่ ๑๕ นี้ พระพุทธเจ้าทรงประทับจำพรรษาที่นิโครธาราม อารามที่พระญาติสร้างถวาย
อยู่ใกล้นรกบิลพัสดุ์ เมืองหลวงของแคว้นสักกะหรือศากยะ ที่ได้ว่า "กบิลพัสดุ์" เพราะเดิมเป็นที่อยู่ของกบิลดาบส
ซึ่งเดิมอยู่ในดงไม้สักกะ หิมพานต์ประเทศ พระราชบุตรและพระราชบุตรี ของพระเจ้าโอกการาช
พากันไปสร้างพระนครใหม่ในที่อยู่ของกบิลดาบส จึงขนานนามว่า "กบิลพัสดุ์" แปลว่า ที่อยู่หรือที่ดินของกบิลดาบส

พรรษาที่ ๑๖ (ปีชวด)
ณ อัคคาฬวเจดีย์วิหาร เมืองอาฬวี

      ในพรรษาที่ ๑๖ นี้ พระพุทธเจ้าเสด็จมายังเมืองอาฬวี ทรงแสดงพุทธอิทธานุภาพปราบฤทธิ์เดช
ของอาฬวกยักษ์ ทรงพยากรณ์แก้ปัญหา ที่อาฬวกยักษ์ทูลถาม ทำให้อาฬวกยักษ์เกิดปัญญาเห็นแจ้ง
ในธรรมสิ้นความโหดร้าย ตั้งอยู่ในภูมิโสดาปัตติผลมอบตนลงเป็นทาสพระรัตนตรัยตั้งมั่น
อยู่ในอริยธรรม ทรงช่วยให้ประชากรชาวเมืองอาฬวีตั้งอยู่ในกัลยาณธรรมให้เป็นสมาบัติ
ปลุกให้เกิดความเมตตาปรานีกันทั่วหน้า

พรรษาที่ ๑๗ (ปีฉลู)
ณ พระเวฬุวันวิหาร พระนครราชคฤห์

      ในพรรษาที่ ๑๗ นี้ พระพุทธเจ้าเสด็จกลับไปประทับจำพรรษา ณ พระเวฬุวันวิหาร
พระนครราชคฤห์ อันเป็น สังฆารามแห่งแรกในพระพุทธศาสนาอีกครั้งหนึ่ง

พรรษาที่ ๑๘-๑๙(ปีขาล-เถาะ)
ณ จาลิยบรรพต

      ในพรรษาที่ ๑๘ และพรรษาที่ ๑๙ นี้ พระพุทธเจ้าทรงเสด็จกลับไปประทับจำพรรษา
ณ จาลิตบรรพต ซึ่งพระบรมศาสดาเคยประทับจำพรรษามาแล้วในพรรษาที่ ๑๓

พรรษาที่ ๒๐ (ปีมะโรง)
ณ พระเวฬุวันวิหาร พระนครราชคฤห์

      ในพรรษานี่พระพุทธเจ้าทรงเสด็จกลับมาประทับจำพรรษา ณ สังฆารามแห่งแรกนี้
เป็นการประทับจำพรรษาสุดท้ายของพระพุทธเจ้า ณ พระเวฬุวันวิหาร
พระบรมศาสดาทรงโปรดองคุลิมาลโจรให้กลับใจได้ขอบวชและต่อมาก็ได้สำเร็จพระอรหัต
ในลำดับกาลพรรษานี้ พระอานนท์ได้รับหน้าที่เป็นพุทธอุปัฏฐากประจำพระองค์พระพุทธเจ้า

พรรษาที่ ๒๑ - พรรษาที่ ๔๔
ณ พระเชตวันและบุพพาราม นครสาวัตถี

      นับจากพรรษาที่ ๒๑ ถึงพรรษาที่ ๔๔ พระพุทธเจ้าทรงประทับจำพรรษา ณ พระนครสาวัตถี
เป็นระยะเวลานานที่สุด พระบรมศาสดาทรงประทับจำพรรษา ณ พระเชตวันมหาวิหาร ๑๙ ฤดูฝน
(ในพรรษาที่ ๑๔ ทรงประทับจำพรรษาที่พระเชตวันมาแล้ว ๑ พรรษา) อีก ๖ ฤดูฝนเปลี่ยนไปประทับ
ณ วิหารบุพพาราม ที่นางวิสาขา มิคารมารดามหาอุบาสิกาสำคัญสร้างถวายอยู่ในบริเวณใกล้เคียง
กับมหาเชตวันโดยประทับสลับไปมา แต่มีคำอธิบายอีกนัยหนึ่งว่า เวลากลางวันประทับ ณ วิหารแห่งหนึ่ง
และกลางคืนเสด็จไปแสดงธรรม ณ วิหารอีกแห่งหนึ่งเป็นสถานที่ประทับอันนับ
เนื่องด้วยชีวิตการประกาศธรรมของพระพุทธเจ้าตลอด ๒๔ ฤดูฝน

พรรษาที่ ๔๕ (ปีมะเส็ง)
ณ เวฬุวคาม ใกล้นครเวสาลี

      ในพรรษาสุดท้ายนี้ พระพุทธเจ้าทรงประทับจำพรรษาอยู่ที่ตำบล เวฬุวคาม ใกล้นครเวสาลี
แคว้นวัชชี พระพุทธเจ้าทรงทำนิมิตต์โอภาสแก่พระอานนท์เป็นครั้งสุดท้ายและทรงปลงอายุสังขาร
ในวันเพ็ญ เดือน ๓ ณ ปาวาลเจดีย์ ว่าพระตถาคตจักปรินิพพานแต่นี้ไปอีก ๓ เดือน

      ในการต่อมา พระบรมศาสดาทรงพาพระภิกษุสงฆ์ ๕๐๐ เสด็จไปในครเวสาลี เสด็จประทับอยู่ที่กูฏาคาร
ในป่ามหาวัน ทรงพระกรุณาประทานพระธรรมเทศนาโปรดมวลกษัตริย์ลิจฉวีทั้งหลาย
จากนั้นทรงพาระภิกษุสงฆ์เสด็จออกจากพระนคร เสด็จประทับยืนอยู่หน้าเมืองเสาลี เยื้องพระกายผินพระพักตร์
มาทอดพระเนตรเมืองเวสาลีประหนึ่งว่าทรงอาลัยเมืองเวสาลีเป็นที่สุด พร้อมกับรับสั่งกับพระอานนท์
ผู้ซึ่งเป็นพระอุปัฏฐากประจำพระองค์ของพระพุทธเจ้าความว่า

     " อานนท์ การเห็นเมืองเวสาลีของตถาคตครั้งนี้ เป็นปัจฉิมทัศนา" คือเป็นการเห็นครั้งสุดท้าย
แล้วพระบรมศาสดาเสด็จกลับไปประทับยังกูฏาคารในป่ามหาวัน

      สถานที่เสด็จประทับยืนทอดพระเนตรโดยพระอาการที่แปลกจากเดิมพร้อมทั้งรับสั่งเป็นนิมิตเช่นนั้น
เป็นเจดีย์สถานอันสำคัญเรียกว่า "นาคาวโลกเจดีย์" นาคาวโลก คือ การเหลียวมองอย่างพญาช้าง
มองอย่างข้างเหลียวหลัง คือเหลียวดูโดยหันกายกลับมาทั้งหมด ซึ่งเป็นอาการที่พระพุทธเจ้า
ทรงทำเป็นครั้งแรกและครั้งเดียว

      ในลำดับกาลต่อมา พระบรมศาสดาทรงเสด็จพาพระภิกษุสงฆ์ออกจากกูฏาคาร เสด็จไปยังบ้านภัณฑุคาม

บ้านหัตถีคาม บ้านอัมพะคาม บ้านชัมพูคาม และโภคนครโดยลำดับ ภายหลังจากแสดงธรรม
โปรดพุทธบริษัทชาวเมืองโภคนคร และ พระพุทธเจ้าทรงเสด็จไปยังเมืองปาวานคร เสด็จเข้าประทับ
พำนักอยู่ที่อัมพวันสวนมะม่วงของนายจุนกัมมารบุตร ซึ่งอยู่ใกล้เมืองปาวานั้น

      ครั้นนายจุนทะได้ทราบข่าว รีบเข้าเฝ้าพระบรมศาสดาฟังพระธรรมเทศนาโปรด
นายจุนทะได้กราบทูลนิมนต์พระพุทธเจ้ากับทั้งพระภิกษุสงฆ์ ให้เข้าไปรับอาหารบิณฑบาตยังนิเวศน์ของตน
ครั้นรุ่งเช้าเมื่อได้เสด็จไปยังนิเวศน์ของนายจุนทะ พระพุทธเจ้าทรงตรัสแก่นายจุนทะว่าสุกรมัททวะ
ซึ่งท่านตกแต่งไว้นั้น จงอังคาสเฉพาะคถาคตผู้เดียวที่เหลือนั้นให้ขุดหลุมฝังเสีย
และจงอังคาสภิกษุสงฆ์ทั้งหลายด้วยอาหารอย่างอื่น ๆ เถิด

      ครั้นกลับสู่อัมพวัน พระบรมศาสดาทรงประชวรพระโรคโลหิตปักขัณทิกาพาธ คือโรคท้องร่วงเป็นโลหิต
มีพระกำลังล้าลงเกิดทุกขเวทนามาก ทรงตรัสสั่งสอนพระอานนท์ว่า "อานนท์ มาเราจะไปเมืองกุสินารา"
พระอานนท์รับพระบัญชาแล้ว จึงรีบแจ้งให้พระสงฆ์ทั้งหลายเตรียมตามเสด็จไว้พร้อม

      ระหว่างทางที่เสด็จไปยังนครกุสินาราพระพุทธเจ้าทรงกระหายน้ำ ตรัสเรียกพระอานนท์ไปตักน้ำ
ในแม่น้าสายเล็กมีน้ำน้อยและกองเวียน ๕๐๐ เล่มเพิ่งผ่านข้ามไป ครั้นพระอานนท์ไปตักน้ำที่ขุ่นข้น
ได้กลับกลายเป็นน้ำใสสะอาดปราศจากมลทิน ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่พระบรมศาสดาทรงขอน้ำเสวย
ในขณะเดินทางยังไม่ถึงที่พัก

      พระพุทธเจ้าทรงเสด็จพระพุทธดำเนินผ่านข้ามแม่น้ำกกุธานที พระอานนท์ทูลเชิญให้เสวย
และสรงชำระพระกายที่ตรากตรำมาในระยะทาง แล้วเสด็จขึ้นมาประทับยังร่มไม้และเสด็จบรรทม
ลำดับต่อมาพระบรมศาสดาทรงเสด็จพระพุทธดำเนินต่อพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์
ทรงเสด็จดำเนินข้ามแม่น้ำหิรัญวดี อันเป็นแม่น้ำสายสุดท้ายที่พระพุทธเจ้าเสด็จข้าม
มุ่งสู่สาลวโนทยานของมัลลกษัตริย์ ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ

      ในกาลนั้น เป็นเวลาใกล้ค่ำของวันเพ็ญ เดือน ๖ พระพุทธเจ้าทรงมีพระชนมายุครบ ๘๐ พรรษา
พระบรมศาสดาทรงรับสั่งให้พระอานนท์ปูลาดที่บรรทมระหว่างต้นสาละใหญ่ ๒ ต้น
ทรงเอนพระวรกายลงโดยหันพระเศียรไปทางทิศเหนือ ประทับไสยาสน์ แบบสีหไสยาเป็นอนุฏฐานไสยา
คือการนอนครั้งสุดท้ายไม่แปรเปลี่ยนจนกระทั่งสังขารดับ

ครั้งนั้น ต้นสาละทั้งคู่พลันผลิดอกออกบานเต็มต้น ร่วงหล่นลงมายังพระพุทธสรีระบูชาพระตถาคตเจ้า
เป็นอัศจรรย์ แม้ดอกมณฑาในเมืองสวรรค์ ตลอดจนทิพย์สุคนธชาติก็ตกลงมาจากอากาศ
ยังเทพเจ้าทั้งหลายก็ประโคมดนตรีทิพย์ บันลือลั่นเป็นมหานฤนาท บูชาพระตถาคตในอวสานกาล

      ลำดับนั้น พระพุทธเจ้าได้ประทานโอวาทแก่ภิกษุทั้งหลายว่า
"อานนท์ เมื่อตถาคตปรินิพาน และหากจะมีภิกษุบางรูปดำริว่า พระศาสนาของเราปรินิพพานแล้ว
อานนท์ ท่านทั้งหลายไม่ควรดำริอย่างนั้นไม่ควรเห็นอย่างนั้น แท้จริง วินัยที่เราได้บัญญัติแก่ท่านทั้งหลายก็ดี
เมื่อเราล่วงไป ธรรมและวินัยนั้น ๆแลจักเป็นศาสดาของท่านทั้งหลาย"

      ลำดับต่อมา พระบรมศาสดาได้ประทานปัจฉิมโอวาทความว่า
"ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนท่านทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา
ท่านทั่งหลายจงบำเพ็ญไตรสิกขาคือ ศีล สมาธิ ปัญญา ให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด"

      เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสพระโอวาทประทาน เป็นวาระสุดท้ายเพียงเท่านี้แล้วก็หยุด
มิได้ตรัสอะไรอีกเลย ทรงทำปรินิพพานบริกรรมด้วยอนุปุพพวิหารสมาบัติทั้ง ๙ โดยอนุโลมลำดับ
จนกระทั่งทรงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติที่ ๙ จากนั้นทรงเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนะ
ออกจากเนวสัญญานาสัญญายตนะ ถอยออกจากสมาบัตินั้น โดยปฏิโลมเป็นลำดับจนถึงปฐมฌาน
ออกจากปฐมฌาน และทรงเข้าทุติยฌาน อีกวาระหนึ่ง ออกจากทุติยฌานแล้วทรงเข้าตติยฌาน
ออกจากตติยฌานแล้วทรงเข้าจตุตถฌาน

      เมื่อออกจากจตุตถฌานแล้ว พระพุทธเจ้าก็เสด็จปรินิพาน ณ ปัจฉิมยามแห่งราตรีสาขปรุณมี
เพ็ญ เดือน ๖ มหามงคลสมัย ครั้นพระบรมศาสดาเสด็จปรินิพพานแล้ว ก็บังเกิดมหัศจรรย์แผ่นดินไหวสั่น
กลองทิพย์บันลือลั่น กึกก้องสัททสำเนียงเสียงสนั่นในอากาศเป็นมหาโกลาหลในปัจฉิมกาล
ดอกไม้ทิพย์มณฑารพ ดอกไม้ในเมืองสวรรค์ ตกโปรยปรายละลิ่วลงมาจากฟากฟ้า ดาดาษทั่วนครกุสินารา
พร้อมกับขณะเวลาปรินิพพานของสมเด็จพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นนาถะของโลก

13




อัตถิ โลเก สีละคุโณ สัจจัง โสเจยยะนุททะยา
เตนะ สัจเจนะ กาหามิ สัจจะกิริยะมะนุตตะรัง
อาวัชชิตวา ธัมมะพะลัง สะริตวา ปุพพะเก ชิเน
สัจจะพะละมะวัสสายะ สัจจะกิริยะมะกาสะหัง
สันติ ปักขา อะปัตตะนา สันติปาทา อะวัญจะนา
มาตา ปิตา จะ นิกขันตา ชาตะเวทะ ปะฏิกกะมะ
สะหะ สัจเจ กะเต มัยหัง มะหาปัชชะลิโต สิขี
วัชเชสิ โสฬะสะกะรีสานิ อุทะกัง ปัตวา ยะถา สิขี
สัจเจนะ เม สะโม นัตถิ เอสา เม สัจจะปาระมีติฯ


วัฏฏกปริตร: สัจจะอธิษฐานที่ลูกนกคุ้มพระโพธิสัตว์สร้าง ทำปริตรป้องกันไฟป่า
(พระสุตตันตปิฎก จริยาปิฏก , วัฏฏกชาดก อรรถกถาชาดก)   พระศาสดา เมื่อเสด็จเที่ยวจาริกไปใน มคธ
ชนบท ทั้งหลาย ทรงปรารภการดับ ไฟป่า   จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้
มีคำเริ่มต้นว่า สนฺติ ปกฺขา ดังนี้

         สมัยหนึ่ง พระศาสดา เมื่อเสด็จเที่ยวจาริกไปในมคธชนบททั้งหลาย ได้เสด็จเที่ยวบิณฑบาต
ในหมู่บ้านชาวมคธแห่งหนึ่ง เสด็จกลับจากบิณฑบาตภายหลังภัต อันหมู่ภิกษุสงฆ์แวดล้อม เสด็จดำเนินสู่ทาง. 

         สมัยนั้น ไฟป่าเป็นอันมากตั้งขึ้น ภิกษุเป็นอันมาก เห็นทั้งข้างหน้าและข้างหลัง. ไฟแม้นั้นแล มีควันเป็นกลุ่มเดียว มีเปลวเป็นกลุ่มเดียว กำลังลุกลามมาอยู่ทีเดียว บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุปุถุชนพวกหนึ่งกลัวต่อมรณภัย กล่าวว่า พวกเราจะจุดไฟตัดทางไฟ ไฟที่ไหม้มาจักไม่ไหม้ท่วมทับที่ ที่ไฟนั้นไหม้แล้วจึงนำหินเหล็กไฟออกมาจุดไฟ.

         ภิกษุอีกพวกหนึ่งกล่าวว่า ท่านผู้มีอายุ พวกท่านกระทำกรรมชื่ออะไร พวกท่านไม่เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นบุคคลผู้เลิศในโลกพร้อมทั้งเทวโลก ผู้เสด็จไปพร้อมกับตนนั่นเอง เหมือนคนไม่เห็นดวงจันทร์ลอยเด่นอยู่ในท้องฟ้า ไม่เห็นดวงอาทิตย์ประดับด้วยรัศมีตั้งพัน กำลังขึ้นจากโลกธาตุ ด้านทิศตะวันออก เหมือนคนยืนอยู่ที่ริมฝั่งทะเล ไม่เห็นทะเล เหมือนคนยืนพิงเขาสิเนรุ ไม่เห็นเขาสิเนรุ ฉะนั้น พากันพูดว่า จะจุดไฟตัดทางไฟ ชื่อว่า พระกำลังของพระพุทธเจ้า
                พวกท่านไม่รู้ มาเถิดท่าน พวกเราจักไปยังสำนักของพระศาสดา. 

                ภิกษุเหล่านั้น เมื่อไปทั้งข้างหน้าและข้างหลัง แม้ทั้งหมดได้รวมกันไปยังสำนักของพระทศพล พระศาสดามีภิกษุหมู่ใหญ่เป็นบริวาร ได้ประทับยืนอยู่ ณ ประเทศแห่งหนึ่ง ไฟป่าไหม้เสียงดังมา เหมือนจะท่วมทับ ครั้นมาถึงที่ที่พระตถาคตประทับยืน พอถึงที่ประมาณ ๑๖ กรีส (หรือหนึ่งกิโลครึ่ง) รอบประเทศนั้นก็ดับไป เหมือนคบไฟที่เขาจุ่มลงในนํ้า ฉะนั้น ไม่อาจท่วมทับที่ประมาณ ๓๒ กรีส โดยการแลบเข้าไป. 

                ภิกษุทั้งหลายพากันกล่าวคุณของพระศาสดา ว่า น่าอัศจรรย์ ชื่อว่าพระคุณของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ก็ชื่อว่า ไฟนี้ไม่มีจิตใจ ยังไม่อาจท่วมทับที่ที่พระพุทธเจ้าประทับยืน ย่อมดับไป เหมือนคบเพลิงหญ้าดับด้วยนํ้า ฉะนั้น น่าอัศจรรย์ ชื่อว่าอานุภาพของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. 

                พระศาสดาได้ทรงสดับถ้อยคำของภิกษุเหล่านั้น แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ไฟนี้
ถึงภูมิประเทศนี้แล้วดับไป เป็นกำลังของเราในบัดนี้เท่านั้น หามิได้ ก็ข้อนี้เป็นกำลังแห่งสัจจะอันมีในก่อนของเรา
ด้วยว่าในประเทศที่นี้ ไฟจักไม่ลุกโพลงตลอดกัปนี้แม้ทั้งสิ้น นี้ชื่อว่าปาฏิหาริย์ตั้งอยู่ตลอดกัป.
 
                ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์ปูลาดสังฆาฏิ ๔ ชั้น เพื่อต้องการเป็นที่ประทับนั่งของพระศาสดา
พระศาสดาประทับนั่งขัดสมาธิ ฝ่ายภิกษุสงฆ์ก็ถวายบังคมพระตถาคต แล้วนั่งแวดล้อมอยู่.

                ลำดับนั้น พระศาสดาอันภิกษุทั้งหลายทูลอ้อนวอนว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เรื่องนี้ปรากฏแล้ว
แก่ข้าพระองค์ทั้งหลายก่อน ส่วนเรื่องอดีตยังลี้ลับ ขอพระองค์โปรดกระทำเรื่องอดีตนั้น ให้ปรากฏแก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย. 

                จึงทรงนำเรื่องอดีตมา ดังต่อไปนี้ ในอดีตกาล ในประเทศนั้นนั่นแหละในแคว้นมคธ   พระโพธิสัตว์ ถือปฏิสนธิในกำเนิดนกคุ่ม เกิดจากท้องมารดา ในเวลาทำลายกะเปาะฟองไข่ออกมา ได้เป็นลูกนกคุ่ม มีตัวประมาณเท่าดุมเกวียนบรรทุกสินค้า ขนาดใหญ่. ลำดับนั้น บิดามารดาให้พระโพธิสัตว์นั้นนอนในรัง แล้วนำอาหาร
มาเลี้ยงดูด้วยจะงอยปาก. พระโพธิสัตว์นั้นไม่มีกำลังที่จะเหยียดปีกออกบินไปในอากาศ หรือไม่มีกำลังที่จะยกเท้าเดินไปบนที่ดอน และไฟป่าย่อมไหม้ประเทศนั้นทุกปีๆ. 

                สมัยแม้นั้น ไฟป่านั้นก็ไหม้ประเทศนั้นเสียงดังลั่น. หมู่นกพากันออกจากรังของตนๆ ต่างกลัว
ต่อมรณภัย ส่งเสียงร้องหนีไป บิดามารดา แม้ของพระโพธิสัตว์ก็กลัวต่อมรณภัย จึงทิ้งพระโพธิสัตว์หนีไป. 

                พระโพธิสัตว์นอนอยู่ในรังนั่นเอง ชะเง้อคอแลเห็นไฟป่ากำลังไหม้ตลบมา จึงคิดว่า ถ้าเราจะพึงมีกำลังที่จะเหยียดปีกออกบินไปในอากาศไซร้ เราก็จะพึงโบยบินไปที่อื่น ถ้าเราจะพึงมีกำลังที่จะยกเท้า เดินไปบนบกได้ไซร้ เราก็จะย่างเท้าไปที่อื่นเสีย ฝ่ายบิดามารดาของเราก็กลัวแต่มรณภัย ทิ้งเราไว้แต่ผู้เดียว เมื่อจะป้องกันตน จึงได้หนีไป. บัดนี้ ที่พึ่งอื่นของเราไม่มี เราไม่มีที่ต้านทาน ไม่มีที่พึ่ง วันนี้ เราจะทำอย่างไรหนอ จึงจะควร. 

                ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์นั้นได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ชื่อว่าคุณแห่งศีล ย่อมมีอยู่ในโลกนี้ ชื่อว่าคุณแห่งสัจจะก็ย่อมมี ในอดีตกาล ชื่อว่าพระสัพพัญญูพุทธเจ้าทั้งหลายผู้ทรงบำเพ็ญบารมีทั้งหลาย ประทับนั่งที่พื้นต้นโพธิ ได้ตรัสรู้พร้อมยิ่งแล้ว ทรงเพียบพร้อมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ ทรงประกอบด้วยสัจจะ ความเอ็นดู ความกรุณา และขันติ ย่อมมีอยู่ และคุณของพระธรรมทั้งหลายที่พระสัพพัญญพุทธเจ้าทั้งหลายนั้น ทรงรู้แจ้งแล้วย่อมมีอยู่. เออก็ความสัจอย่างหนึ่ง ย่อมมีอยู่ในเราแท้ สภาวธรรมอย่างหนึ่งย่อมมีปรากฏอยู่ เพราะฉะนั้น  เราจะรำลึกถึงอดีตพระพุทธเจ้าทั้งหลาย และคุณทั้งหลายที่อดีตพระพุทธเจ้าเหล่านั้นรู้แจ้งแล้ว ถือเอาสภาวธรรม คือสัจจะซึ่งมีอยู่ในเรา กระทำ สัจกิริยา ให้ไฟถอยกลับไป กระทำความปลอดภัยแก่ตน และหมู่นกที่เหลือในวันนี้ ย่อมควร. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

                คุณแห่งศีลมีอยู่ในโลก ความสัตย์ ความสะอาด และความเอ็นดู มีอยู่ในโลก ด้วยความสัจนั้น ข้าพเจ้าจักทำสัจกิริยาอันยอดเยี่ยม ข้าพเจ้าพิจารณากำลังแห่งธรรม ระลึกถึงพระชินเจ้าทั้งหลายในปางก่อน
อาศัยกำลังสัจจะ ขอทำสัจกิริยา.

                ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ระลึกถึง พระคุณทั้งหลายของพระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้ปรินิพพาน ไปแล้วในอดีต แล้วปรารภสภาวะ คือสัจจะซึ่งมีอยู่ในตน เมื่อจะทำสัจกิริยา จึงกล่าวคาถานี้ว่า 

คุณของศีลมีอยู่
คุณของธรรมมีอยู่
คุณของสัจจะวาจานี้ก็มีอยู่จริง
ปีกทั้งสองข้างเรามีอยู่ แต่ยังบินไม่ได้
เท้าเราทั้งสองข้างมีอยู่ แต่ยังเดินไม่ได้
บิดามารดาทั้งสองเรามีอยู่ แต่บัดนี้มิได้อยู่กับเรา
นี้เป็นสัจจะวาจาของเรา ไฟป่าที่ไม่มีชีวิตเอ๋ย
ด้วยเดชแห่งสัจจะวาจานี้ ขอไฟป่าจงดับไป

( ครั้นเมื่อสิ้น สัจจะอธิษฐาน ของลูก นกคุ้ม   ไฟป่าที่ไหม้มาทั้ง ๔ ทิศ ก็ดับลงโดยพลัน ดุจดังบุคคลถือคบเพลิง
ที่มีเพลิงลุก แล้วจุ่มลงในน้ำฉะนั้น ไฟนั้นก็พลันดับไปในทันที)

                พร้อมกับสัจกิริยาของพระโพธิสัตว์นั้น ไฟได้ถอยกลับไปในที่ประมาณ ๑๖ กรีส และเมื่อถอยไป ก็ไปไหม้ ยังที่อื่นในป่า ไฟดับเฉพาะในที่นั้น เหมือนคบเพลิงอันบุคคลให้จมลงในนํ้า ฉะนั้น ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

               เมื่อเราทำสัจจะ เปลวไฟอันรุ่งเรืองใหญ่หลีกไป ๑๖ กรีส พร้อมด้วยคำสัตย์ ประหนึ่งเปลวไฟอันตกถึงนํ้าก็ดับไป ฉะนั้น สิ่งไรเสมอด้วยสัจจะของเราไม่มี นี้เป็นสัจบารมี ของเรา ดังนี้.
                ก็สถานที่นี้นั้นเกิดเป็นปาฏิหาริย์ ชื่อว่าตั้งอยู่ชั่วกัป เพราะไฟจะไม่ไหม้ในกัปนี้แม้ทั้งสิ้น. พระโพธิสัตว์  ครั้นทำสัจกิริยาอย่างนี้แล้ว ในเวลาสิ้นชีวิตได้ไปตามยถากรรม. 
                พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การที่ไฟไม่ไหม้สถานที่นี้ เป็นกำลังของเราในบัดนี้ หามิได้
ก็กำลังนั่นเป็นของเก่า เป็นสัจพลังของเราเองในครั้งเป็นลูกนกคุ่ม ดังนี้. 
                ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประกาศสัจจะทั้งหลาย ในเวลาจบสัจจะ บางพวก
ได้เป็นพระโสดาบัน บางพวกได้เป็นพระสกทาคามี บางพวกได้เป็นพระอนาคามี บางพวกบรรลุพระอรหัต. 
                ฝ่ายพระศาสดาก็ทรงสืบอนุสนธิ ประชุมชาดกว่า 
                มารดาบิดาในครั้งนั้นคงเป็น มารดาบิดา อยู่ตามเดิมในบัดนี้ 
                ส่วนพระยานกคุ่ม ได้เป็น   เราตถาคต   แล.

                กล่าวโดยสรุป  วัฏฏกชาดก   เป็นเรื่องราวในอดีตชาติของพระพุทธองค์   เมื่อครั้งถือกำเนิดเป็นลูกนกคุ่ม   แล้วทำปริตรป้องกัน  ตนเองจาก ไฟป่า   ปรากฏอยู่ในพระสุตตันตปิฎก   จริยาปิฏก , วัฏฏกชาดก   อรรถกถาชาดก

                วัฏฏกปริตร   เป็นพระปริตรที่กล่าวอ้างคุณ   คือ ศีล   สมาธิ   ปัญญา   วิมุตติ   วิมุตติญาณทัสสนะ   และสัจจะ ของพระพุทธเจ้าในอดีตทั้งหลาย   แล้วน้อมเอาพระพุทธคุณดังกล่าว   มาบังเกิดเป็นอานุภาพ 
ปกป้องคุ้มครองอันตรายอันจะเกิดจากไฟทั้งหลายให้เกิดความสุขสวัสดีแก่ชีวิต   การสวดคาถานี้ เพื่อเป็นการป้องกันอันตรายอันเกิดจากไฟ (ป้องกันอัคคีภัย) และเหตุเดือดร้อนวุ่นวายนานาประการ  ให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข

14




บทสวดที่พระทุกวัดต้องสวดได้ และต้องสวดในงานมงคลทุกงาน ไม่มีเว้น เป็นบทสวดที่ชาวพุทธทุกคนควรรู้ ควรสวดได้ หรืออย่างน้อยที่สุด ควรทราบความหมาย


นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ฯ (ว่า ๓ หน)

อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะ-สัมปันโน สุคะโต
โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถาเทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ ฯ

ส๎วากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก
ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ ฯ

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง
จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ ฯ

พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง
ค๎รีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง
ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ

มาราติเรกะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง
โฆรัมปะนาฬะวะมักขะมะถัทธะยักขัง
ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ

นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง
ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง
เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ

อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตัง
ธาวันติโยชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง
อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ

กัต๎วานะ กิฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา
จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ
สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ

สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุง
วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง
ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ

นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง
ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต
อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ

ทุคคาหะทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง
พ๎รัห๎มัง วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง
ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ฯ

เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฏฐะคาถา
โย วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที
หิต๎วานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ
โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะปัญโญ ฯ

มะหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะปาณินัง
ปูเรต๎วา ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เต ชะยะมังคะลัง ฯ

ชะยันโต โพธิยา มูเล สัก๎ยานัง นันทิวัฑฒะโน
เอวัง ต๎วัง วิชะโย โหหิ ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล
อะปะราชิตะปัลลังเก สีเส ปะฐะวิโปกขะเร
อะภิเสเก สัพพะพุทธานัง อัคคัปปัตโต ปะโมทะติ ฯ
สุนักขัตตัง สุมังคะลัง สุปะภาตัง สุหุฏฐิตัง
สุขะโณ สุมุหุตโต จะ สุยิฏฐัง พ๎รัห๎มะจาริสุ
ปะทักขิณัง กายะกัมมัง วาจากัมมัง ปะทักขิณัง
ปะทักขิณัง มะโนกัมมัง ปะณิธี เต ปะทักขิณา
ปะทักขิณานิ กัต๎วานะ ละภันตัตเถ ปะทักขิเณ ฯ

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา
สัพพะพุทธานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา
สัพพะธัมมานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา
สัพพะสังฆานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต ฯ

๑) พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง     
ค๎รีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง
ทานาทิ ธัมมะ วิธินา ชิต๎วา   มุนินโท,
พระจอมมุนีได้ชนะพญามาร , ผู้เนรมิตแขนมาก ตั้งพัน,
ถืออาวุธครบมือ ขี่คชสารครีเมขละ, พร้อมด้วยเสนามารโห่ร้องก้องกึก
ด้วยธรรมวิธี มีทานบารมีเป็นต้น,

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ,   
ขอชัยมงคลทั้งหลาย  จงมีแก่ท่าน
ด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้น,

๒)มาราติเรกะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง   
โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง
ขันตี  สุทันตะวิธินา ชิต๎วา มุนินโท,
พระจอมมุนีได้ชนะอาฬะวะกะยักษ์ ,  ผู้มีจิตกระด้าง
ปราศจากความอดทน,  มีฤทธิ์พิลึกยิ่งกว่าพญามาร,
เข้ามาต่อสู้ยิ่งนักจนตลอดรุ่ง, ด้วยวิธีทรมานเป็นอันดี คือ พระขันตี,

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ,
ขอชัยมงคลทั้งหลาย   จงมีแก่ท่าน
ด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้น,

๓) นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง
ทาวัคคิ จักกะมะสะนีวะ  สุทารุณันตัง
เมตตัมพุ  เสกะวิธินา ชิต๎วา  มุนินโท,
พระจอมมุนี ได้ชนะช้างตัวประเสริฐ ชื่อนาฬาคีรี,
เป็นช้างเมามันยิ่งนัก แสนที่จะทารุณประดุจเพลิงป่า ,
แลจักราวุธแลสายฟ้า, ด้วยวิธีรดลงด้วยน้ำ คือพระเมตตา,

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ,
ขอชัยมงคลทั้งหลาย   จงมีแก่ท่าน
ด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้น,

๔) อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตัง
ธาวันติโยชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง
อิทธีภิสังขะตะมะโน   ชิต๎วา มุนินโท,
พระจอมมุนีมีพระหฤทัย, ไปในที่จะกระทำอิทธิ ปาฏิหาริย์,
ได้ชนะโจรชื่อองคุลีมาล, ( ผู้มีพวง ดอกไม้ คือนิ้วมนุษย์)
แสนร้ายกาจ มีฝีมือ, ถือดาบเงื้อวิ่งไล่พระองค์ไป สิ้นทางสามโยชน์,

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ,
ขอชัยมงคลทั้งหลาย   จงมีแก่ท่าน ด้วยเดชแห่ง
พระพุทธชัยมงคลนั้น ,

๕) กัต๎วานะ กัฏฐะมุทะรัง   อิวะคัพภินียา
จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง  ชะนะกายะมัชเฌ
สันเตนะ โสมะวิธินา ชิต๎วา มุนินโท,
พระจอมมุนีได้ชนะความกล่าวร้ายของนางจิญจมาณวิกา,
ทำอาการประดุจว่ามีครรภ์, เพราะทำไม้มีสัณฐานอันกลม,
ให้เป็นประดุจมีท้อง, ด้วยวิธีสมาธิอันงาม, คือความระงับพระหฤทัย,

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ ,
ขอชัยมงคลทั้งหลาย จงมีแก่ท่าน
ด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้น ,

๖) สัจจัง   วิหายะมะติ  สัจจะกะวาทะเกตุง
วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง
ปัญญาปะทีปะชะลิโต  ชิต๎วามุนินโท,
พระจอมมุนีรุ่งเรืองแล้วด้วยประทีป คือ พระปัญญา,
ได้ชนะสัจจะกะนิครนถ์, ผู้มีอัชฌาสัยในที่ละเสียซึ่งความสัตย์,
มีใจในที่จะยกถ้อยคำของตนให้สูงดุจยกธง, เป็นผู้มืดมนยิ่งนัก
ด้วยเทศนาญาณวิธี, คือรู้อัชฌาสัยแล้วตรัสเทศนา,

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ,
ขอชัยมงคลทั้งหลาย จงมีแก่ท่าน
ด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้น ,

๗.นันโทปะนันทะ  ภุชะคังวิพุธัง  มะหิทธิง
ปุตเตนะเถระ  ภุชะเคนะ  ทะมาปะยันโต,
อิทธูปะเทสะวิธินา ชิต๎วา มุนินโท,
พระจอมมุนีได้ชนะความกล่าวร้ายของนางจิญจมาณวิกา ,
ทำอาการประดุจว่ามีครรภ์, เพราะทำไม้มีสัณฐานอันกลม,
ให้เป็นประดุจมีท้อง, ด้วยวิธีสมาธิอันงาม, คือความระงับพระหฤทัย,

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ,
ขอชัยมงคลทั้งหลาย จงมีแก่ท่าน
ด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้น ,

๘) ทุคคาหะทิฐิ ภุชะเคนะ   สุทัฏฐะหัตถัง
พรัหม๎มัง  วิสุทธิชุติ มิทธิพะกาภิธานัง
ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิต๎วา มุนินโท,
พระจอมมุนีได้ชนะพรหม   ผู้มีนามว่าท้าวพะกา,
ผู้มีฤทธิ์มีอันสำคัญตนว่าเป็นผู้รุ่งเรืองด้วยคุณอันบริสุทธิ์,
มีมืออันท้าวภุชงค์, คือทิฏฐิที่ตนถือผิดรึงรัดไว้แน่นแฟ้นแล้ว,
ด้วยวิธีวางยาอันพิเศษ คือ เทศนาญาณ,

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ,
ขอชัยมงคลทั้งหลาย จงมีแก่ท่าน
ด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้น ,

เอตาปิ    พุทธะชะยะมังคะละอัฎฐะคาถา
โย   วาจะโน ทินะทิเนสะระเตมะตันที
หิต๎วา  นะเนกะวิวิธานิ  จุปัท๎วานิ,
โมกขัง สุขัง อะทิคะเมยยะ นะโร สะปัญโญ.
นรชนใดมีปัญญา ไม่เกียจคร้าน , สวดก็ดี ระลึกก็ดี,
ซึ่งพระพุทธชัยมงคลแปดคาถา, แม้เหล่านี้ทุกๆวัน,
นรชนนั้นพึงละเสียได้ ซึ่งอุปัทวันตรายทั้งหลาย,
มีประการต่างๆเป็นอเนกถึงวิโมกขศิวาลัย,   อันเป็นบรมสุข แล.

ชะยะปะริตร

มะหาการุณิโก นาโถ ,
ผู้เป็นที่พึ่งของสัตว์ประกอบแล้วด้วยมหากรุณา ,

หิตายะ สัพพะปาณินัง ปูเรต๎วา ปาระมีสัพพา ,
ยังบารมีทั้งหลายทั้งปวงให้เต็มเพื่อประโยชน์แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ,

ปัตโต สัมโพธิมุตตะ มัง ,
ถึงแล้วซึ่งความตรัสรู้อันอุดม ,

เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ ,
ด้วยคำสัตย์นี้ ,

โหตุ เต ชะยะมังคะลัง ,
ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน ,

ชะยันโต โพธิยา มูเล สัก๎ยานัง นันทิวัฑฒะโน
เอวัง ต๎วัง วิชะโย โหหิ    ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล
อะปะราชิตะปัลลังเก สีเส ปะฐะวิโปกขะเร
อะภิเสเก สัพพะพุทธานัง อัคคัปปัตโต ปะโมทะติ,
พระพุทธเจ้าทรงผจญมาร ,  ณ โคนโพธิ์พฤกษ์,  ถึงความเป็นผู้ชนะแล้ว
ทรงบันเทิงอยู่ในอภิเษก แห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งปวง,
ให้เจริญความยินดีแก่พวกศากยราช,  ว่าพระองค์ชนะมาร ณ อปราชิตบัลลังก์,
อันเป็นชัยมงคลเหนือใบบัว,  คือปฐพีเป็นประธานฉันใด ขอท่านจงเป็นผู้ชนะฉันนั้น,

สุนักขัตตัง สุมังคะลัง สุปะภาตัง สุหุฏฐิตัง
สุกขะโณ สุมุหุตโต จะสุยิฏฐัง พรัหม๎จาริสุ ,
สัตว์ทั้งหลาย ประพฤติชอบในเวลาใด ,
เวลานั้นชื่อว่าฤกษ์ดี,  มงคลดี สว่างดี,  รุ่งดี
แลขณะดี,  ครู่ดี บูชาแล้วดูดี,  ในพรหมจารีบุคคลทั้งหลาย,

ปะทักขิณัง กายะ กัมมัง ,
กายกรรม เป็นประทักษิณส่วนเบื้องขวา ,

วาจากัมมัง ปะทักขิณัง ,
วจีกรรม เป็นประทักษิณส่วนเบื้องขวา ,

ปะทักขิณัง มะโน กัมมัง ,
มโนกรรม เป็นประทักษิณส่วนเบื้องขวา ,

ปะณิธีเต ปะทักขิณา ,
ความปรารถนาของท่าน เป็นประทักษิณ ,  ส่วนเบื้องขวา,

ปะทักขิณานิ กัต๎วานะ ,
สัตว์ทั้งหลายทำกรรม อันเป็นประทักษิณ ส่วนเบื้องขวา ,

ละภันตัตเถ ปะทักขิเณ.
ย่อมได้ประโยชน์ทั้งหลายอันเป็นประทักษิณ ส่วนเบื้องขวา.



15


แบบแสดงผลการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียน : ปพ.5

เป็นเอกสารสำหรับผู้สอนใช้บันทึกเวลาเรียน ข้อมูลการวัดและประเมินผลการเรียน ข้อมูลการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนแต่ละคนที่เรียนในห้องเรียนกลุ่มเดียวกัน เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ปรับปรุง แก้ไข ส่งเสริม และตัดสินผลการเรียนของผู้เรียน รวมทั้งใช้เป็นหลักฐานสำหรับตรวจสอบ ยืนยัน สภาพการเรียน การมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ และผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนแต่ละคน

ปพ.5 (ฉบับคอมพิวเตอร์)นี้ พัฒนาโดย นายจรัญญ์ ตะวงษา ซึ่งได้พัฒนาและนำมาใช้ครั้งแรก ในปีการศึกษา 2554  ซึ่งนับเป็นระยะเวลายาวนานที่มีการใช้   ปี 2563 เอามาปรับแก้ไขเพิ่มเติมให้ครับ

แม้จะหยุุดพัฒนาไปแล้ว แต่ก็มีผู้ขอใช้อยู่เรื่อยๆ ถึงปัจจุบัน ดังนั้น เห็นว่ามีประโยชน์ จึงได้นำมาพัฒนาต่อ เพื่อให้คุณครูและโรงเรียนได้นำไปใช้กัน

สนใจโปรแกรม ทำหนังสือขอความอนุเคราะห์ สแกนและส่งอีเมล์ไปที่  นายจรัญญ์ ตะวงษา  อีเมล์  [email protected]

เรื่อง ขอความอนุเคราะห์ขอใช้โปรแกรม ปพ.5 (ฉบับคอมพิวเตอร์)
เรียน นายจรัญญ์ ตะวงษา

ด้วยโรงเรียน.....................................................อะไรก็ว่าไปครับ...........




หน้า: [1] 2 3 ... 101