ผู้เขียน หัวข้อ: ปวดหัว หรือ ปวดศรีษะ ทำไมจึงปวด รักษาอย่างไร  (อ่าน 579 ครั้ง)

administrator

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1456
    • ดูรายละเอียด


ปวดหัว (Headaches) หรือปวดศีรษะ เป็นอาการปวดที่เกิดขึ้นบริเวณศีรษะหรือคอส่วนบน ซึ่งเกิดจากเนื้อเยื่อและโครงสร้างรอบกระโหลกศีรษะหรือสมองเกิดการอักเสบหรือระคายเคือง จนทำให้เกิดอาการปวดขึ้น โดยอาการปวดอาจมาจากเส้นประสาทบริเวณหนังศีรษะ ใบหน้า ปาก และคอ กล้ามเนื้อของคอหรือไหล่ และหลอดเลือดที่ทำหน้าที่ส่งผ่านเลือดไปเลี้ยงสมอง

ปวดหัว

อาการปวดหัวเป็นอาการที่พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย ซึ่งทุกคนต้องเคยมีอาการปวดหัวอย่างน้อยสักครั้งในชีวิต โดยในผู้ชายพบได้ประมาณ 90% และผู้หญิงพบได้ถึง 95% แต่อาการปวดหัวที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่มักไม่ได้มาจากโรคร้าย

อาการปวดหัว 

อาการปวดหัวแต่ละประเภทมักมีลักษณะการปวดที่แตกต่างกันออกไป เช่น อาการปวดหัวไมเกรนเป็นการปวดตุบ ๆ ที่ศีรษะข้างใดข้างหนึง อาการปวดหัวจากกล้ามเนื้อเกร็งตัวจะมีอาการปวดเหมือนโดนบีบรัดค่อนไปทางขมับและหน้าผาก โดยมักปวดทั่วทั้งศีรษะ หรืออาการปวดคลัสเตอร์เป็นอาการปวดอย่างรุนแรงบริเวณเบ้าตาหรือด้านหลังตา ทั้งนี้ ความถี่และความรุนแรงของอาการปวดหัวจะเป็นไปตามสาเหตุของอาการปวดหัวแต่ละประเภท และตำแหน่งที่ปวดอาจเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของใบหน้า กะโหลก หรือทั้งศีรษะ

สาเหตุของอาการปวดหัว

เนื่องจากอาการปวดหัวมีมากมายจนยากต่อการวินิจฉัยและเลือกวิธีรักษาได้อย่างตรงจุด ทางสมาคมปวดศีรษะนานาชาติจึงได้กำหนดและแบ่งการปวดศีรษะตามสาเหตุออกเป็น 3 กลุ่ม

อาการปวดศีรษะแบบปฐมภูมิ เป็นอาการปวดที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดและไม่ใช่อาการที่มาจากโรค เช่น ปวดไมเกรน ปวดศีรษะจากความเครียด ปวดคลัสเตอร์

อาการปวดศีรษะแบบทุติยภูมิ เป็นอาการปวดที่มีผลมาจากโรคหรือความผิดปกติของโครงสร้างบริเวณคอหรือศีรษะ เช่น ปวดศีรษะจากไซนัสอักเสบ ปวดศีรษะจากเนื้องอก ปวดศีรษะเนื่องจากอาการเมาค้าง

อาการปวดศีรษะจากเส้นประสาทและอื่น ๆ เป็นอาการปวดที่เกิดจากการอักเสบของเส้นประสาทสมอง 1 ใน 12 เส้น ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อและเป็นตัวส่งสัญญาณความรู้สึกระหว่างสมองกับศีรษะหรือคอ เช่น อาการปวดเส้นประสาทบนใบหน้า เป็นต้น
การวินิจฉัยอาการปวดหัว

แพทย์จะตรวจสอบประวัติทางการแพทย์ รายละเอียดของอาการปวดหัวที่พบ และการตรวจร่างกายทั่วไป จากนั้นจะพิจารณาการตรวจคัดกรองทางห้องปฏิบัติการอื่น ๆ ตามดุลยพินิจของแพทย์และอาการของผู้ป่วย เช่น การตรวจเลือด การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์บริเวณศีรษะ การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าบริเวณศีรษะ หรือการเจาะน้ำไขสันหลัง

การรักษาอาการปวดหัว

อาการปวดหัวมีทั้งแบบที่รักษาได้และไม่หายขาด โดยรักษาตามสาเหตุเป็นหลัก ซึ่งแพทย์จำเป็นต้องค้นหาสาเหตุที่แท้จริงให้พบก่อนรักษา และต้องดูปัจจัยอื่นของผู้ป่วยประกอบด้วย เช่น อายุของผู้ป่วย สุขภาพโดยรวมและประวัติทางการแพทย์ ระยะเวลาและความรุนแรงของอาการปวดหัว การตอบสนองต่อการรักษา หรือความต้องการของผู้ป่วย

ผู้ที่มีอาการปวดหัวทั่วไปสามารถดูแลตนเองได้จากที่บ้านโดยพยายามพักผ่อนให้เพียงพอ หากิจกรรมทำแก้เครียด ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกายเป็นประจำ รับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน รับประทานยาแก้ปวดได้ในเบื้องต้น เช่น ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) หรือยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) แต่ไม่ควรซื้อยาแอสไพริน (Aspirin) รับประทานเองเพราะมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงสูง หากมีอาการปวดรุนแรงหรือปวดในลักษณะอื่นจนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ควรรีบพบแพทย์ เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้อง

ภาวะแทรกซ้อนของอาการปวดหัว

อาการปวดหัวโดยทั่วไปแทบไม่พบภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรง ส่วนใหญ่จะรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ผู้ป่วยบางรายอาจมีแนวโน้มเกิดภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล มีปัญหาเรื่องการนอนหลับ หรือปัญหาด้านจิตใจ อย่างไรก็ตาม อาการปวดหัวบางประเภทที่มีผลมาจากโรคหรือภาวะความผิดปกติอื่น ๆ อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้ตามสาเหตุนั้น ๆ 

การป้องกันอาการปวดหัว

อาการปวดหัวป้องกันได้ยาก เนื่องจากมีหลายสาเหตุ แต่อาจเสี่ยงที่จะปวดหัวน้อยลงได้หากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างในชีวิตประจำวัน เช่น พักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อวัน รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ หลีกเลี่ยงอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดอาการปวดหัวได้ง่าย โดยเฉพาะความเครียด ไม่ควรใช้ยาโดยไม่จำเป็นหรือใช้ยาเกินขนาด

อาการ ปวดหัว
   
อาการปวดหัวหรือปวดบริเวณศีรษะมีอยู่หลายลักษณะ เช่น ปวดตลอดเวลา ปวดเป็นพัก ๆ ปวดตุบ ๆ ปวดแปล๊บ ปวดรุนแรง หรือปวดเล็กน้อย แตกต่างกันออกไปตามสาเหตุ ความถี่และความรุนแรงของอาการปวดศีรษะแต่ละชนิดก็อาจไม่เหมือนกัน ส่วนตำแหน่งที่ปวดอาจเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของใบหน้า กะโหลกศีรษะ หรือทั้งศีรษะก็อาจเป็นไปได้ในบางราย

ปวดหัวจากกล้ามเนื้อเกร็งตัวหรือปวดหัวจากความเครียด (Tension-Type Headaches)

อาการปวดชนิดนี้เกิดขึ้นบ่อยมากที่สุด โดยปวดหัวทั้งสองข้าง ค่อนไปทางด้านหน้าและด้านบนของศีรษะ คล้ายโดนบีบรัดบริเวณศีรษะ ผู้ป่วยมักปวดตลอดวัน เป็น ๆ หาย ๆ ความรุนแรงของอาการปวดที่เกิดขึ้นจะแตกต่างกันในแต่ละครั้ง อาการปวดอาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ 30 นาทีไปจนถึงหลายวัน เมื่อมีอาการปวดจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่สบายตัว อ่อนเพลีย ไม่มีสมาธิ หรืออาการอื่น ๆ ด้วย ซึ่งเป็นผลมาจากกล้ามเนื้อบริเวณด้านหลังคอหรือบริเวณหนังศีรษะเกิดการเกร็งตัว นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดขึ้นอาการปวดได้ง่าย เช่น ความเหนื่อย ความเครียด ความวิตกกังวล การนอนผิดท่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน ซึ่งอาการปวดชนิดนี้พบร่วมกับอาการปวดไมเกรนได้ และเป็นอาการปวดหัวที่มักเกิดขึ้นต่อเนื่องหลายวัน หากอาการเกิดขึ้นน้อยกว่า 15 วันต่อเดือนจะจัดเป็นอาการปวดศีรษะจากความเครียดแบบครั้งคราว (Episodic Tension Headaches) แต่ถ้าระยะเวลาในการปวดนานมากกว่า 15 วันต่อเดือนขึ้นไป บางรายอาจมีอาการต่อเนื่องมากกว่า 3 เดือน จะกลายเป็นอาการปวดศีรษะจากความเครียดแบบเรื้อรัง (Chronic Tension Headaches) ซึ่งมีความรุนแรงมากขึ้น อาจก่อให้เกิดการเจ็บบริเวณหนังศีรษะหรือแม้กระทั่งในขณะหวีผม และอาการปวดมักคงที่สม่ำเสมอตลอดเวลา

ปวดหัวไมเกรน (Migraines)

ปวดหัวไมเกรนเป็นอาการปวดหัวอีกแบบที่พบได้บ่อย ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดตุบ ๆ เป็นจังหวะในลักษณะปวดข้างเดียวเป็นส่วนใหญ่ อาจเกิดขึ้นข้างใดข้างหนึ่งไม่ซ้ำกัน แต่ก็อาจปวดได้ทั้งสองข้างเช่นเดียวกัน หากอาการปวดอยู่ในระดับปานกลางจนถึงขั้นรุนแรงอาจต้องนอนพักถึงช่วยบรรเทาอาการลงได้

อาการปวดหัวไมเกรนมักมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ไม่อยากอาหาร รู้สึกหนาวหรือร้อน ปวดท้อง จะมีอาการปวดอยู่หลายชั่วโมงจนถึงหลายวัน หรือเฉลี่ยเดือนละ 1-2 ครั้ง ซึ่งอาจจะเกิดได้ง่ายหากถูกกระตุ้นจากความเครียด ความหิว ความเหนื่อย อาหารบางชนิด ภาวะขาดน้ำ อาการปวดศีรษะประเภทอื่น แสงจ้าหรือเสียง โดยทั่วไปมักจะปวดขึ้นมาทันทีโดยไม่มีสัญญาณเตือน แต่ในบางรายอาจมีอาการนำมาก่อนเกือบชั่วโมง เช่น เห็นแสงวูบวาบ สายตาพร่ามัว พูดไม่ชัด เป็นต้น

ปวดหัวคลัสเตอร์หรือปวดหัวเป็นชุด ๆ (Cluster Headaches)

เป็นอาการปวดอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นรอบ ๆ บริเวณเบ้าตา หรือขมับด้านใดด้านหนึง โดยผู้ป่วยจะมีอาการปวดแบบตุบ ๆ เป็นชุด ๆ อยู่ประมาณ 30-90 นาทีไปจนถึง 3 ชั่วโมงในแต่ละครั้ง และจะเกิดอาการปวดขึ้นใหม่ในวันและเวลาเดิมติดต่อกันนานหลายวันจนเป็นสัปดาห์อย่างสม่ำเสมอ จากนั้นอาการจะค่อย ๆ หายไปเองและทิ้งระยะไปเป็นปีจึงกลับมาปวดแบบเดิมใหม่อีกครั้ง อาการปวดแบบนี้มักจะทำให้ผู้ป่วยตื่นกลางดึกบ่อยครั้ง นอกจากนี้ ผู้ป่วยมักมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น น้ำตาไหล ตาแดง น้ำมูกไหล ลืมตาได้ไม่เต็มที่ อาการปวดประเภทนี้พบบ่อยในวัยรุ่นไปถึงวัยกลางคน โดยเฉพาะเพศชายที่สูบบุหรี่ 

ปวดหัวจากไซนัสอักเสบ (Sinus Headaches)

เป็นอาการปวดอย่างต่อเนื่องตามบริเวณโหนกแก้ม หน้าผาก สันจมูก หรือบริเวณที่เกิดไซนัสขึ้น พร้อมกับมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น น้ำมูกไหล คัดจมูก มีไข้ หรือใบหน้าบวม อาการปวดมักจะทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อมีการก้มตัวไปข้างหน้าหรือนอนราบ

ปวดหัวจากเนื้องอกในสมอง

เป็นอาการปวดหัวค่อนข้างรุนแรงตลอดวัน เป็น ๆ หาย ๆ โดยเฉพาะอาการปวดตอนกลางคืนจะทำให้ผู้ป่วยตื่นขึ้นมากลางดึก และมักจะปวดมากขึ้นเมื่อเดิน เกร็ง ไอ หรือเคลื่อนไหวร่างกาย รวมไปถึงมีอาการอื่นแสดงออกมาให้เห็น เช่น สายตาผิดปกติ มีปัญหาในการเดิน ทรงตัวไม่อยู่ ชาบริเวณแขนและขา ไม่มีสมาธิ

อย่างไรก็ตาม อาการปวดหัวส่วนใหญ่ไม่สามารถระบุสาเหตุได้อย่างแน่ชัด เพราะเกิดขึ้นได้จากหลายสภาวะของร่างกาย และส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นอาการร้ายแรง แต่หากอาการปวดหัวส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันก็ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

https://www.pobpad.com/