กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 ... 8 9 [10]
91


สมุนไพร ที่ช่วยบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อตามร่างกาย ปลอดภัย ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย และยังหาทำได้ง่าย

อาการปวดเมื่อยร่างกาย เกิดได้กับคนทำงานหนัก หรือผู้สูงวัยที่กล้ามเนื้อร่างกายไม่ค่อยสมบูรณ์เหมือนเดิม ลองอ่านสมุนไพร ทีช่วยแก้ปวดเมื่อยได้ ไม่ต้องพึ่งยาชุด หรือยาปฏิชีวนะ


2. โคคลาน มีสรรพคุณทางยาที่ช่วยแก้อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย แก้ปวดหลัง ปวดเอว ปวดตามข้อ บรรเทาอาการเส้นตึง ครั่นตัว โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ รวมทั้งยังช่วยบำรุงเลือด แก้กระษัย แก้โรคผิวหนัง


3. ดีปลี นอกจากดีปลีจะเป็นสมุนไพรแก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อาการอักเสบของกล้ามเนื้อ แก้เส้นเอ็นได้แล้ว ยังมีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการเจ็บป่วยจากโรคต่างๆ ได้มากมาย เช่นแก้พิษอัมพฤกษ์ อัมพาต


4. โด่ไม่รู้ล้ม ช่วยแก้อาการปวดบวม คลายเส้น บรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย หรือแก้อาหารปวดหลัง ปวดเอวได้เป็นอย่างดี


5. หญ้าหนวดแมว มีสรรพคุณบรรเทาอาการความดันโลหิตและโรคเบาหวาน และยังเป็นสมุนไพรแก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ช่วยลดอาการปวดหลัง ปวดเอว ปวดเมื่อย หรือรักษาโรคปวดข้อ ไขข้ออักเสบได้อีกด้วย


6. ทองพันชั่ง สามารถใช้รักษาไขข้ออักเสบ ช่วยแก้อาการเคล็ดขัดยอกตามชายโครง คอเคล็ด มือเคล็ด และแก้อาการอักเสบ บำรุงร่างกาย


7. ไพล ใช้เป็นยาช่วยแก้อาการเคล็ดขัดยอก ฟกช้ำบวม หรือข้อเท้าแพลง ช่วยลดอาการอักเสบ ปวดบวม เส้นตึง เมื่อยขบ รวมถึงเป็นสมุนไพรแก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตามร่างกายด้วย


8. กลิ้งกลางดง หรือเรียกว่าสบู่เลือด หรือกระท่อมเลือดก็ได้ นอกจากเป็นสมุนไพรช่วยบำรุงกำลังแล้ว ยังเป็นสมุนไพรแก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อได้ด้วย


9. กวาวเครือแดง ช่วยทั้งบำรุงกระดูกและฟัน ลดอาการปวดเมื่อยตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย
กวาวเครือแดงอยู่ในจำพวกไม้เลื้อย เป็นเถาวัลย์ เนื้อแข็ง มักชอบพาดขึ้นกับต้นไม้ใหญ่

ใบกวาวเครือแดง        ใบใหญ่คล้ายใบต้นทองกวาว  แต่ใบใหญ่กว่า
ดอกกวาวเครือแดง      ดอกใหญ่คล้ายดอกแคแสด  แต่เป็นพวงระย้าเหมือนดอกทองกวาว
หัวกวาวเครือแดง        มีหลายขนาดลักษณะทรงกระบอก เมื่อสะกิดที่เปลือก จะมียางสีแดง คล้ายเลือดไหลออกมา
รากกวาวเครือแดง       มีรากแขนงขนาดใหญ่  แยกจากเหง้าเลื้อยไปรอบๆ หลายเมตร


10. เสม็ดแดง จัดเป็นสมุนไพรที่คนมักนิยมใช้ใบสดมาตำแล้วพอกบรรเทาอาการเคล็ดขัดยอก ฟกช้ำ และอาการปวดบวมได้ดีมาก
92
พระพุทธศาสนา / ความฝันมี 4 สาเหตุ
« กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ 17/04/18 »


ความฝันมี 4 สาเหตุ

ข้อความจากพระไตรปิฎก

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 102
[อธิบายเหตุให้เกิดความฝัน  ๔  อย่าง]

       ก็แล  บุคคลเมื่อจะฝันนั้น 
ย่อมฝันเพราะเหตุ  ๔ ประการคือ 

เพราะธาตุกำเริบ ๑

เพราะเคยทราบมาก่อน ๑

เพราะเทวดาสังหรณ์ ๑ 

เพราะบุพนิมิต ๑.


บรรดาเหตุ  ๔  อย่างนั้น     

        คนผู้มีธาตุกำเริบ เพราะประกอบด้วยปัจจัยอันทำให้ดีเป็นต้นกำเริบ 
ชื่อว่า   ย่อมฝัน  เพราะธาตุกำเริบ. และเมื่อฝัน  ย่อมฝันต่าง ๆ  เช่นเป็นเหมือนตกจากภูเขา  เหมือนเหาะไปทางอากาศ และเหมือนถูกเนื้อร้าย  ช้างร้าย  และโจรเป็นต้น ไล่ติดตาม.

      เมื่อฝันเพราะเคยทราบมาก่อน  ชื่อว่า ย่อมฝันถึงอารมณ์ที่ตนเคยเสวยมาแล้วในกาลก่อน .   

      พวกเทวดาย่อมนำอารมณ์มีอย่างต่าง ๆเข้าไป เพื่อความเจริญบ้าง  เพื่อความเสื่อมบ้าง   เพราะเป็นผู้มุ่งความเจริญบ้าง  เพราะเป็นผู้มุ่งความเสื่อมบ้าง  แก่บุคคลผู้ฝัน  เพราะเทวดาสังหรณ์  ผู้นั้นย่อมฝันเห็นอารมณ์เหล่านั้นด้วยอนุภาพของพวกเทวดานั้น.     

      เมื่อบุคคลฝันเพราะบุพนิมิต  ชื่อว่า  ย่อมฝันที่เป็นบุพนิมิตแห่งความเจริญบ้าง  แห่งความเสื่อมบ้าง     
ซึ่งต้องการจะเกิดขึ้น      ด้วยอำนาจแห่งบุญและบาป เหมือนพระมารดาของพระโพธิสัตว์  ทรงพระสุบินนิมิตในการที่จะได้พระโอรสฉะนั้น, เหมือนพระโพธิสัตว์ทรงมหาสุบิน ๕ และเหมือนพระเจ้าโกศลทรงพระสุบิน ๑๖ ประการฉะนั้นแล.

        บรรดาความฝัน ๔ อย่างนั้น   
ความฝันที่คนฝัน  เพราะธาตุกำเริบและเพราะเคยทราบมาก่อน ไม่เป็นจริง

ความฝันที่ฝันเพราะเทวดาสังหรณ์   จริงก็มี   เหลวไหลก็มี,เพราะว่าพวกเทวดาโกรธแล้ว  ประสงค์จะให้พินาศโดยอุบาย จึงแสดงให้เห็นวิปริตไปบ้าง.

ส่วนความฝันที่คนฝันเพราะบุพนิมิต  เป็นความจริงโดยส่วนเดียวแล.     

ความแตกต่างแห่งความฝัน  แม้เพราะความแตกต่างแห่งมูลเหตุทั้ง ๔  อย่างนี้ คละกันก็มีได้เหมือนกัน.   ก็แลความฝันทั้ง ๔  อย่างนี้นั้น   พระเสขะและปุถุชนเท่านั้น  ย่อมฝันเพราะยังละวิปลาสไม่ได้.พระอเสขะทั้งหลาย  ย่อมไม่ฝันเพราะท่านละวิปลาสได้แล้ว.

สรุปว่า ฝัน เชื่อไม่ได้เสียเป็นส่วนมาก คนที่จะมีบุพพนิมิตได้นั้น หายากกกกกก......
93


สาบเสือ (Siam weed) จัดเป็นพืชรุกรานต่างถิ่นที่สามารถเติบโต และแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีเมล็ดจำนวนมาก และเมล็ดสามารถลอยตามลมได้ แต่ทั้งนี้ สาบเสือก็มีประโยชน์ในทางยาที่สำคัญ คือ ช่วยทำให้เลือดจากบาดแผลแข็งตัวได้เร็วขึ้น

ชื่อท้องถิ่นไทย :
– สาบเสือ (ทุกภาค)

• ภาคกลาง และตะวันตก
– บ้านร้าง
– ผักคราด
– เสือหมอบ
– ฝรั่งเหาะ
– ฝรั่งรุกที่
– หญ้าดงรั้ง
– หญ้าสิริไอสวรรค์

• อีสาน
– หญ้าลืมเมือง
– มุ้งกะต่าย
– หญ้าเลาฮ้าง
– สะพัง
– หญ้าเมืองฮ้าง
– หญ้าเหม็น
– หญ้าฝรั่ง

• ภาคตะวันออก
– หมาหลง
– เบญจมาศ
– หญ้าฝรั่งเศส
– หญ้าพระศิริไอยสวรรค์

• ภาคเหนือ
– นองเส้งเปรง
– ไช้ปู่กุย
– เซโพกวย
– หญ้าดอกขาว
– หญ้าเมืองฮ้าง
– บ่อโส่
– เพาะจีแค
– พาทั้ง
– หญ้าค่าทั้ง
– มนหน/มนทน
– หญ้าฝรั่งเศส
– หญ้าเครื่องบิน
– ปวยกีเช่า
– เฮียงเจกลั้ง

• ภาคใต้
– ยี่สุ่นเถื่อน
– รำเคย
– หญ้าเมืองวาย

สาบเสือเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกา ถูกนำเข้ามาสู่ประเทศอินเดียประมาณปี ค.ศ. 1840 จากนั้น จึงมีการแพร่กระจายสู่อ่าวเบงกอล พม่า และไทยตามมา ส่วนข้อสันนิษฐานหนึ่งจากสำนักงานนโยบาย และแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่กล่าวถึงการแพร่กระจายของสาบเสือว่า สาบเสือเริ่มเข้ามาสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงหลังสงครามครั้งที่ 1 (พ.ศ. 2457-2461) ที่อาจเกิดจากมีการปะปนของเมล็ดสาบเสือติดมากับเรือสินค้าจากหมู่เกาะเวสต์ อินดีส และแพร่เข้ามาสู่ภาคใต้ของประเทศไทยประมาณปี พ.ศ. 2483

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ลำต้น   สาบเสือเป็นไม้ขนาดเล็ก แตกกิ่งก้านจำนวนมากตั้งแต่ระดับล่างของลำต้น ทำให้มองเห็นเป็นทรงพุ่มหนาทึบ และกิ่งมีลักษณะยาวมากกว่าลำต้น ตามลำต้น และกิ่งมีขนนุ่มปกคลุม ลำต้นสูงประมาณ 1-2 เมตร ทั้งลำต้น และกิ่งมีลักษณะค่อนข้างเป็นสี่เหลี่ยม ลำต้นเป็นไม้เนื้อแข็ง แต่ค่อนข้างเปราะ และหักง่าย เปลือกลำต้นมีสีขาวนวลแกมเขียว

ใบ   ใบสาบเสือ แตกออกบริเวณข้อกิ่ง ออกเป็นใบเดี่ยวตรงข้ามเป็นคู่ๆ ใบมีลักษณะเป็นรูปหอก ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย ปลายใบแหลม โคนใบสอบเป็นรูปลิ่ม มีเส้นใบมองเห็นได้ชัดเจน ตัวใบด้านล่าง และด้านบนมีขนปกคลุม ใบมีสีเขียวสด ใบกว้าง 3-6 ซม. ยาว 5-10 ซม. ก้านใบยาวประมาณ 6 ซม.



ดอก ดอกสาบเสือออกดอกเป็นช่อเป็นกระจุกคล้ายร่ม แทงออกบริเวณปลายยอด เป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีเกสรตัวผู้ และเกสรตัวเมียในดอกเดียวกัน มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 มม. ดอกมีสีม่วงแกมน้ำเงินหรือสีม่วงอ่อน หากมองในระยะไกลจะออกสีขาว ช่อดอกย่อยมีดอกขนาดเล็ก 20-25 ดอก มีลักษณะรูปทรงกระบอกกึ่งรูประฆังคว่ำ  ดอกมีชั้นใบประดับ 4-5 ชั้น ดอกวงนอกมีลักษณะเป็นเส้นสีขาว โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด และตรงปลายจะแยกออกเป็น 5 กลีบ ดอกจะออกในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน

ผล และเมล็ด ผลสาบเสือ 1 ผล มาจากดอก 1 ดอก ผลมีขนาดเล็ก เรียวยาว และบางสีดำ  ผลมีลักษณะเป็นเหลี่ยม 5 เหลี่ยม ยาวประมาณ 4 มิลลิเมตร ส่วนปลายผลมีขนสำหรับทำหน้าที่พยุงผลให้ลอยตามลมได้

การแพร่กระจาย
สาบเสือเป็นไม้ล้มลุกอายุนานมากกว่า 1 ปี เป็นไม้กลางแจ้งที่ชอบแสงแดดจัด พบได้ในทุกภาคของประเทศไทย ทั้งในที่ราบ และเชิงเขา สามารถเติบโต และแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว ทั้งในสภาพที่แห้งแล้ง และที่ชื้นแฉะ ประกอบกับเป็นพืชที่มีเมล็ดจำนวนมาก และเมล็ดสามารถลอยตามลมได้

ประโยชน์สาบเสือ
• สารสกัดจากใบใช้เป็นยาป้องกัน และกำจัดแมลงในแปลงเกษตร เช่น หนอนกระทู้ ด้วง และเพลี้ยอ่อน เป็นต้น
• ใช้ทาบริเวณแมลงกัดต่อย ลดอาการปวด คันของแผล
• ใบใช้ขยี้ทาตามร่างกายสำหรับป้องกันยุงกัด
• ถ่านจากต้นสาบเสือใช้เป็นตัวดูดวับสารโลหะหนักในน้ำเสีย
• ใช้ปลูกเป็นพืชคลุมดิน

ผลเสียของสาบเสือ
สาบเสือจัดเป็นพืชรุกรานต่างถิ่นที่สามารถแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจาก ออกเมล็ดจำนวนมาก และเมล็ดสามารถลอยตามแรงลมได้ รวมถึงเป็นพืชที่ทนต่อทุกสภาพได้ดีทั้งภาวะแห้งแล้ง และน้ำท่วม

สรรพคุณสาบเสือ
• ลำต้น
– เป็นยาแก้ปวดท้อง ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ

• ใบสาบเสือ
– ช่วยในการห้ามเลือด ทำให้เลือดแข็งตัวเร็วขึ้น
– บรรเทาอาการไข้
– ลดอาการเจ็บคอ
– ต้านการอักเสบ และติดเชื้อของแผล
– รักษาแผลติดเชื้อ แผลเป็นหนอง
– แก้ตาฟาง แก้ตาแฉะ
– แก้ริดสีดวงทวารหนัก

• ดอก
– เป็นยาแก้ร้อนใน กระหายน้า
– ใช้ต้มน้ำดื่มเป็นชูกำลัง แก้อ่อนเพลีย
– ช่วยบำรุงหัวใจ

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
 
สารประกอบ 4,5,6,7-Tetramethoxy flavone จากใบสาบเสือมีฤทธิ์ช่วยให้เลือดจากบาดแผลแข็งตัวได้เร็วขึ้นที่ช่วยส่งเสริมการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดได้ ทำให้แผลหายได้เร็วขึ้นตามมา

มีฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้เล็กที่แยกออกจากตัวของหนูตะเภา แต่ลดการบีบตัวของลำไส้เล็กที่แยกออกจากตัวของกระต่าย น้ำต้มสกัดและผลึกสารที่สกัดได้จากต้นนี้ ไม่มีผลอย่างเด่นชัดต่อมดลูกที่แยกออกจากตัวของกระต่าย หากนำไปฉีดเข้าช่องท้องของหนูเล็ก พบมีความเป็นพิษ
เพียงเล็กน้อย

รวบรวมจาก ศุภลักษณ์ มะโนธรรม (2556)
94



หญ้าพันงูขาว ไม่ใช่วัชพืช เป็นยาดีมีประโยชน์ อย่าทิ้ง

หญ้าพันงูขาว ชื่อสามัญ Rough-chaffed flower, Washerman’s plant, Prickly chaff-flower

หญ้าพันงูขาว ชื่อวิทยาศาสตร์ Achyranthes aspera L. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Achyranthes aspera var. rubrofusca (Wight) Hook.f.) จัดอยู่ในวงศ์บานไม่รู้โรย (AMARANTHACEAE)

สมุนไพรหญ้าพันงูขาว มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า หญ้าตีนงูขาว (กรุงเทพฯ), นอเงือเกะ (เชียงใหม่), ควยงูหลวง (น่าน), หญ้าโคยงู (ภาคเหนือ), ควยงู พันงู พันงูขาว พันงูเล็ก หญ้าท้อง (ภาคกลาง), พันธุ์งู (ไทย), หญ้าพันงู หญ้าพันงูเขา หญ้าไกงู (อื่น ๆ), โกยฉัวผี ต้อคาเช่า (จีนแต้จิ๋ว), เต่าโค่วเฉ่า ถู่หนิวชี หนิวเสอต้าหวง (จีนกลาง), โชวม้องู่ติ้ง, ต๋อค้อเช่า (จีน) เป็นต้น
สรรพคุณของหญ้าพันงูขาว

1.ลำต้นสดนำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาบำรุงธาตุ บำรุงธาตุไฟ (ลำต้น,ทั้งต้น)
2.ช่วยฟอกโลหิต (ทั้งต้น)
3.ช่วยทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น (ราก, ทั้งต้น)
4.ช่วยทำให้นอนหลับ (ราก)
5.ช่วยลดความดันโลหิต (ทั้งต้น)
6.ทั้งต้นมีรสขม เผ็ดเล็กน้อย เป็นยาเย็นจัด ออกฤทธิ์ต่อปอดและไต ใช้เป็นยาดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้อาการร้อนใน ช่วยขับเหงื่อ (ทั้งต้น)
7.ทั้งต้นนำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้ไข้ตรีโทษ (ทั้งต้น)
8.ตำรับยาแก้ไข้จับสั่นหรือไข้มาลาเรีย ให้ใช้หญ้าพันงูขาวประมาณ 30-45 กรัม นำมาต้มกับเนื้อสันในของหมูรับประทาน (ทั้งต้น) ส่วนรากก็มีสรรพคุณเป็นยาแก้ไข้จับสั่นเช่นกัน (ราก)
9.ใช้เป็นยาแก้ไข้หวัด ลดไข้ ตัวร้อน แก้เจ็บคอ ให้ใช้หญ้าพันงูขาวนำมาต้มกับน้ำกินหรือใช้เข้ากับตำรายาอื่น (ทั้งต้น)
10.ดอกใช้เป็นยาแก้และขับเสมหะ ช่วยแก้เสมหะที่คั่งค้างในทรวงอก แก้เสมหะในท้อง (ดอก) ส่วนอีกตำรับให้ใช้รากพันงูขาว รากขัดน้อย พริก เหง้าขิง นำมาบดให้เป็นผงกินเป็นยาขับเสมหะ (ราก)
11.ตำรายาไทยจะใช้ทั้งต้นนำมาต้มเอาน้ำกินแก้โรคในลำคอ (ทั้งต้น) ใบมีสรรพคุณช่วยแก้โรคในลำคอ แก้คออักเสบเป็นเม็ดยอดในคอ โรคในลำคอเป็นเม็ดเป็นตุ่ม (ใบ)
12.ผลมีสรรพคุณทำให้อาเจียน (ผล) ส่วนอีกข้อมูลหนึ่งระบุว่าส่วนของใบมีสรรพคุณทำให้อาเจียน (ใบ)
13.ช่วยแก้สะอึก (ดอก)
14.ใช้รักษาหูน้ำหนวก หรือหูชั้นกลางอักเสบ ด้วยการใช้รากสดนำมาคั้นเอาแต่น้ำแล้วนำมาใช้หยอดหู (ราก)
15.ใช้รักษาคางทูม (ทั้งต้น)
16.ช่วยแก้คอตีบ ด้วยการใช้รากสด รากบ่วงหนี่แช นำมาตำคั้นเอาแต่น้ำผสมกับน้ำตาลทรายพอสมควร ใช้ชงกับน้ำอุ่นกิน (ราก,ทั้งต้น)
17.ช่วยรักษาต่อมต่อมทอนซิลอักเสบ ด้วยการใช้รากแห้ง รากจ้ำเครือแห้ง และพิมเสน นำมาบดให้เป็นผงละเอียดใช้เป่าคอ (ราก)
18.ในอินเดียจะใช้รักษาหญ้าพันงูขาวเป็นยารักษาโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ หอบ หืด (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)
19.ช่วยรักษาโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ด้วยการใช้รากสด รากบ่วงหนี่แช นำมาตำคั้นเอาแต่น้ำผสมกับน้ำตาลทรายพอสมควร ใช้ชงกับน้ำอุ่นกิน (ราก)
20.ใช้รักษาโรคเกี่ยวกับปอด ด้วยการใช้ลำต้นนำมาต้มกับน้ำกิน (ลำต้น) แก้ปอดบวม (ทั้งต้น)
21.ช่วยแก้อาการท้องร่วง ด้วยการใช้ลำต้นนำมาต้มกับน้ำกิน (ลำต้น)
22.ใช้เป็นยาแก้บิด ด้วยการใช้หญ้าพันงูขาว 50-60 กรัม นำมาต้มกับน้ำชงกับน้ำผึ้งกิน (ทั้งต้น) ส่วนรากก็มีสรรพคุณเป็นยาแก้บิดเช่นกัน ตำรับยาก็คือ ให้ใช้รากสด รากขี้ครอก ผักกาดน้ำ และแชกัว นำมาต้มน้ำผสมกับน้ำผึ้งกิน (ราก)
23.ยาพื้นบ้านล้านนาจะใช้รากนำมาต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้อาการปวดท้อง เจ็บท้องน้อย (ราก) ทั้งต้นมีสรรพคุณเป็นยาแก้ปวดท้อง (ทั้งต้น)
24.รากนำมาต้มกับน้ำกินแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นหน้าอก (ราก)
25.ช่วยในการย่อยอาหาร (ทั้งต้น)
26.ใช้เป็นยาระบาย ด้วยการใช้ลำต้นนำมาต้มกับน้ำกิน (ลำต้น,ทั้งต้น)
27.ในบางตำราจะใช้หญ้าพันงูขาวนำมาตากแห้งต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้มะเร็งลำไส้ (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)
28.ลำต้นสดนำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาขับปัสสาวะ แก้ขัดเบา และแก้นิ่ว (ลำต้น,ทั้งต้น) ดอกมีสรรพคุณช่วยละลายก้อนนิ่ว (ดอก) ส่วนรากนำมาต้มเอาแต่น้ำกินจะเป็นยาแก้นิ่ว ขับปัสสาวะได้เช่นกัน (ราก)
29.แก้ปัสสาวะเป็นเลือด (ราก)
30.ช่วยแก้โรคริดสีดวงทวาร (ลำต้น,ทั้งต้น)
31.ช่วยรักษาโรคซิฟิลิส (ลำต้น) รักษาหนองใน (ทั้งต้น)
32.ชาวเขาจะใช้ใบหรือทั้งต้น นำมาต้มกับน้ำให้หญิงหลังคลอดกิน และยังช่วยแก้อาการปวดประจำเดือนได้อีกด้วย (ใบ,ทั้งต้น)
33.ต้นมีสรรพคุณช่วยขับประจำเดือน (ต้น) ช่วยแก้ประจำเดือนไม่มาตามปกติของสตรี (ราก)
34.ในอินเดียจะใช้หญ้าพันงูเพื่อรักษาโรคเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ของสตรี และใช้เป็นยาคุมกำเนิด รวมไปถึงใช้รักษาโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะ (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)
35.ช่วยแก้ไตอักเสบ บวมน้ำ (ทั้งต้น) ช่วยแก้ท้องมาน บวมน้ำ (ราก)
36.รากมีสรรพคุณช่วยแก้โรคไตพิการ (ราก)
37.ช่วยรักษาโรคไทฟอยด์ หรือไข้รากสาดน้อย (ราก)
38.ใบนำมาขยี้ใช้ทารักษาแผลสด และช่วยห้ามเลือด (ใบ)
39.ใบใช้พอกแก้อาการอักเสบ ทาแก้โรคผิวหนัง ถูกตะขาบกัด (ใบ)
40.ใช้รักษาแผลหนองบวมอักเสบ และฝี ด้วยการใช้ทั้งต้นสดนำมากับเหล้า เอาแต่น้ำมากิน ส่วนกากที่เหลือใช้เป็นยาบริเวณที่เป็น (ทั้งต้น)
41.รากใช้ฝนกับน้ำทารักษาฝี (ราก) หรือจะใช้ทั้งต้นนำมาตำพอกรักษาฝีก็ได้เช่นกัน (ทั้งต้น)
42.ทั้งต้นมีสรรพคุณช่วยแก้พิษฝี (ทั้งต้น)
43.ช่วยรักษาโรคเรื้อน (ทั้งต้น)
44.ช่วยแก้แมลงสัตว์กัดต่อย (ดอก)
45.ช่วยแก้อาการฟกช้ำอันเกิดจากการกระทบกระแทกหรือหกล้ม ด้วยการใช้รากแห้งประมาณ 10-15 กรัม นำมาต้มผสมกับเหล้ากิน หรือจะใช้ทั้งต้นสด และผมคน 1 กระจุก นำมาต้มน้ำใช้ชะล้างบ่อย ๆ (ราก,ทั้งต้น)
46.รากใช้ฝนกับน้ำทาแก้เล็บเป็นห้อเลือด (ราก)
47.น้ำคั้นจากทั้งต้นนำมาดื่มหรือใช้ตำพอกแก้อาการปวดกระดูกได้ (ทั้งต้น)
48.ช่วยแก้อาการปวดเมื่อย ไขข้ออักเสบ ปวดเมื่อยจากโรคไขข้ออักเสบ ปวดเอว ด้วยการใช้ทั้งต้นนำมาต้มกินหรืออาจต้มรวมกับสมุนไพรชนิดอื่นเพื่อเสริมฤทธิ์กันก็ได้ (ทั้งต้น)
49.รากมีสรรพคุณช่วยแก้อาการปวดข้อ โดยใช้รากสดหรือรากแห้ง นำมาต้มกับขาหมูกินกับเหล้าแดงและน้ำอย่างละเท่ากัน (ราก)
50.ใช้ผสมเข้าตำรับยาแก้ปวดหลัง ด้วยการใช้รากพันงูขาวหรือรากพันงูน้อย รากพันงูแดง และรากเดือยหิน นำมาต้มกับน้ำกิน จะช่วยแก้อาการปวดหลังได้ (ราก)
51.หมอยาพื้นบ้านที่ปราจีนบุรีจะใช้หญ้าพันงูนำมาต้มเป็นยาบำรุงกำลังร่างกายของหญิงวัยหมดประจำเดือน (ทั้งต้น)

หมายเหตุ : วิธีใช้ตาม ในส่วนของทั้งต้น หากใช้ภายในให้ใช้ต้นสดครั้งละ 35-60 กรัม ส่วนต้นแห้งให้ใช้เพียง 10-20 กรัม นำมาต้มกับน้ำกิน ส่วนการใช้ภายนอกให้นำมาตำพอกหรือต้มเอาน้ำมาชะล้างบริเวณที่เป็น โดยกะปริมาณได้ตามความเหมาะสม การใช้รากเป็นยาตาม หากไม่ได้ระบุวิธีใช้ไว้ให้ใช้รากสดประมาณ 30-60 กรัม ถ้าแห้งใช้เพียง 10-15 กรัม นำมาต้มกับน้ำกิน ส่วนการใช้ตาม ให้ใช้ต้นใบ 1 กำมือ นำมาต้มกับน้ำ 3 แก้ว ประมาณ 15 นาที ใช้ดื่มเช้าและเย็น หญ้าพันงูขาวมักถูกนำมาใช้ร่วมกับหญ้าพันงูแดง หรือที่เรียกว่า “หญ้าพันงูทั้งสอง“

ข้อห้ามในการใช้สมุนไพรหญ้าพันงูขาว
สตรีมีครรภ์ห้ามรับประทานสมุนไพรชนิดนี้


อ้างอิง : medthai
95


การเรียนการสอนในศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์ ชลบุรี

การเรียนการสอนในศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์ ชลบุรี เป็นการเรียนการสอนที่อยู่ในรูปแบบการสลับเรียน หรือ Block Course ภายใน 1 ปีการศึกษา แบ่งเป็น 2เทอม แต่ละเทอมมีระยะเวลาเรียน 6 เดือน แบ่งการเรียนออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

กลุ่ม A เรียนภาคทฤษฎี ใช้เวลาเรียน 3 เดือน โดยเรียนที่ศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์ ชลบุรี และสำหรับศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์อื่นๆ หรือวิทยาลัยเครือข่ายอาชีวศึกษาเอกชน จัดการเรียนการสอนโดยเรียนระบบ"การเรียนการสอนทางไกลแบบ 2 ทาง (2 Ways Video Conference)" มีอาจารย์สอนจากส่วนกลางผ่านระบบ Video Conference ไปยังศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์ หรือวิทยาลัยเครือข่ายอาชีวศึกษาเอกชน

กลุ่ม B เรียนภาคปฏิบัติ ใช้เวลาเรียน 3 เดือน โดยจะเรียนภาคปฏิบัติ ณ ร้าน เซเว่นอีเลฟเว่น ที่ผู้เรียนได้เลือกไว้เป็นระบบการเรียนแบบปฏิบัติงานจริง(มีรายได้จากการฝึกปฏิบัติงาน) เมื่อครบ 3 เดือน ทั้งสองกลุ่มจะสลับการเรียน

การเรียนแบบนี้ ต้องมีความรับผิดชอบต่อตัวเอง ขยัน ซื่อสัตย์ ต่อหน้าที่ ภาระรับผิดชอบของตนเอง เนื้อหาการเรียนและการฝึกงาน จะทำให้นักเรียน มึความเป็นผู้ใหญ่ รู้จักคิด และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้
อย่างไรก็ตาม ทุกอย่าง ต้องมีการฝึกฝน และตั้งมั่นต่อเป้าหมายที่จะไปให้ถึง

เรียนที่ไหนก็ต้องหางานทำ ในท้ายที่สุด เรียนที่ปัญญาภิวัฒน์ ชลบุรี มีงานทำแน่นอน ตั้งแต่เรียนแล้ว

สนใจข้อมูล เพิ่มเติม 091-004-8076,  033-099-925
96


การดูแลรักษารถยนต์ หลังเดินทางไกล

1.เช็คน้ำมันเครื่อง

     ควรเช็คระดับน้ำมันเครื่องเพื่อให้แน่ใจว่าอยู่ในระดับปกติ โดยระดับของน้ำมันไม่ควรพร่องลงไปจากระดับที่วัดก่อนการเดินทางมากนัก หากพบว่าน้ำมันเครื่องพร่องลงไปมากหรือต่ำกว่าระดับ MIN ก็ควรตรวจเช็คว่ามีการรั่วซึมจุดใดหรือไม่

     นอกจากนั้นควรเช็คสภาพน้ำมันเครื่องว่าไม่ดำจนเกินไป รวมถึงไม่มีเศษเขม่าเจือปนอยู่ หากพบก็ควรหาเวลาเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องใหม่ไปเลย

2.เช็คสภาพและลมยาง

     การเดินทางไกลอาจส่งผลให้ความดันลมยางลดลง จึงควรเช็คลมยางเมื่อมีโอกาส เพื่อป้องกันการสึกหรอของยางและลดโอกาสเกิดอันตรายจากการขับด้วยความเร็วสูง นอกจากนั้นยังควรตรวจสภาพยางว่าไม่มีอะไรเข้าไปทิ่ม อุด ตำ จนเป็นสาเหตุให้เกิดการรั่วซึมอย่างช้าๆ

     หากพบว่าล้อใดล้อหนึ่งมีความดันลมน้อยผิดปกติ ให้สันนิษฐานว่าล้อข้างนั้นอาจมีอะไรทิ่มเข้าไปแล้วคาอยู่ในเนื้อยาง เป็นเหตุให้เกิดการรั่วซึมอย่างช้าๆ ทางที่ดีควรปะยางหรือเปลี่ยนใหม่ให้เรียบร้อย


3.เช็คน้ำหล่อเย็น

     ควรตรวจสอบระดับน้ำหล่อเย็น ทั้งในหม้อน้ำและหม้อพักน้ำ ทางที่ดีน้ำหล่อเย็นไม่ควรลดระดับไปมากนักเมื่อเทียบกับก่อนเดินทางไกล และควรเติมให้ได้ระดับพอดีก่อนใช้งานต่อไป

4.เช็คช่วงล่างและระบบกันสะเทือน

     การขับรถไปยังที่ที่ไม่คุ้นทาง อาจส่งผลให้ขับตกหลุมได้ ซึ่งหากเป็นหลุมเล็กๆก็คงไม่เป็นอะไร แต่หากเป็นหลุมขนาดใหญ่ อาจส่งผลให้ศูนย์ล้อผิดเพี้ยนไปได้ ให้ลองเช็คเบื้องต้นด้วยการปล่อยพวงมาลัยขณะที่รถเคลื่อนที่ไปข้างหน้า หากรถยังคงสามารถวิ่งไปตรงๆ ก็ไม่มีปัญหา ทั้งนี้ควรเช็คสภาพถนนว่ามีการลาดเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งหรือไม่ ซึ่งอาจส่งผลให้รถแฉลบออกด้านข้างได้เช่นกัน

     นอกจากนั้นยังควรตรวจสอบด้วยการฟังดูว่ามีเสียงผิดปกติขณะขับผ่านทางขรุขระหรือไม่

5.เช็คไส้กรองอากาศ

     การเดินทางไปต่างจังหวัดอาจต้องขับผ่านถนนที่มีฝุ่นมากกว่าปกติ จึงควรเช็คไส้กรองอากาศว่ามีสิ่งสกปรกอุดตันอยู่หรือไม่ หากมีก็ควรเป่าออก หรือเปลี่ยนไส้กรองใหม่ เพื่อให้เครื่องยนต์สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

     หากเป็นกรองชนิดแห้งปกติ ถ้าไม่มีฝุ่นมากจนเกินไปนัก สามารถเป่าสิ่งสกปรกออกได้ แต่หากเป็นไส้กรองชนิดเคลือบน้ำมันจะไม่สามารถทำความสะอาดได้ ต้องเปลี่ยนอย่างเดียว

6.เช็คสภาพตัวถัง

     ควรล้างรถเมื่อมีโอกาส เพราะฝุ่นควันที่ติดมานั้น อาจสร้างผลกระทบต่อชั้นสีในระยะยาวได้ จากนั้นจึงควรเช็ครอบตัวรถว่ามีรอยบุบหรือรอยขูดขีดใดๆหรือไม่ เพื่อจะได้พิจารณาเคลมประกันหรือทำสีต่อไป (หรือปล่อยไว้เฉยๆก็ไม่ว่ากัน)

อ้างอิง sanook.com




97
สังคมศึกษา / การบริหารจัดการกับมนุษย์ Gen Y
« กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ 23/03/18 »


นิตยสาร Secret ฉบับที่ 28 ปีที่ 2

“ขี้เกียจ เห็นแก่เงิน สมาธิสั้น โลกส่วนตัวสูง...” เหล่านี้เป็นคำซุบซิบเกี่ยวกับมนุษย์งาน เจ็นวาย
(Generation Y หมายถึงคนที่เกิดระหว่างปี 2521 – 2533) ที่มีให้ได้ยินกันอยู่บ่อย ๆทำให้ผู้บริหารพยายามลดอายุหรือหามาตรการทำให้เรื่อง “งาน” กลายเป็นเรื่อง “เล่น” เพื่อเอาชนะใจพวกเขา แต่ทว่า บรูซ ทุลแกน (Bruce Tulgan) เจ้าของบริษัทที่ปรึกษาด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลแห่งสหรัฐอเมริกา นักพูด และนักเขียนชื่อดัง ได้เปิดตัวหนังสือ Not Everyone Gets a Trophy บอกเล่าถึงวีธีการบริหารมนุษย์งาน Gen Y ที่พลิกความเชื่อเก่า ๆ ได้หมดจด ถึงขนาดที่ว่ากันว่า นี่เป็นหนังสือเล่มแรกที่ Gen Y ยอมรับว่าเข้าใจพวกเขามากที่สุด ที่สำคัญ หนังสือเล่มนี้ทำให้ผู้บริหารรุ่นเก่าได้รู้ว่า จะบริหารมนุษย์งานที่มีศักยภาพสูงกลุ่มนี้ได้อย่างไร

1 ส่ง Gen Y ขึ้นสู่รันเวย์
Gen Y เป็น คนที่ต้องการความสำเร็จในชีวิตมากกว่าคนรุ่นไหน ๆ พวกเขาพร้อมทำงานหนัก เพื่อเหินฟ้าขึ้นสู่ความสำเร็จ ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่บริษัทต้องการอยู่แล้ว ดังนั้นสิ่งที่ผู้บริหารควรทำคือ เข้าใจธรรมชาติที่แท้จริงของ Gen Y และพูดคุยตกลงกันตั้งแต่เริ่มแรกในหัวข้อต่อไปนี้

1.1 ต้องทำให้ Gen Y รู้ว่าบริษัทพิจารณาการเลื่อนตำแหน่งหรือเพิ่มสวัสดิการจากผลงาน มิใช่เส้นสาย ประวัติชีวิต ฯลฯ ถ้ามีเงื่อนไขอื่น ควรแจ้งให้เขารู้เพื่อที่เขาจะได้เตรียมปรับปรุงตัวเอง
1.2 ต้องทำให้ Gen Y ควบคุมตารางงานของตัวเองได้ โดยบอกเส้นตายและหลักในการพิจารณาที่ชัดเจน
1.3 ต้องยืดหยุ่นเรื่องสถานที่ทำงาน เช่น ปล่อยให้เขาจัดโต๊ะทำงาน เล่นอินเทอร์เน็ต เปิดเพลงเบา ๆ เข้างานสาย หรือแม้แต่ทำงานที่บ้านได้ ตราบใดที่ผลงานยังคงยอดเยี่ยม
1.4 ต้องเติมความรู้ให้พนักงานอย่างสม่ำเสมอ เพราะสิ่งที่ Gen Y กลัวมากที่สุด คือ ความล้าสมัย บริษัทจึงควรเตรียมคอร์สอบรมหรือเน้นย้ำให้เพื่อนร่วมงานรุ่นพี่ถ่ายทอดวิชาให้
1.5 ต้องทำให้ Gen Y เข้าถึงตัวบอสใหญ่หรือคนที่มีอำนาจในการแก้ปัญหาได้ เพราะ Gen Y ต้องการคำตอบที่แก้ปัญหาได้จริงและทันท่วงที
1.6 ต้องให้เครดิต เพราะ Gen Y เชื่อว่า ความสำเร็จแต่ละอย่างคือขั้นบันไดที่จะนำไปสู่ความสำเร็จที่สูงกว่า Gen Y ไม่แคร์ว่าบันไดนี้จะทอดยาวขนาดไหน แต่พวกเขาต้องการให้มีคนเห็นว่าพวกเขาง่วนอยู่กับการก่อขั้นบันไดตลอดเวลา
1.7 ต้องให้อำนาจแก่ Gen Y เต็มร้อย เรื่อง ใดที่อยู่ในขอบข่ายหน้าที่ความรับผิดชอบของลูกน้อง เจ้านายต้องให้อำนาจแก่พวกเขาเต็มที่ เพื่อให้พวกเขาควบคุมความสวยสดงดงามของผลงานได้อย่างแท้จริง
1.8 ต้องให้ Gen Y มีอิสระภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่ไม่จำเป็นต้องทุกเรื่อง เรื่องใดที่เขาไม่มีสิทธิ์ เจ้านายควรบอกให้ชัดเจนด้วย

2 สอนงานอย่างเร่งด่วน
จากการวิจัย Gen Y มากว่า 20 ปี ทุลแกน ยืนยันว่า Gen Y เป็นคนที่มีความกระตือรือร้นสูงลิบ หัวหน้างาน ควรสอนงานและบอกเล่าสิ่งที่จำเป็นต่อการทำงานให้ Gen Y เข้าใจอย่างรวดเร็วที่สุด เพื่อให้เขาทำงานของตัวเองได้โดยลำพัง เพราะถ้าหัวหน้างานอ้างว่า “ไม่มีเวลาสอน” พวกเขาจะโต้กลับทันทีว่า “การที่คุณไม่สอนต่างหากที่ทำให้ฉันเสียเวลา”

3 สร้างบรรยากาศที่เป็นมิตร
ทุลแกน เรียกบรรยากาศนี้ว่า Loco Parentis หมายถึง บรรยากาศ ของความห่วงใยที่ผู้ใหญ่มีให้คนที่อ่อนวัยวุฒิกว่า หัวหน้างานควรเข้าใจจุดเด่นและจุดด้อยของลูกน้องแต่ละคน คุณอาจเริ่มให้ความใส่ใจพวกเขาด้วยการทักทายกันเมื่อพบหน้า และจบบทสนทนาด้วยคำแนะนำที่มีประโยชน์ ให้ความจริงใจ อีกทั้งต้องพูดคุยปรึกษากับพวกเขา หรือตั้งรางวัลพิเศษสำหรับการทำงานที่เพิ่มขึ้นแต่ละครั้ง

4 แก้ปัญหาการปรับตัว
ปัญหาที่ Gen Y มักพบในที่ทำงานคือ การปรับตัว เนื่องจาก Gen Y จะใช้ ความเป็นเพื่อนในการปฏิสัมพันธ์กับคน และไม่สนใจลำดับขั้นหรือสายการบังคับบัญชา ดังนั้นเจ้า นายจึงควรสอนวิธีการปรับตัวและวิธีเอาตัวรอดในที่ทำงานให้พวกเขา เริ่มตั้งแต่การพิจารณาบทบาทและหน้าที่ของตนเอง การทำงานร่วมกับคนอื่น การแก้ปัญหาโดยไม่ต่อสายตรงถึงเจ้านายของเจ้านายในทันทีทันใด แต่ให้มีการเปิดประชุมย่อยที่มีเขา มีคุณ และบอสของคุณเข้าร่วมด้วย เป็นต้น

5 ปลูกฝังการบริการ
ประโยคเด็ดที่หัวหน้างานควรบอกลูกน้อง Gen Y คือ “ในที่ทำงานนั้น นอกจากตัวเองแล้ว ให้ถือว่าคนอื่นเป็นลูกค้า” วิธีนี้นอกจากจะสามารถเอาชนะใจลูกค้า ซึ่งเป็นคนที่สำคัญที่สุดสำหรับบริษัท (แต่ Gen Y มักมองไม่เห็น) แล้วยังทำให้พวกเขาสามารถแก้ปัญหาการปรับตัวในที่ทำงานอย่างได้ผลด้วย

6 สอนวิธีบริหารตัวเอง
Gen Y ชอบผนวกไลฟ์สไตล์เข้ากับชีวิตการทำงาน และมักมีปัญหาด้านการบริหารเวลา ทุลแกน จึงสรุปว่า “ของ ขวัญที่ดีที่สุดที่หัวหน้างานจะให้ได้คือ การสอนให้เขารู้จักแยกแยะสิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ออกจากกัน อีกทั้งต้องสอนวิธีกำจัดการใช้เวลาอย่างไร้ประโยชน์ออกไป” เช่น สอนการวางแผน การทำเช็คลิสต์ การประเมินตนเอง การตัดสินใจ โดยใช้เหตุผลรอบด้าน ฯลฯ

7 เป็นผู้นำที่เข้มแข็ง
ลูกน้อง Gen Y ของคุณควรรู้ว่าเขากำลังทำงานอยู่ภายใต้หัวหน้างานที่
O โปร่งใส อย่าบ่นว่าทำไมลูกน้องไม่ทำสิ่งที่ควรทำ แต่ให้บอกพวกเขาไปตรงๆ ว่าคุณต้องการอะไรบ้าง
O เด็ดขาด เมื่อออกกฎใดๆ มาแล้ว คุณต้องรักษากฎอย่างเคร่งครัด ไม่ลำเอียง และจำไว้ว่า การเชิญพนักงานที่ไม่เอาไหนออกหนึ่งคน จะทำให้พนักงานที่เหลืออยู่ขยันมากขึ้นทันตาเห็น
O โฟกัสที่วิธีการแก้ปัญหา ไม่ใช่ที่ตัวปัญหา

8 เก็บรักษาลูกน้องคนเก่ง
Gen Y มักโดนค่อนขอดว่า “เปลี่ยนงานบ่อย” แต่ หารู้ไม่ว่าพวกเขาจะลาออกก็ต่อเมื่อรู้สึกว่าทำงานแล้วไม่มีความสุข หรือทำงานหนักไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นต่างหาก ดังนั้นถ้าหัวหน้างานไม่อยากปล่อยให้พนักงานเก่ง ๆ หลุดมือไป ควรหาวิธีเก็บพวกเขาไว้ด้วยการหาช่องทางหรือโอกาสใหม่ๆ ในการทำงานเพื่อดึงดูดคนพวกนี้ไว้ เป็นการเพิ่มผลประโยชน์แก่บริษัท ในขณะเดียวกับที่ได้เพิ่มผลประโยชน์ให้พนักงานด้วย

9 ปั้นดาวดวงต่อไป
คุณควรส่งเสริมลูกน้องที่มีแววอย่างสุดตัว โดยมอบหน้าที่ด้านการบริหารและอำนาจที่แท้จริง อีกทั้งต้องทำให้ผู้ร่วมงานคนอื่นๆ ทราบว่า เขา หรือ เธอ คือคนเก่งของคุณ นอกจากนี้คุณควรให้เวลาดูแลพวกเขาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เขาเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง และหมั่นปรับปรุงตนเองอยู่เสมอ

ไม่ว่า Gen Y จะทำให้บรรดาหัวหน้างานลำบากใจแค่ไหนก็ตาม แต่เราอย่าลืมว่า คนรุ่นนี้คือ หัวหน้างาน เจ้านาย หรือ บอส ซึ่งจะขับเคลื่อนสังคมรุ่นต่อไปนั่นเอง และ.... คนไฟแรงอย่างพวกเขาต้องการความช่วยเหลือจากผู้นำที่เข้มแข็งและใส่ใจเช่น “คุณ”

ความเชื่อที่ดูเหมือนใช่ : Gen Y ไม่เห็นแก่หัวหงอกหัวดำ

ความจริง : ไม่มีคนรุ่นไหนอีกแล้วที่จะได้รับการเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิดเท่ากับGen Y จึง เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะไม่เคารพผู้ใหญ่ อย่างไรก็ดี พ่อแม่ ผู้ปกครอง และครู ต่างให้ความชื่นชมและเห็นความสำคัญของพวกเขามาก ดังนั้นผู้บริหารรุ่นเก๋า จึงไม่ควรมองข้ามความเห็นของพวกเขา ด้วยเหตุผลเพียงว่าพวกเขาผ่านโลกมาน้อยกว่า

ที่มา #  นิตยสาร Secret เล่มที่ 28 ปีที่ 2
98


ใครที่มีปัญหาในการทำงานการทำงานกับวัยรุ่นสมัยใหม่ Generation Y ลองฟังประสบการณ์จากคนที่ Gen X ที่ห่างจาก Gen Y แค่ 3 ปี เพื่อปรับตัวให้ทำงานร่วมกับเด็กรุ่นใหม่ให้ได้

พนักงานรุ่นใหม่ในที่นี้ ขอพูดถึงพนักงานออฟฟิศและฝ่ายผลิตทั่วไป ที่ทำงานร่วมกับผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม ไม่นับเด็กอีลิทอินเตอร์ จุฬาฯ หรือ ธรรมศาสตร์

ความคาดหวัง ในฐานะเจ้านาย เราคาดหวังได้หลายอย่างจากเด็กรุ่นใหม่ ทั้งความทุ่มเท ความคิดสร้างสรรค์ การแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า โดยเฉพาะความมั่นใจในตัวเอง ซึ่งอย่างหลังนี้ ผู้เขียนมีความชอบเป็นการส่วนตัว เพราะทำให้พนักงานกล้าคิด กล้าตัดสินใจ กล้าพูด และ กล้าทำสิ่งที่คิดว่าดีโดยไม่ต้องเกรงใจระบบ หรือ พนักงานรุ่นใหญ่กว่า ที่บางครั้งทำให้การทำงานของบริษัทเราล้าหลัง

การเลือกพนักงาน คุณธนินทร์พูดเสมอ ว่าซีพีประสบความสำเร็จได้ เพราะรู้จักใช้คนทำงานผู้เขียนเห็นความสำคัญของการ casting พนักงานเข้ามาทำงานเป็นอย่างมาก บริษัททุกแห่งจึงควรมี HR ที่มองพนักงานออก หรือ มีผู้บริหารหรือผู้จัดการที่มีความสามารถในการมองคน เข้าใจลักษณะของพนักงาน เพื่อหาบุคลากรที่มีความสามารถพอที่จะพัฒนาบริษัทในยุคที่คุณภาพสำคัญกว่าราคา และ ค่าแรงแพงยิ่งกว่าทองคำ

มาเข้าเรื่องกันเลย การทำงานกับเด็กรุ่นใหม่…

1. เด็กรุ่นใหม่เข้าใจทุกอย่างฉลาดเฉลียวมีไหวพริบและก็เด็กเกินกว่าจะมองเห็นข้อเสียของตัวเอง

พวกเค้าจะไม่คิดว่าการตักเตือนเป็นเรื่องปกติ แต่คิดว่าเป็นเรื่องที่ทำให้เจ็บช้ำน้ำใจ การเตือนจึงควรทำที่หน้างาน เมื่อเกิดความผิดพลาดให้เตือนขณะนั้นด้วยน้ำเสียงเรียบไม่อธิบายยืดยาวแนะนำว่าควรทำอย่างไรจึงจะดีกว่า แล้วจบด้วยรอยยิ้ม

2. พูดง่าย ๆ ว่าเค้ากล้าเถียง แต่ไม่ชอบถูกว่าถูกเตือน คุณสามารถทดลองได้ด้วยการเตือนเมื่อเค้าทำผิด และดูปฏิกริยาหลังจากนั้น หากมีการหยุดงาน พูดคุยน้อยลง อารมณ์เสียใส่เพื่อนร่วมงาน หรือพยายามหลีกเลี่ยงงานที่เคยทำให้ถูกตำหนิ แสดงว่าพนักงานคนนั้นรับการเตือนไม่ได้ หากคุณเตือนหรือว่าหลาย ๆ ครั้ง ไม่นานเค้าจะลาออก

3.เสริมแรงในด้านที่เค้าถนัดพนักงานวัยรุ่นเหล่านี้ไม่เกี่ยงงานเพิ่ม ต้องเป็นการงานที่เค้ารู้สึกว่าได้ใช้ความสามารถและเค้าทำได้ดี จะช่วยแบ่งเบาภาระของผู้จัดการหรือผู้ประกอบการได้มาก เพราะพวกเค้ามีความคิดสร้างสรรค์ กล้าคิดกล้าทำ มากกว่าพนักงานอาวุโสที่เคยชินกับการทำงานในกรอบ มากนัก

4. เด็กรุ่นใหม่พูดตรงไม่ได้พูดเผื่อได้ ดังนั้น สิ่งที่เค้าเอ่ยปากกับ HR หรือผู้ใหญ่ ขอให้นำไปพิจารณาอย่างจริงจัง พนักงานที่ทำงานดีมีความรับผิดชอบไม่ได้หาง่าย ๆ ขอให้รักษาไว้ด้วยความรับผิดชอบ และยุติธรรมเช่นกัน

5. ส่วนเด็กรุ่นใหม่ที่ blank blank มีมาก ไม่รู้จักคิด ทำงานให้ผ่านไปวัน ๆ ก็ขอให้ปล่อยผ่านไปไม่จำเป็นแม้แต่จะรอให้พ้นทดลองงาน ไม้สมัยนี้จะอ่อนจะแก่ก็ดัดยากเหมือน ๆ กัน

6. สิ่งที่คาดหวังไม่ได้ คือคาดหวังให้เค้าเป็นเหมือนคนรุ่นก่อน ๆเช่น เคารพผู้ที่อาวุโสกว่า(ด้วยใจจริง) เด็ก ๆ เคารพสิ่งที่เข้าใจได้ว่าทำไมต้องเคารพ สิ่งที่ลึกซึ้งอย่างความอาวุโส จึงเป็นเรื่องยาก อย่าไปคิดเปลี่ยนเค้า เพราะมันยากเกินไป

7. สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ คือ เงิน และ สวัสดิการ ที่ตรงกับความต้องการของพนักงาน เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุด

พนักงานสมัยนี้หายากมาก ผู้เขียนก็ได้แต่หวังว่าท่านที่ได้อ่านแล้ว จะได้รับประโยชน์และนำไประสบการณ์ส่วนตัวนี้ไปใช้ได้บ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ

เมื่อวานนี้เขียนถึงเรื่องราวของปัญหาในการบริหารคนรุ่นใหม่ ที่เรียกกันว่า Gen Y แล้ว วันนี้ก็เลยเอางานวิจัยที่หลายๆ สำนักได้ทำไว้เกี่ยวกับพฤติกรรมของ Gen Y มาให้ดูกัน ว่าเด็กรุ่นนี้ส่วนใหญ่แล้ว เขาต้องการอะไรกันบ้าง เพื่อที่องค์กรจะได้หาแนวทางในการตอบสนองความต้องการให้ทันกับเด็กรุ่นนี้ด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะบริหารจัดการในเชิงของการบริหารทรัพยากรบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง

คุณลักษณะของ Gen Y มีดังนี้

เป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงมาก และมีความเป็นตัวเองสูงมาก ไม่ค่อยแคร์คนอื่นเท่าไหร่ อยากทำอะไร หรือไม่อยากทำอะไรก็จะทำตามใจที่ตนเองอยากทำ โดยไม่สนใจว่าคนอื่นจะคิด หรือรู้สึกอย่างไร นี่เองอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาคิดอยากจะมาทำงานก็มา ไม่อยากมา ก็ไม่มา ไม่อยากรับโทรศัพท์ ก็ไม่รับ ฯลฯ ซึ่งก็ทำให้คนทำงานแบบเราๆ รู้สึกไม่ค่อยดีนักเวลาพบกับเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น

ต้องการประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างรวดเร็ว หรือพูดง่ายๆ ว่าอยากเป็น Manager ตั้งแต่อายุ 25 ปี เวลาเข้าทำงานที่ไหน ก็มองหาแต่ความก้าวหน้า และอยากรู้ว่าตนเองจะสามารถเติบโตไปไหนในองค์กรได้บ้าง ซึ่งถ้าองค์กรไม่สามารถที่จะตอบคำถามเหล่านี้ของเขาได้ เขาก็จะไปอยู่ที่อื่นแทน ที่ที่ทำให้เขาเติบโตได้อย่างรวดเร็วดังใจที่เขาต้องการนั่นเอง

ไม่ชอบกฎระเบียบ มองว่ากฎระเบียบเป็นเรื่องโบราณ การใช้ชีวิตสมัยใหม่นั้น มีแต่ความอิสระ กฎระเบียบที่มีนั้นไม่จำเป็นเลย ก็เลยทำให้ Gen Y ไม่ค่อยชอบทำงานกับองค์กรที่มีกฎระเบียบยุบยับ และขยับตัว หรือจะทำอะไรตามใจตัวเองไม่ได้

ไม่เคารพผู้อาวุโส แต่จะให้ความนับถือกับคนที่เขารู้สึกเป็น Idol หรือ คนที่เขาชื่นชมมากกว่า ดังนั้นการที่ผู้อาวุโสมองว่า Gen Y ไม่มีสัมมาคารวะ หรือไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง นั่นก็เพราะผู้อาวุโสท่านนั้นไม่ได้รับการชื่นชมจากเขานั่นเอง

คุ้นเคยกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ Gen Y จะมีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีสมัยใหม่มาก เพราะเกิดมาก็แวดล้อมด้วย internet เวลาเรียนหนังสือ ก็ใช้ internet เป็นห้องสมุด และมักจะมีเครื่องมือต่างๆ ที่สะท้อนความทันสมัยทางเทคโนโลยีอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น iphone ipad บางคนก็มีแทบทุกอย่างในตัว เวลาไปไหนมาไหนก็จะถามหาแต่ wifi เพราะต้องการเชื่อมต่อกับโลกออนไลน์อยู่ตลอดเวลา

แล้ว Gen Y ต้องการอะไรในการทำงานบ้าง ก็มีงานวิจัยที่แสดงออกมาให้เราเห็นความต้องการของ Gen Y ดังนี้ครับ

ต้องการค่าตอบแทนที่ดี Gen Y ต้องการค่าตอบแทนที่เป็นตัวเงินมากกว่าพวกสวัสดิการต่างๆ ดังนั้นการที่เราจะดึงดูดและรักษา Gen Y ให้ได้ จะต้องมีระบบการบริหารค่าจ้างเงินเดือนที่เน้น package ไปที่ตัวเงินมากกว่า ค่าตอบแทนประเภทอื่นๆ

ต้องการความอิสระในการทำงาน ดังนั้นการออกแบบการทำงานแบบยืดหยุ่น จึงสามารถที่จะจูงใจ Gen Y ให้สนใจทำงานได้ดีกว่า การให้เขาทำงานในกรอบที่แน่นอน องค์กรที่ต้องการดึงดูดและรักษา Gen Y ก็มักจะสร้างระบบการทำงานแบบยืดหยุ่นมากขึ้น มีเวลาทำงานแบบยืดหยุ่น ไม่ตายตัว

ต้องการความชัดเจนในเรื่องของเส้นทางความก้าวหน้าทางสายอาชีพ ดังนั้นการที่เราจะทำให้ Gen Y อยู่ทำงานกับเราไปนานๆ นั้นองค์กรจะต้องจัดให้มีเรื่องของระบบความก้าวหน้าทางสายอาชีพอย่างชัดเจน และต้องสื่อสารให้เข้าใจทั้งสองฝ่าย เพื่อให้เขามองเห็นว่าตนเองจะสามารถเติบโตไปไหนได้บ้าง ด้วยเงื่อนไขอะไร

ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงในการทำงาน เนื่องจากเป็นคนที่ขี้เบื่อก็เลยต้องการการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นนโยบายในเรื่องของการโอนย้ายการทำงาน ก็น่าจะเข้ามามีส่วนช่วยได้มาก โดยผูกเรื่องของการโอนย้ายงานกับเรื่องของความก้าวหน้าทางสายอาชีพไว้ ก็จะทำให้เขารู้สึกไม่เบื่อที่จะทำงานในองค์กรเดียวไปนานๆ
ต้องการให้คนอื่นรับรู้ว่าตนเองเป็นคนเก่ง ดังนั้นการที่เราจะรักษา Gen Y ให้ได้นั้น คนที่เป็นหัวหน้าของเขาจะมีความสำคัญมาก ต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีแบบพี่น้อง มากกว่าแบบเจ้านายกับลูกน้อง Gen Y ชอบที่จะได้รับ Feedback จากหัวหน้าว่าตนเองทำงานได้ดี หรือไม่ดีอย่างไร พร้อมทั้งอยากได้กำลังใจจากหัวหน้าด้วย เหมือนกับเป็นคนขาดความอบอุ่น ถ้าหัวหน้าสามารถให้ความอบอุ่นได้ด้วย เป็นพี่ที่ดีเข้าใจเขา รับฟังเขาอย่างเข้าใจ เราก็จะสามารถซื้อใจ Gen Y ได้ไม่ยาก

สิ่งที่เขียนมานั้นเป็นการสรุปจากงานวิจัย และข้อเขียนต่างๆ ที่ได้เคยอ่าน และเคยประสบมา รวมทั้งจากประสบการณ์ตรงที่มีลูกน้องเป็น Gen Y ก็คงต้องกลับไปพิจารณา และลองทำดูนะครับ และถ้าเราสามารถที่จะหาทางรับมือกับ Gen Y ได้ การทำงานในองค์กรก็จะราบรื่นยิ่งขึ้น และไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับพฤติกรรมที่เราไม่ค่อยชอบใจ ก็ขอให้เราเข้าใจ และปรับตัวเองให้เข้ากับคนรุ่นนี้ได้ ก็จะทำงานด้วยกันได้ไม่ยาก   

ที่มา : Casanovee Lady
99
สังคมศึกษา / การทำงานและอยู่รวมกับคน 3 Gen
« กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ 23/03/18 »


การทำงานและอยู่รวมกับคน 3 Gen

คนทำงาน 3 Generation

ตามหลักสากล จะมีการแบ่งกลุ่มคนทำงานออกเป็น 3 กลุ่ม (Generation) คือ Baby Boomer Generation X และ Generation Y ซึ่งแต่ละกลุ่มมีคุณลักษณะเด่นที่แตกต่างกัน

Baby Boomer คือ กลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2489-2507 อายุ 44 - 62 ปี จะเป็นคนที่มีชีวิตเพื่อการทำงาน เคารพกฎเกณฑ์ กติกา อดทน ให้ความสำคัญกับผลงานแม้ว่าจะต้องใช้เวลานานกว่าจะประสบความสำเร็จ อีกทั้งยังมีแนวคิดที่จะทำงานหนักเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัว มีความทุ่มเทกับการ ทำงานและองค์กรมาก คนกลุ่มนี้จะไม่เปลี่ยนงานบ่อยเนื่องจากมีความ จงรักภักดีกับองค์กรอย่างมาก

Generation X คือ กลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2508-2522 อายุ 29-43 ปี มีลักษณะพฤติกรรมชอบอะไรง่ายๆ ไม่ต้องเป็นทางการให้ความ สำคัญกับเรื่องความสมดุลระหว่างงานกับครอบครัว (Work-life Balance) มีแนวคิดและการทำงานในลักษณะรู้ทุกอย่างทำทุกอย่างได้เพียงลำพัง ไม่พึ่งพาใคร มีความคิดเปิดกว้าง พร้อมรับฟังข้อติติง เพื่อการปรับปรุงและ พัฒนาตนเอง

Generation Y คือ กลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2523-2543 อายุ 8-28 ปี เป็นกลุ่มคนที่โตมาพร้อมกับคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี เป็นวัยที่เพิ่งเริ่ม เข้าสู่วัยทำงาน มีลักษณะนิสัยชอบแสดงออก มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ไม่ชอบอยู่ในกรอบ และไม่ชอบเงื่อนไข คนกลุ่มนี้ต้องการความชัดเจนในการ ทำงานว่า สิ่งที่ทำมีผลต่อตนเองและต่อหน่วยงานอย่างไร อีกทั้งยังมีความ สามารถในการทำงานที่เกี่ยวกับการติดต่อสื่อสาร และยังสามารถทำงานหลายๆ อย่างได้ในเวลาเดียวกัน
ในบางแหล่งข้อมูล แบ่งแยกออกเป็น 4 กลุ่ม โดยผสานแนวคิด วิธีการ ในการทำงานร่วมกัน "แค่เข้าใจ ... ทุกอย่างก็ลงตัว"

หนึ่งในสาเหตุของความเครียดในที่ทำงาน คือ การที่คนหลายรุ่นหลายวัยหลายความคิด ต้องมาทำงานร่วมกัน ความแตกต่างระหว่างเลขวัยที่สัมพันธ์กับเลขไมล์ของประสบการณ์ มักนำมาซึ่งความไม่เข้าใจกัน..จนก่อตัวเป็นความขัดแย้งในที่สุด

บางทีความแตกต่าง คือ กุญแจแห่งความสำเร็จ เพียงขอให้เปิดใจทำความรู้จักคนแต่ละรุ่นให้ลึกซึ้งก็จะได้พบโลกใบใหม่ที่งดงาม หลากหลาย และหากเลือกที่จะสื่อสารได้อย่างถูกช่องถูกกลุ่ม ก็อาจจะได้อะไรใหม่ ๆ คาดไม่ถึง
ใครเป็นใครในที่ทำงาน

เราจะแบ่งรุ่นของคนทำงานในที่ทำงานให้ชัดๆ ก่อน โดยจำแนกจากช่วงปีเกิด ซึ่งจะสัมพันธ์กับประสบการณ์ในช่วงเติบโต ทำให้เห็นยุคสมัยที่หล่อหลอมความคิดของพวกเขาได้ชัดเจนขึ้น

กลุ่มลายคราม : คนที่เกิดก่อนปี 2488
ลาย คราม...ไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งกรรมการที่ปรึกษา หรือเป็นพนักงานวัยใกล้เกษียณ คนกลุ่มนี้จะมีผู้คนนับหน้าถือตามากมาย อันเนื่องมาจากประสบการณ์การทำงานอันยาวนานของพวกเขานั่นเอง คนกลุ่มนี้จะเกิดก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จะยุติ จึงเติบโตมาท่ามกลางสภาพบ้านเมืองที่มีทรัพยากรที่จำกัด ทำให้รู้จักคุณค่าของเงิน มักมีคุณลักษณะที่มั่นคงเชื่อใจได้ สู้งานหนัก ใช้จ่ายอย่างรู้คิด และภักดีต่อองค์กรสูง

กลุ่ม Baby Boom : คนที่เกิดช่วงปี 2489 – 2507
หลังสงครามยุติ ประเทศเข้าสู่ความสงบ การรณรงค์คุมกำเนิดยังไม่แพร่หลาย จึงเกิดพลเมืองตัวน้อย ๆ ขึ้นมากมาย Baby Boom เติบโตขึ้นมาท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและแข่งขันกับคนวัยเดียวกันเพื่อให้ได้งาน ยิ่งเมื่อประเทศกำลังพัฒนาเพื่อก้าวไปสู่ยุคความเป็นอุตสาหกรรม Baby Boom ก็ยิ่งจำเป็นต้องทำงานหนักมากขึ้น เต็มเหยียดวันละ 8 ชั่วโมง 6 วันต่อสัปดาห์
ลูกจ้าง Baby Boom มักเคยชินต่อการพิสูจน์ตัวเอง เพื่อให้นายจ้างยอมรับในศักยภาพ การจะก้าวไปสู่ตำแหน่งใหญ่นั้น ต้องใช้เวลาและแรงผลักดันอย่างสูง

กลุ่ม Generation–X : คนที่เกิดช่วงปี 2508 – 2523
Generation–X ลืมตาดูโลกในช่วงเวลาที่มนุษยชาติส่งยานอวกาศออกไปนอกโลกได้สำเร็จ ของเล่นสุดฮิตของเด็กรุ่นจึงไม่ใช่ม้าโยก หรือตุ๊กตาหมีอีกต่อไป แต่เป็นวิดีโอเกม เกมกด และ Walkman พวกเขาเติบโตมาในยุครอยต่อของ Analog กับ Digital อยู่ ท่ามกลางเทคโนโลยีที่สร้างความตื่นตาตื่นใจ ทว่าที่สังคมเปลี่ยนแปลงในทางวัตถุนี้ กลับทำให้สถาบันครอบครัวสั่นคลอน ความภักดีต่อองค์กรของคนรุ่นนี้จึงคลายลงมาก นำมาสู่การลาออก และเปลี่ยนงานเป็นว่าเล่น

ไม่แปลกที่ชาว Baby Boom ผู้ไม่เคยเกี่ยงที่จะทำโอทีจนดึกดื่น จะอึ้งที่ชาว Generation–X ปฏิเสธการทำงานล่วงเวลา หรือลาออกไปหางานใหม่หน้าตาเฉยหากไม่พอใจ ทั้งนี้เพราะ Generation–X เชื่อว่างานไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต

กลุ่ม Millennium : คนที่เกิดปี 2524 เป็นต้นมา
Millennium คือ กลุ่มคนทำงานหน้าใหม่ไฟแรง แต่ยังอ่อนต่อประสบการณ์ บางคนอาจยังเรียนไม่จบเสียด้วยซ้ำ หรือบางคนมีแผนที่จะเรียนต่อ ชาว Millennium โตมาพร้อมกับคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ รวมถึงระบบการศึกษาที่เริ่มให้ความสำคัญกับการคิดมากกว่าการท่องจำ

ชาว Millennium จะมีพ่อแม่ที่มีความรู้สูง จึงให้การสนับสนุนให้ Millennium ได้เสริมทักษะด้านต่าง ๆ ตั้งแต่เด็ก ฉะนั้น Millennium จึงชอบแสดงออก มีความเป็นตัวของตัวเองสูง และสนุกกับการทำงานเป็นทีม ไม่ชอบอยู่ในกรอบ และไม่ชอบเงื่อนไข

ในขณะที่ ชาว Generation-X เปลี่ยนงานครั้งที่ 12 เพื่อเป็นผู้บริหารระดับสูงกินเงินเดือนเรือนแสน แต่ชาว Millennium จะลาออกไปเริ่มธุรกิจเล็ก ๆ ของตัวเอง

สลายช่องว่างสร้างความเข้าใจ

เมื่อเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่า ใครมีค่านิยมในชีวิตอย่างไร ใคร ๆ ก็สามารถสร้างสะพานข้ามช่องว่าง เพื่อข้ามไปหากันได้ สูตรสร้างสะพานข้ามช่องว่างระหว่างวัยมีอยู่ 3 ขั้นตอน

1. เข้าใจถึงความแตกต่าง ยอมรับว่าคนเราถูกหล่อหลอมมาไม่เหมือนกัน คนที่มีความเชื่อ หรือทัศนคติต่อชีวิตไม่เหมือนคุณ เขาไม่ใช่คนไม่ดีเสมอไป
2. ชื่นชมจุดดี แทนที่จะต่อต้าน ให้เราลองมองหาจุดเด่นของคนในแต่ละกลุ่มให้พบ
3. บริหารความแตกต่าง เปลี่ยนวิธีการสื่อสารให้เข้าถึงคนแต่ละกลุ่มที่เราต้องทำงานด้วย

ทำงานกับกลุ่มลายคราม
จงให้เกียรติและให้ความเคารพอย่างสูงต่อพวกเขา เมื่อคุณให้เกียรติผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ก็จะให้เกียรติคุณ แล้วถ้าบังเอิญคุณมีตำแหน่งสูงกว่าพวกเขา จงแสดงความชื่นชมต่อเขาในด้านการเป็นเสาหลักขององค์กร และจงรับฟังเมื่อพวกเขาถ่ายทอดประสบการณ์ในอดีต การต่อสู้ ความพากเพียรในการทำงานจนผ่านพ้นความยากลำบากมาได้ เพราะสิ่งนั้นคือ สิ่งที่คนรุ่นหลังไม่มี และไม่รู้จัก อย่ามองว่า..กลุ่มลายครามคือ หมาล่าเนื้อไม่มีที่ไป แต่การที่พวกเขาทำงานอยู่จนถึงวัยเกษียณนั้น เป็นเพราะพวกเขา เชื่อในคุณค่าของความมั่นคง และถือความซื่อสัตย์เป็นที่สุด

ทำงานกับกลุ่ม Baby Boom
จงแสดงความนับถือ รับฟัง และเรียนรู้จากประสบการณ์ของ Baby Boom แล้วพยายามปรับใช้ให้เป็นประโยชน์ ไม่ว่าคุณจะเก่งกาจแค่ไหน หรือคุณจะประสบความสำเร็จเพียงใด คุณก็ยังต้องเรียนรู้อยู่เสมอ อย่าแสดงออกว่าการทำงานหนัก คือ การถูกเอาเปรียบ เพราะ Baby Boom ให้ความสำคัญต่อหลักการทำงาน ยึดถือวัฒนธรรมองค์กร และเห็นคุณค่าต่อการทำงานอย่างทุ่มเท หากต้องทำงานในองค์กรใหญ่ ๆ ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ซึ่งบริหารงานโดย Baby Boom ควรพยายามเรียนรู้วัฒนธรรมองค์กรเสียก่อนว่ามีการเจริญเติบโตมาอย่างไร ก่อนที่จะเสนอความคิดริเริ่มเพื่อการเปลี่ยนแปลงใด ๆ แก่ Baby Boom

ทำงานกับกลุ่ม Generation–X
ต้องพูดให้กระชับ ชัดเจนและไม่อ้อมค้อม เพราะ Generation–X ชอบความตรงไปตรงมา คุณสามารถใช้ Email กลับคนกลุ่มนี้ได้ หากคุณสามารถสื่อสารได้ใจความและตรงเป้าหมาย หากเป็นเรื่องใหญ่จริง ๆ ควรพูดต่อหน้า เพราะ Generation–X ไม่ชอบถูกบงการ ผู้ใหญ่แค่ให้นโยบายกว้าง ๆ เปิดโอกาสให้เขาได้แก้ปัญหาเองจะดีที่สุด ส่วน Baby Boom ควรลดความคาดหวังต่อ Generation–X ในการทำงานหนักอย่างหนักโดยไม่มีวันหยุด หรือก้าวไปอย่างช้า ๆ อย่างรุ่นตน เพราะ Generation–X ต้องการชีวิตที่สมดุล ไม่ชอบการอยู่ติดที่

ทำงานกับกลุ่ม Millennium
ลองท้าทายพวกเขาด้วยภารกิจใหม่ ๆ Millennium จะชอบความเป็นคนสำคัญ การเพิ่มความรับผิดชอบ เสมือนการให้คำชม จงเปิดโอกาสให้ Millennium ได้แสดงความคิดเห็นของเขา เห็นพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งในทีม ผู้ใหญ่ที่ยอมรับความคิดเขา ก็จะได้รับการยอมรับจากพวกเขาเช่นกัน Millennium ชอบให้คุณแสดงออกต่อสิ่งที่พวกเขาทำทุกขณะจิต เพราะความรู้สึกและความคิดเห็นของเพื่อนร่วมงาน มีผลต่อพวกเขามาก
แค่เข้าใจ..ทุกอย่างก็ลงตัว 


ที่มา  # Adecco Thailand
100


โรคแพนิค (Panic Disoder) คือ ภาวะตื่นตระหนกต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยไม่มีเหตุผลหรือหาสาเหตุไม่ได้ ซึ่งโรคนี้แตกต่างจากอาการหวาดกลัวหรือกังวลทั่วไป เนื่องจากผู้ป่วยจะเกิดอาการแพนิค (Panic Attacks) หรือหวาดกลัวอย่างรุนแรงทั้งที่ตัวเองไม่ได้เผชิญหน้าหรือตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย อาการแพนิคเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ส่งผลให้ผู้ป่วยโรคแพนิครู้สึกกลัวและละอาย เนื่องจากไม่สามารถควบคุมตัวเองหรือดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

โรคแพนิค

โรคแพนิคมักพบได้บ่อยในวัยรุ่นตอนปลายหรือผู้ที่ย่างเข้าวัยผู้ใหญ่ตอนต้น โดยผู้หญิงจะป่วยมากกว่าผู้ชาย อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เกิดอาการแพนิคไม่ได้ป่วยเป็นโรคแพนิคทุกราย เนื่องจากอาการดังกล่าวเกิดขึ้นและหายไปเมื่อเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดอาการแพนิคจบลงหรือผ่านพ้นไปแล้ว ต่างจากผู้ป่วยโรคแพนิคที่มักเกิดอาการแพนิคหรือตื่นตระหนกอยู่เสมอเป็นเวลายาวนาน รวมทั้งมักมีปัญหาสุขภาพจิตอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น โรคซึมเศร้า หรือใช้สารเสพติดอื่น ๆ

อาการของโรคแพนิค

ผู้ป่วยโรคแพนิคจะรู้สึกหวาดกลัวหรือตื่นตระหนกอย่างไม่มีสาเหตุ ซึ่งเรียกว่าอาการแพนิค โดยอาการนี้จะเกิดขึ้นกะทันหัน รวมทั้งเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แพนิคเป็นอาการที่รุนแรงกว่าความรู้สึกเครียดทั่วไป มักเกิดขึ้นเป็นเวลา 10-20 นาที บางรายอาจเกิดอาการแพนิคนานเป็นชั่วโมง โดยผู้ป่วยโรคแพนิคจะเกิดอาการ ดังนี้

หัวใจเต้นเร็ว
หายใจไม่ออก รู้สึกเหมือนขาดอากาศ
หวาดกลัวอย่างรุนแรงจนร่างกายขยับไม่ได้
เวียนศีรษะหรือรู้สึกคลื่นไส้
เหงื่อออกและมือเท้าสั่น
รู้สึกหอบและเจ็บหน้าอก
รู้สึกร้อนวูบวาบ หรือหนาวขึ้นมาอย่างกะทันหัน
เกิดอาการเหน็บคล้ายเข็มทิ่มที่นิ้วมือหรือเท้า
วิตกกังวลหรือหวาดกลัวว่าจะตาย รวมทั้งรู้สึกว่าไม่สามารถควบคุมสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตได้
กังวลว่าจะมีเหตุการณ์อันตรายเกิดขึ้นในอนาคต
หวาดกลัวและพยายามหลีกเลี่ยงสถานที่หรือสถานการณ์อันตรายที่ทำให้รู้สึกหวาดกลัวในอดีต
ทั้งนี้ ผู้ที่เกิดอาการแพนิคควรพบแพทย์ทันที เนื่องจากอาการแพนิคถือว่าเป็นปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรง ผู้ที่เกิดอาการดังกล่าวจะจัดการตัวเองได้ยาก ทั้งนี้ หากไม่ได้รับการรักษาให้หาย อาการแพนิคจะแย่ลงเรื่อย ๆ

สาเหตุของโรคแพนิค

สาเหตุของโรคแพนิคยากจะระบุได้อย่างชัดเจนเช่นเดียวกับปัญหาสุขภาพจิตอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคแพนิคอาจเกิดจากปัจจัยทางกายภาพและปัจจัยทางสุขภาพจิต ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

ปัจจัยทางกายภาพ ผู้ป่วยโรคแพนิคอาจได้รับผลกระทบ ซึ่งประกอบด้วยการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ความผิดปกติของสมอง และการได้รับสารเคมีต่าง ๆ ดังนี้

การถ่ายทอดทางพันธุกรรม ผู้ที่บุคคลในครอบครัวมีประวัติป่วยเป็นโรคแพนิคหรือปัญหาสุขภาพจิตอื่น ๆ โดยบุคคลนั้นมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดที่ใกล้ชิดกันมาก ก็เสี่ยงป่วยเป็นโรคแพนิคได้ โดยผู้ป่วยอาจได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อหรือแม่ หรือได้รับจากทั้งพ่อและแม่
ความผิดปกติของสมอง โดยทั่วไปแล้ว สมองจะมีสารเคมีที่เรียกว่าสารสื่อประสาท หากสารสื่อประสาทภายในสมองไม่สมดุล อาจทำให้เกิดอาการแพนิคได้ ทั้งนี้ โรคแพนิคอาจเกิดจากการทำงานของสมองส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมการตอบสนองแบบสู้หรือหนีของร่างกาย (Fight or Flight) เนื่องจากหัวใจจะเต้นเร็วขึ้นเมื่อเผชิญหน้ากับเหตุการณ์อันตราย

การได้รับสารเคมีต่าง ๆ ผู้ที่ใช้สารเสพติด ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือเครื่องดื่มที่ผสมคาเฟอีน รวมทั้งผู้ที่สูบบุหรี่ อาจป่วยเป็นโรคแพนิคได้ ทั้งนี้ นักวิจัยบางรายยังสันนิษฐานว่าโรคแพนิคอาจเกี่ยวข้องกับความไวของระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ กล่าวคือ เมื่อสูดอากาศที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปมาก ก็จะกระตุ้นให้เกิดอาการแพนิคได้ อย่างไรก็ตาม การหายใจให้ถูกวิธีจะช่วยบรรเทาอาการแพนิคให้หายหรือทุเลาลงได้
ปัจจัยทางสุขภาพจิต เหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นในชีวิตส่งผลให้เกิดโรคแพนิคได้ โดยเฉพาะการสูญเสียหรือพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รัก ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้เกี่ยวเนื่องกับอาการแพนิค ผู้ป่วยจะรู้สึกหวาดกลัวหรือตื่นตระหนกหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น หรืออาจเกิดอาการดังกล่าวต่อไปเรื่อย ๆ ยาวนานเป็นปี จนนำไปสู่การป่วยเป็นโรคแพนิค นอกจากนี้ ผู้ที่เกิดอาการแพนิคมีแนวโน้มที่จะคิดว่าอาการป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ บางอย่างที่เกิดขึ้นนั้นเกี่ยวเนื่องกับสถานการณ์อันตรายต่าง ๆ เช่น ผู้ที่เกิดอาการใจสั่นจากการดื่มกาแฟ จะคิดว่าอาการใจสั่นนั้นเกิดจากอาการหวาดกลัว

การวินิจฉัยโรคแพนิค

ผู้ที่เคยเกิดอาการแพนิคควรพบแพทย์ทันที เนื่องจากผู้คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าอาการดังกล่าวเป็นสัญญาณหรืออาการของโรคหัวใจ เบื้องต้นแพทย์จะซักประวัติการรักษาของผู้ป่วยและตรวจร่างกาย โดยแพทย์จะตรวจเลือดเพื่อดูความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ รวมทั้งตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเพื่อดูการทำงานของหัวใจ การตรวจเหล่านี้จะช่วยวินิจฉัยสาเหตุของอาการที่เกิดขึ้นว่ามีสาเหตุมาจากปัญหาสุขภาพทางกายหรือไม่ หากไม่พบความผิดปกติของปัญหาสุขภาพดังกล่าว ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจเพื่อวินิจฉัยโรคแพนิค โดยแพทย์จะสอบถามอาการ ความรู้สึกหวาดกลัวหรือวิตกกังวล และสถานการณ์หรือเหตุการณ์ที่ทำให้หวาดกลัวหรือตื่นตระหนก ผู้ป่วยควรอธิบายความรู้สึกและอาการที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยไม่ต้องกดดันตัวเอง และพยายามทำให้ตัวเองผ่อนคลายระหว่างที่พูดคุยกับแพทย์ ทั้งนี้ แพทย์อาจให้ทำแบบประเมินทางจิตวิทยาและสอบถามประวัติการใช้สารเสพติดหรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อประกอบการวินิจฉัย

ผู้ที่เกิดอาการแพนิคทุกรายไม่จำเป็นต้องป่วยเป็นโรคแพนิค แพทย์จะวินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคแพนิคหากผู้ป่วยมีลักษณะ ดังนี้

เกิดอาการแพนิคบ่อยๆ โดยหาสาเหตุไม่ได้

รู้สึกหวาดกลัวหรือกังวลหลังผ่านเหตุการณ์สะเทือนขวัญ โดยเกิดอาการดังกล่าวนานเป็นเดือนหรือมากกว่านั้น รวมทั้งรู้สึกว่าไม่สามารถจัดการหรือควบคุมสิ่งต่าง ๆ ได้ และมักเลี่ยงสถานที่ที่คิดว่าจะทำให้เกิดอันตราย
อาการแพนิคที่เกิดขึ้นไม่ได้มีสาเหตุมาจากการใช้สารเสพติด การใช้ยาบางอย่าง หรือปัญหาสุขภาพจิตอื่น ๆ เช่น โรคกลัวสังคม หรือโรคย้ำคิดย้ำทำ

การรักษาโรคแพนิค

ผู้ป่วยโรคแพนิคที่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง จะมีอาการแพนิคน้อยลงและสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ การรักษาโรคแพนิคประกอบด้วยจิตบำบัดและการรักษาด้วยยา โดยการรักษาแต่ละวิธีขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ป่วย ประวัติการรักษา ความรุนแรงของโรค และความพร้อมในการเข้ารับการรักษากับนักจิตบำบัดหรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง วิธีรักษาโรคแพนิคมีรายละเอียด ดังนี้

จิตบำบัด วิธีนี้ช่วยรักษาอาการแพนิคและโรคแพนิคได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้ป่วยจะเข้าใจอาการแพนิคและโรคแพนิคมากขึ้น รวมทั้งเรียนรู้วิธีที่จะรับมือกับอาการป่วยของตนเอง วิธีจิตบำบัดที่ใช้รักษาโรคแพนิคคือการบำบัดความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy: CBT)  ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้ว่าอาการแพนิคที่เกิดขึ้นไม่ได้อันตรายแต่อย่างใด การบำบัดความคิดและพฤติกรรมจะปรับวิธีคิด พฤติกรรม และการตอบสนองต่อความรู้สึกหวาดกลัวหรือตื่นตระหนกที่เกิดขึ้น นักจิตบำบัดจะสอบถามว่าผู้ป่วยตอบสนองและรู้สึกอย่างไรเมื่อเกิดอาการแพนิคเพื่อช่วยในการบำบัด โดยจะเริ่มบำบัดจากการปรับความคิดที่บิดเบือนไปจากความจริง เพื่อให้รับรู้ความเป็นจริงและมองสิ่งต่าง ๆ ในแง่บวกเมื่อเกิดอาการแพนิคอย่างไม่มีสาเหตุ ส่วนการบำบัดพฤติกรรมผู้ป่วยนั้น จะใช้เทคนิคการบำบัดที่คล้ายกับวิธีรักษาโรคโฟเบีย (Phobias) ซึ่งให้ผู้ป่วยค่อย ๆ เผชิญหน้ากับความกลัว (Systematic Desensitization) โดยเทคนิคบำบัดโรคแพนิคจะเน้นให้ผู้ป่วยรับมือกับอาการแพนิคที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ต่าง ๆ เนื่องจากผู้ป่วยโรคนี้หวาดกลัวอาการแพนิคที่เกิดขึ้น ไม่ได้รู้สึกกลัวสิ่งของหรือสถานที่ใดสถานที่หนึ่งอย่างเฉพาะเจาะจง เช่น อาการกลัวการนั่งเครื่องบินของผู้ป่วยบางราย ไม่ได้เป็นเพราะกลัวเครื่องบินตก แต่ผู้ป่วยกลัวว่าจะเกิดอาการแพนิคเมื่อต้องไปอยู่ในเครื่องบินหรือสถานที่ที่ทำให้รับความช่วยเหลือได้ยาก หรือผู้ป่วยบางคนไม่ดื่มกาแฟ เพราะคิดว่าการดื่มกาแฟจะทำให้เกิดอาการแพนิคขึ้นมา ทั้งนี้ การบำบัดพฤติกรรมยังช่วยรักษาพฤติกรรมหลีกเลี่ยงสถานที่หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ซึ่งผู้ป่วยคาดว่าทำให้เกิดอาการแพนิคด้วย
นอกจากการเข้ารับการรักษาด้วยวิธีจิตบำบัดตามที่กล่าวมาแล้ว การฝึกลมหายใจและฝึกการคิดเชิงบวกก็ช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกผ่อนคลายและสามารถรับมือกับอาการแพนิคได้ง่ายขึ้น โดยผู้เชี่ยวชาญบางรายพบว่าผู้ป่วยโรคแพนิคหายใจถี่กว่าปกติ หากผู้ป่วยฝึกหายใจช้า ๆ จะช่วยให้สามารถรับมือกับอาการแพนิคได้ ทั้งนี้ การตั้งกลุ่มสนับสนุน (Support Groups) ซึ่งเป็นการรวมตัวผู้ที่ประสบภาวะดังกล่าว ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ รวมทั้งได้รับคำแนะนำในการจัดการกับอาการป่วยได้อย่างเหมาะสม กลุ่มสนับสนุนถือเป็นช่องทางในการรักษาโรคแพนิคที่ดี เนื่องจากผู้ป่วยจะได้พบปะพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และรับฟังปัญหาซึ่งกันและกัน

การรักษาด้วยยา ผู้ป่วยโรคแพนิคจำเป็นต้องใช้ยาเพื่อรักษาอาการแพนิค โดยยาที่ใช้รักษาอาการดังกล่าวประกอบด้วยยาต้านซึมเศร้า กลุ่มยาเบนโซไดอะซีปีน (Benzodiazepines) และยากันชัก ซึ่งยาแต่ละกลุ่มมีตัวยาที่ใช้รักษาโรคแพนิค ดังนี้

ยาต้านซึมเศร้า ยากลุ่มนี้มักใช้รักษาอาการซึมเศร้าและปัญหาสุขภาพจิตอื่น ๆ โดยยาต้านซึมเศร้าที่ใช้รักษาโรคแพนิค ได้แก่ ยาเอสเอสอาร์ไอ ยาเอสเอ็นอาร์ไอ และยาไตรไซลิก ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
ยาเอสเอสอาร์ไอ (Selective Serotonin Reuptake Inhibitors: SSRI) ยานี้จะช่วยเพิ่มระดับสารสื่อประสาทที่มีชื่อว่าเซโรโทนิน (Serotonin) แพทย์มักใช้ยาเอสเอสอาร์ไอรักษาผู้ป่วยโรคแพนิค โดยจะเริ่มให้ยาในปริมาณน้อย และค่อย ๆ เพิ่มปริมาณเมื่อร่างกายของผู้ป่วยปรับตัวได้แล้ว ตัวยาในกลุ่มยาเอสเอสอาร์ไอที่ใช้รักษาโรคแพนิคประกอบด้วยฟลูออกซิทีน (Fluoxetine) พาร็อกซิทีน (Paroxetine) และเซอร์ทราลีน (Sertraline) อย่างไรก็ตาม ยาเอสเอสอาร์ไอก่อให้เกิดผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ ปวดศีรษะ ตามัว ท้องร่วงหรือท้องผูก แรงขับทางเพศลดลง เบื่ออาหาร หรือนอนไม่หลับ หากอาการป่วยแย่ลงควรรีบพบแพทย์ ทั้งนี้ ผู้ป่วยที่หยุดใช้ยาเองทันทีโดยไม่ปรึกษาแพทย์ อาจเกิดอาการอื่น ๆ ตามมา เช่น เวียนศีรษะ เกิดเหน็บชา คลื่นไส้และอาเจียน วิตกกังวล นอนไม่หลับ และเหงื่อออก

ยาเอสเอ็นอาร์ไอ (Serotonin and Norepinephrine Reuptake Inhibitors, SNRIs) ยานี้มักใช้รักษาโรคซึมเศร้าและโรคแพนิค มีชื่อเรียกอีกอย่างว่าเวนลาฟาซีน (Venlafaxine) ผู้ป่วยอาจต้องรอหลายสัปดาห์เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ ทั้งนี้ ยาเอสเอ็นอาร์ไอก็ก่อให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้ หรือนอนหลับยาก ซึ่งอาการดังกล่าวไม่รุนแรงนัก

ยาไตรไซลิก (Tricylic Antidepressants) ผู้ป่วยที่อาการไม่ดีขึ้นหลังจากได้รับการรักษาด้วยยาเอสเอสอาร์ไอเป็นเวลา 12 สัปดาห์ จะได้รับยาไตรไซลิกเพื่อรักษาอาการป่วย โดยยานี้จะช่วยปรับระดับนอร์อิพิเนฟริน (Noradrenaline) และเซโรโทนิน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทในสมอง ทำให้อารมณ์และความรู้สึกของผู้ป่วยดีขึ้น ตัวยาในกลุ่มยาไตรไซลิกที่ใช้รักษาโรคแพนิคประกอบด้วยอิมิพรามีน (Imipramine) และโคลมิพรามีน (Clomipramine) ผู้ป่วยจะได้รับผลข้างเคียงจากการใช้ยาไตรไซลิก โดยจะเกิดอาการท้องผูก ปัสสาวะไม่ค่อยออก ตามัว ปากแห้ง น้ำหนักขึ้นหรือลดลง เหงื่อออก เวียนศีรษะ และมีผื่นขึ้นที่ผิวหนัง ซึ่งอาการดังกล่าวจะทุเลาลงหลังจากที่ร่างกายปรับตัวเองให้เข้ากับตัวยาได้แล้วภายใน 7-10 วัน อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยควรพบแพทย์ทันทีหากอาการอันเนื่องมาจากผลข้างเคียงของการใช้ยาไม่ทุเลาลง

ยากลุ่มเบนโซไดอะซีปีน (Benzodiazepines) ยานี้จัดเป็นยาระงับประสาท ซึ่งช่วยลดอาการแพนิคได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแพทย์จะใช้รักษาขณะที่ผู้ป่วยเกิดอาการแพนิค ตัวยาที่ใช้รักษาโรคแพนิคประกอบด้วยอัลปราโซแลม (Alprazolam) และโคลนาซีแพม (Clonazepam) อย่างไรก็ตาม ยากลุ่มนี้จะใช้รักษาในระยะสั้นเท่านั้น เนื่องจากผู้ป่วยอาจเกิดอาการเสพติดได้ ทั้งนี้ ผู้ที่ใช้สารเสพติดอื่น ๆ หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ก็ไม่ควรใช้ยาในกลุ่มเบนโซไดอะซีปีนในการรักษาโรค

ยากันชัก ยากลุ่มนี้ที่ใช้รักษาโรคแพนิคคือพรีกาบาลิน (Pregabalin) โดยยาจะช่วยบรรเทาอาการวิตกกังวลให้ทุเลาลงได้ ผู้ป่วยที่ใช้ยาพรีกาบาลินอาจรู้สึกง่วง เวียนศีรษะ เจริญอาหารและน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ตามัว ปวดศีรษะ ปากแห้ง และเกิดอาการบ้านหมุน โดยอาการเหล่านี้เป็นผลข้างเคียงจากการใช้ยา ทั้งนี้ ยาพรีกาบาลินจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกคลื่นไส้และแรงขับทางเพศลดลงได้น้อยกว่ายาเอสเอสอาร์ไอ
ภาวะแทรกซ้อนของโรคแพนิค

โรคแพนิคเป็นโรคที่รักษาได้ โดยผู้ป่วยต้องไปพบแพทย์และเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผู้ป่วยโรคแพนิคจะหายได้หากได้รับการรักษาตั้งแต่เริ่มป่วยเป็นโรคดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษา อาจได้รับผลกระทบในการดำเนินชีวิตประจำวัน รวมทั้งเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพทางจิตอื่น ๆ ตามมา ดังนี้

โรคกลัวที่ชุมชน (Agoraphobia) ผู้ป่วยโรคแพนิคสามารถป่วยเป็นโรคกลัวที่ชุมชนได้ โดยโรคนี้เป็นปัญหาสุขภาพทางจิตเกี่ยวกับอาการกลัวชุมชนหรือที่สาธารณะที่อาจเกิดเหตุการณ์อันตราย และหนีออกออกมาได้ยาก ส่งผลให้ผู้ป่วยรู้สึกกังวล และไม่กล้าเดินทางไปข้างนอกเพียงลำพังได้ เนื่องจากผู้ป่วยจะกังวลว่าอาจเกิดอาการแพนิคเมื่อออกไปข้างนอก แล้วทำให้รู้สึกขายหน้าที่ไม่สามารถควบคุมตัวเองให้เป็นปกติได้ หรืออาจหวาดกลัวว่าจะได้รับความช่วยเหลือไม่ทันการณ์หากอาการแพนิคกำเริบขึ้นมา ทั้งนี้ ผู้ป่วยอาจเกิดอาการโฟเบียอื่น ๆ ได้ เช่น ผู้ป่วยอาจกลัวที่แคบ เนื่องจากเคยเกิดอาการแพนิคเมื่ออยู่ที่แคบ

พฤติกรรมหลีกเลี่ยงสิ่งต่าง ๆ ผู้ป่วยอาจเลี่ยงหรือไม่ทำสิ่งต่าง ๆ หากสิ่งนั้นจะทำให้เกิดอาการแพนิค พฤติกรรมหลีกเลี่ยงนี้ส่งผลต่อการใช้ชีวิต ทำให้ไม่สามารถดำเนินชีวิตตามปกติได้

ปัญหาอื่น ๆ  ผู้ป่วยโรคแพนิคเสี่ยงใช้สารเสพติดหรือดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ได้สูง ทั้งนี้ การสูบบุหรี่หรือบริโภคเครื่องดื่มที่ผสมคาเฟอีนก็ส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดความเครียดหรือรู้สึกกังวลมากขึ้น ส่วนผู้ที่กำลังหยุดใช้ยารักษาโรคบางอย่างหรือถอนยาเสพติด อาจเกิดความวิตกกังวลสิ่งต่าง ๆ มากขึ้นอันเป็นผลข้างเคียงจากการถอนยา
การป้องกันโรคแพนิค

โรคแพนิคเป็นปัญหาสุขภาพทางจิตที่ป้องกันให้เกิดขึ้นได้ยาก อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เกิดอาการแพนิคหรือป่วยเป็นโรคนี้สามารถดูแลตัวเองเพื่อไม่ให้เกิดความเครียดมากขึ้น และเกิดอาการแพนิคน้อยลงได้ ดังนี้

งดหรือลดดื่มเครืองดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่ผสมคาเฟอีน เช่น กาแฟ ชา โคล่า หรือช็อกโกแลต
ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทานยาหรือสมุนไพรรักษาอาการป่วยต่าง ๆ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอาจมีส่วนประกอบที่กระตุ้นให้เกิดอาการแพนิคได้

ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบถ้วน
นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อลดอาการง่วงเซื่องซึมระหว่างวัน
เข้ารับการรักษาจากแพทย์อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งฝึกรับมือกับความเครียด เช่น ฝึกหายใจลึก ๆ หรือเล่นโยคะ เพื่อให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้น

ฝึกคิดหรือมองโลกในแง่บวก ลองนึกถึงสถานที่หรือเหตุการณ์ที่ทำให้จิตใจสงบหรือผ่อนคลาย และเพ่งความสนใจไปที่ความคิดดังกล่าว วิธีนี้จะช่วยลดความฟุ้งซ่านและอาการวิตกกังวลต่าง ๆ ของผู้ป่วย รวมทั้งช่วยปรับความคิดของผู้ป่วยที่มีต่อตนเองและสิ่งรอบข้างให้ดีขึ้น

ควรยอมรับว่าตัวเองรับมือกับอาการแพนิคได้ยาก เนื่องจากการกดดันตัวเองและพยายามระงับอาการแพนิคนั้นจะทำให้รู้สึกแย่กว่าเดิม ทั้งนี้ ควรทำความเข้าใจว่าอาการแพนิคไม่ได้ร้ายแรงถึงชีวิต แต่เป็นอาการที่สามารถเกิดขึ้นและหายไปได้

เผชิญหน้ากับความวิตกกังวลที่เกิดขึ้น โดยลองหาสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าว
เมื่อเกิดอาการแพนิคขึ้นมา ควรพยายามตั้งสติ พุ่งความสนใจไปยังสิ่งที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย รวมทั้งหายใจให้ช้าลง โดยนับหนึ่งถึงสามเมื่อหายใจเข้าหรือออกแต่ละครั้ง เนื่องจากการหายใจเร็วจะทำให้อาการแพนิคกำเริบมากขึ้น

https://www.pobpad.com
หน้า: 1 ... 8 9 [10]