กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 ... 8 9 [10]
91
พืชพรรณ สมุนไพร / สมุนไพรไทย หญ้างวงช้าง
« กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ 02/12/17 »


หญ้างวงช้าง

ชื่ออื่น

หงายงวงช้าง (ศรีราชา),หญ้างวงช้างน้อย (พายัพ),กุนอกาโม (มลายูตานี) :ไต่บ๋วยเอี้ยว,เฉี่ยผี่เช่า,เงียวบ๋วยเช่า (จีน)

ชื่อวิทยาศาสตร์

Heliotropium indicum L. วงศ์ Boraginaceae

ลักษณะต้น

เป็นพืชล้มลุกเกิดตอนฤดูฝน ถึงหน้าแล้งตาย สูง 15-50 เซนติเมตร มีขนหยาบๆ ปกคลุมทั้งต้น

ใบ ออกสลับกัน ลักษณะทรงกลมรีหรือป้อมๆ ปลายใบแหลมสั้น กลางใบกว้างออก ฐานใบเรียวต่อลงมาถึงก้านใบ ตัวใบยาว 3-8 เซนติเมตร มีขน ผิวใบมีรอยย่นขรุขระ ขอบใบมีรอยหยักเป็นคลื่น ช่อดอกเกิดที่ยอดหรือซอกใบ ยาว 3-10 เซนติเมตร

ดอก เกิดอยู่ทางด้านบนด้านเดียว บานจากโคนไปปลายช่อดอก ปลายช่อโค้งงอคล้ายงวงช้างชูขึ้น กลีบเลี้ยงสีเขียว มี 5 กลีบ กลีบดอกสีฟ้าใกล้ขาวติดกันเป็นหลอด ที่ขอบมีรอยแยกตื้นๆ แบ่งเป็น 5 กลีบบานออกกลีบดอก ประมาณ 5 มิลลิเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 3-3.5 มิลลิเมตร มีเกสรตัวผู้ 5 อันติดอยู่ ด้านในมีก้านเกสรตัวเมีย 1 อัน รังไข่เป็นรูปจานแบนๆ ผลยาว 4-5 มิลลิเมตร เกิดจากการที่รังไข่ 2 อันรวมตัวติดกัน

มักพบตามที่ชื้นแฉะ เช่น ตามริมแม่น้ำ ลำคลอง หรือทางน้ำ แหล่งน้ำต่างๆ ท้องนาหรือตามที่รกร้างต่างๆ ตามวัดวาอารามทั่วๆ ไป และมีปลูกเก็บมาขายเป็นยาสดตามสวนยาจีนต่างๆ

การเก็บมาใช้

เก็บทั้งต้นที่เจริญเต็มที่ มีดอก ล้างให้สะอาด ใช้สดหรือตากแห้ง เก็บเอาไว้ใช้ก็ได้

สรรพคุณ

ทั้งต้น รสขมสุขุม ใช้เป็นยาเย็น แก้กระหายน้ำ ดับร้อนใน ขับปัสสาวะ แก้บวม แก้พิษปอดอักเสบ มีหนองในช่องหุ้มปอด เจ็บคอ นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ เด็กตกใจในเวลากลางคืนบ่อยๆ ปากเปื่อย แผลบวม มีหนอง และแก้ตาฟาง


วิธีและปริมาณที่ใช้

กิน ใช้ยาสดหนัก 30-60 กรัมต้มกิน หรือคั้นเอาน้ำมาผสมน้ำผึ้งกิน

ใช้ภายนอก ต้มเอาน้ำชะล้าง หรือคั้นเอาน้ำมาอมบ้วนปาก

ข้อห้ามใช้ หญิงมีท้องห้ามกิน

ตำรับยา

1. แก้ปวดท้อง ใช้ต้นนี้สดหนัก 30-60 กรัมต้มน้ำกิน

2. แก้ปอดอักเสบปอด มีฝีเป็นหนองมีหนอง ในช่องหุ้มปอด ใช้ทั้งต้นสด 60 กรัม ต้มผสมน้ำผึ้งกิน หรือใช้ทั้งต้นสด 60-120 กรัม ตำคั้น เอาน้ำมาผสมน้ำผึ้งกิน

3. แก้ปากเปื่อยเน่า ใช้ใบสดตำคั้นเอาน้ำอมบ้วนปากวันละ 4-6 ครั้ง

4. แก้แผลฝีเม็ดเล็กๆ มีหนอง ใช้รากสด 60 กรัม ผสมเกลือเล็กน้อย ต้มน้ำกิน แล้วใช้ใบสดตำกับข้าวเย็นพอแผลอีกด้วย

รายงานผลทางคลินิกของจีน

ใช้แก้แผลมีหนอง ฝีเม็ดเล็กๆ ใช้ทั้งต้นแห้งหนัก 50 กรัม หั่นเป็นฝอยผสมน้ำ 1,000 กรัม ใช้ไฟอ่อนต้มจนเหลือ 500 มิลลิกรัม แบ่งกินครั้งละ 20 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร เด็กก็ลดปริมาณลงตามส่วน จากคนไข้ 213 ราย, กินยา 1-3 วัน หาย 73 ราย, กินยา 4-5 วัน หาย 96 ราย, กินยา 6-10 วัน หาย 52 ราย,กินยา 10 วันขึ้นไป หาย 28 ราย จากการทดสอบเบื้องต้น พบว่ายานี้มีผลต่อฝีเล็กๆ ที่เริ่มเป็นหนอง และระยะเริ่มเป็นหนองแล้ว (มีเนื้อเยื่อที่ตายแล้ว) แต่ในระยะเริ่มเป็นจะใช้ได้ผลดีกว่า


ผลทางเภสัชวิทยา

น้ำสกัดจากรากต้นนี้ มีผลลดความดันโลหิตและทำให้หายใจแรงขึ้นเมื่อฉีดเข้าหลอดเลือดดำของแมวที่ทำให้สลบแต่มีผลลดการเต้นของหัวใจคางคกที่แยกออกจากตัว ซึ่งส่วนทีสกัดจากแอลกอฮอล์ไม่มีผลอันนี้ นอกจากนั้นส่วนที่สกัดด้วยน้ำไม่มีผลเด่นชัดต่อกล้ามเนื้อลำไส้เล็กของหนูที่แยกออกมาจากตัว แต่ต่อลำไส้เล็กของกระต่ายที่แยกออกมาจากตัว ทำให้กล้ามเนื้อเรียบคลายตัวลงได้มาก ส่วนที่สกัดด้วยแอลกอฮอล์มีผลลดการบีบตัวของกล้ามเนื้อเรียบที่ลำไส้เล็กของกระต่ายเท่านั้น ส่วนที่สกัดทั้งสองไม่มีผลต่อกล้ามเนื้อเรียบที่ท้องของคางคก แต่มีฤทธิ์กระตุ้นมดลูกของหนูใหญ่ที่แยกออกจากตัวทั้งส่วนที่สกัดด้วยน้ำและแอลกอฮอล์มีสารที่ทำให้มดลูกบีบตัวได้ ส่วนที่สกัดจากใบจะมีผลต่อโรคของเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งของหนูเล็ก และสามารถต่อต้านเนื้องอกได้ระยะหนึ่ง (แค่ยืดอายุของหนูไปได้) ส่วนที่สกัดด้วยน้ำที่มีพิษต่อหนูเล็กเล็กน้อย ส่วนที่สกัดด้วยแอลกอฮอล์ไม่เห็นพิษเด่นชัดนัก (ใช้ยาฉีดเข้มข้น 1:1 เข้าช้องท้องหนูเล็กขนาด 0.8 มิลลิกรัม ก็ไม่ทำให้ตาย)

อ้างอิง https://www.doctor.or.th/article/detail/5523
92



ข้อควรระวังในการใช้สมุนไพร

โดยทั่วไปพืชสมุนไพรแต่ละชนิดสามารถรักษาโรคได้หลายโรค เพราะสมุนไพรแต่ละชนิดมีสารสำคัญหลายชนิด ดังนั้น การรู้จักใช้พืชสมุนไพรแต่ละชนิดอย่างกว้างขวางย่อมเป็นสิ่งมีประโยชน์ นักวิจัยสมุนไพรอาศัยความรู้และประสบการณ์จากแพทย์แผนโบราณเป็นแนวทาง เพื่อนำไปทดลองให้มีมาตรฐานการใช้รักษาโรคได้อย่างถูกต้องและปลอดภัยมากขึ้น ตลอดจนหลีกเลี่ยงและระมัดระวังผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้

การใช้สมุนไพรในงานสาธารณะสุขมูลฐาน เป็นการส่งเสริมให้ประชาชนใช้สมุนไพรเดี่ยวเพื่อรักษาโรค หรืออาการเจ็บป่วย หรืออาการเบื้องต้นที่พบบ่อย ๆ รวม 18 โรค ได้แก่ ท้องผูก ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด ท้องเสีย (แบบไม่รุนแรง) พยาธิลำไส้ บิด คลื่นไส้ อาเจียน (เหตุจากธาตุไม่ปกติ) ไอ ขับเสมหะ ไข้ ขัดเบา (ปัสสาวะไม่สะดวก กระปริบกระปรอยแต่ไม่มีอาการบวม) โรคกลาก โรคเกลื้อน อาการนอนไม่หลับ ฝีแผลพุพอง (ภายนอก) อาการเคล็ดขัดยอก (ภายนอก) อาการแพ้ อักเสบ แมลงสัตว์กัดต่อย แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก เหา และชันตุ

ข้อควรระวังในการใช้สมุนไพรมีดังนี้

6.1 อาการที่ไม่ควรรักษาด้วยตนเองโดยการใช้สมุนไพร

การใช้สมุนไพรรักษากลุ่มโรค หรือกลุ่มอาการดังที่กล่าวข้างต้นแล้ว ให้หยุดใช้เมื่ออาการหายไป แต่ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 วัน หรือ ถ้าผู้ป่วยที่มีอาการโรคดังกล่าวที่รุนแรงต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที ไม่ควรรักษาโรคด้วยตนเอง อาการที่กล่าวถึงได้แก่

ไข้สูง (ตัวร้อนจัด) ตาแดง ปวดเมื่อยมาก ซึม และเพ้อ
ไข้สูง ตัวเหลือง อ่อนเพลียมาก และอาเจียน
ปวดท้องอย่างแรงบริเวณสะดือ หรือบริเวณท้องด้านขวาล่าง เวลาเอามือกดเจ็บปวดมากขึ้น หน้าท้องแข็ง อาจมีอาการท้องผูก และมีไข้ร่วมด้วย ซึ่งเป็นอาการของไส้ติ่งอักเสบ
ปวดท้องรุนแรงมากอาจมีอาการตัวร้อน และคลื่นไส้ อาเจียน อาจเป็นอาการของกระเพาะอาหาร หรือลำไส้ทะลุ
อาเจียน หรือไอเป็นเลือด อาจเป็นโรคร้ายแรงของกระเพาะอาหาร หรือปอด
ท้องเดินอย่างแรงอุจจาระเป็นน้ำ และอาจมีลักษณะคล้ายน้ำซาวข้าว ถ่ายติดต่อกันอย่างรวดเร็ว อ่อนเพลียมาก ตาลึก ผิวหนังแห้ง ซึ่งอาจเป็นอาการของอหิวาตกโรค
ถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือด อุจจาระเป็นน้ำ ถ่ายบ่อยมาก อาจถ่ายถึง 10 ครั้งต่อชั่วโมง เพลียมาก อาจเป็นโรคบิดรุนแรง
อาการของโรคคอตีบในเด็ก โดยเฉพาะอายุไม่เกิน 12 ปี มีไข้สูง ไอมาก หายใจมีเสียงผิดปกติคล้ายมีอะไรติดในลำคอ หรือมีอาการหน้าเขียวด้วย
มีอาการตกเลือดเป็นเลือดสด ๆ จากทางใดก็ตามโดยเฉพาะทางช่องคลอด ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

6.2 โรคร้ายแรง โรคเรื้อรังหรือโรคที่ยังพิสูจน์ไม่ได้แน่ชัดว่า สามารถรักษาด้วยสมุนไพรได้

ไม่ควรใช้สมุนไพรรักษาโรคด้วยตนเอง เช่น งูพิษกัด สุนัขบ้ากัด บาดทะยัก กระดูกหัก มะเร็ง วัณโรค กามโรค ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคเรื้อน ดีซ่าน หลอดลมอักเสบเรื้อรัง ปอดบวม (ปอดอักเสบ) อาการบวม ไทฟอยด์ โรคตาทุกชนิด ควรไปพบแพทย์ และต้องมีการตรวจโดยใช้ห้องปฏิบัติการเพื่อประกอบการรักษา

6.3 ใช้สมุนไพรให้ถูกกับโรค

จะต้องใช้สมุนไพรที่มีฤทธิ์ทางยาให้ถูกต้อง เช่น ท้องผูกต้องใช้ยาระบาย อาทิ ใช้ฝักมะขามแขก ถ้าใช้สมุนไพรที่มีฤทธิ์ฝาดสมาน อาทิ ใบฝรั่งจะยิ่งทำให้ท้องผูกมากขึ้น

6.4 ใช้สมุนไพรให้ถูกชนิด

เมื่อจะใช้สมุนไพรชนิดใด ต้องแน่ใจว่านำต้นสมุนไพรที่ถูกต้องมาใช้ เนื่องจากสมุนไพรมีชื่อพ้อง หรือชื่อซ้ำกันมาก โดยเฉพาะ ชื่อที่เรียกกันในแต่ละท้องถิ่นอาจเรียกแตกต่างกัน ทำให้เกิดความสับสน และอาจนำสมุนไพรมาผิดต้นได้ง่าย นอกจากจะไม่สามารถรักษาโรคได้แล้ว ยังอาจทำให้เกิดอันตรายได้อีกด้วย การใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ (scienctific name) ซึ่งประกอบด้วยชื่อสกุล (genus) และชื่อชนิด (species) เช่น ตะไคร้แกง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cymbopogon citratus Stapf. (Stapf เป็นชื่อผู้ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ของพืขชนิดนี้) จะช่วยลดการใช้สมุนไพรผิดต้นได้

6.5 ใชัสมุนไพรให้ถูกส่วน

พืชมีส่วนต่าง ๆ หลายส่วน เช่น ราก ต้น ใบ ดอก ผล และเมล็ด เป็นต้น เนื่องจากในแต่ละส่วนของพืชมีสารสำคัญที่มีฤทธิ์ทางยาต่างกัน จึงใช้รักษาโรคได้แตกต่างกัน เช่น ชุมเห็ดไทย (Cassia tora Linn.) ใบใช้เป็นยาระบาย ส่วนผลใช้แก้ฟกบวม นอกจากนั้น ผู้ใช้ควรมีความรู้เกี่ยวกับลักษณะของส่วนต่าง ๆ ของพืช เช่น เหง้า ตา หัว และรู้จักศัพท์เทคนิคที่ใช้เรียกส่วนต่าง ๆ ของพืช เช่น ใบเพสลาด ซึ่งหมายถึง ใบที่ไม่แก่ไม่อ่อนเกินไป คำว่าทุกส่วน หรือทั้งห้า หรือทั้งต้น หมายถึง ต้น ราก ใบ ดอก และผล เป็นต้น

6.6 ใช้สมุนไพรที่เก็บถูกช่วงระยะเวลา

ส่วนของสมุนไพรในส่วนเดียวกัน ถ้าเก็บต่างระยะเวลากันจะให้ผลการรักษาต่างกัน เช่น ผลฝรั่งอ่อนมีแทนนินใช้แก้ท้องเสีย ท้องร่วง ท้องเดิน แต่ถ้าผลฝรั่งสุกจะมีเพ็กตินอยู่มาก ใช้รับประทานเป็นยาระบาย หรือผลกล้วยดิบใช้เป็นยาแก้ท้องเสีย แต่ผลกล้วยสุกกลับมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ เป็นต้น

6.7 ใช้สมุนไพรให้ถูกขนาดตามที่กำหนดไว้

ถ้าใช้ขนาดมากหรือน้อยเกินไป อาจไม่ให้ผลในการรักษา แต่ยังอาจทำให้เกิดโทษได้ เช่น พืชจำพวกดิจิทาริสซึ่งมีสารออกฤทธิ์ต่อหัวใจ ถ้าใช้ในปริมาณน้อย ๆ จะมีฤทธิ์เป็นยาบำรุงหัวใจ แต่ถ้าใช้มากจะทำให้เกิดอันตรายได้ ไม่ควรใช้ยาเข้มข้นจนเกินไป เช่น ยาที่กำหนดให้ต้มรับประทาน ไม่ควรนำไปเคี่ยวจนแห้ง เพราะจะทำให้ยาที่ได้เข้มข้นจนเกินไป อาจทำให้เกิดพิษได้ นอกจากนั้น ขนาดที่ระบุไว้ในตำรับมักเป็นขนาดของผู้ใหญ่ ดังนั้นถ้าใช้กับเด็กจึงควรลดขนาดตามส่วน

6.8 วิธีชั่ง ตวง วัด ของตำราแพทย์แผนโบราณ

วิธีชั่ง ตวง วัด ของตำราแพทย์แผนโบราณยังคงใช้ตามแบบดั้งเดิม ซึ่งมีผู้ไม่เข้าใจอีกมาก แต่ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ได้ทำให้ง่ายขึ้น โดยนำขนาดที่ระบุในตำราแพทย์แผนโบราณ มาชั่งและตวงวัดด้วยระบบเมตริกเป็นหน่วยของ กรัม มิลลิลิตร เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายและตรงกัน เช่น ยาน้ำ อาทิ ยาต้ม ยาชง หรือขนาดของตัวทำละลาย มีขนาดดังนี้
1 ช้อนกาแฟหรือข้อนชามีปริมาตร 5 มิลลิลิตร
1 ช้อนโต๊ะหรือช้อนคาวมีปริมาตร 15 มิลลิลิตร
1 ถ้วยชามีปริมาตร 75 มิลลิลิตร
1 ถ้วยตะไลมีปริมาตร 25-30 มิลลิลิตร
1 ช้อนหวานมีปริมาตร 8 มิลลิลิตร
2 ช้อนแกงมีปริมาตร 1 ช้อนโต๊ะ
      
ถ้าเป็นยาสมุนไพรแห้งหนัก 1 บาทจะหนักเท่ากับ 5 กรัม

1 กอบมือ หมายถึงปริมาณสมุนไพรที่ได้จากการใช้มือทั้งสองข้าง กอบเข้าหากัน ให้ปลายนิ้วกลาง นิ้วนาง และนิ้วก้อยแตะกัน
1 กำมือ หมายถึง ปริมาณสมุนไพรที่ได้จากการใช้มือข้างเดียว ทำให้ปลายนิ้วจรดอุ้งมือโหย่งๆ
1 หยิบมือ มีปริมาณเท่ากับใช้นิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ และนิ้วกลางหยิบขึ้นมา
1 ฝ่ามือ มีปริมาณเท่ากับกว้าง 3 นิ้ว ยาว 4 นิ้ว
1 องคุลี หมายถึง ความยาว 1 ข้อแรกของนิ้วกลาง
เป็นที่น่าสังเกตว่าวิธีตวงสมุนไพรแห้งเป็นกำมือ หรือกอบมือ ระบุไว้ชัดเจนว่า เป็นขนาดกำมือของผู้ป่วย นั่นคือ ผู้ป่วยเด็กที่มีกำมือเล็กจะมีขนาดรับประทานน้อยกว่าผู้ใหญ่



6.9 ใช้สมุนไพรให้ถูกวิธี

การใช้สมุนไพรแต่ละชนิดรักษาโรคนั้น มีวิธีใช้แตกต่างกันออกไป เช่น พืชบางชนิดต้องใช้สด บางชนิดใช้ดองกับเหล้า บางชนิดใช้ต้ม การใช้ผิดวิธี จะทำให้การรักษาไม่ได้ผล แต่อาจมีผลข้างเคียงได้

ข้อควรรู้เกี่ยวกับการปรุงยาไทย

ถ้าไม่ได้บอกว่าใช้สดหรือแห้งให้ถือว่าใช้สด
เมื่อใช้ภายใน ถ้าไม่ระบุวิธีใช้ ให้เข้าใจว่าใช้โดยวิธีต้มดื่ม
เมื่อใช้ภายนอก ถ้าไม่ระบุวิธีใช้ ให้เข้าใจว่าใช้โดยวิธีตำพอก
ยารับประทาน ให้รับประทานวันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร
ยาต้มใช้ครั้งละ 1/2-1 แก้ว (250 มิลลิลิตร)
ยาดองยาคั้นเอาแต่น้ำ รับประทานครั้งละ 1/2-1 ช้อนโต๊ะ
ยาปั้น ยาลูกกลอน รับประทานครั้งละ 1-2 เม็ด (ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร)
ยาชงรับประทานครั้งละ 1 แก้ว

6.10 วิธีปรุงยาไทย

1 ยาต้ม

การเตรียม ปริมาณที่ใช้โดยทั่วไปใช้ 1 กำมือ คือ เอาต้นสมุนไพรมาขดมัดรวบกันเป็นท่อนกลมยาวขนาด 1 ฝ่ามือ กว้างขนาดใช้มือกำได้โดยรอบพอดี ถ้าต้นสมุนไพรนั้นแข็งนำมาขดมัดไม่ได้ ให้หั่นเป็นท่อนยาวขนาด 5-6 นิ้ว กว้าง 1/2 นิ้ว แล้วเอามารวมกันให้ได้ขนาด 1 กำมือ

การต้ม เทน้ำลงไปให้ท่วมยาเล็กน้อย (ประมาณ 3-4 แก้ว) ถ้าปริมาณยาที่ระบุไว้น้อยมาก เช่น ใช้เพียง 1 หยิบมือ ให้เทน้ำลงไป 1 แก้ว (250 มิลลิลิตร) ต้มให้เดือดนาน 10-30 นาที แล้วแต่ว่าต้องการเข้มข้น หรือเจือจาง กินในขณะที่ยายังอุ่น ๆ

2 ยาชง

การเตรียม ปกติใช้ยาแห้งชง เตรียมโดยหั่นยาสดเป็นชิ้นเล็ก ๆ บาง ๆ ตากแดดให้แห้ง ถ้าต้องการไม่ให้มีกลิ่นเหม็นเขียวให้เอาไปคั่วเสียก่อน จะมีกลิ่นหอม

การชง ใช้สมุนไพร 1 ส่วน เติมน้ำเดือดลงไป 10 ส่วน ปิดฝาตั้งทิ้งไว้ 15-20 นาที

3 ยาดอง

การเตรียม ปกติใช้ยาแห้งดอง โดยบดต้นสมุนไพรให้แหลกพอหยาบ ๆ ห่อด้วยผ้าขาวบางหลวม ๆ เผื่อยาพองตัวเวลาอมน้ำ

การดอง เติมเหล้าให้ท่วมห่อผ้า ตั้งทิ้งไว้ 7 วัน

4 ยาปั้นลูกกลอน

การเตรียม หั่นต้นสมุนไพรให้เป็นแว่นบาง ๆ ตากแดดให้แห้ง บดเป็นผงในขณะที่ยายังร้อนจากการตากแดด เพราะยาจะกรอบบดง่าย

การปั้นยา ใช้ผงยา 2 ส่วน ผสมกับน้ำผึ้งหรือน้ำเชื่อม 1 ส่วน ตั้งทิ้งไว้ 2-3 ชั่วโมง เพื่อให้ปั้นยาเป็นยาได้ง่ายไม่ติดมือ ปั้นเป็นรูปกลม ๆ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร ปั้นเสร็จแล้วผึ่งแดดจนแห้ง จากนั้นอีก 2 สัปดาห์ นำมาผึ่งแดดอีกครั้งเพื่อกันเชื้อราขึ้น

5 ตำคั้นเอาแต่น้ำ

นำต้นสมุนไพรสดมาตำให้ละเอียดจนเหลว ถ้าไม่มีน้ำให้เติมน้ำลงไป คั้นเอาน้ำยาที่ได้ดื่ม ส่วนยาบางชนิดให้นำไปเผาให้สุกเสียก่อนแล้วจึงตำ เช่น กระทือ กระชาย

6 ยาพอก

การเตรียมยา ใช้ต้นสมุนไพรสดตำให้แหลกพอยาเปียก แต่ถ้ายาแห้งให้เติมน้ำหรือเหล้าลงไปพอยาเปียก

การพอก พอกแล้วต้องคอยหยอดน้ำอยู่เสมอ เปลี่ยนยาวันละ 3 ครั้ง

6.11 ใช้ยาตามที่แพทย์แผนโบราณกำหนด

การใช้ยาสมุนไพรไม่ควรดัดแปลงเพื่อความสะดวกของผู้ใช้ เพราะอาจเป็นอันตรายได้ ควรใช้ยาตามที่แพทย์แผนโบราณกำหนด

6.12 ควรหยุดใช้ยา หากพบอาการผิดปกติ

เมื่อเริ่มใช้ยาสมุนไพรควรสังเกตอาการ หากพบอาการผิดปกติเกิดขึ้น ควรหยุดใช้ยา และรีบพบแพทย์แผนปัจจุบัน

6.13 ความสะอาดของพืชสมุนไพร

ควรระมัดระวังในเรื่องความสะอาดของสมุนไพร ตลอดจนเครื่องมือเครื่องใช้ เพราะถ้าไม่สะอาดจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนได้ สมุนไพรที่เก็บไว้นาน ถ้ามีราขึ้นหรือมีแมลงไม่ควรนำมาใช้ เพราะสารสำคัญอาจเปลี่ยนแปลงไปทำให้ใช้ไม่ได้ผล และยังอาจได้รับพิษจากแมลงหรือเชื้อราได้อีกด้วย

6.14 ควรรู้ข้อห้ามใช้ยาสมุนไพร

ควรรู้พิษของยาก่อนใช้ รู้ข้อห้ามใช้ เพราะยาบางชนิดมีข้อห้ามใช้กับคนบางคน บางโรค เมื่อรู้สิ่งเหล่านี้แล้วจะทำให้การใช้ยาปลอดภัยมากขึ้น

6.15 ไม่ควรใช้ยาตัวเดียวติดต่อกันเป็นเวลานาน

ไม่ควรกินยาตัวเดียวทุกวันติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ๆ โดยไม่จำเป็น โดยทั่วไปไม่ควรกินยาอะไรติดต่อกันนาน 1 เดือน เพราะจะทำให้เกิดพิษสะสมได้

6.16 ห้ามใช้ยาในขนาดมากในบุคคลบางประเภท

คนที่อ่อนเพลียมาก เด็กอ่อน และคนชรา ห้ามใช้ยาในขนาดมาก เพราะคนเหล่านี้มีกำลังต้านทานน้อยจะทำให้ยาเกิดพิษได้ง่าย
93


กรมสรรพาวุธทหารบกเปิดรับสมัครสอบเป็นพนักงานราชการ 226 อัตรา

กรมสรรพาวุธทหารบก เปิดรับสมัครสอบเข้าเป็นพนักงานราชการ จำนวน 226 อัตรา สมัครด้วยตนเอง ตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน - 6 ธันวาคม 2560

ประกาศกรมสรรพาวุธทหารบก เรื่อง การสรรหาและเลือกสรรบุคคลเพื่อจ้างเป็นพนักงานราชการ ประจำปีงบประมาณ 2561

ตำแหน่งที่เปิดรับสมัครสอบ
1. พนักงานบริการ จำนวน 16 อัตรา (ชาย/หญิง)
2. พนักงานคลังยุทโธปกรณ์ จำนวน 22 อัตรา (ชาย)
3. ลูกมือช่าง จำนวน 15 อัตรา (ชาย/หญิง)
4. พนักงานการเงินและบัญชี จำนวน 4 อัตรา (ชาย/หญิง)
5. พนักงานธุรการ จำนวน 3 อัตรา (ชาย/หญิง)
6. พนักงานพัสดุ จำนวน 11 อัตรา (ชาย/หญิง)
7. พนักงานขับรถทุ่นแรง จำนวน 1 อัตรา (ชาย)
8. พนักงานรวบรวมและเตรียมข้อมูล จำนวน 1 อัตรา (ชาย/หญิง)
9. ช่างไฟฟ้า จำนวน 1 อัตรา (ชาย/หญิง)
10. ช่างโยธา จำนวน 3 อัตรา (ชาย/หญิง)
11. ช่างสี จำนวน 2 อัตรา (ชาย/หญิง)
12. ช่างโลหะ จำนวน 1 อัตรา (ชาย/หญิง)
13. ช่างยางและพลาสติก จำนวน 2 อัตรา (ชาย)
14. ช่างสรรพาวุธ จำนวน 144 อัตรา (ชาย/หญิง)

การรับสมัครสอบ
ผู้ที่มีความประสงค์จะสมัครสอบ สมัครด้วยตนเองได้ที่ แหล่งสมาคม กรมสรรพาวุธทหารบก ถนนทหาร แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน - 6 ธันวาคม 2560 เว้นวันหยุดราชการ

ข้อมูลเพิ่มเติม
เว็บประกาศผลสอบ
94


เปิดรับสมัครสอบนักเรียนจ่าอากาศ ประจำปี 2561

เปิดรับสมัครสอบเข้าเป็นนักเรียนจ่าอากาศ ประจำปี 2561 รับสมัครทางอินเทอร์เน็ต ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2560 - 31 มกราคม 2561

คุณสมบัติของผู้สมัคร
1. คุณสมบัติเฉพาะของผู้สมัครประเภทบุคคลพลเรือน
บุคคลพลเรือน อายุไม่ต่ำกว่า ๑๘ ปี และไม่เกิน ๒๐ ปี (ต้องเป็นผู้ที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๔๑ ถึงปี พ.ศ. ๒๕๔๓) เท่านั้น
คุณวุฒิของผู้สมัครประเภทบุคคลพลเรือน
- มัธยมศึกษาตอนปลาย ของกระทรวงศึกษาธิการ หรือเทียบเท่า มีผลการเรียน ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง สัดส่วนการใช้ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐานเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการตัดสินผลการเรียนของผู้เรียนที่จบการศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ โดยต้องมีผลการเรียนเฉลี่ยรวม (ผลการเรียนและผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน) ไม่ต่ำกว่า ๒.๐๐ หรือ หากผู้สมัครกำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนสุดท้ายของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว ต้องมีผลการเรียนเฉลี่ยรวม (ผลการเรียนและผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน) ไม่ต่ำกว่า ๒.๐๐ หรือ
- ประกาศนียบัตรวิชาชีพ มีระดับคะแนนเฉลี่ยสะสม ไม่ต่ำกว่า ๒.๐๐ หรือ ผู้สมัครที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนสุดท้าย ของหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว ต้องมีระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า ๒.๐๐

2. คุณสมบัติเฉพาะของผู้สมัครประเภท ทหารกองหนุน สังกัด กองทัพอากาศ
- ทหารกองหนุน สังกัด กองทัพอากาศ เฉพาะผู้ที่เคยเป็นทหารกองประจำการ (ทหารเกณฑ์) ปลดเป็นทหารกองหนุน ประเภทที่ ๑ ชั้นที่ ๑ ไม่เกินวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๖๑ มีระยะเวลาอยู่ในกองประจำการมาแล้วอย่างน้อย ๑ ปี และในระหว่างรับราชการกองประจำการ ไม่เคยถูกลงทัณฑ์ถึงขั้น “ขัง” อายุไม่เกิน ๒๔ ปี (ไม่เกิดก่อน พ.ศ.๒๕๓๗)
- คุณวุฒิของผู้สมัครประเภท ทหารกองหนุน สังกัด กองทัพอากาศ สำเร็จการศึกษามัธยมศึกษาตอนปลาย ของกระทรวงศึกษาธิการ หรือเทียบเท่า มีผลการเรียนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า ๒.๐๐ หรือ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ มีระดับคะแนนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า ๒.๐๐

3. คุณสมบัติทั่วไปทั้งผู้สมัครประเภทบุคคลพลเรือนและทหารกองหนุน สังกัด กองทัพอากาศ
- เป็นชายโสด มีสัญชาติไทย และบิดามารดามีสัญชาติไทยโดยการเกิด (เกิดในประเทศไทย) ถ้าบิดาเป็นนายทหารสัญญาบัตรหรือนายทหารประทวน ซึ่งมีสัญชาติไทยโดยการเกิดแล้ว มารดาจะมิใช่ผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดก็ได้
- มีรูปร่าง ลักษณะท่าทาง ขนาดร่างกาย และอวัยวะ เหมาะสมแก่การเป็นทหาร ไม่มีรอยสักตามร่างกาย ไม่เจาะหู ไม่เป็นโรคและความพิการของร่างกาย ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหารและระเบียบกองทัพอากาศว่าด้วยมาตรฐานการตรวจร่างกายทางแพทย์ (รายละเอียดตามผนวก ก ของระเบียบการและวิธีการสมัคร หรือ คลิกปุ่ม มาตรฐานการตรวจร่างกายทางแพทย์)
- ไม่เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่อยู่ในสมณเพศ ไม่เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรม
- ไม่เป็นผู้ติดยาเสพติดให้โทษ หรือสารเสพติดที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ไม่เป็นผู้อยู่ในระหว่างเป็นจำเลยในคดีอาญาและไม่เคยต้องคำพิพากษาโทษถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ความผิดในลักษณะฐานลหุโทษ หรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท
- ไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างพักราชการเนื่องจากความผิด หรือหนีราชการ หรือไม่เป็นผู้เคยถูกปลดเพราะความผิด หรือถูกไล่ออกจากราชการ หรือถูกไล่ออกจากโรงเรียนทหารของกระทรวงกลาโหม หรือสถาบันการศึกษาใด ๆ ไม่เคยทุจริตในการสอบคัดเลือกเข้าเป็นนักเรียนจ่าอากาศมาก่อน
- เป็นผู้ได้รับอนุญาตจากบิดา มารดา หรือผู้ปกครอง ให้สมัครเข้าเป็นนักเรียนจ่าอากาศ

การสมัครสอบเข้าเป็นนักเรียนจ่าอากาศ
รับสมัครทางอินเทอร์เน็ตเท่านั้น ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2560 - 31 มกราคม 2561 ที่เว็บไซต์ http://www.atts.ac.th/

อ้างอิง http://www.xn--12c4cbf7aots1ayx.com/prd-detail.php?prd_id=296
95
ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้เปิดสมัครสอบเข้ารับราชการ 15 อัตรา

ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เปิดรับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการ จำนวน 15 อัตรา รับสมัครทางอินเทอร์เน็ต ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน - 14 ธันวาคม 2560

ประกาศศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เรื่อง รับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการ

ตำแหน่งที่เปิดรับสมัครสอบ
1. ตำแหน่ง นักประชาสัมพันธ์ปฏิบัติการ
อัตราเงินเดือน 15000 บาท
จำนวนตำแหน่งว่าง 4 อัตรา
คุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง
- ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในทุกสาขาวิชา
- เป็นผู้สอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ระดับปริญญาตรีขึ้นไป ของสำนักงาน ก.พ.

2. ตำแหน่ง นักวิชาการคอมพิวเตอร์ปฏิบัติการ
อัตราเงินเดือน 15000 บาท
จำนวนตำแหน่งว่าง 3 อัตรา
คุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง
- ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชาใด สาขาวิชาหนึ่ง ทางคอมพิวเตอร์
- เป็นผู้สอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ระดับปริญญาตรีขึ้นไป ของสำนักงาน ก.พ.

3. ตำแหน่ง นักวิชาการโสตทัศนศึกษาปฏิบัติการ
อัตราเงินเดือน 15000 บาท
จำนวนตำแหน่งว่าง 1 อัตรา
คุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง
- ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชาใด สาขาวิชาหนึ่ง ทางโสตทัศนศึกษา ทางเทคโนโลยีการศึกษา ทางเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา ทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษา ทางครุศาสตร์เทคโนโลยี หรือทางเวชนิทัศน์ หรือสาขาวิชานิเทศศาสตร์ ทางนิเทศศาสตร์ ทางวารสารศาสตร์ ทางสื่อสารมวลชน หรือทางนิเทศศาสตร์การพัฒนา
- เป็นผู้สอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ระดับปริญญาตรีขึ้นไป ของสำนักงาน ก.พ.

4. ตำแหน่ง นักสังคมสงเคราะห์ปฏิบัติการ
อัตราเงินเดือน 15000 บาท
จำนวนตำแหน่งว่าง 2 อัตรา
คุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง
- ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่ง ทางจิตวิทยา สาขาวิชาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ สาขาวิชาสังคมศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์ หรือ สาขาวิชารัฐศาสตร์
- เป็นผู้สอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ระดับปริญญาตรีขึ้นไป ของสำนักงาน ก.พ.
5. ตำแหน่ง นิติกรปฏิบัติการ
อัตราเงินเดือน 15000 บาท
จำนวนตำแหน่งว่าง 1 อัตรา
คุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง
- ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชานิติศาสตร์
- เป็นผู้สอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ระดับปริญญาตรีขึ้นไป ของสำนักงาน ก.พ.

6. ตำแหน่ง เศรษฐกรปฏิบัติการ
อัตราเงินเดือน 15000 บาท
จำนวนตำแหน่งว่าง 1 อัตรา
คุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง
- ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชา เศรษฐศาสตร์ สาขาวิชาการบัญชี หรือสาขาวิชาบริหารธุรกิจ
- เป็นผู้สอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ระดับปริญญาตรีขึ้นไป ของสำนักงาน ก.พ.

7. ตำแหน่ง นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ
อัตราเงินเดือน 15000 บาท
จำนวนตำแหน่งว่าง 3 อัตรา
คุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง
- ได้รับปริญญาตรีหรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในทุกสาขาวิชา
- เป็นผู้สอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ระดับปริญญาตรีขึ้นไป ของสำนักงาน ก.พ.

การรับสมัครสอบ
ให้ผู้ประสงค์จะสมัครสอบ สามารถสมัครได้ทางอินเทอร์เน็ต ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน - 14 ธันวาคม 2560 ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เว้นวันหยุดราชการ ที่เว็บไซต์ https://sbpac.thaijobjob.com/

อ้างอิง http://www.xn--12c4cbf7aots1ayx.com/prd-detail.php?prd_id=405
96


เปิดรับสมัครสอบนักเรียนจ่าทหารเรือ ประจำปี 2561

เปิดรับสมัครสอบบุคคลพลเรือนเข้าเป็นนักเรียนจ่าทหารเรือ ประจำปี 2561 สมัครทางอินเทอร์เน็ต ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2560 - 14 กุมภาพันธ์ 2561

ประกาศกรมยุทธศึกษาทหารเรือ เรื่อง การรับสมัครบุคคลพลเรือนเข้าเป็นนักเรียนจ่าทหารเรือ ประจำปีการศึกษา 2561

คุณสมบัติของผู้สมัคร
1. สำเร็จการศึกษาหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือกำลังศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษา ชั้นปีที่ 6 หรือสำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ หรือกำลังศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 ของกระทรวงศึกษาธิการ หรือเทียบเท่า
2. เป็นชายโสด อายุ 18 - 20 ปี (ผู้ที่เกิดตั้งแต่ 1 มกราคม พ.ศ.2541 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ.2543) สำหรับผู้ที่เป็นทหารกองประจำการ จะต้องสังกัดกองทัพเรือและปลดเป็นทหารกองหนุนใน 1 พ.ค. 2561 หรือทหารกองหนุนสังกัดกองทัพเรือ ต้องมีอายุ 21 - 24 ปี (ผู้ที่เกิดตั้งแต่ 1 มกราคม พ.ศ.2537 ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ.2540)
3. มีสัญชาติไทย และบิดา มารดา ผู้ให้กำเนิดต้องมีสัญชาติไทยโดยการเกิด แต่ถ้าบิดาเป็น นายทหารสัญญาบัตร มารดาจะมิใช่เป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดก็ได้

หลักฐานการสมัคร
1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
2. สำเนาระเบียนแสดงผลการเรียน (รบ.) ของสถานศึกษาที่แสดงว่าสำเร็จการศึกษาหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลายหรือกำลังศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือสำเร็จการศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพหรือกำลังศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 ของกระทรวงศึกษาธิการ
3. สำเนาใบสูติบัตรของผู้สมัคร
4. รูปถ่ายสี หน้าตรง ไม่สวมหมวก ไม่สวมแว่นตา และถ่ายไม่เกิน 3 เดือน

การรับสมัครสอบ
สมัครทางอินเทอร์เน็ต ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2560 - 14 กุมภาพันธ์ 2561 ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เว้นวันหยุดราชการ ที่เว็บไซต์ http://www.navedu.navy.mi.th

อ้างอิง http://www.xn--12c4cbf7aots1ayx.com/prd-detail.php?prd_id=71
97

เปิดสอบท้องถิ่น 2560 ยังมีตำแหน่งว่างอีกประมาณ 10,023 อัตรา คาดมีเปิดสอบรอบ 2 ในปี 2561

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2560 ปลัดศักดิพงศ์ ธรรมอาชวกุล ประธานสมาพันธ์ปลัดเทศบาลแห่งประเทศไทย ได้แจ้งข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการสอบท้องถิ่น ประจำปี 2560 ดังนี้

หลังจากประกาศผลสอบภาค ก,ข,
ของการสอบท้องถิ่น ปี 2560
เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2560
มีผู้สอบผ่าน ภาค ก,ข, มากถึง 32,369 คน
มีตำแหน่งว่างรวมทุกตำแหน่ง 21,605 อัตรา

จากข้อมูลเบื้องต้น ที่ผมมีอยู่
มีผู้สอบผ่านภาค ก,ข,ส่วนมาก
มักจะเป็นตำแหน่ง ระดับวิชาการ (ระดับ 3 เดิม)
จบปริญาตรี มากกว่า ตำแหน่งปฏิบัติการ (ระดับ 2/เจ้าพนักงาน)ข้อมูลที่ผมมีตำแหน่งตนสอบผ่านมากที่สุดคือ
เช่น นักทรัพยากรบุคคลมีคนสอบผ่าน จำนวน 5,790 คน ขณะมีอัตราว่าง 615 อัตรา ถ้ามีการสอบภาค ค ผ่านบรรจุแล้ว แสดงว่าจะต้องรอขึ้นบัญชี อีก 5,175 คน หรือ
นักพัฒนาชุมชน มีคนสอบผ่าน 4,178 คน ขณะมีอัตราว่าง 478 อัตรา ถ้าบรรจุแล้ว รอขึ้นบัญชีอีก 3,700 คน หรือ ตำแหน่ง นิติกร สอบผ่าน 3,286 คน มีอัตราว่างเพียง 715 อัตรา จะต้องรอขึ้นบัญชีอีก 2,571 คน แค่ 3 ตำแหน่ง รอขึ้นบัญชีหมื่นกว่าแล้ว

และหากมาดูตำแหน่ง ที่จำเป็นจริงๆ ของท้องถิ่นในขณะนี้ คือระดับ ปฎิบัติการ เช่น เจ้าพนักงานพัสดุ มีอัตราว่าง 1,940 อัตรา คนสอบผ่านภาค ก/ข เพียง 399 คน ขาดอีก 1,601 อัตรา หรือตำแหน่ง นายช่างโยธา มีอัตราว่าง 2,368 อัตรา สอบผ่านภาค ก/ข เพียง 85 คน ขาดอยู่ 2,283 อัตรา หรือตำแหน่ง เจ้าพนักงานจัดเก็บรายได้ มีอัตราว่าง 1,371 อัตรา สอบผ่าน เพียง 175 คน ขาดอยู่ 1,196 อัครา แค่ 3 ตำแหน่ง มีอัตราว่างกว่า 5,000 อัตรา

หากรวมทุกตำแหน่ง ยังมีอัตราว่างประมาณ 10,023 อัตรา ที่จะต้องพิจารณาเปิดสอบ 2 อีกครั้ง
(ซึ่งข้อมูล เหล่านี้ เป็นข้อมูลเบื้องต้น รอให้ กสถ.ชี้แจงอีกครั้งหนึ่ง)

อย่างไรก็ตาม ก็ชี้ให้เห็นว่าการสอบของท้องถิ่นคราวนี้ แม้จะมีคนสอบผ่านกว่า 3 หมื่นคน หรือ 6.78 เปอร์เซนต์ ซึ่งมากกว่ามาตรฐาน กพ.ก็ตาม แต่คนสอบผ่านกลายเป็นตำแหน่ง ระดับ ปริญาตรี (ระดับ 3 นักวิชาการ ) มากว่า ตำแหน่งในระดับ 2 ปฏิบัติการ

วันนี้ ท้องถิ่น ยังต้องการคนอีกมาก ผมเชื่อมั่นว่า คงจะต้องมีการเปิดสอบรอบ 2 ในปี 2561
ปัญหาหลายอย่างในการสอบที่ผ่านมาคงเป็นบทเรียนของสถาบันการศึกษาที่ออกข้อสอบ มาตรฐานของข้อสอบเช่น ไปตรงกับสำนักติว หรือการออกข้อสอบไม่ตรงกับตำแหน่ง
หรือขณะเดียวกัน คนสมัครสอบเช่นเดียวกัน จะต้องทบทวนว่าที่สอบไม่ผ่านเพราะอะไร จะได้เตรียมตัวสู้ๆอีกครั้งหนึ่ง
ขอให้เป็นบทเรียนของพวกเรา และขอให้ทุกฝ่ายร่วมแก้ไขปัญหาไปพร้อมๆกันนะครับ เพื่ออนาคตท้องถิ่นไทยเราทุกคนครับ

ด้วยความเคารพ
ศักดิพงศ์ ธรรมอาชวกุล
กรรมการกลางพนักงานเทศบาล (กท.)
ประธานสมาพันธ์ปลัดเทศบาลแห่งประเทศไทย
5 พฤศจิกายน 2560

ข้อมูลอ้างอิง
http://www.xn--12c4cbf7aots1ayx.com/prd-detail.php?prd_id=84
98


รับทุนเรียนฟรี ไม่มีค่าเทอม มีรายได้ระหว่างเรียน ไม่ต้องเป็นภาระครอบครัว และมีรายได้ช่วยเหลือครอบครัวระหว่างเรียน

ศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์ ชลบุรี รับสมัครนักเรียน ปีการศึกษา 2561 (เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ รับจำนวนจำกัด)

เรียนจบได้รับวุฒิ ปวช สาขาธุรกิจค้าปลีก
เรียนแบบทวิภาคี
เรียนไปด้วย ฝึกงานไปด้วย
มีรายได้ระหว่างเรียน
ฝึกงานในสถานประกอบการจริง
เรียนจบมีงานรองรับ มีงานทำแน่นอน
เรียนจบ สมัครรับสิทธิ์ การเป็นเจ้าของแฟรนไชส์ร้าน 7-11 ในราคาพนักงาน

คุณสมบัติผู้สมัครรับทุนเรียน
จบวุฒิการศึกษา ม.3 หรือเทียบเท่า
อายุระหว่าง 15-20 ปี
ซื่อสัตย์ ขยัน อดทน รักงานบริการ

สนใจข้อมูลเพิ่มเติม

091-004-8076
089-693-6963
033-099-925

Line ID: jarun

99


รับทุนเรียนฟรี ตลอดหลักสูตร ปวช. ถึง ป.ตรี  ไม่มีค่าเทอม มีรายได้ระหว่างเรียน สนับสนุนทุเนการศึกษาโดย บริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน)

ศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์ รับสมัครนักเรียนใหม่ ปีการศึกษา 2561 (รับสมัครทุกวัน)
-หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาธุรกิจค้าปลีก
-หลักสูตรการศึกษาแบบทวิภาคี ได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ
-เรียนไปด้วย  ฝึกงานไปด้วย
-มีรายได้ระหว่างเรียน
-เรียนจบ มีงานรองรับ มีงานทำ 100%

คุณสมบัติผู้สมัครเรียน
- จบการศึกษาระดับ ม.3 หรือเทียบเท่า
- อายุระหว่าง 15-20 ปี
- ซื่อสัตย์ ขยัน อดทน รักงานบริการ

สนใจข้อมูลเพิ่มเติม โทร
091-004-8076
089-693-6963
033-099-925

Line ID: jarun.ta






100


ลัดเลาะชิมผลไม้เมืองจันท์ จันทบุรี

ช่วงเวลาที่เหมาะสมให้เที่ยวมากที่สุด เมษายน-พฤษภาคม แต่โดยรวมก็เที่ยวได้ทั้งปี

จันทบุรี หรือ เมืองจันท์ เมืองชายทะเลที่ไม่เล็กไม่ใหญ่ แต่มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายให้นักท่องเที่ยวได้มาผักผ่อนตลอดทั้งปี
ไม่ว่าจะเป็นป่า เขา ทะเล น้ำตก วัดวาอาราม รวมไปถึงสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่น่าค้นหามากมาย
ลัดเลาะเที่ยวสวนผลไม้ ของกลุ่มเกษตรกร ชุมชนรักษ์เขาบายศรี ชิมทุเรียน เงาะ สละ ระกำ ลองกอง และอีกหลากชนิดให้ดื่มด่ำธรรมชาติ น้ำตกพลิ้ว



















หน้า: 1 ... 8 9 [10]