กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 [2] 3 4 ... 10
11


ระดับความรุนแรงของพายุทอร์นาโด

ระดับ F0 (40-72 mph) : ความเสียหายน้อย (light damage) เช่น กิ่งไม้หัก ต้นไม้รากตื้นๆ โค่นล้ม ป้ายต่างๆ เสียหาย

ระดับ F1 (73-112 mph) : ความเสียหายพอประมาณ (moderate damage) เช่น หลังคาบ้านเริ่มหลุด รถถูกพัดออกข้างทาง

ระดับ F2 (113-157 mph) : ความเสียหายมีนัยสำคัญ (significant damage) เช่น ต้นไม้ใหญ่ถอนราก สิ่งของปลิวว่อน

ระดับ F3 (158-206 mph) : ความเสียหายหนักหนาสาหัส (severe damage) เช่น หลังคาบ้านที่แข็งแรงหลุดออก รถไฟพลิกคว่ำ ต้นไม้ในป่าหลุดออกเกือบหมด รถหนักๆ ลอยขึ้นจากพื้น

ระดับ F4 (207-260 mph) : ความเสียหายทำลายล้าง (devastating damage) เช่น บ้านที่ปลูกอย่างดีหลุดจากพื้น โครงสร้างที่มีฐานรากไม่แข็งแรงหลุดออก สิ่งของหนักๆ ปลิวว่อน

ระดับ F5 (261-318 mph) : ความเสียหายเหลือเชื่อ (incredible damage) บ้านที่หลุดออกมาถูกฉีกกระจายเป็นชิ้นๆ ของชิ้นใหญ่ๆ หนักมากๆ อาจลอยไปไกลได้ร่วม 100 เมตร ต้นไม้ใหญ่หักโค่นหมดไม่มีเหลือ

ส่วนภาษาพูดอาจบอกแบบคร่าวๆ แค่ 3 ระดับ ว่า อ่อน (weak) คือ F0 และ F1, แรง (strong) คือ F2 และ F3 และรุนแรง (violent) คือ F4 และ F5 ดังนั้น เวลาได้ยินข่าวทอร์นาโด ก็เดาได้เลยว่าอย่างน้อยคงต้องระดับตั้งแต่ F3 ขึ้นไป แต่ถ้าถึง F5 ละก็จะเป็นข่าวใหญ่ช็อกโลก
12


การจัดระดับความรุนแรงของพายุเฮอร์ริเคน หรือไต้ฝุ่น

"Saffir-Simpson Hurricane Scale" คือ การจัดระดับเฮอร์ริเคนตามความรุนแรงของแรงลมที่ก่อให้เกิดพายุ ซึ่งพัฒนาขึ้นในปี 1969 โดยเฮอร์เบิร์ต แซฟไฟร์ วิศวกรโยธา และบ็อบ ซิมป์สัน ผู้อำนวยการศูนย์เฮอร์ริเคนแห่งชาติสหรัฐฯ โดยแบ่งเป็น 5 ระดับด้วยกัน และระดับ 5 คือระดับสูงที่สุด             

ทั้งนี้ การจัดระดับดังกล่าวถูกใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมินความเสียหายและอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นจากพายุเฮอร์ริเคนเมื่อพัดขึ้นสู่ชายฝั่ง โดยการจัดระดับนี้จะใช้กับเฮอร์ริเคนที่ก่อตัวขึ้นในมหาสมุทรแอตแลนติกและทางตอนเหนือของมหาสมุทรแปซิฟิกเท่านั้น             

สำหรับเฮอร์ริเคนแคทรีนา ซึ่งเคลื่อนตัวจากอ่าวเม็กซิโกขึ้นฝั่งทางตอนใต้ของรัฐลุยเซียนาถูกจัดอยู่ในระดับ 4 ตามมาตรวัดของแซฟไฟร์-ซิมป์สัน โดยเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 224 กิโลเมตรต่อชั่วโมง               

ระดับพายุเฮอร์ริเคนตามมาตรวัดของแซฟไฟร์-ซิมป์สัน              

ระดับ 1 ความเร็วลม 119-153 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความสูงของคลื่น 1.2-1.5 เมตร ความกดอากาศ 980 มิลลิบาร์ อานุภาพในการทำลายล้าง เล็กน้อยไม่ส่งผลต่อสิ่งก่อสร้าง มีน้ำท่วมบ้างตามชายฝั่ง ท่าเรือเสียหายเล็กน้อย             

ระดับ 2 ความเร็วลม 154-177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความสูงของคลื่น 1.8-2.4 เมตร ความกดอากาศ 965-979 มิลลิบาร์ อานุภาพในการทำลายล้าง น้อย หลังคา ประตู หน้าต่างบ้านเรือนมีเสียหายบ้าง ก่อให้เกิดน้ำท่วมทำลายท่าเรือ จนถึงอาจทำให้สมอเรือที่ไม่ได้ป้องกันไว้หลุดหรือขาดได้             

ระดับ 3 ความเร็วลม 178-209 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความสูงของคลื่น 2.7-3.7 เมตร ความกดอากาศ 945-964 มิลลิบาร์ อานุภาพในการทำลายล้าง ปานกลาง ทำลายโครงสร้างที่อยู่อาศัยขนาดเล็กได้บ้าง โทรศัพท์บ้านถูกตัดขาด แผงป้องกันพายุตามบ้านเรือนได้รับความเสียหาย อาจเกิดน้ำท่วมขังเข้ามาถึงพื้นดินส่วนใน             

ระดับ 4 ความเร็วลม 210-249 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความสูงของคลื่น 4.0-5.5 เมตร ความกดอากาศ 944-920 มิลลิบาร์ อานุภาพในการทำลายล้าง สูง แผงป้องกันพายุเสียหายหนักยิ่งขึ้น หลังคาบ้านเรือนบางแห่งถูกทำลาย น้ำท่วมเข้ามาถึงพื้นดินส่วนใน             

ระดับ 5 ความเร็วลม ไม่น้อยกว่า 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความสูงของคลื่นไม่น้อยกว่า 5.5 เมตร ความกดอากาศ น้อยกว่า 920 มิลลิบาร์ อานุภาพในการทำลายล้าง สูง หลังคาบ้านเรือนและโรงงานอุตสาหกรรมถูกทำลาย ตึกรามบางแห่งอาจถูกพัดถล่ม เกิดน้ำท่วมขังปริมาณมากถึงขั้นทำลายข้าวของในชั้นล่างของบ้านเรือนใกล้ชายฝั่ง และอาจต้องมีการประกาศให้ประชาชนในพื้นที่ทำการอพยพโดยด่วน

ที่มา : www.manager.co.th
13
สังคมศึกษา / พายุประเภทต่างๆ ที่ควรทราบ
« กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ 30/08/18 »


พายุประเภทต่างๆ ที่ควรทราบ

นักอุตุนิยมวิทยา รวมถึงนักข่าวใช้ศัพท์เฉพาะทางเพื่อเรียกลมหมุน หรือพายุชนิดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตามแต่ภูมิภาคของโลก ซึ่งทำให้เราสับสนกับคัพท์อย่างพายุ ไต้ฝุ่น ไซโคลน ดีเปรสชัน จนเหนื่อยกับการแยกแยะว่ามันคืออะไรกันแน่ นอกจากรับรู้ว่ามันเป็นพายุ
 
นักอุตุนิยมวิทยาเรียกชื่อพายุตามการกำเนิดของมัน แม้ว่าพายุโดยทั่วไปจะหมายถึง อากาศที่ไม่ดี ลมแรงจัด แต่อันที่จริงมันยังหมายรวมถึงลมที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของอากาศอย่างรวดเร็วและรุนแรง มันเริ่มต้นมาจากอากาศ 2 บริเวณที่อยู่ติดกันซึ่งมีความแตกต่างของอุณหภูมิอย่างมาก ซึ่งความแตกต่างนี้จะทำให้อากาศบริเวณหนึ่งซึ่งมีอุณหภูมิสูงกว่า ลอยตัวขึ้นสู่ด้านบนอย่างรวดเร็ว และทำให้อากาศในอีกบริเวณซึ่งมีอุณหภูมิต่ำกว่าไหลเข้ามาแทนที่ในแนวราบ ปรากฏการณ์นี้ทำให้เกิดการหมุนของอากาศจนกลายเป็นพายุ


พายุแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

กลุ่มที่ 1 พายุฝนฟ้าคะนอง (Thunderstorm)
เกิดขึ้นในบริเวณที่มีอากาศร้อนและความชื้นสูง โดยปกติแล้วจะเกิดใกล้เส้นศูนย์สูตร พายุที่ประเทศไทยมักพบก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้ โดยจะมาในรูปแบบของลมแรง ฝนตกหนักและติดต่อกันยาวนานมากกว่า แต่ไม่ได้มีพายุลมหมุนให้เห็นชัดเจน

กลุ่มที่ 2 พายุหมุนเขตร้อน (Tropical Cyclone)
เป็นพายุที่มีลมหมุนให้เห็นได้ โดยเกิดขึ้นในแถบเส้นศูนย์สูตรเช่นกัน ซึ่งเริ่มเกิดเมื่อมีหย่อมความกดอากาศต่ำเกิดขึ้นบริเวณผิวน้ำทะเลหรือมหาสมุทรที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 27 องศาเซลเซียส พายุในกลุ่มนี้จะก่อตัวเป็นพายุหมุนขนาดใหญ่กินวงกว้าง มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเกิน 100 กิโลเมตรขึ้นไป ลักษณะสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ทิศทางการหมุนวนของพายุ หากพายุเกิดเหนือเส้นศูนย์สูตร จะหมุนวนทวนเข็มนาฬิกา แต่หากเกิดใต้เส้นศูนย์สูตรหรือซีกโลกใต้ จะหมุนวนตามเข็มนาฬิกา

พายุหมุนเขตร้อนสามารถแบ่งย่อยตามความรุนแรงได้เป็น
     - ดีเปรสชั่น (Tropical Depression) เป็นพายุที่มีความเร็วลมต่ำที่สุดในบรรดาพายุหมุนเขตร้อนด้วยกัน คือ มีความเร็วลมสุงสุดใกล้จุดศูนย์กลางไม่เกิน 63 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กลุ่มเมฆหมุนวนเป็นวงกลม แต่ไม่เป็นเกลียว และไม่มีตาพายุชัดเจน ลมไม่แรงพอจะพังบ้านเรือน แต่ฝนอาจตกหนักติดต่อกันจนน้ำท่วมได้     

     - พายุโซนร้อน ( Tropical Storm) เมื่อพายุซึ่งเกิดขึ้นในทะเลเคลื่อนที่เข้าหาฝั่ง และพบกับความกดอากาศที่แตกต่างกว่าเดิม จะทำให้ความเร็วลมเพิ่มขึ้น ลมกรรโชกแรงพอที่จะพังบ้านเรือนที่มีโครงสร้างไม่แข็งแรงได้ ทำให้มีฝนตกหนักมากขึ้น จึงเปลี่ยนชื่อเป็น พายุโซนร้อน ซึ่งจะมีความเร็วลมไม่เกิน 118 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเริ่มเห็นเกลียวแขนของพายุบ้างแล้ว

     - ไต้ฝุ่น (Typhoon) หรือเฮอริเคน (Hurricane) หากพายุโซนร้อนมีความเร็วลมเพิ่มขึ้นสูงกว่า  118 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป มีตาพายุชัดเจน ซึ่งบริเวณศูนย์กลางตาพายุจะฟ้าโปร่ง อาจมีเพียงฝนปรอย ลมสงบ ขัดต่อสภาพรอบนอกของตาพายุ ความรุนแรงก็เพิ่มระดับไปสู่ขั้นที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรง น้ำท่วมฉับพลันทันที บ้านเรืองปลิวหรือพังถล่มเสียหาย รวมถึงก่อให้เกิดอันตรายต่อการเดินเรือได้ด้วย กลุ่มนี้จะถูกเรียกว่า ไต้ฝุ่นหรือเฮอริเคน

โดยปกติแล้วประเทศไทยมักจะพบเพียงแค่ดีเปรสชัน  เนื่องจากพายุมักเกิดที่มหาสมุทรแปซิฟิก และกว่าจะเคลื่อนตัวมาถึงเขตประเทศไทยก็อ่อนกำลังลงไปมากแล้ว พายุหมุนเขตร้อนยังมีชื่อเรียกที่ปรับเปลี่ยนไปตามภาษาถิ่นของพื้นที่ที่เกิดด้วย
     หากพายุหมุนเขตร้อนเกิดขึ้นบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกจะเรียกว่า ไต้ฝุ่น (Typhoon)
     หากเกิดบริเวณมหาสมุทรอินเดีย อ่าวเบงกอล หรือทะเลอาหรับ จะถูกเรียกว่า ไซโคลน (Cyclone)
     หากเกิดบริเวณมหาสมุทรรอบ ๆ ออสเตรเลีย บริเวณหมู่เกาะต่าง ๆ จะเรียกว่า วิลลี-วิลลี (Willy-Willy)
     หากเกิดใกล้หมู่เกาะฟิลิปปินส์จะถูกเรียกว่า บาเกียว (Baguio)
     หากเกิดบริเวณฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแอตแลนติก หรือบริเวณทวีปอเมริกาเหนือ กลาง และใต้ จะเรียกว่า เฮอริเคน (Hurricane)

กลุ่มที่ 3 พายุทอร์นาโด (Tornado)
เกิดจากการปะทะกันของลมร้อนและลมเย็น โดยปกติแล้วมักพบมากในแผ่นดินทวีปอเมริกาเหนือ เนื่องจากมีความแตกต่างกันของสภาพอากาศค่อนข้างมาก และกว่า 90% ของพายุกลุ่มนี้เกิดขึ้นบนบก ลักษณะของพายุจะมีเกลียวงวงช้างเห็นได้ชัดเจน และมีลมดูดยกเอาสิ่งปลูกสร้างหรือสิ่งของที่มีน้ำหนักไม่มากนักให้ลอยขึ้นได้ การก่อตัวของพายุกลุ่มนี้จะรวดเร็ว คาดเดาไม่ได้ และคงตัวอยู่ไม่กี่ชั่วโมง ก่อนจะสลายตัวไปเมื่ออุณหภูมิของอากาศเริ่มใกล้เคียงกัน แต่ความรุนแรงที่เกิดขึ้นและความไม่แน่นอนของเวลาและสถานที่ที่จะเกิด ทำให้มันเป็นกลุ่มพายุที่อันตรายมากที่สุด ซึ่งพายุชนิดนี้เป็นชนิดเดียวกันกับที่พบในนิทานเรื่องพ่อมดออสด้วย
14



รู้จักกับพายุต่างๆ : พายุหมุนเขตร้อน ไต้ฝุ่น ไซโคลน เฮอริเคน และ ทอร์นาโด

พูดถึงเรื่องของ “พายุ” เราก็จะนึกถึงสภาวะอากาศไม่ดี มีลมแรงจัด เวลาที่เราฟังรายงานพยากรณ์อากาศ ก็จะได้ยินพายุหลายแบบเลย เช่น “ ดีเปรสชั่น” บ้าง “ไต้ฝุ่น” บ้าง ถ้าเป็นพายุที่เกิดในต่างประเทศก็จะเรียก “เฮอริเคน” หรือ “ทอร์นาโด” ก็ไม่รู้ว่าพายุแบบไหนมันมีขนาดรุนแรงกว่ากันยังไง จำได้ว่าสมัยเป็นนักเรียนเคยเรียนเรื่องพวกนี้ แต่ดันลืมไปหมดซะแล้ว วันนี้เลยลองหาข้อมูล แล้วมาเรียบเรียงให้อ่านเข้าใจกันง่ายๆ ค่ะ

พายุ คือ ลมที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของอากาศอย่างรวดเร็วและรุนแรง อันเนื่องมาจากอากาศ 2 บริเวณ มีอุณหภูมิแตกต่างกันอย่างมาก อากาศร้อนจะลอยตัวสูงขึ้น อากาศในแนวราบที่อุณหภูมิต่ำกว่าจึงเข้ามาแทนที่ ทำให้เกิดการหมุนของอากาศจนส่งผลให้เกิดเป็นพายุ

พายุแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้ดังนี้

1. พายุฝนฟ้าคะนอง (Thunderstorm)
เป็นพายุที่เกิดขึ้นได้ในบริเวณที่มีอากาศร้อน และมีความชื้นมากพอสมควร โดยมากเกิดในเขตร้อนแถบเส้นศูนย์สูตร เมื่ออากาศได้รับความร้อนและลอยตัวสูงขึ้น และมี ไอน้ำในปริมาณมากพอ ประกอบกับการลดลงของอุณหภูมิ จึงเกิดการกลั่นตัวควบแน่นของไอน้ำ เกิดเป็นพายุฝนฟ้าคะนอง มักจะมีทั้งลมแรง ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง และมีฝนตกหนัก เกิดขึ้นพร้อมกัน

2. พายุหมุนเขตร้อน (Tropical cyclone)
เป็นพายุหมุนที่เริ่มก่อตัวจากหย่อมความกดอากาศต่ำที่เกิดขึ้นในเขตร้อนบริเวณเส้นศูนย์สูตร โดยมากมักเกิดบริเวณผิวน้ำทะเลและมหาสมุทรที่มีอุณหภูมิของน้ำสูงกว่า 27 องศาเซลเซียส มีลักษณะเป็นพายุหมุนขนาดใหญ่ ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 100 กม. ขึ้นไป เกิดขึ้นพร้อมกับลมที่พัดรุนแรงมาก ลมที่พัดเวียนเข้าหาศูนย์กลางจะมีทิศทางการหมุนทวนเข็มนาฬิกาหากเกิดเหนือเส้นศูนย์สูตร และจะหมุนตามเข็มนาฬิกาหากเกิดใต้เส้นศูนย์สูตร ยิ่งใกล้ศูนย์กลางลมจะหมุนเกือบเป็นวงกลมและมีความเร็วสูงที่สุด อยู่ที่ประมาณ 120 – 200 กม. / ชม.

ในการพิจารณาความรุนแรงของพายุ จะใช้เกณฑ์ความเร็วลมสูงสุดที่บริเวณใกล้ศูนย์กลางพายุ แบ่งได้เป็น

1. พายุดีเปรสชั่น (Tropical depression)
เกิดขึ้นจากพายุโซนร้อนที่มีความเร็วลดลง โดยมีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางไม่ถึง 63 กม./ชม. (34 นอต) ก่อให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองธรรมดาหรือฝนตกหนัก มีลมกรรโชกแรงเป็นครั้งคราว มีกำลังไม่แรงพอที่จะทำลายบ้านเรือนได้ แต่ถ้ามีฝนตกหนักมากๆ อาจจะทำให้เกิดน้ำท่วมได้

พายุระดับนี้จะเห็นเป็นกลุ่มเมฆหนาทึบ เป็นวงกลม ยังไม่มีแนวขดเป็นเกลียว หรือ ตาพายุ ชัดเจน

2. พายุโซนร้อน (Tropical storm)
เกิดขึ้นเมื่อพายุหมุนเขตร้อนขนาดใหญ่อ่อนกำลังลงขณะเคลื่อนตัวในทะเล และความเร็วที่จุดศูนย์กลางลดลงเมื่อเคลื่อนเข้าหาฝั่ง มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลาง 63 กม./ชม.ขึ้นไป (34 นอต) แต่ไม่ถึง 118 กม./ชม. (64 นอต) มีกำลังแรงพอที่จะทำลายบ้านเรือนที่มีโครงสร้างไม่แข็งแรงได้ รวมทั้งทำให้กิ่งไม้หักโค่น และทำให้เกิดน้ำท่วมได้ ฝนที่ตกอย่างหนักทั้งวันทั้งคืนอาจทำให้เกิดน้ำป่าและแผ่นดินถล่มได้

พายุระดับนี้อาจเริ่มเห็นเกลียวแขนของกลุ่มเมฆบ้าง

3. พายุไต้ฝุ่น หรือ เฮอริเคน (Typhoon or Hurricane)
มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางตั้งแต่ 118 กม./ชม. ขึ้นไป (64 นอต) มีระดับความรุนแรงมากที่สุด สามารถทำให้เกิดความเสียหายแก่บ้านเรือน อาจทำให้เสาไฟฟ้าหักโค่น เกิดไฟฟ้าช็อตหรือเพลิงไหม้ได้ ในทะเลมีคลื่นลมแรงจัดมาก เป็นอันตรายต่อการเดินเรือ โดยเฉพาะเรือเล็ก และอาจมีคลื่นใหญ่ซัดชายฝั่ง ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นมากจนท่วมอาคารบ้านเรือนริมทะเลได้

พายุระดับนี้มักจะเกิด “ตาพายุ” ขึ้นตรงศูนย์กลางพายุ เป็นบริเวณที่มีความกดอากาศต่ำมากที่สุด ลมสงบ ท้องฟ้าโปร่ง อาจมีเมฆและฝนบ้างเล็กน้อย ส่วนรอบๆ จะเป็นบริเวณที่มีลมพัดแรงจัด มีเมฆครึ้ม มีฝนตกพายุรุนแรง

สำหรับพายุหมุนเขตร้อนที่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นพายุดีเปรสชัน เนื่องจากพายุได้อ่อนกำลังลงก่อนถึงประเทศไทย ส่วนพายุที่มีกำลังแรงขนาดพายุโซนร้อนหรือไต้ฝุ่นมีโอกาสเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยน้อยมาก พายุเริ่มเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป และเดือนตุลาคมเป็นเดือนที่พายุมีโอกาสเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยมากที่สุด รองลงไปคือเดือนกันยายน

พายุหมุนเขตร้อนระดับโซนร้อน และไต้ฝุ่นนั้นจะมีชื่อเรียกต่างกันตามบริเวณที่เกิดขึ้น ดังนี้
• พายุไต้ฝุ่น (Typhoon) เป็นชื่อพายุหมุนที่เกิดทางทิศตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ เช่น บริเวณทะเลจีนใต้ อ่าวไทย อ่าวตังเกี๋ย ประเทศญี่ปุ่น
• พายุไซโคลน (Cyclone) เป็นชื่อพายุหมุนที่เกิดในมหาสมุทรอินเดีย เหนือ เช่น บริเวณอ่าวเบงกอล ทะเลอาหรับ
• พายุวิลลี-วิลลี (Willy-Willy) เป็นชื่อพายุที่เกิดบริเวณทะเลติมอร์และทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศออสเตรเลีย (บริเวณทะเลเมติเตอร์เรเนียนและหมู่เกาะต่างๆ)
• พายุบาเกียว (Baguio) เป็นชื่อพายุหมุนที่เกิดในหมู่เกาะฟิลิปปินส์
• พายุเฮอร์ริเคน (Hurricane) เป็นชื่อเรียกพายุหมุนที่เกิดบริเวณทิศตะวันตกของมหาสมุทรแอตแลนติก เช่น บริเวณฟลอริดา สหรัฐอเมริกา อ่าวเม็กซิโก ทะเลแคริบเบียน เป็นต้น รวมทั้งมหาสมุทรแปซิฟิกบริเวณชายฝั่งประเทศเม็กซิโก
โดยความเร็วลมของพายุเฮอร์ริเคน แบ่งตามสเกลเฮอร์ริเคนของแซฟเฟอร์-ซิมป์สัน เป็น 5 ระดับ ดังนี้
ระดับ 1 มีความเร็วลมอยู่ที่ 119-153 กม./ชม.
ระดับ 2 มีความเร็วลมอยู่ที่ 154-177 กม./ชม.
ระดับ 3 มีความเร็วลมอยู่ที่ 178-209 กม./ชม.
ระดับ 4 มีความเร็วลมอยู่ที่ 210-249 กม./ชม.
ระดับ 5 มีความเร็วลมอยู่ที่ 250 กม./ชม.

3. พายุทอร์นาโด (Tornado)
หรือ พายุงวงช้าง เป็นพายุที่เกิดขึ้นจากลมร้อนและลมเย็นมาเจอกันและก่อตัวให้เกิดลมหมุน เกิดได้ทั้งบนบกและทะเล ส่วนใหญ่เกิดบนบกประมาณร้อยละ 90 ทอร์นาโดสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกทวีปและในหลายประเทศ แต่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาพบบ่อยกว่าที่อื่น เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่สามารถก่อให้เกิดลมร้อนและไอเย็นปะทะกันบริเวณทุ่งราบ โดยเฉพาะบริเวณที่ราบทางตอนกลางของสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่รัฐเทกซัส (Texas) ไปจนถึงรัฐเซาท์ดาโกต้า (South Dakota) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ รู้จักกันในชื่อ “ช่องทางทอร์นาโด” (Tornado Alley)

ทอร์นาโดสามารถเกิดขึ้นได้ในหลายลักษณะ โดยลักษณะที่พบได้บ่อยสุดคือลักษณะรูปทรงกรวย พายุจะก่อตัวจากก้อนเมฆ และหมุนตัวยื่นลงมาบนผืนดินในลักษณะเป็นกรวยเกลียว มีขนาดเนื้อที่เล็กหรือเส้นผ่านศูนย์กลางน้อย ประมาณ 50-500 เมตร แต่หมุนด้วยความเร็วสูง โดยความเร็วที่จุดศูนย์กลางสูงจะมากกว่าพายุหมุนอื่นๆ ซึ่งอาจเร็วถึง 500 กม./ชม. นับเป็นพายุหมุนที่มีความรุนแรงที่สุดและอันตรายมากที่สุด ไม่สามารถคาดการณ์การเกิดทอร์นาโดล่วงหน้าได้นาน แม้ว่าพายุชนิดนี้จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่นาน ประมาณ 1-2 ชั่วโมง แต่ก่อความเสียหายระดับรุนแรง ในบริเวณที่พายุพัดผ่านสามารถกวาดยกบ้านเรือนทั้งหลังให้พังทลายได้

โดยความเร็วลมของพายุทอร์นาโด แบ่งตาม Fujita scale เป็น 5 ระดับ ดังนี้
พายุ F0 ความเร็วลม 64-116 กม./ชม.
พายุ F1 ความเร็วลม 117-180 กม./ชม.
พายุ F2 ความเร็วลม 181-253 กม./ชม.
พายุ F3 ความเร็วลม 254-332 กม./ชม.
พายุ F4 ความเร็วลม 333-418 กม./ชม.
พายุ F5 ความเร็วลม 419-512 กม./ชม.

ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับ “พายุ” ในบทความนี้ น่าจะพอให้เราเข้าใจแล้วว่า พายุไต้ฝุ่น เฮอร์ริเคน ไซโคลน กับทอร์นาโด เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

สรุปสั้นๆ จำง่ายๆ ได้ว่า พายุหมุนเขตร้อนมีชื่อเรียกต่างๆ กัน ขึ้นกับระดับความแรงหรือความเร็วในการหมุนรอบจุดศูนย์กลาง และแหล่งกำเนิด
พายุดีเปรสชั่น < พายุโซนร้อน < พายุไต้ฝุ่น (เกิดบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก) /
พายุไซโคลน (เกิดบริเวณมหาสมุทรอินเดีย) /
พายุเฮอร์ริเคน (เกิดบริเวณมหาสมุทรแอตแลนติก)
15


อีกหนึ่งปีการศึกษาที่ประสบความสำเร็จ จากความพยายาม ไขว่คว้าด้วยตนเอง ไม่ทำตนให้เป็นภาระครอบครัว

 - เรียนทวิภาคี ที่ปัญญาภิวัฒน์ ชลบุรี
 - รับทุนเรียนฟรี ตลอดหลักสูตร (ปวช.สาขาธุรกิจกค้าปลีก)
 - มีงานทำ ระหว่างเรียน มีเงิน มีรายได้
 - แบ่งเบาภาระครอบครัว
 - เรียนจบหลักสูตร มีงานรองรับ 100 %
 - เรียนจบหลักสูตร รับทุนเรียนต่อ ป.ตรี

 :) อีกหนึ่งความภาคภูมิใจของ ซีพี ออลล์ ที่มอบคืนสู่สังคม :)

สนใจรับทุนเรียนฟรี  ต้องมีคุณสมบัติดังนี้
- อายุระหว่าง 15-18 ปี
 - เรียนจบ ม.3 หรือเทียบเท่า
 - ขยัน ซื่อสัตย์ อดทน
 - รักงานบริการ และมุ่งมั่นสู่ความเป็นผู้นำ


ข้อมูลเพิ่มเติม  091-004-8076, 033-099-925


16


มีลิงจำนวนมากอาศัยอยู่ใกล้ๆตามหมู่บ้าน
วันหนึ่ง..มีพ่อค้ามาถึงหมู่บ้านเพื่อซื้อลิงเหล่านี้ !

เขาประกาศว่า เขาจะซื้อลิงที่ราคาตัวละ 5,000 บาท
ชาวบ้านคิดว่า ผู้ชายคนนี้ต้องเป็นคนบ้าแน่

คนปกติที่ไหน จะซื้อลิงในป่าตัวละตั้ง 5,000 บาท

เพื่ออะไร ?

แต่ก็มีใครบางคนจับลิงบางตัวมา แล้วนำมันไปยังร้านของพ่อค้าคนนี้ และเขาก็ได้เงินมา 5,000 บาทจริงๆ

ข่าวนี้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วราวไฟไหม้ป่า แล้วผู้คนก็พากัน เข้าไปจับลิง นำมาขายให้ที่ร้านพ่อค้า

หลังจากผ่านไปสองสามวันพ่อค้าก็ประกาศว่า จะซื้อลิงที่ราคาตัวละ 10,000 บาท !

ชาวบ้านแห่กันเข้าป่า เข้าไปหาจับลิงที่ยังมีเหลือ
และพวกเขาได้ขายลิงที่จับมาได้ทั้งหมด
ที่ราคาตัวละ 10,000 บาทจริง !

จากนั้น..พ่อค้าก็ประกาศว่า จะซื้อลิงที่ราคาตัวละ 50,000 บาท !

ชาวบ้านไม่เป็นอันกินอันนอน ! ... พวกเขาจับลิงคนละ 6 - 7 ตัว ซึ่งเป็น "ลิงที่เหลือทั้งหมดในป่า" และขายได้ราคาตัวละ 50,000 บาทจริง !

ชาวบ้านกำลังรออย่างใจจดใจจ่อ..สำหรับการประกาศรับซื้อในครั้งต่อไป...

และแล้ว...พ่อค้าก็ประกาศว่า เขาจะขอกลับบ้านเป็นเวลา 1 สัปดาห์ และเมื่อเขากลับมา เขาจะซื้อลิงในราคาใหม่ "ตัวละ 100,000 บาท "

เขาสั่งให้ลูกจ้างดูแลลิงที่เขาซื้อมาทั้งหมด..ลูกจ้างมีเพียงคนเดียว ต้องดูแลลิงทั้งหมดในกรง

พ่อค้ากลับบ้านไป.

ชาวบ้านรู้สึกเสียดายมากที่ไม่มีลิงให้จับขายอีกในครั้งนี้ เพื่อจะเอาไว้ขายให้ได้ในราคา 100,000 บาท

จากนั้น ลูกจ้างได้บอกพวกเขาว่า เขาจะแอบขายลิงบางตัวให้ก็แล้วกัน ที่ราคาตัวละ 70,000 บาท

ข่าวนี้แพร่กระจายอย่างไฟไหม้ป่าอีก เนื่องจากพ่อค้าจะซื้อลิงที่ราคาตัวละ 100,000 บาท ในครั้งต่อไปซึ่งคิดดูแล้ว ก็ยังมีกำไรถึง 30,000 บาท สำหรับลิงแต่ละตัว ..ก็ซื้อสิครับ

วันรุ่งขึ้น ชาวบ้านมาเข้าคิวหน้าร้านค้า..
ลูกจ้างขายลิงทั้งหมดที่ตัวละ 70,000 บาท คนรวยก็ซื้อลิงไว้เป็นจำนวนมาก คนจนก็ยืมเงินจากผู้ที่มีเงินให้กู้ เพื่อนำมาซื้อลิง !

ชาวบ้านซื้อมาแล้ว ก็ดูแลลิงของพวกเขาอย่างดี และรอให้พ่อค้ากลับมา...

แต่ไม่มีใครกลับมา !

ชาวบ้านทั้งหลาย รีบวิ่งไปตามหาลูกจ้าง ...
แต่ลูกจ้างก็หนีหายไปแล้วเช่นกัน !

ชาวบ้านจึงรู้ว่า พวกเขาได้ซื้อลิงที่ไม่มีประโยชน์ตัวละ 70,000 บาท และไม่สามารถเอาไปขายใครได้อีก

บิทคอยน์ หรือ การรับซื้อเหรียญหรือเงินสะสมต่างๆ  จะเป็นธุรกิจแบบลิงตัวต่อไป

มันจะทำให้คนจำนวนมากล้มละลาย และมีไม่กี่คน (ที่สกปรก) ก็จะร่ำรวยด้วยธุรกิจลิงนี้

fwd. line
17

จะก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางต้องปฏิรูปการศึกษาเด็กเล็ก

การพัฒนาเศรษฐกิจของไทยมีปัญหาหนักหน่วงมากในเชิงโครงสร้าง ปัญหาเหล่านี้มีการพูดถึงกันมากไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขาดความสามารถในการแข่งขัน

อันเนื่องมาจากการมีกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่มากเกินไป หรือล้าสมัย ขาดการวิจัยและพัฒนาทั้งภาครัฐและเอกชน ปัญหาการเปลี่ยนเป็นสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งนำไปสู่การขาดแคลนแรงงานและค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นในการดูแลผู้สูงอายุ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างรวดเร็ว ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของสินค้าและบริการ กระบวนการผลิต วิธีการจำหน่ายและให้บริการ ผู้ผลิตและผู้ให้บริการกลุ่มใหม่ๆ ตลอดจนความต้องการของผู้ซื้อที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Automation, Digitization และ Artificial Intelligence อาจทำให้การตกงานเป็นปัญหาใหญ่ นอกจากนี้การติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลางยังทำให้ขาดทรัพยากรในการรับมือกับปัญหาดังกล่าวข้างต้น

แต่ดิฉันอยากจะพูดถึงการปฏิรูปการศึกษาไม่ใช่การปฏิรูปเศรษฐกิจ เพราะปัญหาโครงสร้างต่างๆ หลายประเด็นเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับการระบบการศึกษาที่ล้าสมัยในปัจจุบัน หากเราสามารถพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ก็จะลดความเสี่ยงของปัญหาการตกงานในภาคนอกเกษตร ช่วยบรรเทาผลกระทบจากการขาดแคลนแรงงานจากสังคมสูงวัย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทั้งในภาคนอกเกษตร และเกษตร ขณะเดียวกัน ประสิทธิภาพในภาคเกษตรที่ดีขึ้นก็จะช่วยลดปัญหาความยากจนซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังของภาคเกษตรด้วย การศึกษาไม่เพียงแต่จะเพิ่มคุณภาพของแรงงานทางด้านเศรษฐกิจ แต่ยังเพิ่มคุณภาพของประชากรให้เข้าใจทั้งสิทธิและหน้าที่และวิเคราะห์ได้ว่าควรมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงในด้านสังคมให้ดีขึ้นอย่างไรด้วย ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า การศึกษาเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดที่เราจะก้าวจากประเทศกำลังพัฒนาไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งไม่เพียงแต่จะมีรายได้ที่สูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังมีมาตรฐานทางสังคม และความคาดหวังต่อการปฏิบัติตัวของประชาชนในสังคมสูงขึ้นด้วย

เมื่อพูดถึงการปฏิรูปการศึกษา หลายคนจะเรียกร้องให้เพิ่มความเข้มข้นของหลักสูตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์และคณิตศาสตร์ (STEM-Science, Technology, Engineering, Mathematics) เพื่อให้นักศึกษามีทักษะในการรองรับนโยบายประเทศไทย 4.0 และเรียกร้องให้หันมาสนับสนุนการเรียนในสายวิชาชีพมากขึ้นเป็นต้น แต่การเปลี่ยนแปลงในโลกขณะนี้เกิดขึ้นเร็วมากและยังไม่มีใครคาดเดาได้อย่างมั่นใจว่าอะไรใหม่ อะไรจะตามมาอีก และอะไรจะล้าสมัยไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นการสร้างทักษะความเชี่ยวชาญในวิทยาการด้านใดด้านหนึ่งเพียงอย่างเดียว จึงไม่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตที่มีความไม่แน่นอนสูง นักศึกษาและประชาชนทั่วไปยังจำเป็นต้องมีความสามารถที่จะเรียนรู้ของใหม่เพื่อสร้างความรอบรู้ และทักษะที่จะติดตามและปรับตัวไปตามการเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงานในอนาคตได้ นั่นคือต้องรู้ลึกและรู้กว้างด้วย

การสนับสนุนความเข้มข้นด้านวิทยาศาสตร์และสายวิชาชีพเป็น เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าจากการขาดแรงงานที่มีทักษะเหล่านี้ แต่การปฏิรูปการศึกษาที่ยั่งยืนจะต้องพุ่งเป้าไปที่ระดับเด็กอนุบาลและประถมศึกษา ซึ่งดิฉันคิดว่าจำเป็นต้องทำ 3 เรื่องคือ

1.สอนให้เด็กรู้จักคิดวิเคราะห์ตามเหตุและผล และเรียนรู้วิธีที่จะหาคำตอบ ครูต้องทำหน้าที่ในการกระตุ้นชักนำให้เด็กรักการเรียนรู้ไปตลอดชีวิต ไม่ใช่การสอนให้จำตามที่สอน ยกตัวอย่างเช่น การสอนวิชาการอ่านและเขียนไม่ใช่เพื่อฝึกให้เด็กอ่านและเขียนได้ถูกต้องหรือรู้แม้แต่คำศัพท์ยากๆ แต่เพื่อให้เกิดทักษะที่จะนำการอ่านออกเขียนได้ไปใช้ประโยชน์ต่อไป หลักสูตรสำหรับเด็กอนุบาลและประถมในต่างประเทศนั้น เมื่อเด็กเริ่มอ่านออกเขียนได้ก็จะให้เด็กอ่านหนังสือทุกวัน สำหรับเด็กเล็กอาจจะเป็นหนังสือภาพก็ได้ ให้เด็กมีโอกาสอ่านหนังสือหลากแนว หลายศาสตร์ เกิดจินตนาการ ลำดับถัดมาก็จะเริ่มให้เด็กเขียนสรุปใจความโดยไม่เน้นการใช้ตัวสะกดให้ถูกต้อง ขอให้สามารถสื่อความได้ตามที่ตนคิดเท่านั้น พอขึ้นชั้นประถมก็เริ่มให้วิเคราะห์วิจารณ์ว่าเรื่องที่อ่านนั้นๆ เป็นอย่างไร ชอบหรือไม่ เพราะอะไร โดยครูจะทยอยชี้ให้เห็นถึงโครงสร้างของการเขียนหลากหลายรูปแบบ การเขียนให้เข้าใจง่ายและดึงดูดความสนใจของผู้อ่านเป็นต้น แต่ทักษะจริงๆ ของเด็กเกิดจากการอ่านเองอย่างต่อเนื่อง ทำให้เด็กจับประเด็นเก่ง สามารถวิเคราะห์วิจารณ์ และจัดความคิดของตนอย่างเป็นระบบ นั่นคือ "การอ่านและเขียน" เป็นเพียงเครื่องมือในการพัฒนาความคิดและหาความรู้ต่อไป แต่ระบบของเรากลับกลายเป็นว่า การอ่านและเขียนเป็นเป้าหมายสุดท้ายโดยตัวมันเอง เด็กที่อ่านฉะฉาน รู้ศัพท์ยากๆ ก็จะถือว่าเก่ง ธนาคารโลกเคยมีการศึกษาเมื่อปี 2015 ชี้ว่า ประมาณเศษ 1/3 ของเด็กไทย อายุ 15 ปีถือว่า Functionally illiterate นั่นคือแม้จะอ่านออกเขียนได้ แต่ไม่สามารถนำไปใช้งานได้ ซึ่งดิฉันวิเคราะห์ว่าเป็นเพราะเด็กไทยขาดประสบการณ์ในการอ่านเขียนอย่างหลายหลาย ทำให้ไม่มีพื้นฐานที่จะอ่านและเขียน แม้แต่เรื่องไม่ซับซ้อนทางเทคนิค แต่ขาดความคุ้นเคย

ไม่เฉพาะแต่การสอนเกี่ยวกับการอ่านการเขียนเท่านั้น แต่วิชาอื่นๆ เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ที่สอนแก่เด็กเล็กก็มีแนวคิดเช่นเดียวกันคือ ให้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาความคิดและหาความรู้ต่อไป

2.สอนให้เด็กมีจริยธรรม มีวินัยละอายที่จะเอาเปรียบคนอื่นขณะเดียวกันก็ปกป้องสิทธิของตนไม่ให้คนอื่นเอาเปรียบ เช่นไม่ใช้สิทธิพิเศษเหนือคนอื่น ขณะเดียวกันก็ไม่ยอมให้คนอื่นมีสิทธิพิเศษเหนือตน และละอายที่จะทำผิดทั้งต่อหน้าและลับหลังผู้คน ที่โรงเรียนประถมแห่งหนึ่งในอินเดีย ได้ยกเลิกการมีคนเฝ้าร้านขายอุปกรณ์การเรียนของโรงเรียน โดยใช้ระบบเชื่อใจกัน ให้เด็กใส่เงินลงในกล่องเองตามราคาที่ติดไว้ ช่วงแรกๆ ก็มีการโกงโดยไม่ใส่เงินบ้าง ระหว่างนั้นครูก็พูดชื่นชมให้กำลังใจว่าเด็กๆ มีความซื่อสัตย์สุจริตมากขึ้นตามลำดับ หลังจากนั้นประมาณ1 เดือน ปรากฏว่าไม่มีการโกงเกิดขึ้นอีกเลย แสดงให้เห็นว่าเด็กๆ สามารถเรียนรู้เกี่ยวกับความมีศักดิ์ศรีของตัวเองและไม่กระทำผิดทั้งที่ไม่มีคนกำกับดูแล นี่คือพื้นฐานของการสร้างสังคมที่ทุกคนอยู่ในกติกาและกฏหมาย ด้วยศักดิ์ศรีและวินัยของตัวเอง ไม่ใช่คอยจะฝ่าฝืนเอาประโยชน์เมื่อโอกาสอำนวย หรือเมื่อคิดว่าจะไม่ถูกจับได้หรือถูกลงโทษ

3.สอนให้เด็กรู้ภาษาต่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่ง"ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน" เป็น 2 ภาษาที่ใช้กันแพร่หลายมากที่สุด ทั้งในโลกอนาล็อกและดิจิตอล ดังนั้น จึงไม่เพียงแต่จะเป็นทักษะที่สำคัญต่อไปในการสื่อสารกับประชากรกลุ่มใหญ่ของโลก แต่ยังเป็นเครื่องมือในการติดตามหาความรู้ใหม่ๆ จากโลกของอินเตอร์เน็ตซึ่งมีข้อมูลและความรู้มหาศาลใน 2 ภาษานี้

การปฏิรูปการศึกษาในระดับอนุบาลและประถม แม้จะต้องใช้เวลานานกว่าเด็กจะโตขึ้นมาและเห็นการเปลี่ยนแปลงในคุณภาพของประชากร แต่ก็ไม่มีทางลัดอื่นที่จะสร้างความยั่งยืนให้อนุชนของเราเป็นทั้งคนดีและคนเก่ง มีจินตนาการ สามารถคิดนอกกรอบใฝ่รู้ มีทักษะที่จะรับมือกับโลกใหม่ได้อย่างแท้จริง และเมื่อนั้นประเทศไทยจึงจะสามารถก้าวพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางไปได้


โดย...  ดร.ธาริษา วัฒนเกส  อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/645385
18
Programming & SEO / การสุ่มตัวเลขด้วย PHP
« กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ 25/08/18 »
การสุ่มตัวเลขด้วย PHP

PHP rand() Function

อ้างถึง
rand();

หรือ

อ้างถึง
rand(min,max);

min คือค่า ช่วงค่าน้อยที่ต้องการสุ่ม
max คือค่า ช่วงค่ามากที่่ต้องการสุ่ม


เอาโค๊ดนี้ไปลองนะจ๊ะ

อ้างถึง
<?php
echo(rand() . "<-br>");
echo(rand() . "<-br>");
echo(rand() . "<-br>");
echo(rand(10,100));
echo(rand(100,1000));
?>

เอาไปใส่ไฟล์ PHP แบบเต็ม ก็จะเป็นแบบนี้

อ้างถึง
<!DOCTYPE html>
<html>
<body>

<?php
echo(rand() . "<-br>");
echo(rand() . "<-br>");
echo(rand() . "<-br>");
echo(rand(10,100));
echo(rand(100,1000));
?>

</body>
</html>

หมายเหตุ ก่อนเอาไปใช้จริง ให้ลบ - หน้า br ออกก่อนนะครับ
19


เคยชินกับความล้มเหลว แต่ไม่เคยยอมแพ้ สอบตกมัธยม 3 สองรอบ  สมัครงาน ไม่มีใครรับ

สมัครงานที่ KFC 24 คน รับ 23 คน แจ็ค หม่า เป็นคนเดียว ที่เขาไม่รับ

สมัครตำรวจ 5 คน รับ 4 คน แจ็คหม่า เป็นคนเดียวที่เขาไม่รับ

แจ็คหม่า เรียนรู้กับความล้มเหลว และสร้างพลังใจอย่างไร จึงกลับมาเป็นมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในเอเชีย

ใครที่คิดว่าตัวเองล้มเหลว ขาดกำลังใจ ลองฟังดู จะได้มุมมองอะไรดีๆ ที่พลิกชีวิต ถ้าเราเอาไปใช้

20


ปฐมพยาบาลเบื้องต้น (First Aid) เป็นการให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์แก่ผู้ป่วยหรือผู้บาดเจ็บทันที ณ บริเวณเกิดเหตุ อาจเป็นการใช้ทักษะความรู้เฉพาะทางหรือการตัดสินใจที่เหมาะสมกับสถานการณ์ฉุกเฉิน ในการช่วยเหลืออาจใช้เพียงอุปกรณ์เท่าที่หาได้ในขณะนั้น เพื่อประคับประคองอาการของผู้ป่วยจนกว่าจะได้รับการรักษาจากบุคลากรทางการแพทย์ หรือถูกส่งต่อเพื่อเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน

จุดประสงค์ในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอ การเรียนรู้การปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดจึงเป็นเรื่องสำคัญ การปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างถูกต้องอาจช่วยป้องกันความพิการที่อาจเกิดขึ้นจากอาการบาดเจ็บ ไม่ว่าจะเป็นความเจ็บป่วยจากอุบัติเหตุเล็กน้อย ๆ ก็ตาม โดยช่วยลดความรุนแรงของอาการบาดเจ็บ และช่วยให้ร่างกายของผู้ป่วยกลับสู่สภาพเดิมโดยเร็ว ด้วยวิธีการเช่น การทำความสะอาดแผลด้วยน้ำเย็น หรือใช้ผ้าพันแผลกดห้ามเลือดสำหรับบาดแผลจากของมีคม ตลอดจนการรับมือในกรณีอุบัติเหตุร้ายแรงที่อาจส่งผลถึงชีวิตด้วยเช่นกัน

ปฐมพยาบาลเบื้องต้นกับอุบัติเหตุ

วิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้นต้องดูตามอาการซึ่งแตกต่างกัน โดยผู้ที่ให้ความช่วยเหลือต้องมีสติ คิดหาวิธีรับมือ และตัดสินใจให้เหมาะสมกับสถานการณ์มากที่สุด สิ่งที่ผู้ช่วยเหลือควรคำนึงถึง คือ เรื่องขีดความสามารถ ข้อจำกัด หรือความปลอดภัยเป็นอันดับต้น ๆ โดยให้รีบติดต่อขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานกู้ชีพฉุกเฉินเสมอ

แขนหรือขาหัก

แขนหักหรือขาหักมีอาการที่สังเกตเห็นได้ เช่น พบกระดูกโผล่ออกผิวหนัง เลือดทะลักออกจากแผลและไหลไม่หยุด แม้จะกดแผลห้ามเลือดอยู่หลายนาที หรืออาการบาดเจ็บที่ศีรษะ ลำคอ และหลัง ผู้ช่วยเหลือสามารถปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้ด้วยวิธีการ ดังนี้

-ในกรณีที่ต้องห้ามเลือด กดแผลให้แน่นด้วยผ้าสะอาดจนกว่าเลือดจะหยุดไหล
-การประคบน้ำแข็ง หรือยกแขนขึ้นเหนือหัวใจ อาจช่วยให้แผลบวมน้อยลงได้
-หากเสื้อผ้าที่ผู้ป่วยสวมใส่ปกปิดแขนบริเวณที่หัก ให้ถอดหรือตัดเสื้อผ้าออกแต่ห้ามขยับแขนเด็ดขาด
-สำหรับอาการแขนหักที่ไม่รุนแรงมากนัก ให้ดามแขนโดยพันม้วนกระดาษหนังสือพิมพ์ หรือไม้บรรทัด ด้วยเทปที่ใช้สำหรับการปฐมพยาบาลเบื้องต้น หรือดามแขนของผู้ป่วยโดยใช้ผ้าพันแผลพันไว้กับไม้กระดาน
-หากพบว่าผู้ป่วยขาหัก ให้ผู้ช่วยเหลือดามที่ขาโดยใช้ผ้าพันแผลพันรอบหัวเข่า ข้อเท้า ในส่วนบน และล่างของบริเวณที่หักกับไม้กระดานหรือวัสดุดาม หรือดามไว้กับขาอีกข้างที่ไม่ได้รับบาดเจ็บ
-ตรวจสอบให้แน่ใจว่าการดามไม่ได้ส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดที่บริเวณแขนหรือขา
-หากผู้ป่วยมีอวัยวะหักเป็นแผลเปิดที่มีชิ้นส่วนของกระดูกโผล่ออกมา พยายามอย่าแตะต้อง และให้ใช้ผ้าพันแผลปราศจากเชื้อโรคพันไว้ และรอความช่วยเหลือทางการแพทย์
-ห้ามให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มใด ๆ เนื่องจากอาจต้องเข้ารับการรักษาโดยการผ่าตัด
-รีบเข้ารับการรักษาจากแพทย์โดยทันที ซึ่งแพทย์อาจเอกซเรย์ เข้าเฝือกแขน หรือผ่าตัดในกรณีที่กระดูกทะลุผิวหนัง เพื่อฟื้นฟูกระดูกส่วนที่ที่แตกหัก

หัวแตก

ใบหน้าและหนังศีรษะเป็นส่วนที่มีเส้นเลือดใกล้ผิวชั้นนอกมาก ดังนั้น รอยแผลหัวแตกมักจะมีเลือดไหลออกมาก ในกรณีที่บาดแผลลึกถึงกระโหลกศีรษะ ผู้ป่วยควรได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน แต่ในกรณีที่บาดแผลไม่สาหัส อาจปฐมพยาบาลห้ามเลือดได้เองที่บ้าน โดยมีวิธีดังต่อไปนี้

-กดแผลห้ามเลือด หากเป็นไปได้ให้ล้างมือ หรือสวมถุงมือกันเชื้อโรคทุกครั้ง
-ให้ผู้ป่วยนอนลง หากมีสิ่งแปลกปลอมติดอยู่กับแผล ให้เอาออกให้หมด
-ใช้ผ้าพันแผล หรือผ้าสะอาดกดแผลไว้ให้แน่น 15 นาที อย่าหยุดกดจนกว่าจะครบเวลา หากเลือดซึมผ่านผ้า ให้ใช้ผ้าสะอาดผืนใหม่แปะแล้วกดต่อ
-ในกรณีที่บาดแผลค่อนข้างสาหัสและเลือดยังไม่ยอมหยุดไหล ให้กดแผลต่อไปเรื่อย ๆ ระหว่างรอความช่วยเหลือ พยายามให้แผลสะอาดและหลีกเลี่ยงไม่ให้บาดเจ็บซ้ำอีก
-ในกรณีที่บาดแผลไม่ร้ายแรง หลังจากกดแผลไว้แล้ว 15 นาที เลือดมักจะหยุดไหลได้เอง หรืออาจไหลซึมอยู่บ้างประมาณ 45 นาที
-หากผู้ช่วยเหลือสังเกตพบว่ามีอาการแตกร้าวของกระโหลก ให้ปิดแผลด้วยผ้าพันแผลที่สะอาดปราศจากเชื้อโรค โดยห้ามออกแรงกดห้ามเลือดโดยตรง หรือหลีกเลี่ยงแตะต้องเศษเนื้อตายที่บริเวณบาดแผล
-บาดแผลที่มีอาการบวม บรรเทาลงได้ด้วยการประคบน้ำแข็ง
-เฝ้าสังเกตอาการหมดสติ หรือช็อก

เป็นลม

อาการเป็นลมเกิดขึ้นจากภาวะเลือดเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้ผู้ป่วยหมดสติชั่วคราว การปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อเป็นลมอาจทำได้ดังนี้

-ในกรณีที่ตัวเรามีอาการเป็นลมซึ่งอาจสังเกตได้จากอาการที่เกิดฉับพลัน เช่น รู้สึกหน้ามืด ตาพร่าลาย หรือเวียนศีรษะ ให้รีบล้มตัวนอนหรือนั่งพัก โดยขณะมีอาการให้นั่งในท่าโน้มศีรษะลงมาอยู่ระหว่างเข่าพร้อมกับหายใจเข้าลึกเต็มปอด หากรู้สึกดีขึ้นจึงค่อย ๆ ลุกขึ้น ทั้งนี้ผู้ป่วยไม่ควรรีบลุกขึ้นเร็วจนเกินไปเนื่องจากอาจเป็นลมซ้ำได้

-ในกรณีที่พบผู้ป่วยเป็นลม ควรช่วยจัดท่าทางให้ผู้ป่วยนอนหงายราบ และยกขาขึ้นให้อยู่เหนือระดับหัวใจ (ประมาณ 30 เซนติเมตร) เพื่อให้โลหิตไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงสมองได้ง่ายขึ้น รวมทั้งปลดเข็มขัด ปกคอเสื้อ หรือเสื้อผ้าส่วนอื่น ๆ ที่รัดแน่น เพื่อช่วยลดโอกาสเป็นลมซ้ำ หากผู้ป่วยฟื้นขึ้น อย่าเพิ่งให้ลุกขึ้นเร็วจนเกินไป และให้รีบติดต่อขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานแพทย์หรือกู้ชีพ

-สังเกตดูว่าผู้ป่วยอาเจียน และหายใจได้สะดวกดีหรือไม่
-สังเกตการไหลเวียนโลหิต ซึ่งดูได้จากการหายใจ อาการไอ หรือการเคลื่อนไหว หากพบความผิดปกติว่าผู้ป่วยหยุดหายใจ ให้รีบติดต่อขอความช่วยเหลือ แล้วทำ CPR (การปั๊มหัวใจ)ไปเรื่อย ๆ จนกว่าผู้ป่วยจะมีสัญญาณชีพจรและกลับมาหายใจได้อีกครั้ง หรือเมื่อความช่วยเหลือมาถึง

-ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นลมล้มลงจนได้รับบาดเจ็บ ไม่ว่าจะเป็นบาดแผลฟกช้ำ หรือแผลที่มีเลือดออก ให้ดูแลบาดแผลและกดแผลห้ามเลือด

-ให้ผู้ช่วยเหลือพาผู้ป่วยที่เป็นลมไปอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีผู้คนจอแจ และให้ดมแอมโมเนีย หรือยาดม เพื่อบรรเทาอาการ โดยผู้ช่วยเหลืออาจใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดหน้าควบคู่ไปด้วยได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยยังไม่มีอาการดีขึ้น ควรรีบพาส่งโรงพยาบาลเพื่อตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์

อาการชัก

อาการชักมีหลายประเภทและมักจะหยุดลงในเวลาไม่กี่นาที อาจมีสัญญาณบอกล่วงหน้า เช่น รู้สึกหวาดกลัว หรือวิตกกังวลอย่างฉับพลัน รู้สึกปั่นป่วนในท้อง มึนงง ปวดศีรษะ การมองเห็นผิดปกติ ร่างกายชาไร้ความรู้สึก หรือการควบคุมแขนหรือขาเกิดความผิดปกติ ทั้งนี้ หากพบผู้ป่วยชักเกร็งกระตุกทั้งตัว ผู้ช่วยเหลือควรรีบปฐมพยาบาลเบื้องต้น ดังนี้

-ผู้ช่วยเหลือควรตั้งสติไว้ให้ดี และอยู่กับผู้ป่วยจนกว่าจะหายชัก หรือกลับมารู้สึกตัวปกติดีอีกครั้ง
-ให้ผู้ช่วยเหลือพยายามกันไม่ให้มีคนมุงดู โดยอาจขอความร่วมมือจากผู้อื่นให้เว้นระยะห่างให้ผู้ป่วยได้มีพื้นที่สงบและรู้สึกปลอดภัย ในกรณีที่เหตุการณ์เกิดขึ้นในสถานที่อันตราย เช่น บนท้องถนน หรือบันได ให้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยและเป็นส่วนตัว
-จับผู้ป่วยนอนตะแคงหนุนหมอน เพื่อป้องกันการสำลักน้ำลาย หรือสำลักอาเจียน
-ระมัดระวังไม่ให้ศีรษะของผู้ป่วยกระทบกระเทือน โดยผู้ช่วยเหลืออาจหาเสื้อผ้ามารองไว้ใต้ศีรษะ
-ปลดเครื่องแต่งกายที่รัดแน่น เช่น กระดุมปกคอเสื้อ เพื่อให้ผู้ป่วยหายใจสะดวกขึ้น
-พยายามให้ผู้ป่วยหายใจได้สะดวก โดยการจับกราม และดันศีรษะไปด้านหลังเล็กน้อย
-ห้ามเขย่าตัว ตะโกนใส่ หรือนำสิ่งของแปลกปลอมเข้าปากผู้ป่วยที่กำลังเกิดอาการโดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นยาเม็ด หรือน้ำเปล่า เพราะอาจทำให้เกิดการสำลักได้
-ห้ามยึดยื้อหรือดึงรั้งแขนและขาของผู้ป่วยที่มีอาการชัก เว้นแต่ในกรณีที่ผู้ป่วยกำลังจะได้รับอันตรายจากการตกที่สูง หรือการตกน้ำ
-ในระหว่างปฐมพยาบาลควรจดจำอาการ และระยะเวลาที่เกิดอาการว่านานเท่าไร เพื่อจะได้แจ้งแก่ผู้ป่วยหรือแพทย์ได้
-หลังจากอาการชักสิ้นสุดลง มีความเป็นไปได้ว่าผู้ป่วยอาจเพลียหลับไป ในกรณีนี้ให้ผู้ช่วยเหลือจัดท่าผู้ป่วยนอนพลิกตะแคง เช็ดน้ำลาย หรือสิ่งแปลกปลอมที่ไปอุดกั้นทำให้หายใจไม่สะดวก เช่น ฟันปลอม หรือเศษอาหาร
-หากผู้ช่วยเหลือสังเกตพบว่าผู้ป่วยชักอยู่นานเกินกว่า 5 นาที มีอาการชักซ้ำ ๆ ติดกัน หายใจติดขัดผิดปกติ หรือผู้ป่วยได้รับการบาดเจ็บที่รุนแรงระหว่างชัก ควรรีบนำตัวผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์ตรวจวินิจฉัยโดยด่วน

แผลงูกัด

หากไม่สามารถจดจำลักษณะของงูหรือไม่ทราบชนิดของงูที่กัด ให้ผู้ช่วยเหลือและผู้ป่วยพึงสงสัยไว้ก่อนได้เลยว่างูที่กัดอาจมีพิษ และรีบติดต่อขอความช่วยเหลือจากแพทย์โดยทันที ทั้งนี้ อาการที่เกิดจากบาดแผลงูพิษอาจสังเกตได้จากการหายใจลำบาก หรือหมดสติ ในทางตรงกันข้ามถ้าทราบแน่ชัดแล้วว่างูที่กัดเป็นสายพันธุ์ที่ไม่มีพิษ ให้รักษาแผลเหมือนกับการรักษาแผลถูกของมีคมบาด และควรจดจำลักษณะของงูเอาไว้ให้ดี เมื่อผู้เชี่ยวชาญมาจะได้บอกรายละเอียดของงูได้ถูกต้อง ทั้งนี้ การปฐมพยาบาลเบื้องต้นบาดแผลงูกัดในระหว่างรอความช่วยเหลือควรปฏิบัติ ดังนี้

-รีบพาผู้ป่วยหนีออกห่างจากงู และให้ผู้ป่วยนอนลง
-ผู้ช่วยเหลือควรพยายามทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสงบ เคลื่อนไหวแขน ขา หรือส่วนที่ถูกงูกัดให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อไม่ให้พิษแพร่กระจาย พยายามจัดตำแหน่งให้บริเวณที่ถูกงูกัดอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าหัวใจ เช่น หากถูกงูกัดที่มือหรือเท้าให้ห้อยลงต่ำ
-ปิดแผลด้วยพลาสเตอร์ปิดแผลแบบปราศจากเชื้อ
-ถอดเครื่องประดับที่อยู่ใกล้เคียงกับแผลออก หรือถอดรองเท้าหากถูกกัดที่ขา หรือเท้า
-ในระหว่างรอความช่วยเหลือ ห้ามกรีดบริเวณบาดแผล ดูดพิษ ขันชะเนาะ ล้างแผลด้วยน้ำ ประคบน้ำแข็ง ใช้ไฟหรือเล็กร้อนจี้บริเวณที่ถูกงูกัด ให้ใช้เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน หรือแอลกอฮอล์ รวมทั้งห้ามรักษาด้วยยาชนิดอื่นโดยเด็ดขาด
-ห้ามผู้ป่วยเดินเท้าในระหว่างการเดินทางไปยังสถานพยาบาล ให้ผู้ป่วยนั่งรถหรือแคร่หาม เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของพิษงูไปทั่วร่างกาย

จมน้ำ

การจมน้ำมักไม่มีอาการอื่น ๆ แสดงให้เห็นนอกเสียจากพบว่าผู้ป่วยหยุดหายใจ หรือพบว่านอนอยู่ที่ฝั่งแล้ว การปฐมพยาบาลเบื้องต้นทำได้โดยปฏิบัติดังนี้

-หากผู้ป่วยหยุดหายใจหรือเรียกแล้วไม่ตอบสนอง ให้เปิดทางเดินหายใจให้โล่งขึ้น และทำ CPR ก่อนเป็นเวลา 1 นาที จากนั้นจึงร้องขอความช่วยเหลือจากผู้คนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงให้ติดต่อกับหน่วยงานฉุกเฉินที่หมายเลข 1669 โดยทันที ภายหลังให้ทำ CPR ร่วมกับการผายปอดอย่างต่อเนื่อง (หากเคยมีประสบการณ์หรือผ่านการเรียนวิธีผายปอดที่ถูกต้องมาก่อน) จนกว่าความช่วยเหลือจะมาถึง
-หากพบว่าผู้ป่วยหมดสติแต่ยังคงหายใจอยู่ จัดผู้ป่วยให้อยู่ในท่าพัก โดยให้ศีรษะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าตัว แต่สำหรับกรณีที่ผู้ป่วยจมน้ำรู้สึกตัว ให้ผู้ช่วยเหลือรีบเช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วพาผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด
คอยเฝ้าสังเกตอาการ เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ป่วยยังหายใจอยู่
-ผู้ช่วยเหลือไม่ควรพยายามกำจัดน้ำในตัวผู้ป่วยออกด้วยวิธีการอุ้มพาดบ่าแล้วกระทุ้งเอาน้ำออก เพราะน้ำที่ไหลออกจากการกระทุ้งนั้นอาจไม่ใช่น้ำที่ค้างในปอด แต่อาจเป็นน้ำจากกระเพาะอาหาร ซึ่งการปฏิบัติดังกล่าวก่อให้เกิดอันตรายกับผู้ป่วยตามมาได้

อาการสำลัก

การสำลักเกิดจากสิ่งแปลกปลอมเข้าไปติดค้างอยู่ในลำคอหรือกีดขวางหลอดลม สังเกตเห็นได้จากอาการบางอย่าง เช่น เล็บ ริมฝีปาก และผิวหนังของผู้ป่วยคล้ำหรือเปลี่ยนเป็นสีเขียว พูดไม่มีเสียงหายใจลำบาก หายใจเสียงดัง ไม่สามารถไอแรง ๆ หรือหมดสติ การปฐมพยาบาลเบื้องต้นควรทำโดยทันที เนื่องจากการสำลักจะทำให้สมองขาดออกซิเจน โดยปฏิบัติดังนี้

-ตบหลัง 5 ครั้ง ระหว่างกระดูกสะบักของผู้ป่วยด้วยส้นมือ โดยผู้ช่วยเหลือควรเรียนเทคนิคการตบหลังก่อนการช่วยเหลือ ไม่เช่นนั้นให้ใช้วิธีการกดกระแทกที่ท้องแทน หรือจะทำ 2 วิธีสลับกันก็ได้

-กดกระแทกที่ท้อง (Abdominal Thrusts) 5 ครั้ง ควรทำก่อนการขอความช่วยเหลือ โดยให้ยืนข้างหลัง เอาแขนรัดรอบเอว แล้วโน้มตัวผู้ป่วยไปด้านหน้าเล็กน้อย กำหมัดแล้ววางไว้ตรงสะดือของผู้ป่วย จากนั้นใช้มืออีกข้างจับที่หมัด แล้วกดลงแรงและเร็วที่ท้องของผู้ป่วย ให้เหมือนกับกำลังพยายามยกตัวผู้ป่วยขึ้น วิธีนี้สามารถทำซ้ำจนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะหลุดออกมา และสามารถใช้ได้กับเด็กที่มีอายุมากกว่า 1 ปีและผู้ใหญ่

-ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นทารกที่อายุต่ำกว่า 1 ปี ให้ผู้ช่วยเหลือวางท้องแขนลงบนหน้าตัก จับผู้ป่วยอยู่ในท่านั่ง แล้ววางใบหน้าของผู้ป่วยลงบนท้องแขน จากนั้นค่อย ๆ ทุบลงกลางหลังให้แรงมากพอจะทำให้สิ่งแปลกปลอมหลุดออกมาได้

-หากยังไม่ได้ผลให้ใช้ 2 นิ้ววางตรงกลางกระดูกหน้าอก และปั๊มหัวใจ 5 รอบแบบเร็ว ๆ ทำซ้ำจนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะหลุดออกมา ในกรณีที่ไม่มีสิ่งแปลกปลอมขวางทางเดินหายใจ หากทารกหยุดหายใจ ให้รีบติดต่อขอความช่วยเหลือแล้วจึงทำ CPR

ติดต่อสายด่วนช่วยชีวิต

ผู้ช่วยเหลือที่พบผู้ป่วยกำลังต้องการความช่วยเหลือทางการแพทย์ฉุกเฉิน ให้ตั้งสติ และติดต่อแจ้งเหตุผ่านเบอร์โทรศัพท์ 1669 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา https://www.pobpad.com/
หน้า: 1 [2] 3 4 ... 10