กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
บทความสาระ / กัญชา ช่วยรักษาโรคอะไรได้บ้าง
« กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ 13/07/19 »


กัญชาช่วยบรรเทาโรค ดังนี้ (พิจารณาก่อน อย่าเชื่อตามทั้งหมด)

1 กัญชาสามารถหยุดการแพร่กระจายของมะเร็งไม่ให้ลุกลามและกำจัดเซลมะเร็งได้ โดยไม่ทำร้ายหรือสร้างความเสียหายให้กับเซลปกติ
2 กัญชาสามารถรักษาต้อหิน
3 กัญชาสามารถป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้(thcสามารถยับยั้งเซลล์เอเบตาโปรตีนไม่ให้ผลิตสารพิษที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคอัลไซเมอร์)
4 กัญชาสามารถช่วยลดอาการอักเสบ
5 กัญชาสามารถควบคุมและรักษาโรคลมชัก
6 กัญชาสามารถลดความเจ็บปวดจากโรคระบบประสาทส่วนกลางเสื่อม
7 กัญชาสามารถรักษโรคโครห์น (Crohn’s Disease) ความผิดปกติเรื้อรังของลำไส้ใหญ่ได้
8 กัญชาสามารถช่วยควบคุมและรักษาโรคพากินสัน
9 กัญชาสามารถลดความวิตกกังวล
10 กัญชาสามารถช่วยในการยับยั้งการสร้างสารก่อมะเร็งและปรับปรุงสุขภาพปอดได้
11 กัญชาสามารถลดความเจ็บปวดจากเคมีบำบัด
12 กัญชาสามารถปรับปรุงอาการของโรคลูปัสหรือโรคเอสแอลอี (โรคพุ่มพวง)
13 กัญชาสามารถช่วยปกป้องสมองจากความเสียหายของโรคหลอดเลือดสมอง
14 กัญชาสามารถควบคุมกล้ามเนื้อกระตุก
15 กัญชาสามารถรักษาโรคลำไส้อักเสบ
16 กัญชาสามารถช่วยขจัดฝันร้าย
17 กัญชาสามารถปกป้องสมองจากการถูกกระทบกระแทกและการบาดเจ็บ
18 กัญชาสามารถช่วยให้เจริญอาหาร
19 กัญชาสามารถช่วยขยายหลอดลมและลดการหดตัวของหลอดลม
20 กัญชาสามารถแก้โรคบิด แก้ปวดท้อง และโรคท้องร่วง
21 กัญชาสามารถช่วยแก้อาการประจำเดือนไม่ปกติของสตรี
22 กัญชาสามารแก้โรคผิวหนังกลากเกลื้อน
23 กัญชาสามารถแก้ปวดหัวไมเกรน
24 กัญชาช่วยรักษาการอุดตันของเส้นเลือดในสมอง
25 กัญชาสามารถช่วยบำบัดผู้ติดยาเสพติดชนิดรุนแรงเช่นเฮโรอีน
26 กัญชาสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตสูงได้ (รักษาเบาหวาน)
27 กัญชาสามารถช่วยรักษาแผลสด แผลหายยากจากเบาหวาน ให้แห้งและหายได้
28 กัญชาช่วยทำให้มีอารมณ์เบิกบานแจ่มใสมีสมาธิและจิตใจสงบ
29 กัญชาสามารถช่วยผู้ป่วยที่ติดเชื้อHIVหรือเอดส์ให้สามารถใช้ชีวิตได้ดีขึ้น
30 กัญชาสามารถช่วยป้องกันโรคตับแข็ง
31 กัญชาสามารถช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น
32 กัญชาสามารถช่วยรักษาอาการกระดูกหักให้หายไวขึ้น และยังทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้นด้วย
33 กัญชาสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากความเสียหายของระบบปเส้นประสาททั้งร่างกายและระบบเชื่อมต่อในสมอง
34 กัญชาสามารถรักษาโรคภูมิแพ้ต่างๆได้
35 กัญชาสามารช่วยรักษาอาการโรคปลอกประสาทอักเสบหรือโรคเอ็มเอส (MS)
36 กัญชาช่วยแก้อาการแข็งเกร็งจากอัมพฤกษ์อัมพาตได้
37 กัญชาสามารถแก้ไข้ผอมเหลือง ไม่มีกำลัง ตัวสั่นได้
38 กัญชาสามารถรักษาแผลในเซลล์ลำไส้ที่เกิดจาการอักเสบของโรค crohn’s disease ได้ (จาการทดสอบในตาจึงอาจนำไปสู่การใช้ในผู้ป่วยเบาหวานที่กำลังจะสูญเสียตาได้อีกด้วย)
39 กัญชาสามารถช่วยต่อสู้กับโรคลูคีเมียได้

กัญชาสามารถยับยั้งอารมณ์เกรี้ยวกราดได้

เมื่อเรากินน้ำมันกัญชา ตัวยาจะเดินทางผ่านตับ
จะเกิดกระบวนการเปลี่ยนเเปลงสาร THC เป็น 11-hydroxy-THC จากนั้น สารนี้จะเข้าไปในกระเเสเลือดเเละถูกส่งไปที่สมอง

สมองจะส่ง “MGSs” หรือ ตัวรับในสมอง ซึ่งจะผูกกับตำเเหน่งของเซลล์มะเร็ง เป็นการกระตุ้นกระบวนการที่เรียกว่า การตายของเซลล์แบบที่มีการโปรแกรมไว้แล้ว หรือ Programmed Cell Death เป็นการทำให้เซลล์มะเร็งตายไปตามปกติ อย่างที่เซลล์ในร่างกายได้ถูกกำหนดอายุเวลาเอาไว้เเล้ว น้ำมันกัญชาเป็นเพียงตัวกระตุ้นตัวรับสัญญานในสมอง เมื่อน้ำมันกัญชาที่มีเเคนนาบินอยด์ ผูกกับตำเเหน่งของเซลล์มะเร็ง จากนั้นตัวรับเเคนนาบินอยด์ในสมอง จะส่งสัญญานเข้าไปในร่างกาย เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งชนิดต่างๆ หลายประเภท

เรียบเรียงโดย นพ สมนึก ศิริพานทอง
2


กรมสุขภาพจิต เป็นห่วงประชาชนชาวไทยเกิดผลข้างเคียงจากการใช้น้ำมันกัญชา โดยมีความเชื่อไม่ถูกต้อง และรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่เข้าใจการใช้งาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสมองของผู้ใช้โดยตรง ในระยะยาวจะทำให้เสี่ยงต่ออาการทางจิตเวชเรื้อรังมากขึ้นได้ การใช้กัญชาทางการแพทย์เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้น จึงควรใช้ตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์หรือได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

น้ำมันกัญชา
นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า จากสถานการณ์ปัจจุบัน กรมสุขภาพจิตได้ดำเนินการติดตามการตอบสนองของประชาชนในสื่อช่องทางต่างๆ อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด พบว่า ประชาชน  ชาวไทยให้ความสนใจกับน้ำมันกัญชามากขึ้น ทั้งในแง่การใช้งานและการรับรู้ข่าวสารทางสื่อกระแสหลักและสื่อโซเชียลต่างๆ เกี่ยวกับประโยชน์ทางการแพทย์และผลข้างเคียงจากการใช้อย่างไม่ถูกต้อง

ทั้งนี้ ประชาชนจำนวนมากสามารถเข้าถึงความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับประโยชน์และผลข้างเคียงจากการใช้น้ำมันกัญชารักษา แต่ในขณะเดียวกันก็มีความไม่เข้าใจต่อวิธีการใช้งานและมีความเชื่อที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้น้ำมันกัญชาสกัดปะปนอยู่ด้วย จึงปรากฏเป็นข่าวผลกระทบทางสุขภาพจากการใช้งานน้ำมันกัญชาสกัดอย่างไม่เหมาะสมเป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ

ประโยชน์ของน้ำมันกัญชา หลักฐานมี แต่ยังไม่พอ ยังต้องรองานวิจัยเพิ่ม
อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวต่อว่า ขณะนี้ทางด้านสุขภาพจิต มีเพียงหลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแพทย์เพียงเล็กน้อยที่ยังต้องรอการวิจัยเพิ่มเติมในการรักษาโรคจิตเวช เช่น โรควิตกกังวล และยังไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือที่สามารถยืนยันประโยชน์จากการใช้งานกัญชา และสารสกัดจากกัญชาในแง่การรักษาโรคทางจิตเวชอื่นๆ ทั้งหมด เช่น โรคซึมเศร้า โรคไบโพลาร์ โรคจิตเภท และโรคจิตเวชในเด็ก

ในทางกลับกัน การใช้สารสกัดจากกัญชาที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่ได้รับการควบคุมดูแลการใช้งานอย่างเหมาะสม หรือการใช้กัญชาเพื่อความรื่นเริงนั้น มีหลักฐานเชิงประจักษ์ทางการแพทย์ชัดเจนว่า  จะส่งผลกระทบต่อสมองของผู้ใช้โดยตรง ในระยะยาวจะทำให้เสี่ยงต่ออาการทางจิตเวชมากขึ้น เช่น อารมณ์ซึมเศร้า หูแว่ว เห็นภาพหลอน หวาดระแวง มีโอกาสเสี่ยงในการฆ่าตัวตายสูงขึ้น และทำให้อาการจิตเวชที่มีอยู่เดิมแย่ลงอย่างมาก หากนำไปใช้ในเด็กและเยาวชนจะกระทบกระเทือนการพัฒนาทางสมองของเด็กอย่างรุนแรงและแก้ไขได้ยาก

น้ำมันกัญชา ควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์เท่านั้น
การใช้กัญชาทางการแพทย์เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้น จึงควรใช้ตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์หรือได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ไม่ควรใช้เพียงเพราะความเชื่อส่วนตัวหรือจากการรับข้อมูลข่าวสารที่แชร์ตามโลกโซเชียลโดยไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ยืนยัน การนำมาใช้งานอย่างไม่ถูกวัตถุประสงค์ ใช้งานเกินจริง ใช้เพื่อความบันเทิง และปราศจากการควบคุม ย่อมส่งผลเสียอย่างรุนแรงต่อตนเอง สังคม และประชาชนกลุ่มที่มีความจำเป็นต้องใช้สารสกัดจากกัญชา เพื่อบรรเทาโรคของตนเองและครอบครัว ทั้งนี้ ประชาชนทุกคนจึงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางการใช้สารสกัดจากกัญชาให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศไทยสูงสุด โดยกรมสุขภาพจิตกำลังดำเนินการศึกษาวิจัยประโยชน์และอันตรายจากสารสกัดจากกัญชาในด้านสุขภาพจิตต่อไปอีกด้วย อธิบดีกรมสุขภาพจิตกล่าว

ข้อมูล :กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข
3


กัญชา มีสรรพคุณทางยา อย่างไรบ้าง

กัญชามีสารออกฤทธิ์ที่สำคัญ 2 ชนิด คือ

สาร CBD (Canabidiol)
ช่วยลดการอักเสบของแผล ลดอาการเจ็บปวด ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ลดอาการชักเกร็ง

สาร THC (Tetrahydrocanabinol)
ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย และมีผลต่อจิตประสาท หากได้รับในปริมาณที่เหมาะสม จะช่วยลดเครียดได้

อย่างไรก็ตาม กัญชา ในประเทศไทย ยังถือเป็นสารเสพติดที่ผิดกฏหมาย  แต่ล่าสุด ได้มีการเผยแพร่พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ฉบับที่ 7 พ.ศ. 2562  เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2562 สามารถนำกัญชาเพื่อใช้ในทางการแพทย์เพื่อรักษาโรคได้ แต่ต้องพัฒนาสายพันธุ์ให้เหมาะสม เพื่อใช้ในการรักษาโรค แต่กัญชา ยังเป็นยาเสพติดให้โทษตามกฏหมายเหมือนเดิม

4
บทความสาระ / กัญชา คืออะไร มีกี่ชนิด
« กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ 13/07/19 »
กัญชาคืออะไร
กัญชาเป็นพืชล้มลุกชนิดหนึ่ง มีขนาดลำต้นสูงประมาณ 2-5 เมตร ลักษณะของใบกัญชาจะมีการแยกออกเป็นแฉก 5-8 แฉก โดยทุกแฉกจะมีรอยหยักเป็นเอกลักษณ์ มีดอกออกเป็นช่อเล็ก ๆ ตามกิ่งและก้านของต้นกัญชา ส่วนของกัญชาที่นำมาใช้เป็นยาเสพติดก็คือ บริเวณใบ ยอดช่อดอกและกิ่งก้านที่นำมาตากแดดจนแห้ง แล้วบดให้ละเอียด จากนั้นก็นำมาใส่ในบ้องกัญชา หรือนำมามวนผสมบุหรี่เพื่อใช้ในการเสพ

กัญชา มีกี่ชนิด  แยกตามสายพันธุ์ Strains


Canabis Sativa
ลำต้นสูงใหญ่ ใบเรียว ยาว สีเขียว เป็นสายพันธุ์ที่ปลูกได้ดีในแถบอเมริกา เช่น โคลัมเบีย แม็กซิโก ประเทศไทย หรือประเทศเขตร้อน นิยมนำมาปลูกเพื่อเอาเมล็ดมาสกัดเป็นน้ำมัน


Canabis Indica
ลำต้นเตี้ย ใบเขียวเข้ม กว้าง ไม่เรียว ปลูกได้ดีในพื้นที่ที่มีอกาศเย็น นิยมปลูกดอกนำมาสกัดเป็นน้ำมันทางด้านการแพทย์ และนำมาเพื่อการผ่อนคลาย


เปรียบเทียบให้ดูความแตกต่าง 2 ชนิด


ลักษณะดอกของสองสายพันธุ์


5


ความหมายและองค์ประกอบของการสื่อสาร

การสื่อสาร (Communication) หมายถึง กระบวนการส่งข่าวสารข้อมูลจากผู้ส่งข่าวสารไปยังผู้รับข่าวสาร มีวัตถุประสงค์เพื่อชักจูงให้ผู้รับข่าวสารมีปฏิกริยาตอบสนองกลับมา โดยคาดหวังให้เป็นไปตามที่ผู้ส่งต้องการ
องค์ประกอบของการสื่อสาร ประกอบด้วย
 1. ผู้ส่งข่าวสาร (Sender)
 2. ข้อมูลข่าวสาร (Message)
 3. สื่อในช่องทางการสื่อสาร (Media)
 4. ผู้รับข่าวสาร (Receivers)
 5. ความเข้าใจและการตอบสนอง

กระบวนการสื่อสาร
กระบวนการสื่อสาร (Communication Process) โดยทั่วไปเริ่มต้นจากผู้ส่งข่าวสาร (Sender) ทำหน้าที่เก็บรวบรวมแนวความคิดหรือข้อมูล จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เมื่อต้องการส่งข่าวไปยังผู้รับข่าวสาร ก็จะแปลงแนวความคิดหรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องออกมาเป็น ตัวอักษร น้ำเสียง สี การเคลื่อนไหว ฯลฯ ซึ่งเรียกว่าข่าวสาร (Massage) จะได้รับการใส่รหัส(Encoding) แล้วส่งไปยังผู้รับข่าวสาร (Receivers) ผ่านสื่อกลาง (Media) ในช่องทางการสื่อสาร (Communication Channels) ประเภทต่าง ๆ หรืออาจจะถูกส่งจากผู้ส่งข่าวสารไปยังผู้รับข่าวสารโดยตรงก็ได้ ผู้รับข่าวสาร เมื่อได้รับข่าวสารแล้วจะถอดรหัส (Decoding) ตามความเข้าใจและประสบการณ์ในอดีต หรือสภาพแวดล้อมในขณะนั้น และมีปฏิกริยาตอบสนองกลับไปยังผู้ส่งข่าวสารซึ่งอยู่ในรูปขอความรู้ ความเข้าใจ การตอบรับ การปฏิเสธหรือการนิ่งเงียงก็เป็นได้ ทั้งนี้ข่าวสารที่ถูกส่งจากผู้ส่งข่าวสารอาจจะไม่ถึงผู้รับข่าวสารทั้งหมดก็เป็นได้ หรือข่าวสารอาจถูกบิดเบือนไปเพราะในกระบวนการสื่อสาร ย่อมมีโอกาสเกิดสิ่งรบกวน หรือตัวแทรกแซง(Noise or Interferes) ได้ ทุกขั้นตอนของการสื่อสาร 

การติดต่อสื่อสาร คือ การแลกเปลี่ยนความหมายระหว่างบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ซึ่งจะเกิดขึ้น หรือเป็นผลสำเร็จ มีความเข้าใจตรงกัน เมื่อบุคคลทั้งสองฝ่ายมีการรับรู้ความต้องการ และทัศนคติอย่างเดียวกัน
มินซ์เบิร์ก กล่าวว่า การติดต่อสื่อสาร คือ
  - เป็นการแสดงบทบาทความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และเป็นการติดต่อระหว่างบุคคลกับบุคคล
  - เป็นการแสดงบทบาทของการแลกเปลี่ยนข่างสารข้อมูลซึ่งเป็นการสื่อสารที่อาจเป็นการภายในหน่วยงานองค์การ หรือนอกองค์การ
  - เป็นการแสดงบทบาทของการตัดสินใจ เช่น การตัดสินของฝ่ายบริหารในเรื่องต่าง ๆ ไปยังผู้ใต้บังคับบัญชา
 
กล่าวโดยสรุป การติดต่อสื่อสารเป็นการสร้างความเข้าใจจากบุคคลหนึ่งไปยังบุคคลหนึ่ง หรือหน่วยงานหนึ่งไปยังหน่วยงานหนึ่ง หรือเป็นกระบวนการในการส่งข่าวสารระหว่างบุคคล หรือหน่วยงานทั้งภายในและภายนอกขององค์การ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ และสามารถประสานงานให้ฝ่ายต่าง ๆ ได้ปฏิบัติหน้าที่ความรับผิดชอบได้ตรงตามวัตถุประสงค์ขององค์การ ซึ่งการติดต่อสื่อสารที่ชัดเจนนั้นเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ไม่ยาก โดยจุดเริ่มต้นของการสื่อสารที่บรรลุเป้าหมายที่สุดก็คือ การทำให้สาร และการสื่อสารนั้นเรียบง่าย ปฏิบัติได้มากที่สุด และง่ายต่อการจำที่สุด ซึ่งสามารถทำได้โดยอาศัยหลัก และขั้นตอนการติดต่อสื่อสาร
 
กระบวนการติดต่อสื่อสาร
กระบวนการติดต่อสื่อสารเป็นกระบวนการส่งข่าวสารระหว่างบุคคล 2 คน หรือมากกว่า 2 คนขึ้นไป และองค์ประกอบสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสารอย่างง่าย 3 ประการ มีดังต่อไปนี้

                     ผู้ส่งข่าวสาร--->ข่าวสาร--->ผู้รับข่าวสาร
 
จากกระบวนการข้างต้น ผู้ส่งข่าวสารอาจจะเป็นบุคคล กลุ่ม หรือองค์การ เช่นเดียวกับผู้รับสาร ซึ่งการส่งสารจะมีประสิทธิภาพเพียงใดขึ้นอยู่กับความต้องการทัศนคติ ค่านิยม และการรับรู้ของทั้งผู้ส่งสาร และผู้รับสาร

กระบวนการติดต่อสื่อสารขององค์การ ผู้ส่งสารจะต้องมีข้อเท็จจริง หรือข่าวสารที่จะส่ง และวัตถุประสงค์ของการส่งข่าวสาร โดยผู้ส่งข่าวสารจะจัดข่าวสารให้อยู่ในลักษณะที่สามารถจะส่งไปถึงผู้รับได้ดีและเข้าใจได้ดีที่สุด ซึ่งข่าวสารจะถูกกำหนดในลักษณะต่าง ๆ และจะถูกหมุนเวียนไปในช่องทางการติดต่อสื่อสาร ข่าวสารที่จะถึงผู้รับสารจะมีประสิทธิภาพหรือไม่ขึ้นอยู่กับวิธีการ และเทคนิคของผู้ส่งข่าวสาร
 
กระบวนการติดต่อสื่อสาร ประกอบด้วย

ผู้ส่ง (sender) หมายถึง ผู้พูด ผู้เขียน ผู้แสดงมีข่าวสาร ความคิดเห็น หรือความหมายที่ต้องการส่งไป
การใส่รหัส (encoding) ผู้ส่งพยายามเรียบเรียงความคิดนั้น ๆ ออกมาเป็นคำพูด สัญลักษณ์ การแสดง ซึ่งการใส่รหัสเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะข่าวสารจะส่งผ่านไปถึงผู้อื่นได้ด้วยการมีสื่อ ถ้าผู้ส่งสารใช้สื่อได้ถูกต้อง และง่ายก็จะสะดวกต่อผู้รับสาร
ข่าวสาร (massage) แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
   - ข่าวสารที่เป็นคำพูด
   - ข่าวสารโดยไม่ใช้คำพูด ได้แก่การใช้สัญลักษณ์เป็นสื่อ
ช่องทางการสื่อสาร (channel) เป็นการถ่ายทอดจากบุคคลหนึ่งไปยังบุคคลหนึ่ง ซึ่งการติดต่อสื่อสารจะมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลนั้น ต้องมีช่องทางการสื่อสารที่เหมาะสมกับข่าวสารที่ส่งไป
ผู้รับ (receiver) ผู้รับข่าวสารได้ดี ต้องสอดคล้องกับสื่อ ถ้าสื่อด้วยคำพูด ผู้รับต้องเป็นผู้ฟังที่ดี ถ้าสื่อด้วยการเขียน ผู้รับต้องอ่านและจับใจความให้ได้
การถอดรหัส (decoding) เป็นกระบวนการตีความหมายของผู้รับ ซึ่งมีผลขึ้นกับประสบการณ์ และการประเมินผลของผู้รับ
สิ่งรบกวน (noise) เป็นสิ่งที่จะทำให้การส่งสารเกิดความผิดพลาด เข้าใจผิด และตีความหมายผิดไป อาจหมายถึงอุปสรรคต่าง ๆ เช่น ความไม่ตั้งใจฟัง สื่อที่ขาดประสิทธิภาพ เสียงไม่ชัดเจน ฯลฯ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในช่วงของการใส่รหัส และถอดรหัส
ข้อมูลป้อนกลับ (feedback) เป็นการกลับของกระบวนการติดต่อสื่อสาร ถึงความรู้สึกของผู้รับสาร และผู้รับสารจะกลายเป็นผู้ส่งสาร ตามกระบวนการเช่นเดิมต่อไป
6


สูตรไล่แมลง เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ

สูตรกำจัด ฆ่า

สูตร 1
เหล้าขาว1ขวดใหญ่ น้ำส้มสายชูกลั่น 5% 1 ขวดใหญ่ ยาฉุน 2 ขีด คนให้เข้ากันแช่รวมกันไว้ 1 คืน ใช้อัตราส่วน 2-5ช้อนโต้ะต่อน้ำ 10 ลิตร

สูตร 2
น้ำส้มสายชู1ขวดใหญ่ พริกสด 1 ขีด หรือ 1 กำมือ โขลกพริกผสมน้ำส้มหมักไว้1คืน ใช้อัตราส่วน 2-5 ช้อนโต้ะต่อน้ำ 10 ลิตร

สูตร 3
เหล้าขาว 2 แก้ว น้ำส้มสายชู 1 แก้ว  EM 1 แก้ว กากน้ำตาลหรือน้ำตาลทรายแดง 1 แก้ว ผสมทั้งหมดหมักไว้ 1คืน ใช้อัตราส่วน 5-10 ช้อนโต้ะต่อน้ำ 20 ลิตร

ทั้ง 3 สูตร เป็นยาฆ่าแมลง เวลาใช้ให้เจือจางตามสูตรที่ให้  แล้วเติมน้ำยาล้างจานด้วย 1 ช้อนชา เพื่อให้น้ำยาที่ฉีดจับใบหรือเกาะที่ใบพืชของเรานานๆ

ข้อควรระวัง
ไม่ควรใช้อัตรส่วนที่เข้มข้นมากไป เพราะอาจทำให้ใบไหม้และตายได้ เพราะจะได้ผลดีคือฉีดตอนแดดจัด

สูตรขับไล่

สูตร 1
น้ำจากการดองผักต่างๆหรือน้ำดองหน่อไม้ส้ม 5 ช้อนโต้ะต่อน้ำ 10 ลิตร

สูตร 2
ข่าแก่ ใบขี้เหล็ก ใบสะเดา   ตำทุกอย่างพอแตก ผสมน้ำเปล่าพอท่วมหมักไว้ 1 คืน

สูตร3
ใบสาบเสือ ใบน้อยหน่า ใบกระถิน โขลกรวมกันให้ช้ำจนมีกลิ่นฉุนออกมา ผสมน้ำพอท่วมหมักไว้ 1คืน

ทั้ง 3 สูตร ใช้อัตรา 5 ช้อนโต้ะต่อน้ำ 10 ลิตรและเพิ่มน้ำยาล้างจาน 1 ช้อนชาค่ะ เพื่อจับใบ ฉีดให้เปียกชุ่มทั่วทั้งพุ่มเลย รวมถึงใต้ใบด้วย อาทิตย์ละครั้ง จะไม่มีแมลงมารบกวนอีก

ทุกสูตร เวลาฉีด ก็ไม่ควรให้ถูกตัวเรา  แม้จะไม่ใช่สารเคมี แต่หากโดนตัวเรา หรือสัมผัสผิวหนังเรา อาจจะมีกลิ่น หรือมีแสบคันบ้างเหมือนกันในกรณีคนที่แพ้ง่าย
7


ผลิตฮอร์โมนไข่ ลดปัญหาศัตรูพืช


ปุ๋ยอินทรีย์น้ำหรือปุ๋ยน้ำหมัก เกษตรกรสามารถทำใช้เองได้ไม่จำเป็นต้องซื้อให้เสียเงิน ซึ่งปัจจุบันมีมากมายหลายร้อยสูตร มีการประยุกต์หรือดัดแปลงสูตรตามความรู้ ความสามารถ ของแต่ละคน เพื่อใช้ตามวัตถุประสงค์กับพืชแต่ละชนิดแตกต่างกันไป เช่น ใช้ในการเร่งการเจริญเติบโต เร่งดอกผล หรือลดการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืช

คุณละมุด  คำจินดา ผู้ใหญ่บ้านบ้านโกทา อยู่บ้านเลขที่ 291 หมู่ 9  ต.ศิลา อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น คณะกรรมการศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลศิลา เป็นบุคคลหนึ่งที่เห็นความสำคัญของปุ๋ยอินทรีย์น้ำ ได้คิดค้นสูตรส่วนผสมหลายสูตร  แต่ละสูตรได้ผลดีแตกต่างกันไป เช่น สูตรฮอร์โมนไข่

คุณละมุด บอกว่า ทำนาปีและนาปรังพื้นที่ 9ไร่  มีสระน้ำประจำไร่นา พื้นที่ครึ่งงานมีที่ดอน 1 งาน ปลูกพืชหมุนเวียนตลอดทั้งปี เช่น ฤดูฝนปลูกบวบ  เข้าสู่ฤดูหนาวปลูกดาวเรือง สามารถทำรายได้พืชละ 10,000-15,000 บาท

เคล็ดลับในการเพิ่มผลผลิตและลดปัญหาศัตรูพืช คือ การผลิตปุ๋ยน้ำหมัก และฮอร์โมนพืชหลากหลายสูตร เช่น สูตรฮอร์โมนไข่ ส่วนผสม ได้แก่ ไข่ไก่ 10 ฟอง ยาคูลย์ 3 ขวด แป้งข้าวหมาก 2-3 เม็ด สารเร่ง พด.2 จำนวน 1 ซอง น้ำผึ้ง ½ แก้ว กากน้ำตาล 1 ลิตร น้ำซาวข้าว 10 ลิตร คนให้เข้ากันหมักทิ้ง ไว้ 15 วันนำไปใช้ได้   ใช้อัตรา 30 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นนาข้าว ทุก 7-10 วันจะช่วยลดการระบาดของโรคไหม้และแมลงศัตรู  ส่วนพืชผักและไม้ดอกใช้อัตรา 15 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ผลผลิตสูง  นอกจากผลิตใช้เองแล้วยังแจกจ่ายลูกบ้านนำไปใช้ก็ได้ผลดีเช่นกัน

ที่มา หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ออนไลน์

การทำฮอร์โมนไข่ ไม่มีสูตรตายตัว มีอีกหลายสูตร สามารถดูตัวอย่างได้จากคลิปวีดีโอนี้ได้เลย







สูตรการทำฮอร์โมนไข่ มีหลายสูตร แต่หลัก ๆ อยู่ที่ไข่ไก่ กับ เชื้อจุลินทรีย์ จากนมเปรี้ยว ที่มีแลคโตบาซิลัส ส่วนอย่างอื่น เป็นการผสมเข้าไป เพื่อเพิ่มสารอาหาร สะดวกแบบไหน ก็เลือกเอานะครับ

คำเตือน

ถ้าทำฮอร์โมนไข่ ใส่ขวด หรือภาชนะที่ปิดสนิท ห้ามปิดแบบสนิท จนไม่มีช่องระบาย เนื่องจากการหมักจะมีแก้สเกิดในกระบวนการ หากปิดสนิท จะทำให้ขวดบรรจุหรือภาชนะ ปริแตก หรือระเบิดได้ หรือหากขบวนการทำ มีการเขย่าขวด หรือภาชนะ ให้ค่อยๆ เปิดฝากอย่างระมัดระวัง เพราะอาจจะพุ่งแรง หรือเขย่าขวดน้ำอัดลมได้

ฉะนั้น อย่่าปิดฝาแน่นสนิท ให้มีการระบายอากาศได้บ้าง
8
บทความสาระ / ฮวงจุ้ยที่ดี มีลักษณะอย่างไร
« กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ 06/10/18 »

เศรษฐีคนหนึ่งได้ซื้อที่ดินแปลงหนึ่งไว้ เพื่อสร้างเป็นที่พักตากอากาศที่ลานหลังบ้าน มีต้นลิ้นจี่อายุกว่าร้อยปี จำนวนหลายต้น

แรกเริ่มที่เขาซื้อที่ดินผืนนี้ไว้ เกิดจากที่เขาถูกใจต้นลิ้นจี่เหล่านี้เนื่องจากภรรยาของเขา ชอบกินลิ้นจี่
ในช่วงที่ตกแต่งซ่อมแซมนั้น เพื่อนของเขาได้แนะนำให้หาอาจารย์ฮวงจุ้ยมาดู เพื่อที่จะได้สร้างไห้ถูกหลัก

เดิมทีเศรษฐีก็ไม่เชื่อเรื่องเหล่านี้มากนัก แต่ครั้งนี้กลับเห็นด้วยจึงเจาะจงเดินทางไปถึงฮ่องกง เพื่อเชิญอาจารย์ฮวงจุ้ยท่านหนึ่ง

อาจารย์แซ่เต๋อ ทำอาชีพนี้มามากกว่าสามสิบปีในวงการนี้จัดว่ามีชื่อเสียงมาก
เขารับอาจารย์เต๋อที่สถานีรถไฟ หลังร่วมรับประทานอาหารกลางวันแล้ว ท่านเศรษฐีก็ขับรถ พาอาจารย์มายังบ้านของตน

ระหว่างทาง ถ้าหากมีรถพยามจะแซง  ท่านก็จะหลีกทางให้เสมอ อาจารย์เต๋อหัวเราะแล้วพูดว่า คุณขับรถได้มั่นคงนุ่มนวลดี

อาจารย์จากฮ่องกงได้สังเกตดูทุกอย่าง เศรษฐีหัวเราะแล้วพูดว่า ผู้ที่ต้องการจะแซงรถ ย่อมมีธุระเร่งด่วน ไม่ควรทำให้เขาเสียเวลา

เมื่อรถเข้าสู่ตัวเมือง ถนนก็เริ่มแคบลง เศรษฐีก็ลดความเร็วลง มีเด็กคนหนึ่งหัวเราะร่าวิ่งออกมาจากซอย เศรษฐีก็สามารถเหยียบเบรกรถได้ทัน เด็กๆ หัวเราะคิกๆ วิ่งผ่านหน้ารถไป แต่เขาก็ยังไม่เหยียบคันเร่งเพื่อออกรถ 

เขาได้มองไปที่ปากซอย เหมือนกำลังรออะไรสักอย่างหนึ่ง สักครู่ ก็มีเด็กอีกคนหนึ่งวิ่งออกมา วิ่งไล่ตามเด็กคนที่วิ่งไปก่อนหน้านั้น

อาจารย์เต๋อถามด้วยความแปลกใจว่า คุณรู้ได้อย่างไรว่าข้างหลัง ยังมีเด็กอีกคน
เศรษฐียักไหล่ เด็กๆ ล้วนแต่เล่นไล่ๆ ตีๆ กัน ถ้ามีคนเดียวจะไม่หัวเราะเริงร่าเช่นนี้หรอก
อาจารย์เต๋อยกหัวแม่โป้งขึ้น  หัวเราะพูดว่า คุณช่างมีน้ำจิตน้ำใจจริงๆ

มาถึงบ้านพัก ลงจากรถ หยิบกุญแจเตรียมจะเปิดเข้าบ้าน ทันใดนั้นที่ลานหลังบ้าน พลันมีนกบินขึ้นมา 7-8 ตัว เมื่อเห็นดังนั้น เศรษฐีหยุดอยู่หน้าประตู กล่าวขอโทษกับอาจารย์เต๋อว่า รบกวนให้ท่านรอสักครู่หนึ่ง
มีเรื่องอะไรหรือ อาจารย์เต๋อรู้สึกแปลกใจอีกครั้ง

ที่ลานหลังบ้านต้องมีเด็ก มาขโมยเด็ดลิ้นจี่ของเราแน่นอน ถ้าเราเข้าไปขณะนี้เด็กๆ ก็จะตกใจ อาจตกลงมา ก็จะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น ปล่อยให้พวกเขาเด็ดไปสักครู่หนึ่งก่อน พวกเรายืนดูอยู่ข้างนอกนี้แหละ
  เศรษฐีกล่าวยิ้มๆ
  อาจารย์เต๋อนิ่งเงียบไปสักครู่ และกล่าวว่า คุณส่งผมกลับไปสถานีรถไฟเถอะ บ้านหลังนี้ไม่มีความจำเป็นต้องดูฮวงจุ้ยแล้ว
  แต่ครั้งนี้เศรษฐีเป็นผู้แปลกใจ  ถามว่าท่านอาจารย์ทำไมพูดเช่นนี้
  ใช่แล้วท่าน สถานที่ที่มีท่านอยู่ ล้วนเป็นสถานที่มีฮวงจุ้ยดีเลิศ

เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง
  แท้จริงแล้วความประพฤติของคน ก็คือฮวงจุ้ย และคือโชคชะตา
  บุคคลที่ไม่มีคุณธรรม  มีแต่เห็นแก่ตัว เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ถึงแม้จะพากเพียรพยามวิ่งเต้นไป ก็อาจจะเป็นเพียงความเหนื่อยเปล่าเท่านั้น
  ตัวคุณเองคือต้นกำเนิดของสิ่งทุกสิ่ง
  ความดีงามของคุณ ก็คือใบเซียมซีที่ดีเลิศชั่วนิรันดร์

  หลักคิดที่เป็นคุณธรรมนำใจ แม้ผมเองจะทำได้ไม่ดีเท่า แต่ก็คิดเสมอว่าสิ่งนี้ล่ะ ที่เป็นเกราะกำบังให้เราแคล้วคลาดปลอดภัย และประสบความสำเร็จในชีวิต และทุกสิ่งรอบตัว

ฝากไว้กับเพื่อนกัลยานมิตรทุกท่านครับ.
9





Design Thinking

คืออะไร มีติดตามดูกันนะครับ เพราะมีการพูดถึงกันเยอะพอสมควรในหลายปีมานี้ และหลายๆ มหาวิทยาลัยในประเทศไทย เริ่มนำมาปรับเข้าในหลักสูตรการศึกษาของมหาวิทยาลัยกันบ้างแล้ว

Design Thinking คือ การคิดในเชิงของการออกแบบ    คนส่วนมาก เมื่อได้ยินคำนี้ มักจะคิดว่า เป็นการคิดออกแบบ หรือเรียนออกแบบผลิตภัณฑ์อะไรสักอย่าง  แต่ความจริงแล้วนั้นไม่ใช่การออกแบบอย่างที่หลายๆคนอาจจะเข้าใจกันผิด  แต่เป็นการนำกระบวนการคิดโดยให้ความสำคัญต่อบุคคล ความต้องการของบุคคล  และการนำเครื่องมือต่างๆมาใช้อย่างเหมาะสม เพื่อใช้ในการแก้ปัญหา และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ แนวคิใหม่ๆ แนวทางการแก้ไขปัญหาใหม่ๆ ขึ้นมา

อย่างไรก็ตาม สามารถนำหลักการของ Design Thinking มาใช้ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ เพื่อพัฒนาในเชิงธุรกิจ หรือ การให้บริการก็ได้เช่นกัน

หลักการของ Design Thinking
ตามหลักแนวคิดของ Stanford Design School (Institute of Design at Stanford แบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอน ดังนี้

1.Empathize คือการทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย  สำรวจ เข้าถึง ความต้องการของเป้าหมาย เนื่องจากการแก้ไขปัญหา หรือการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ขึ้นมา เราจำเป็นจะต้องระบุกลุ่มเป้าหมาย ดังนั้น ก่อนที่จะแก้ไขปัญหาหรือสร้างสรรค์สิ่งใด เราจะต้องเข้าใจถึงกลุ่มเป้าหมายให้ดีก่อน ซึ่งอาจทำได้โดย การสัมภาษณ์ การสังเกต หรือ การจำลองสถานการณ์ เพื่อเก็บข้อมูลจากกลุ่มเป้าหมาย โดยขั้นตอนนี้ ต้องเป็นการสัมผัสจริง ไม่ใช่ทึกทักเอาเอง หรืออนุมานเอาจากความคิดของเราเอง

2.Define คือการกำหนดว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น จากการที่เราทำการศึกษาจากกลุ่มเป้าหมายคืออะไร หากเรากำหนดได้อย่างชัดเจนว่าปัญหาที่เกิดขึ้นคืออะไร  จะทำให้เราทำงานในขั้นตอนต่อไปได้ง่ายขึ้น โดยการกำหนดปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น เป็นกระบวนการที่ลึกซึ้ง และยากพอสมควร เพราะการตีความ ความอยาก หรือ Needs ของมนุษย์ หรือเป้าหมาย ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินที่จะเข้าถึง บางครั้ง การตีความหมาย ความต้องการของเป้าหมายอาจจะพลาดได้เหมือนกัน ซึ่งจำเป็นต้องเริ่มต้นกระบวนการที่ 1 อีกครั้ง

3.Ideate  เป็นคำรวมมาจาก  Idea กับ Create คือ การสร้างความคิดต่างๆ โดยมุ่งเน้นไปในแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้มาก และหลากหลายที่สุด ซึ่งความมคิดที่สร้างคืนจะต้องสอดคล้องกับแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เรากำหนด ขึ้นในขั้นตอน Define ซึ่งในขั้นตอนนี้ หากร่วมกันสร้างความคิด แนะนำว่าอย่าเพิ่งวิจารณ์ความคิดของของอื่น เพราะจะทำให้เกิดการปิดกั้นความคิดต่างๆที่อาจจะเป็นประโยชน์ซึ่งอาจนำมาพัฒนาได้ในภายหลัง

4.Prototype คือการทำแบบจำลอง เนื่องจากความคิด ในขั้นที่ Ideate อาจจะไม่สามารถ ทำให้ผู้อื่นเห็นภาพตามที่เราคิดขึ้นมาได้ เราจึงต้องสร้างแบบจำลองขึ้นมาเพื่อให้สามารถ สัมผัสได้ถึงสิ่งที่ความคิดเราต้องการนำเสนอ โดยการสร้างแบบจำลองนั้นไม่จำเป็นต้องสร้างขึ้นเป็นวัตถุก็ได้ แต่อาจจะจำลอง สถานการณ์ หรือการบริการ ให้เกิดประสบการณ์ ได้เสมือนจริง (Experience) ในกระบวนการนี้ สามารถสร้างแบบจำลองเบื้องต้นแบบง่ายๆ  ไม่จำเป็นต้องใช้ต้นทุนราคาแพง ขอแค่ให้เป้าหมายเข้าใจได้ง่าย เพราะหากทำต้นแบบออกมาแล้ว ไม่ถูกใจ หรือใช้ไม่ได้ อาจจะต้องสูญเสียต้นทุนไปเกินความจำเป็น

5.Test คือการทดสอบ โดยการนำแบบจำลองที่สร้างขึ้น นำไปทดสอบกับผู้ใช้หรือกลุ่มเป้าหมาย เพื่อรับ Feedback มา และนำมาใช้ในการพัฒนาปรับปรุง  และในข้อนี้  Feedback ของเป้าหมายคือสิ่งสำคัญที่สุด  อย่าคาดหวังแค่คำชม อย่างเดียว เพราะต้องคำนึงถึงเสมอว่า ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบในครั้งเดียว

อย่างไรก็ตาม 5 ขั้นตอน สามารถสรุปย่อได้อีก เป็น 3 ขั้นตอนดังนี้

1.Understand (ขั้นของการทำ Empathize และ Define) เนื่องจากเราจำเป็นต้องเข้าใจ รับรู้ปัญหา สถานการณ์ต่างๆ ของกลุ่มเป้าหมายของเรา เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์ และตีความ และนำมาใช้ในการคิดแก้ปัญหาต่อไป

2.Create (Ideate) คือการสร้างไอเดีย เพื่อมุ่งแก้ปัญหาของกลุ่มเป้าหมาย ที่เราได้รับรู้มา

3.Deliver (ขั้นของการทำ Prototype และ Test) เพื่อสร้างต้นแบบของการแก้ไขปัญหา และปรับปรุง เพื่อนำไปสู่การเกิดนวัตกรรม นำไปใช้ได้จริง


ความคิดเห็นเพิ่มเติม

"การยอมรับไอเดียของผู้อื่น ไม่ทำความไอเดียผู้อื่น หรือของตนเอง นั่นคือหลักการของ Design Thinking ต้องคิดเสมอว่า ไอเดียของใคร หรือของเรามันอาจจะดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ แต่ทุกคนต้องคิดว่า มันเยี่ยม และช่วยกันคิดต่อยอดความคิดนั้นให้มันเป็นไปให้ได้"

ขั้นตอนต่างๆ ในคลิปวีดีโอต่อไปนี้ สาระดีมากครับ (แนะนำว่าควรดูอย่างยิ่งครับ)

Intro


Empathize


Define


Ideate


Prototype


Test


ดูหมดนี้ ก็เหมือนกับการเข้ารับการอบรมเลยครับ
10



การกำหนดพันธกิจ และวิสัยทัศน์
พันธกิจ คืออะไร
วิสัยทัศน์ คืออะไร

วิสัยทัศน์ (Vision) เป็นสิ่งที่มุ่งหวังจะให้มีหรือเกิดขึ้นในอนาคต โดยผู้ที่มีหน้าที่กำหนดวิสัยทัศน์ คือผู้บริหารขององค์กรนั้นๆ หรือ อย่างน้อย ต้องมีการระดมความคิด โดยให้ทุกคนในหน่วยงานมีส่วนร่วม เพื่อหาวิสัยทัศน์ขององค์กร  โดยมุ่งตอบคำถาม เราต้องการเป็นอะไร 

วิสัยทัศน์หมายถึง  เป้าหมายที่มีลักษณะกว้างๆ   เป็นความต้องการในอนาคต เป็นทิศทางของภารกิจ  เป็นความมุ่งหมายที่ผู้บริหารหรือคนในองค์กร ต้องการให้เป็นไป ในนอนาคต ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

และวิสัยทัศน์ที่ดี ควรจะมีลักษณะดังนี้

1.ชัดเจน ปฏิบัติให้เป็นจริงได้
2.เป็นไปในเชิงบวก (ถ้าเป็นเชิงลบ คงไม่กระตุ้นให้เกิดการอยากให้เป็นไป)
3.ท้าทายความสามารถ
4.สอดคล้องกับแนวโน้มความจะเป็นไปในอนาคต ที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้า หรือผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม ดูตามคลิปวีดีโอ ก็แล้วกันครับ อาจารย์ผู้สอนให้ความกระจ่างได้แน่นอน ดูแล้วไม่สนุกเท่าไร แต่ให้ความรู้แน่นอนครับ
หน้า: [1] 2 3 ... 10