แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - Mimo

หน้า: 1 ... 9 10 [11]
151
     



รู้หรือไม่? เซลล์มะเร็งต้องการอะไรจากเรา


1. น้ำตาล เช่น น้ำตาลทรายขาว โดยใช้น้ำตาลจากธรรมชาติแทน เช่น น้ำผึ้ง แต่ต้องใช้ในปริมาณที่น้อยมาก เกลือ มีสารจำเป็นที่เซลล์มะเร็งนำไปใช้ ควรงด หรือในปริมาณน้อย

2. นม ควรดื่ม นำนมถั่วเหลืองทดแทน

3. เซลล์มะเร็ง เจริญเติบโตในสภาพที่เป็นกรด การบริโภคเนื้อสัตว์ทำให้เกิดสภาพเป็นกรด ควรรับประทานอาหารประเภทปลา ดีกว่าหมู เนื้อ และเนื้อสัตว์ มีแบคทีเรีย ใช้โฮโมนในการเจริญเติบโตปนเปื้อน ที่เป็นอันตรายต่อคนไข้ที่เป็นมะเร็ง

4. 80% ของผักและนำผลไม้สด ถั่วเมล็ดแห้ง ธัญพืช จะช่วยให้ร่างกายมีสภาพเป็นด่าง 20% จากอาหารที่ปรุงแล้ว น้ำผักและผลไม้สด จะให้เอนไซม์ที่ง่ายต่อการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย เพื่อไปเสริมสร้างความแข็งแรงให้เซลล์ที่ดี ดังนั้นควรดื่มน้ำผักสด และกินผักดิบ 2-3 ครั้งต่อวัน

5. หลีกเลี่ยงชา กาแฟ ช็อกโกแลต ที่มีคาเฟอีนที่สูง เป็นดื่มชาเขียวที่มี สารต้านมะเร็ง ดื่มน้ำสะอาด หรือน้ำกรองดีที่สุด หลีกเลี่ยงน้ำประปา และเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ที่มีสภาพเป็นกรด

6. เนื้อสัตว์ ย่อยยาก และต้องการเอนไซม์ในการย่อยเป็นจำนวนมาก และเนื้อที่ย่อยไม่หมด จะคงตกค้างอยู่ในลำไส้ อันนำไปสู่สารพิษตกค้าง



7. เซลล์มะเร็ง มีโปรตีนที่ยากแก่การทำลายเป็นเกราะป้องกัน การบริโภคเนื้อสัตว์น้อยลง จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไปทำลายเซลล์มะเร็งได้ง่ายขึ้น

8. อาหารเสริมบางอย่างช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบภูมิคุ้มกัน เพื่อไปทำลายเซลล์มะเร็ง เช่น วิตามินอี วิตามินซี

9. เซลล์มะเร็ง เป็นเชื้อโรคของจิตใจ ร่างกาย และจิตวิญญาณ การควบคุมอารมณ์ และมองโลกในแง่ดีจะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น อารมณ์โกรธ หรือความเครียดจะสร้างสภาพความเป็นกรดให้ร่างกาย ควรเรียนรู้ที่จะรัก และให้อภัย พักผ่อนและสนุกกับการใช้ชีวิต

10. เซลล์มะเร็งไม่สามารถเจริญเติบโตในที่มีออกซิเจนได้ การออกกำลังกายทุกวัน และหายใจเข้าลึกลึก จะช่วยเพิ่มระดับ ออกซิเจนในเซลล์ การบำบัดด้วยออกซิเจนก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะทำลายเซลล์มะเร็ง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : ศูนย์สุขภาพ บ้านดอยฟ้า

152
   

            ขนมช่อม่วง เป็นขนมไทยโบราณที่เด็กรุ่นใหม่ไม่ค่อยคุ้นหู แต่สำหรับคนไทยรุ่นก่อน ๆ คงรู้จักกันดีว่า ขนมช่อม่วง เป็นขนมไทยที่มีความประณีตอ่อนช้อยแบบฉบับชาววัง และยังใส่ไส้ที่ทำจากหมู ไก่ กุ้ง ปลา ได้ตามใจชอบ จึงไม่ใช่ของหวานที่หวานเลี่ยนซะทีเดียว แต่ยังมีรสอร่อยแบบอาหารคาวมาเพิ่มความกลมกล่อมให้มากขึ้นด้วย ในรูปลักษณ์ที่สวยงามน่ารับประทาน

            ;D ;D ;D และสำหรับคนที่อยากจะลิ้มลองเมนูอร่อยอย่าง ขนมช่อม่วง ซึ่งหารับประทานได้ยากเต็มที เรามีวิธีทำขนมช่อม่วง จาก คุณแม่สลิ่ม สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม พร้อมสูตรขนมช่อม่วงมาฝากกัน ใครอยากเปลี่ยนบรรยากาศมาลิ้มรสขนมไทยแสนประณีตดูบ้าง ไปลงมือพร้อมกันเลย



วิธีทำขนมช่อม่วง โดย แม่สลิ่ม

สูตรขนมช่อม่วง

1.แป้งข้าวเจ้า 2 ถ้วยตวง
2.แป้งท้าวยายม่อม 1 ช้อนโต๊ะ
3.แป้งมัน 1 ช้อนโต๊ะ
4.น้ำดอกมะลิ 2 ถ้วยตวง
5.ดอกอัญชัน 20 ดอก

ส่วนผสมสำหรับทำไส้
1.ฟักเชื่อมแห้ง 250 กรัม
2.ถั่วลิสงคั่ว 100 กรัม
3.งาขาวคั่ว 100 กรัม
4.น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
5.เกลือป่น 1 ช้อนชา
6.หมูสามชั้นต้มสุกหั่นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ 1/2 ถ้วยตวง (ถ้าไม่ใส่หมูสามชั้นให้เพิ่มถั่วลิสงอีก 1/2 ถ้วยตวง)



วิธีทำไส้ขนมช่อม่วง
1. เริ่มจากล้างหมูสามชั้นให้สะอาด ใส่กระชอนให้สะเด็ดน้ำ จากนั้นต้มน้ำ 1 หม้อ กะพอท่วมหมู
2. พอน้ำเดือดเราก็หย่อนหมูสามชั้นลงไปต้ม หมูสามชั้นต้มสุกหั่นเล็ก ๆ1/2 ถ้วย ใช้หมูสามชั้นสดประมาณ 130 กรัม
3. ระหว่างรอหมูสามชั้นสุก เพื่อไม่ให้เสียเวลาเราก็ไปทำอย่างอื่นกันก่อน ถ้ามีเตาหลายเตาก็อาจจะคั่วถั่ว  คั่วงา  แต่แม่สลิ่มมีเตาเดียว เลยเลือกที่จะไปหั่นฟักเชื่อม หั่นเป็นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ
4. พอหมูสุกเราก็เอาทัพพีโปร่งตักขึ้น ใส่กระชอนไว้ก่อน รอเย็นเราถึงจะนำมาหั่น หั่นตอนนี้มือพอง
5. ระหว่างรอหมูสามชั้นเย็น เราก็ไปทำอย่างอื่นกันต่อ แม่สลิ่มเลือกคั่วงาก่อน เลือกสิ่งสกปรกออกจากงา ปัดเศษผงออก ล้างน้ำผ่าน ๆ 1 น้ำ ใส่กระชอนสรงให้สะเด็ดน้ำ ตอนคั่วใช้ไฟอ่อนสุดๆ ตะล่อมบ่อย ๆ เพราะงาไหม้ง่ายมาก ๆ งาไหม้ดำแล้วไม่สวย มีกลิ่นเหม็นอีก
6. พองาเหลืองก็ตักขึ้น ไม่ต้องคาไว้ในกระทะ กระทะยังคงร้อน เดี๋ยวงาไหม้ได้
7. แล้วมาคั่วถั่วกันต่อ ก่อนคั่วก็เลือกเม็ดถั่วเสีย ๆ ออก ล้างน้ำผ่าน ๆ 1 น้ำ ไม่ต้องเอามือไปถูให้เปลือกหลุดนะคะ สรงให้สะเด็ดน้ำใส่กระชอน คั่วใช้ไฟอ่อน ๆ เหมือนกัน ตะล่อมบ่อย ๆ เหมือนกัน แต่ถั่วจะไหม้ยากกว่างาค่ะ แต่ถ้าไม่ตะล่อมบางทีก็จะดำไปข้างหนึ่งได้บ้าง
8. คั่วถั่วไปเรื่อย ๆ จนถั่วสก แล้วตักขึ้นพักไว้ก่อน รอให้เย็นก่อนค่อยเอาเปลือกออก ระหว่างรอเราก็มาหั่นหมูสามชั้น พอดีมันคลายร้อนแล้ว หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ
9. จากนั้นก็มาลอกเปลือกถั่วออกจากถั่วที่คั่วไว้ ถ้ายังไม่คลายร้อนก็รออีกพักก็ได้ ลอกเปลือกออกเลือกเอาแต่เม็ด มันจะเป็นเม็ดคู่ ๆ กัน ก็แกะแยกออกจากกัน แล้วเอามาหั่นซอยตามความยาวเม็ด
10. มาเริ่มผัด โดยตั้งกระทะให้ร้อน แล้วแม่สลิ่มเอาน้ำมันพืชใส่ลงไป 1 ช้อนโต๊ะ จะไม่ใส่เลยก็กระไรอยู่ จริง ๆ ไม่ใส่เลยมันก็จะมีมันหมูของหมูสามชั้น แต่เห็นมีส่วนผสมอีกตั้งเยอะเลยเลือกที่จะใส่สักนิดหน่อยก็พอ
11. น้ำมันร้อนแล้ว เอาหมูสามชั้นต้มที่เราหั่นชิ้นเล็ก ๆ ไว้ใส่ลงไปผัด ไฟกลาง ๆ  รอให้น้ำมันหมูตรงมันออกมา
12. พอมันหมูออกมาพอสมควรแล้ว หมูเริ่มเหลือง ไม่ต้องรอให้แข็งกรอบ เอาฟักเชื่อมที่เราหั่นชิ้นเล็ก ๆ ไว้ลงไปผัด โดยใช้ไฟอ่อน
13. ผัด ๆ ให้น้ำมันฉาบฟักเชื่อมทั่วแบบนี้สักพัก แล้วลดไฟลงเหลือไฟอ่อน ๆ
14. ใส่เกลือ
15. ใส่น้ำตาลทราย ตำราบอก 2 ช้อนโต๊ะ แม่สลิ่มใส่ 1 ช้อนโต๊ะ ก่อน ไม่หวานเดี๋ยวเติมทีหลังได้ เพราะฟักเชื่อมก็หวานมาก ๆ อยู่แล้ว
16. แล้วก็ลองชิมรสดู ให้หวานและเค็มไว้หน่อย เผื่อตอนหุ้มแป้งแล้ว แล้วก็ยังมีงากับถั่วที่ยังไม่ได้ใส่อีก หรือจะไว้ใส่ตอนหลังเพิ่มก็ได้ถ้าไม่แน่ใจ ก็ผัด ๆ ให้เข้ากัน จากนั้นใส่งาขาวคั่วลงไป
17. จากนั้นใส่ถั่วคั่วที่ซอยไว้ลงไป
18. ผัด ๆ ให้เข้ากัน ชิมรสดูอีกที ขาดอะไรก็เติมลงไป
19. ผัดให้เข้ากันดีแล้ว มันจะไม่มีน้ำ จะแห้ง ๆ ร่วน ๆ เพราะงาเยอะ ก็ตักใส่ชามไว้ค่ะ แต่ถ้าจะให้ดีควรใส่กล่องพลาสติกที่มีฝาปิดค่ะ เพราะมันจะหวานมาก ๆ มดอาจขึ้นได้ก่อนที่เราจะทำแป้งเสร็จ



วิธีทำแป้งขนมช่อม่วง

1. แป้งทั้งสาม ร่อน 1 ครั้งแล้วตวงให้ได้ตามส่วน นำมาผสมรวมกันแล้วร่อนอีก 1 ครั้ง แป้งท้าวยายม่อมจะมีเม็ด ๆ ปน ไม่เนียน ๆ เรียบ ๆ เหมือนแป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวเหนียว
2. จากนั้นใส่น้ำมันพืชลงไป ตามด้วยน้ำครึ่งหนึ่งก่อน แล้วเอามือบี้ ๆ ขยำ ๆ อย่าให้แป้งเป็นเม็ด
3. ได้มาหน้าตาแบบนี้
4. จากนั้นค่อยเทน้ำส่วนที่เหลือแล้วผสมให้เข้ากัน
5. ผสมแป้งให้เข้ากันแล้ว ทีนี้เราต้องการสีของดอกไม้เป็นสีอ่อน-สีแก่กี่สี เราก็แบ่งแป้งเท่านั้นส่วน อย่างแม่สลิ่มต้องการ 2 สีพอ จึงแบ่งเป็น 2 ส่วน
6. แล้วก็สีของดอกอัญชันที่คั้นแล้วบีบน้ำมะนาวลงไป  ต้องการสีเข้มมากน้อยแค่ไหนก็เติมลงไป แต่ของแม่สลิ่มใช้สีผสมอาหารแทน
7. แล้วเอาแป้งที่ผสมสีไว้เป็นส่วน ๆ ใส่กระทะทอง ใส่ทีละส่วน เปิดไฟกลางค่อนข้างอ่อน ใช้ไม้พายกวน ๆ แป้งให้ทั่ว
8. สักพักแป้งจะรวมตัวกัน โดยจะเริ่มจากตรงกลางก่อนเลย กวน ๆ ดี ๆ ไม่งั้นอาจไหม้ได้ แป้งจะรวมตัวกันแล้วร่อนออกจากกระทะทอง ใช้เวลาไม่นานประมาณ 5-10 นาที
9. แบ่งเป็นกี่สีก็ค่อยกวนทีละสี จากสีอ่อนไปสีเข้ม แล้วเอามาใส่กะละมังไว้ก่อน จริง ๆ ต้องแยกกะละมัง เพราะเดี๋ยวเราต้องมานวดแป้งทีละส่วนอีก เดี๋ยวปนกัน แต่แม่สลิ่มรวมกันเพราะเห็นว่าทำแค่นิดเดียว เดี๋ยวค่อยแยกไปใส่ชามเล็ก ๆ ตอนนวดได้
10. ก็ทิ้งแป้งที่กวนไว้ให้อุ่น ๆ แล้วเอาแป้งมันใส่ไปเล็กน้อย เพื่อเป็นนวลในการนวด แล้วก็นวดให้แป้งนิ่มทุกสีที่เรากวนไว้
11. แล้วก็เอาผ้าขาวบางชุบน้ำบิดหมาด ๆ คลุมไว้กันแป้งแห้ง
12. มาเริ่มทำดอกช่อม่วงกันได้ ปั้นแป้งให้เป็นก้อนกลมประมาณ 3/4 นิ้ว
13. ใช้นิ้วและมือแผ่แป้งให้เป็นแผ่นบาง อย่าให้บางและหนาจนเกินไป บางก็จะขาดและเห็นไส้เอาง่าย ๆ หนาไปก็กินแล้วไม่นุ่มลิ้น
14. ตักไส้ที่ผัดไว้ใส่ไปนิดนึงไม่ต้องมาก ใช้ช้อนกาแฟตักเอาก็ได้
15. ใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วโป้งบีบริมแป้งหุ้มเข้าหากัน
16. แล้วก็ใช้นิ้วช่วยให้แป้งรวมตัวกัน ให้หุ้มไส้ให้มิด แต่ไม่ต้องถึงขนาดคลึง ๆ กลม ๆ  ไส้อาจแตกเอาง่าย ๆ
17. แล้วก็มาเริ่มจีบกัน เครื่องมือในการจีบช่อม่วงคือแม่พิมพ์(แม่พิมพ์สำหรับจับจีบขนมช่อม่วง) เอาแป้งมันทาปลายแม่พิมพ์เล็กน้อยพอเป็นนวลไม่ให้แป้งติดตอนจีบ
18. ให้ง่าย ๆ แม่สลิ่มแนะนำชั้นแรกให้เริ่มสามกลีบ เริ่มกลีบแรก ใช้แม่พิมพ์จีบลงไปในแป้งให้ลึกพอประมาณ  1/2 ของความหนาแป้งที่หุ้มไส้ อ้าปากแม่พิมพ์นิด ๆ ฝังลงไปในแป้ง ออกแรงจีบแต่ไม่ต้องกดให้ถึงสุด แล้วปล่อยแม่พิมพ์
19. กลีบสอง เริ่มทำให้เป็นสามเหลี่ยมก่อน เราก็ต้องจีบสามด้าน เริ่มกลีบสอง หากแป้งติดมือก็เอาแป้งมันลูบมือพอเป็นนวลและลูบแม่พิมพ์
20. กลีบสาม เราก็จะได้สามเหลี่ยม
21. มาชั้น 2 กันต่อ สังเกตชั้นแรกจะมีช่องว่างระหว่างกลีบ 3 ช่อง ซึ่งเราจะต้องจีบให้เป็นกลีบตรงแต่ละช่องว่างนั้น คือจะต้องจีบสับหว่างกลีบของชั้นที่แล้วมา เริ่มชั้นสองกลีบแรก ถ้าจะให้สวย ความกว้างของกลีบของชั้นต่อมา คือตรงครึ่งของแต่ละกลีบของชั้นที่หนึ่ง หลักง่าย ๆ เราจบลงตรงไหนในชั้นที่แล้ว  ชั้นต่อมากลีบแรกคือจุดที่เราสิ้นสุด
22. กลีบสอง ชั้นสอง
23. กลีบสาม ชั้นสอง ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ กลีบจะสับหว่างกันไปจนถึงโคนดอก
24. แล้วก็ไปเรียงในลังถึง (สำหรับนึ่ง) บนใบตองที่ทำความสะอาดแล้ว และทาน้ำมันบนใบตอง
25. ก่อนนึ่งก็เอาน้ำพรม ๆ แป้งที่จีบไว้นิดหน่อย เพราะกว่าจะจีบกันเสร็จแป้งก็จะแห้ง แล้วก็จะแตกได้ถ้าไม่พรมน้ำ นึ่งนาน 5 นาที นับจากน้ำเดือดจัด ไฟแรง
26. ครบเวลาก็เอาขึ้นมาจัดใส่จานให้สวยงามพร้อมรับประทาน


ที่มา:ข้อมุลโดยกระปุกดอทคอม










153


 8) 8) 8) สุขศึกษาเป็นวิชาที่สร้างเรียนรู้ด้านสุขภาพ พัฒนา ทักษะชีวิต ซึ่งส่งผลเกื้อหนุนสุขภาพของผู้เรียน ส่วนพลศึกษาเป็นการ ศึกษาเล่าเรียนในการบำรุงร่างกายด้วยการออกกำลังกาย ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ให้เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยให้เด็กเจริญเติบโต มีสุขภาพดี ซึ่งเด็กทุกคนควรจะได้เรียนรู้เรื่องสุขภาพ เพื่อจะได้มีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง มีเจตคติ คุณธรรม และค่านิยมที่เหมาะสม รวมทั้งมีทักษะปฏิบัติด้านสุขภาพจนเป็นกิจนิสัย อันจะส่งผลให้สังคมโดยรวมมีคุณภาพ



สุขศึกษาและพลศึกษาสำคัญอย่างไร?

สุขศึกษาและพลศึกษาเป็นการศึกษาด้านสุขภาพที่มีเป้าหมายเพื่อการดำรงสุขภาพ การสร้างเสริมสุขภาพ และการพัฒนาคุณ ภาพชีวิตของบุคคล ครอบครัว และชุมชนให้ยั่งยืน

    8) สุขศึกษา มุ่งเน้นให้ผู้เรียนพัฒนาพฤติกรรมด้านความรู้ เจตคติ คุณธรรม ค่านิยม และการปฏิบัติเกี่ยวกับสุขภาพควบคู่ไปด้วยกัน
    8) พลศึกษา มุ่งเน้นให้ผู้เรียนใช้กิจกรรมการเคลื่อนไหว การออกกำลังกาย การเล่นเกมและกีฬา เป็นเครื่องมือในการพัฒนาโดยรวม ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม สติปัญญา รวมทั้งสมรรถภาพเพื่อสุขภาพและกีฬา



เด็กจะได้รับประโยชน์อะไรจากสุขศึกษาและพลศึกษา?

 
  8) มีความรู้และเข้าใจในเรื่องการเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์ ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการ วิธีการสร้างสัมพันธภาพในครอบครัวและกลุ่มเพื่อน
  8) มีสุขนิสัยที่ดีในเรื่องการกิน การพักผ่อนนอนหลับ การรักษาความสะอาดอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย การเล่นและการออกกำลังกาย
  8) ป้องกันตนเองจากพฤติกรรมที่อาจนำไปสู่การใช้สารเสพติด การล่วงละเมิดทางเพศ และรู้จักปฏิเสธในเรื่องที่ไม่เหมาะสม
  8) ควบคุมการเคลื่อนไหวของตนเองได้ตามพัฒนาการในแต่ละช่วงอายุ มีทักษะการเคลื่อนไหวขั้นพื้นฐาน และมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางกาย กิจกรรมสร้างเสริมสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพและเกมได้อย่างสนุกสนานและปลอดภัย
  8) มีทักษะในการเลือกบริโภคอาหาร ของเล่น ของใช้ ที่มีผลดีต่อสุขภาพ หลีกเลี่ยงและป้องกันตนเองจากอุบัติเหตุได้
  8) ปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้องเหมาะสม เมื่อมีปัญหาทางอารมณ์และปัญหาสุขภาพ
  8) ปฏิบัติตนตามกฎระเบียบข้อตกลง คำแนะนำ และขั้นตอนต่างๆ และให้ความร่วมมือกับผู้อื่นด้วยความเต็มใจจนงานประสบความสำเร็จ
  8) ปฏิบัติตามสิทธิของตนเองและเคารพสิทธิของผู้อื่นในการเล่นเป็นกลุ่ม

ที่มา:http://taamkru.com

154
 

การระบายสีชอล์ก


      ;D ;D สีชอล์กเทียนหรือสีชอล์กน้ำมัน (Oil Pastel) เป็นสีที่นิยมใช้กันมากในหมู่ของเด็กนักเรียนระดับอนุบาลหรือระดับประถมศึกษา เหมาะสำหรับการเขียนภาพระบายสีที่ไม่ต้องการความละเอียดเหมือนจริงมากนัก เช่น การเขียนภาพทิวทัศน์ ภาพหุ่นนิ่ง ;D ;D ;D ;D
     
การะบายสีชอล์กเทียน นิยมระบายจากสีอ่อนไปหาสีแก่ซึ่งเป็นการระบายสีที่ให้ความสำคัญของภาพจากส่วนที่ได้รับแสงหรือส่วนที่มีค่าน้ำหนักแสงเงาอ่อนๆ ก่อนส่วนที่มีน้ำหนักเข้มโดยค่อยๆเพิ่มน้ำหนักให้เข้มขึ้นโดยใช้สีเข้มระบายทับตามลำดับ

     
     
วัสดุอุปกรณ์

1. สีชอล์กเทียน มีหลายยี่ห้อหาเลือกซื้อได้ตามความต้องการ   
2. กระดาษวาดเขียน ควรใช้กระดาษเนื้อค่อนข้างหนา ผิวเรียบด้านนักเรียนนิยมใช้กระดาษ 100 ปอนด์   
3. ดินสอ สำหรับการร่างภาพ ควรใช้ดินสอไส้เกรด HB ก็พอ และดินสอ EE ซึ่งนักเรียนระดับอนุบาลหรือประถมนิยมนำมาใช้ในการตัดเส้นเก็บรายละเอียด ในขั้นตอนสุดท้าย   
4. กระดาษชำระ หรือผ้าสะอาด สำหรับปัด เช็ดฝุ่นสีหรือรอยเปื้อน   
5. โต๊ะ หรือแผ่นกระดานรองเขียน ให้ความสะดวกในการวาดภาพนอกสถานที่   
   
   :-* :-* สีชอล์ค เป็นสีฝุ่นผงละเอียดบริสุทธิ์นำมาอัดเป็นแท่ง ใช้ในการวาดภาพ มากว่า 250 ปีแล้ว ปัจจุบัน มีการผสมขี้ผึ้งหรือกาวยางไม้เข้าไปด้วยแล้วอัดเป็นแท่งในลักษณะของดินสอสี แต่มีเนื้อ ละเอียดกว่า แท่งใหญ่กว่า และมีราคาแพงกว่ามาก มักใช้ในการวาดภาพเหมือน

 การสร้างงานด้วยสีชอล์คน้ำมัน มักจะมีการระบายทับซ้อน ประมาณ 2 - 3 ชั้น เพื่อให้เกิดการผสมผสานสีใหม่ หรือการไล่โทนสีอย่างกลมกลืน



เทคนิคการระบายสีชอล์ค

1. การระบายสีชอล์ค ควรใช้กระดาษผิวหยาบเพื่อให้พื้นผิวยที่ขรุขระสามารถรองรับเนื้อสีไว้ได้ เช่น กระดาษร้อยปอน เป็นต้น

2. การระบายสีชั้นแรกควรใช้สีเข้มก่อนเพราะสีชอล์คน้ำมันเป็นสีที่ทึบแสง และควรระบายสีให้กลมกลืนกันไว้ เพราะต้องเผื่อความลึกของพื้นผิวไว้ให้สีชั้นบนด้วย จากนั้นแล้วการระบายสีชั้นต่อๆไปจึงเป็นสีอ่อนขึ้นตามลำดับ

3. ช่วงต่อตะเข็บระหว่างสี ควรระบายให้บางกว่าในส่วนที่ถัอออกไปจะได้ช่วยในการผสมผสานกลมกลืนเป็นไปได้ง่าย

4. ควรวาดภาพวัตถุที่มีขนาดใหญ่หรือปานกลาง เพราะสีชอล์กไม่เหมาะกับภาพวัตถุที่มีขนาดเล็ก เวลาระบายจะดูไม่สวย

5. เวลาระบายสีชอล์กลงไป จะมีเศษสีติดอยู่บนกระดาษควรใช้กระดาษทิชชูปัดออกเบาๆก่อน แล้วค่อยระบายอีกครั้ง

6. ถ้าหากอยากเอาภาพที่วาดเสร็จแล้วไปใส่กรอบไม่ควรตีเส้นขั้นขอบเพราะจะดูไม่สวย

7. เมื่อระบายสีชอล์กเสร็จในแต่ละครั้งควรนำกระดาษทิชชูมาเช็ดสีที่ติดอยู่เพราะถ้าไม่เช็ดแล้วระบายซ้ำอีก สีบนภาพจะดูหมอง

7. ควรใช้สีให้ถูกต้องเพราะถ้าระบายผิดจะแก้ไขได้ยากแล้วยิ่งระบายสีทับไปอีกก็จะยิ่งเละ


ที่มา : professer.art.studio

155



สาเหตุของสิวที่หลัง

จากฮอร์โมน การเกิดสิวที่หลัง สิวที่ใบหน้า และสิวทุกที่ตามร่างกาย มีสาเหตุอย่างเดียวกัน คือ การแปรปรวนของฮอร์โมนเพศในร่างกายเราเอง บางคนเป็นสิวที่หน้า แต่บางคนเป็นสิวที่หลัง บางคนเป็นสิวอุดตัน แต่บางคนเป็นสิวอักเสบ อันนี้ขึ้นตามพันธุกรรม โดยฮอร์โมนเพศชายแอนโดรเจน จะทำให้ต่อมไขมันมีการทำงานมากผลิตไขมันมากอุดตันได้ง่ายขึ้น เพราะในร่างกายคนเรานั้นล้วนมีต่อมไขมันอยู่ทุกๆ แห่ง แม้แต่ที่หลัง ก้น หรือไหล่

ดังนั้นคนแต่ละคนจะมีสิวมากน้อยไม่เท่ากันอาจเกิดจากเชื้อรา พี.โอวาเล ที่น่าจะเป็นสาเหตุหลักของสิวบริเวณแผ่นหลัง โดยปกติเชื้อราตัวนี้มีอยู่ตามผิวหนังของคนเราอยู่แล้ว แต่ที่ทำให้เกิดสิวบริเวณแผ่นหลังเพราะเชื้อรามีปริมาณมากกว่าปกติ ซึ่งถ้ามีปริมาณไขมันบริเวณรูขุมขนปรวนแปร    หรือมีไขมันที่เชื้อราชอบจะเกิดการแบ่งตัวมากขึ้น

 เชื้อราอาจจะปล่อยสารบางอย่างออกมาไปย่อยไขมันทำให้เกิดสิวอักเสบขึ้น ทั้งนี้อาจเป็นเพราะวัย หรือฮอร์โมนบางอย่างไปกระตุ้น เมื่อผ่านไปสักระยะสิวที่แผ่นหลังก็อาจหายไปเองได้ แต่ก็มีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นเพราะเหงื่อที่อาจไปกระตุ้นทำให้เกิดสิวบริเวณแผ่นหลัง
 ;D ;D ;D ;D
ปัจจัยภายนอกอื่นๆ เช่น ....... ;D ;D.เหงื่อออกมาก แผ่นหลังของเรานั้นเป็นส่วนที่เหงื่อเกิดขึ้นได้ง่ายมากๆ…เมื่ออากาศร้อนทำให้รูขุมขนเปิดกว้างเกิดไปกระตุ้นทำให้เกิดสิวขึ้นมา.......  :-* ความอับชื้น และความสกปรกต่างๆ จะทำให้สิวเป็นมากขึ้นได้  ;D ;D จากสาเหตุต่างๆ เช่น เสื้อผ้าหนาๆทำให้ร้อนอับ, เล่นกีฬา(เล่นตอนเย็น) แต่รอจนละครหลังข่าวจบค่อยอาบน้ำ, การสระผมล้างผมไม่สะอาด, ความสกปรกของผ้าเช็ดตัว/เสื้อผ้า/ผ้าปูที่นอน/ชุดนอน/หรือหมอนเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่ง....สบู่/เครื่องสำอางค์ คือแพ้สบู่และเครื่องสำอางค์บางชนิด หรือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวบางประเภทที่มีส่วนผสมของน้ำมันหรือไขมันเยอะเกินไปซึ่งเป็นอาหารของเชื้อรา หรือแม้แต่แพ้น้ำหอมที่ฉีดทุกวัน

วิธีรักษาสิวที่หลัง

 วิธีรักษาสิวที่หลัง ;D ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับผิวของแต่ละคน และเป็นสิวมากหรือน้อยด้วยค่ะ เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจสามารถแบ่งวิธีหลักๆในการรักษาสิวได้เป็น 2 วิธี คือ
1) รักษาสิวอุดตัน สิวอักอักเสบ สิวเสี้ยน สิวผด สิวต่างๆ ให้ลดลงหรือควรให้หมดซะก่อน
2) ทำให้รอยสิวหาย และฟื้นฟูผิวให้กลับมามีแผ่นหลังที่เรียบเนียนสวย
วิธีรักษาสิวที่หลัง มีทั้งแบบที่ใช้ยาทาและยากินรักษาสิว แต่ส่วนตัวแอดมินแนะนำให้ใช้แต่ยาทาก่อนก็พอแล้ว ถึงแม้คุณจะเป็นสิวมากก็เถอะ เพราะขึ้นชื่อว่ายาก็เป็นสารปฏิชีวนะอย่างหนึ่ง กินมากๆก็มีผลต่อร่างกาย ยิ่งโดยเฉพาะที่ตับจะทำงานหนัก และสิวที่หลังสามารถเป็นๆหายๆได้ก็เหมือนกับสิวที่หน้าแหล่ะค่ะ ดังนั้นไม่จำเป็นก็ไม่ควรทานยาจะดีกว่า และต่อไปนี้คือวิธีรักษาสิวที่หลังและรอยดำที่ได้ผล…ยังไงก็ลองนำไปปรับใช้ดู



1. ใช้โคลนมาร์กสิวเสี้ยน (ที่ใช้มาร์กหน้า) ทำอาทิตย์ละ 1 ครั้ง ทาทิ้งไว้ให้ทั่วหลังแล้วลอกออก ตอนลอกออกสิวจะติดออกมาเยอะมาก

2. ใช้ดินสอพองกับมะนาว ทำแบบนี้สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ก็เพียงพอแล้ว นำน้ำมะนาวมาผสมกับดินสอพอง ไม่ต้องให้ข้นเกินไป พอกบริเวณที่เป็นสิว ทิ้งไว้ 30 นาที แล้วค่อยไปอาบน้ำล้างออก ดินสอพองช่วยลดการเกิดสิวและดูดซับสิ่งสกปรกออกไปจากผิวหนัง ส่วนน้ำมะนาวช่วยทำให้รอยสิวจางลงและผลัดเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วให้หลุดออกไป

3. ใช้ครีมมาร์กหน้าบำรุงผิว (จะช่วยขจัดเซลล์ผิวที่เสื่อมให้หลุดลอกออกไป ทำให้ผิวกระชับ รูขุมขนเล็กลง) ทำอาทิตย์ละ 1 ครั้ง นำครีมมาร์กหน้ามาผสมน้ำ แล้วทาให้ทั่วหลัง ทิ้งเอาไว้จนแห้ง แล้วก็ไปอาบน้ำล้างออก เช็ดตัวให้แห้ง

4. ใช้อ๊อกซี่ เคียว บอดี้ แอคเน่ สเปรย์ ฉีดบริเวณที่เป็นสิว หลังอาบน้ำ เช้า-เย็น ทุกวัน จนกว่าสิวจะหายจึงค่อยเลิกใช้ …การฉีดสเปรย์ช่วงแรกๆนั้นจะแสบผิวอยู่บ้าง  (เป็นสเปรย์ที่เป็นสารสกัดจากธรรมชาติที่ช่วยขจัดเชื้อแบคทีเรีย ลดการอักเสบของสิวและป้องกันสิวบริเวณแผ่นหลัง ลำตัว และหน้าอก ช่วยทำให้สิวแห้งเร็วและลดรอยดำจากสิว)

5. ให้ทายาแต้มหัวสิว กรณีที่เป็นสิวอักเสบมากหรือเริ่มมีหัวหนองขาว :ทาหลังอาบน้ำ เช้า-เย็น แต่ถ้าเป็นสิวผดไม่มีหนองอันนี้ยังไม่ต้องใช้ ยาแต้มหัวสิวที่หลังก็คือตัวเดียวกับที่เราใช้กับใบหน้า ปัจจุบันมียาแต้มหัวสิวที่ได้รับการแนะนำและได้รับความนิยมอยู่หลายยี่ห้อ  พอสิวเริ่มหายมันจะทิ้งรอยดำไว้

6. ใช้เกลือขัดผิว นำมาขัดหลัง เมื่อสิวแห้ง ควรขัดผิวสัปดาห์ละ 1ครั้ง ก็เพียงพอแล้ว…การขัดผิวหรือสครับผิวนี้ สามารถทำได้ทั่วตัวเพื่อผิวที่เนียนนุ่มทั่วเรือนร่าง โดยเฉพาะที่บริเวณหลังหากเกิดรอยด่างดำจากสิว แต่ห้ามขัดผิวในขณะมีสิวอักเสบเป็นอันขาด! เพราะจะยิ่งทำให้สิวอักเสบลุกลามมากขึ้นค่ะ…ควรเลือกฟองน้ำหรือใยบวบนุ่มๆ และต้องสะอาด สิ่งสำคัญขัดถูแผ่นหลังเบาๆ ขัดเสร็จอาบน้ำให้สะอาด ซึ่งการขัดผิวก็เพื่อกำจัดรอยแผลเป็น เพราะการขัดผิวจะช่วยผลัดเซลล์ผิวใหม่ ให้ผิวเรียบเนียน สดใสยิ่งขึ้น

7. บำรุงด้วยเจลว่านห่างจระเข้ (ช่วยรักษาให้แผลหายเร็ว ลดรอยสิวได้ดี และทำให้ผิวอ่อนนุ่มชุ่มชื่น) ทาเจลว่านห่างจระเข้ของวัสสันพอกไว้ สามารถทาได้ทุกวัน โดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆ

8. ทาผงแป้งศรีจันทร์…พอเจลแห้งแล้ว ให้ทาด้วยผงแป้งศรีจันทร์ ซึ่งช่วยลดผดที่หลังได้เยอะเลย

เพื่อนๆ ต้องใช้เวลาสักระยะประมาณ 1-3 เดือน ขึ้นอยู่กับว่าเป็นสิวมากหรือน้อยด้วย และต้องทำควบคู่กับการดูแลตัวเองในขณะเป็นสิวที่หลังด้วย ก็จะยิ่งช่วยทำให้สิวและรอยดำหายเร็วขึ้น

 :D :D :D :Dดูแลรักษาสิวที่หลังตามนี้ไปเรื่อยๆ ก็จะได้แผ่นหลังเรียบเนียนขาวสวยกลับมาแล้ว ทีนี้ก็พร้อมสำหรับแฟชั่นโชว์แผ่นหลัง หรือแม้แต่เสื้อกล้ามโชว์หลังเท่ห์ๆได้แล้ว แต่ที่สำคัญต้องมีความอดทนพยายามแล้วสิ่งที่คุณรอคอยรับรองว่ามันย่อมคุ้มค่าและภาคภูมิใจแน่นอน



แหล่งที่มา: acnecaresite.blogspot.com

156

การลดน้ำหนักด้วยบอลลูน

นพ.บุญเลิศ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีการรักษาใหม่ที่นำมาช่วยในการลดน้ำหนักของผู้ป่วย โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัดรัดกระเพาะ คือ การใส่บอลลูนไว้ในกระเพาะอาหารด้วยการส่องกล้อง มีภาวะแทรกซ้อนน้อยและโดยเฉลี่ยสามารถลดน้ำหนักได้ 24 กิโลกรัมใน 1 ปี ทั้งนี้พบว่าการใส่บอลลูนลดน้ำหนักยังมีประโยชน์ในการลดน้ำหนักลงก่อนในช่วงแรกเพื่อให้คนไข้พร้อมสำหรับการผ่าตัดกระเพาะอาหาร เพื่อลดความอ้วนต่ออีกด้วย

การใส่บอลลูนลดน้ำหนัก

สำหรับขั้นตอนการใส่บอลลูน จะเหมือนการส่องกล้องกระเพาะอาหารทั่วไป แต่ต้องให้ยานอนหลับขณะใส่บอลลูนลดน้ำหนักที่เป็นซิลิโคนเข้าไปในกระเพาะอาหาร หลังจากนั้นจะใส่น้ำที่ผสมกับสารสีฟ้าชื่อว่าเมธิลีนบลู (Methylene Blue) เข้าไปในบอลลูน ประมาณ 400-500 ซีซี แล้วจึงนำเอากล้องออก โดยลูกบอลลูนสามารถ ปรับขนาดเพิ่มหรือลดได้ตามความต้องการในภายหลัง

ภาวะแทรกซ้อนของการลดน้ำหนักด้วยบอลลูน

นพ.บุญเลิศ กล่าวถึงภาวะแทรกซ้อนสำหรับการใส่บอลลูนว่า โดยรวมพบเพียง 0.27% เมื่อเทียบกับการผ่าตัดรัดกระเพาะอาหารที่มีภาวะแทรกซ้อนถึง 7-9% โดยภาวะแทรกซ้อนของการใช้บอลลูนลดน้ำหนักส่วนใหญ่เกิดจากอาการคลื่นไส้อาเจียน แน่นท้องในสัปดาห์แรกหลังใส่บอลลูน

ข้อห้ามในการใส่บอลลูนลดน้ำหนัก
-เป็นสตรีที่กำลังตั้งครรภ์
-มีความผิดปกติของหลอดอาหารกระเพาะอาหาร เช่น เป็นแผลในกระเพาะ กรดไหลย้อนรุนแรง หรือเคยผ่าตัดกระเพาะอาหารและหลอดอาหาร เป็นต้น
-แพ้ยางซิลิโคน
-มีภาวะเลือดออกง่ายหรือกินยาละลายลิ่มเลือด
-คนที่มีโรคประจำตัวรุนแรง
ใส่บอลลูนลดน้ำหนักป้องกันโรคอ้วน เพื่อสุขภาพที่ดี

ใส่บอลลูนลดน้ำหนักป้องกันโรคอ้วน เพื่อสุขภาพที่ดี

น้ำหนักตัวไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวเลขหรือเป็นเรื่องของความสวยความงามเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงเรื่องสุขภาพที่นอกจากจะทำให้เกิดโรคอ้วนแล้วยังทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน รวมถึงทำให้มีโอกาสเสียชีวิตเร็วขึ้นอีกด้วย ดังนั้นเราควรหันกลับมาใส่ใจในสุขภาพ การรับประทาอาหารโดยคำนึงถึงแคลอรี่ทุกครัง้ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและพยายามรักษาระดับดัชนีมวลกายให้น้อยกว่า 23 เพียงเท่านี้เราก็สามารถปลอดจากโรคภัยต่างๆ ได้

ที่มา : ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลเวชธานี

หน้า: 1 ... 9 10 [11]