กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
บทความสาระ / ยางรถยนต์แบบไหน เหมาะกับคุณ
« กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ 21/01/18 »


"ยางรถยนต์"เลือกอย่างไร??ให้เหมาะกับคุณ

ต่างคนก็ต่างความคิด ต่างจิตต่างใจ ความต้องการก็ย่อมแตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะสมรรถนะในการเกาะถนนยามใช้ความเร็วสูง หรือต้องการความนุ่มนวลมากกว่าปกติ จึงเป็นที่มาของการเลือกชนิด-ขนาดยางให้เหมาะสมกับการใช้งานของตนเอง

คอลัมน์ : รู้ก่อนเหยียบ  โดย “ช่างเอก”

ยางรถยนต์เป็นสิ่งเดียวที่เชื่อมรถยนต์ของเราไว้กับโลก (พื้นถนน) แถมยังต้องแบกรับทั้งน้ำหนักตัวรถ-เครื่องยนต์ ที่มีสูงกว่าน้ำหนักยางอย่างน้อย 50 เท่า ดังนั้นเราจึงควรเอาใจใส่ และเลือกยางที่เหมาะสมกับสภาพการใช้งานของแต่ละท่าน วันนี้ “รู้ก่อนเหยียบ” จึงขอนำทุกท่านมารู้จักกับเจ้ายางรถยนต์ให้มากขึ้น เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกยางรถยนต์ของคุณชุดต่อไป

ปกติยางรถยนต์ที่ติดรถมาจากโรงงานแต่ละยี่ห้อรุ่นนั้น เป็นยางที่เหมาะสมกับการใช้งาน ที่ผ่านการทดสอบอย่างละเอียดของผู้ผลิตรถยนต์รายนั้นมาแล้ว แต่อย่างไรก็ตามผู้ขับขี่แต่ละท่าน ย่อมมีความต้องการที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะต้องการสมรรถนะในการเกาะถนนที่ดีขึ้นยามใช้ความเร็วสูง หรือต้องการความนุ่มนวลมากกว่าปกติ จึงเป็นที่มาของการเลือกชนิด-ขนาดยางให้เหมาะสม และตรงกับการใช้งานของตนเอง

ทั้งนี้การเปลี่ยนยางที่ขนาดผิดเพี้ยนแตกต่างไปจากเดิมนั้น มีสิ่งที่ต้องคำนึงถึง อยู่นั่นก็คือความสามารถในการรับน้ำหนัก ซึ่งจะต้องใกล้เคียงหรือสามารถทำได้ดีกว่าเดิม นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของยาง ต้องใกล้เคียงขนาดเดิมด้วย

ผลเสียจากการเปลี่ยนขนาดยางผิดขนาด

- เล็กไป ความสามารถในการรับน้ำหนักลดลง สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง มาตรวัดความเร็วคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

-ใหญ่ไป ยางเสียดสีกับส่วนหนึ่งส่วนใดของรถ พวงมาลัยหนักขณะใช้ความเร็วต่ำ มาตรวัดความเร็วคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง


ลักษณะของดอกยางรถยนต์แต่ละประเภท


ดอกยางแบบสวนทาง (Dual) ลักษณะค่อนข้างเป็นดอกละเอียด เน้นความนุ่มสบาย มีเสียงค่อนข้างเงียบเมื่อสัมผัสพื้นถนน แต่ดอกยางประเภทนี้ไม่เหมาะกับขาซิ่ง เท้าหนัก เพราะก็มักมีอาการโยนตัวของรถเป็นของแถมมาด้วย แต่มีข้อดีที่เวลาสลับยางทุก 10,000 กิโลเมตร สามารถสับเปลี่ยนกันได้ทุกตำแหน่ง


ดอกยางแบบหมุนไปทางเดียว (Rotation) ดอกยางลักษณะนี้ มีประสิทธิภาพ ในการรักษาสมดุลของรถในช่วงความเร็วสูงได้อย่างยอดเยี่ยม รีดน้ำได้ดี มีประสิทธิภาพในการยึดเกาะ บนถนนมากกว่าดอกยางแบบสวนทาง ดอกยางแบบหมุนทิศทางเดียวนี้ จะมีลูกศรเพื่อบอกทิศทางการหมุนของยางมาด้วย เมื่อต้องสลับยางต้องดูทิศทางของลูกศรให้ถูกต้อง ดอกยางมีลวดลายค่อนข้างไปทางสปอร์ต ยางหลายๆ รุ่นออกแบบได้สวยงามสะดุดตาจนถูกใจขาซิ่ง แต่ทุกอย่างบนโลกใบนี้ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบเมื่ออยากได้ความสวย-เกาะถนน ก็ต้องแลกมากับเสียงที่ดังขึ้นด้วย


ดอกยางแบบไม่สมมาตร (Asysimatic) มีลักษณะเด่นคือ ให้ความมั่นใจในการยึดเกาะ และรักษาสมดุลของรถในขณะโยนตัวเมื่อเข้าโค้งได้ดี สามารถป้องกันอาการหลุดโค้งได้ดีมาก ดอกยางลักษณะ ด้านในและด้านนอก จะไม่เท่ากัน ซึ่งเหมาะกับทางโค้งมากกว่าทางตรง แต่ก็จะมีเสียงดังใกล้เคียงกับ ดอกยางแบบหมุนไปทางเดียว เช่นกัน


เทคนิคควรรู้

วิธีการอ่านข้อมูลที่แก้มยางรถยนต์

ที่แก้มยางรถยนต์ทุกเส้น จะบอกยี่ห้อ รุ่น ขนาดของยาง อัตราสูงสุดของการเติมลม ความสามารถในการรับน้ำหนัก ความเร็วสูงสุดที่สามารถวิ่งได้ สัปดาห์/ ปี ค.ศ.ที่ผลิต และข้อความเตือนเกี่ยวกับความปลอดภัยต่างๆ ตัวอย่างเช่น P195/55 R15 82T DOT 0515

- P หมายถึง ถูกออกแบบให้ใช้กับรถยนต์นั่ง

- 195 หมายถึง ความกว้างของหน้ายาง ซึ่งมีหน่วยวัดเป็นมิลลิเมตร

- 55 หมายถึง ความสูงของแก้มยาง มีหน่วยเป็นเปอร์เซ็นต์โดยเทียบสัดส่วนกับหน้ากว้างของยาง

- R หมายถึง เป็นยางเรเดียล ซึ่งยางเกือบทั้งหมดเป็นยางเรเดียลอยู่แล้ว ในบางโอกาสอาจจะเห็นอักษรตัวอื่น ซึ่งมีอยู่น้อยมาก เช่น Dหรือ B ซึ่งแสดงถึงว่าเป็นยางแบบ bias ply tire (ห้ามใช้ยางแบบเรเดียล และ bias ply tire) ผสมกัน

- 15 หมายถึง เส้นผ่าศูนย์กลางของกระทะล้อ มีหน่วยวัดเป็นนิ้ว

- 82 หมายถึง ดรรชนีน้ำหนักบรรทุก (load index) ซึ่งกำหนด โดยผู้ผลิตยาง (Rubber ManufacturersAssociation)

- T หมายถึง ความสามารถในการทำความเร็วสูงสุด (Tire’s maximum speed rating)

- Q ความเร็วสูงสุดไม่เกิน 160 กม./ชม. (99 mph)

- S ความเร็วสูงสุดไม่เกิน 180 กม./ชม. (112 mph)

- T ความเร็วสูงสุดไม่เกิน 190 กม./ชม. (118 mph)

- H ความเร็วสูงสุดไม่เกิน 200 กม./ชม. (124 mph)

- V ความเร็วสูงสุดไม่เกิน 240 กม./ชม. (149 mph)

- Z ความเร็วสูงสุดมากกว่า 240 กม./ชม. (149 mph)

- DOT 0515 หมายถึง สัปดาห์และปีที่ผลิต ตัวเลข 2 ตัวแรก 05 บอกถึงสัปดาห์ที่ทำการผลิตยางเส้นนี้คือ สัปดาห์ที่ 5 ขณะที่ตัวเลข 2ตัวหลัง 15บอกถึงปีที่ผลิต คือปี ค.ศ. 2015

ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ควรหลีกเลี่ยงใช้ยางที่ความสามารถในการทำความเร็วแตกต่างกัน ใช้ร่วมในรถคันเดียวกัน...


ติดต่อสอบถามข้อมูลโดยตรงที่ changaek_106@hotmail.com

อ้างอิง https://www.dailynews.co.th
2


จำเป็นไหม??ต้องเติม"น้ำยาหล่อเย็น"!!

“น้ำยาหล่อเย็น” มีข้อดีที่ช่วยเพิ่มจุดเดือดของน้ำสูงกว่าน้ำปรกติ และช่วยลดการเกิดสนิม-ตะกรัน ส่วนสีสันอันฉูดฉาดมีระโยชน์ในการสังเกตจุดรั่วซึม

คอลัมน์ : รู้ก่อนเหยียบ  โดย “ช่างเอก”

คุณ “สุรินทร์” จากหาดใหญ่ ส่งอีเมล์ เข้ามาสอบถามสรุปใจความได้ว่า ใช้รถกระบะ อีซูซุ ดีแม็ก นำรถเข้าศูนย์บริการตามระยะโดยช่างแจ้งว่าต้องเปลี่ยนถ่าย “น้ำยาหล่อเย็น”หม้อน้ำ จึงอยากสอบถามว่า จำเป็นไหมที่จะต้องเปลี่ยนถ่าย แล้วสามารถใช้น้ำธรรมดาแทนน้ำยาหล่อเย็นได้หรือไม่
 
จากข้อมูลข้างต้นขอตอบว่าไม่จำเป็นเสียทีเดียวที่จะต้องใช้“น้ำยาหล่อเย็น” เพราะน้ำสะอาดธรรมดาก็สามารถใช้เติมหม้อน้ำรถยนต์ได้ทุกยี่ห้อรุ่น ส่วนน้ำยาหล่อเย็นมีข้อดีตรงช่วยเพิ่มจุดเดือดของน้ำให้สูงกว่าน้ำปรกติ ช่วยลดการเกิดสนิม-ตะกรันและสีสันอันฉูดฉาดมีระโยชน์ในการสังเกตจุดรั่วซึมทั้งนี้หากยังจำกันได้ “รู้ก่อนเหยียบ” เคยนำเสนอเรื่องน้ำยาหล่อเย็น ในตอน “น้ำยาหล่อเย็น”!!จำเป็นแค่ไหน?? แต่เพื่อเป็นการทบทวนความจำ จึงขอนำมาเสนอกันอีกครั้ง
 
ระบบระบายความร้อนของเครื่องยนต์ ประกอบไปด้วยอุปกรณ์หลากหลายชิ้น ไม่ว่าจะเป็น หม้อน้ำ-ฝาหม้อน้ำ-ปั๊มน้ำ-วาล์วน้ำ-ท่อทางต่าง ๆ ซึ่งล้วนแต่มีความสำคัญด้วยกันทั้งสิ้น แต่สิ่งสำคัญอีกประการที่จะมองข้ามไปไม่ได้เลยนั้นก็คือ “น้ำ” ที่ใช้เติมลงในหม้อน้ำ และก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันไม่จบว่า “น้ำยาหล่อเย็น” นั้น จำเป็นต่อระบบระบายความร้อนของรถยนต์แค่ไหน

“น้ำยาหล่อเย็น” (COOLANT) หน้าที่หลัก ๆ ตามทฤษฎีก็คือ ช่วยป้องกันการแข็งตัวของน้ำในหม้อน้ำ และระบายความร้อนไม่ให้เกิดความร้อนขึ้นสูงจนโอเวอร์ฮีท ช่วยลดการเกิดสนิมและตะกรัน ซึ่งเป็นต้นตอของการอุดตันภายในหม้อน้ำ ทั้งนี้โดยส่วนใหญ่ น้ำยาหล่อเย็นที่ได้คุณภาพไม่ว่าจะเป็นสูตรเข้มข้นที่ต้องผสมน้ำหรือสูตรผสมเสร็จใช้เติมได้เลย จะมีสารเคมีที่ชื่อว่า “เอทิลีน ไกลคอล” (ETHYLENE GLYCOL) เป็นส่วนประกอบ โดยคุณสมบัติของเจ้า “เอทิลีน ไกลคอล” นั้นมีจุดเดือดสูงกว่าน้ำธรรมดาเกือบสองเท่าตัวที่ 196 องศาเซลเซียส แต่ในน้ำยาหล่อเย็น “เอทิลีน ไกลคอล” จะถูกทำให้เจือจางลง ให้มีจุดเดือดอยู่ที่ประมาณ 120 องศาเซลเซียส เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้ในรถยนต์ นอกจากนี้น้ำยาหล่อเย็น ที่ได้คุณภาพ ยังมีคุณสมบัติ ลดการเกิดสนิม และการกัดกร่อน ซึ่งเป็นต้นตอของการอุดตันและรั่วซึมของหม้อน้ำ ขณะที่สีสันของ น้ำยาหล่อเย็น ทำให้สังเกตจุดน้ำรั่วซึมได้ง่าย

เทคนิคควรรู้
 
-น้ำสะอาดสามารถใช้เติมหม้อน้ำรถยนต์ได้ทุกยี่ห้อรุ่น ส่วนน้ำยาหล่อเย็นจะช่วยเพิ่มจุดเดือดของน้ำสูงกว่าน้ำปรกติ แต่จริงๆแล้ว หากเครื่องยนต์และระบบระบายความร้อนสมบรูณ์ จะไม่สามารถทำให้น้ำในระบบเดือดได้(เนื่องจากเป็นระบบระบายความร้อนเป็นระบบปิดจึงมีจุดเดือดสูงกว่าอุณหภูมิปกติอยู่แล้ว)
 
-น้ำยาหล่อเย็น ที่ได้คุณภาพ มีคุณสมบัติ ช่วยลดการเกิดสนิมและตะกรัน ซึ่งเป็นต้นตอของการอุดตันภายในหม้อน้ำ
 
-สีสันที่สะดุดตาของ น้ำยาหล่อเย็น มีประโยชน์ในการสังเกตหาจุดรั่วซึมของระบบได้ง่ายกว่าน้ำธรรมดา
 
-หมั่นดูแลสภาพน้ำอยู่สม่ำเสมอ หากไม่ใช้น้ำยาหล่อเย็นให้ถ่ายน้ำทุก ๆ 6 เดือน หากใช้น้ำยาหล่อเย็นแนะนำให้ถ่ายปีละครั้ง
 
-เลือกซื้อ น้ำยาหล่อเย็น ที่ได้คุณภาพ โดยสามารถซื้อจากศูนย์บริการหรือตัวแทนจำหน่ายที่เชื่อถือได้
 
ติดต่อสอบถามข้อมูลโดยตรงที่ changaek_106@hotmail.com

อ้างอิง  https://www.dailynews.co.th
3


"หัวเทียน"สิ่งสำคัญ!!เครื่องเบนซิน??


หัวเทียนใหม่แกะกล่อง จะต้องถูกตั้งระยะห่างเขี้ยวตามที่ผู้ผลิตเครื่องยนต์กำหนดไว้ หากผิดเพี้ยน หัวเทียนใหม่ ๆ อาจทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ จนสู้หัวเทียนเก่าที่ถอดเปลี่ยนไม่ได้ด้วยซ้ำ

คอลัมน์ : รู้ก่อนเหยียบ โดย “ช่างเอก”

ระบบจุดระเบิดของเครื่องยนต์แก๊สโซลีน (เบนซิน) มี“หัวเทียน” เป็นอุปกรณ์สำคัญทำหน้าที่จุดระเบิดพร้อมรับแรงดันกระแสไฟฟ้าไม่ต่ำกว่า 10,000 โวลต์ ทนความร้อนได้ไม่ต่ำกว่า 2,000 องศาเซลเซียส รับแรงอัดได้อย่างน้อย 50 กก./ตร.ซม.
 
ทั้งนี้ในการ จุดระเบิด จะต้องอาศัยปัจจัยประกอบหลาย ๆ ส่วนทั้ง อากาศ น้ำมัน อุณหภูมิในห้องเผาไหม้ และการจุดระเบิดของ หัวเทียน โดยมี อีซียู (สมองกล ) เป็นตัวคำนวณให้หัวฉีด ฉีดเชื้อเพลิงอย่างพอเหมาะเข้าไป ในห้องห้องเผาไหม้ โดยวิเคราะห์ร่วมกับเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ก่อนประมวลผล เมื่อน้ำมันผสมคลุกเคล้ากับไอดีจนได้ที่ หัวเทียน จะเป็นตัวจุดระเบิดประกายไฟแรงสูง ตามจังหวะการสั่งของ อีซียู จนเครื่องยนต์ติด ส่งกำลังผ่านชุดเกียร์ส่งผลให้รถเคลื่อนที่ไปได้
 
“หัวเทียน”ถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ “หัวเทียนร้อน” เหมาะสำหรับเครื่องยนต์ที่ทำงานรอบต่ำๆ และ “หัวเทียนเย็น” ที่เหมาะสำหรับการใช้งานใน รอบสูงๆ สำหรับผู้ที่มีนิสัยเท้าหนักขับรถเร็ว“หัวเทียน” ถูกกำหนดด้วยตัวเลข โดยส่วนใหญ่ตัวเลขยิ่งน้อยหมายถึงหัวเทียนร้อน ตัวเลขยิ่งมากหมายถึงหัวเทียนเย็น จะมีแค่บางยี่ห้อเท่านั้นที่ใช้ตัวเลขกลับกัน แต่อย่างไรก็ตามควรเลือกใช้หัวเทียนตามมาตรฐานที่กำหนดมาจากผู้ผลิต โดยอาจจะปรับลด – เพิ่ม เบอร์ได้เล็กน้อยได้ตามนิสัยการขับขี่

จริง ๆ แล้ว “หัวเทียน” ธรรมดา ๆ สามารถใช้งานได้ยาวนานกว่า 2 หมื่น กม.อย่างสบาย ๆ หากมีการปรับแต่งระยะเขี้ยวให้เหมาะสม อย่างสม่ำเสมอ แต่หากเขี้ยวสึกหรอมาก หรือฉนวนกระเบื้องแตกร้าว ก็ต้องเปลี่ยนใหม่ ผู้ผลิตรถยนต์หลาย ๆ ยี่ห้อจึงตัดปัญหา ด้วยการแนะนำให้เปลี่ยนทุกๆ 2 หมื่นกม. ซึ่งออกจะสิ้นเปลืองเกินความจำเป็น ที่สำคัญหัวเทียนใหม่แกะกล่อง จะต้องถูกตั้งระยะห่างของเขี้ยวตามที่ผู้ผลิตเครื่องยนต์นั้น ๆกำหนดไว้ (ระยะห่างเขี้ยวหัวเทียนมาตรฐานประมาณ 0.6-1.1 มิลลิเมตร)  หากไม่ได้ระยะที่กำหนด หัวเทียนใหม่ ๆ อาจทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ จนสู้หัวเทียนเก่าที่ถอดเปลี่ยนไม่ได้ด้วยซ้ำ
 
ส่วนหัวเทียน แพลตตินั่มและไอริเดียม ถูกออกแบบมาให้มีประสิทธิภาพสูงกว่าหัวเทียนธรรมดา โดยจะมีขั้วไฟฟ้ากลางที่ทำจากโลหะผสมแพลตตินั่มและไอริเดียม เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการจุดระเบิดสูงสุดและยังสามารถทนความร้อนได้ดี และสึกหรอน้อยกว่ารวมถึงมีราคาที่สูงกว่าหัวเทียนธรรมดา โดยผู้ผลิตการันตีว่าสามารถใช้งานได้ยาวนานถึง 1 แสนกม. สำหรับรถที่ใช้น้ำมัน แต่สำหรับรถที่ดมแก๊ส-ก๊าซ ก็ต้องตรวจสภาพตามระยะอย่างสม่ำเสมอ
 
 
เทคนิคควรรู้

สีหัวเทียนบอกสุขภาพเครื่องยนต์ได้
 
-หัวเทียนแห้ง คราบที่เกาะบริเวณเขี้ยวหัวเทียนมีสีน้ำตาลอ่อนๆ สภาพเช่นนี้ เป็นลักษณะของการเผาไหม้ ของเครื่องยนต์ที่สมบูรณ์แบบ สุขภาพเครื่องยนต์ การทำงานของระบบต่างๆ ยังอยู่ในสภาพปกติดี
 
-หัวเทียนมีคราบเขม่าสีขาว-สีเหลืองจับอยู่ ลักษณะเช่นนี้บอกให้รู้ว่า องศาการจุดระเบิดผิดเพี้ยน หรือที่เราเรียกกันว่า ไฟอ่อน การแก้ไข คือปรับตั้งองศาจานจ่ายใหม่ให้แก่ขึ้น และควรทำความสะอาดหรือเปลี่ยนหัวเทียนใหม่ด้วย
 
-หัวเทียนมีสีดำแห้ง สามารถเช็ดออกได้ง่าย ลักษณะเช่นแสดงว่าส่วนผสมหนา (น้ำมันเชื้อเพลิง มีอัตราส่วนผสมที่มากเกินไป) คราบที่พบคือส่วนที่ตกค้างของละอองน้ำมันที่มากเกินกว่าความต้องการของเครื่องยนต์ การแก้ไขให้ช่างผู้ชำนาญ ตรวจเช็ค-ซ่อมระบบการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง
 
-หัวเทียนแฉะน้ำมันเครื่อง บ่งบอกว่าเครื่องยนต์ เกิดการสึกหรอในกระบอกสูบ จนน้ำมันเครื่องเล็ดลอดเข้าสู่ห้องเผาไหม้ สาเหตุอาจเกิดจากแหวนลูกสูบ – กระบอกสูบสึกหรอ-ซีลไกด์วาล์วเสื่อมสภาพ
 
-หัวเทียนกร่อนและไหม้ แสดงว่าการทำงานของเครื่องยนต์ มีอุณหภูมิที่สูงเกินไป สาเหตุอาจเนื่องมาจากการเลือกใช้เบอร์ของหัวเทียนไม่เหมาะสมกับสภาพการใช้งาน จนหัวเทียนไม่สามารถคายความร้อนออกสู่ภายนอกได้อย่างเหมาะสม หรือเกิดจากการชิงจุดระเบิด (PRE-IGNITION) อันเนื่องมาจากเครื่องยนต์มีอุณหภูมิร้อนจัด จนส่วนปลายเขี้ยวหัวเทียนระอุเป็นสีแดงเกือบหลอมละลาย
 
เพียงแค่สังเกตสีหัวเทียน ก็สามารถบ่งบอกถึงสุขภาพเครื่องยนต์ของท่านได้ว่าถึงเวลาควรพบช่างเพื่อซ่อมบำรุงแล้วหรือยัง และจะได้ไม่ต้อง...สงสัยหัวเทียนบอด...
 
ติดต่อสอบถามข้อมูลโดยตรงที่ changaek_106@hotmail.com

อ้างอิง https://www.dailynews.co.th
4


อายุยางรถยนต์ - 2ปี - 5หมื่นกิโลเมตร ยังดีอยู่ไหม จำเป็นต้องเปลี่ยนไหม

หลาย ๆ ท่านคงจะเคยได้ยินว่าควรเปลี่ยนยางรถยนต์ทุก 2 ปี หรือที่ระยะทาง 50,000 กิโลเมตร ซึ่งจริง ๆ แล้วมันเป็นแค่คำแนะนำเบื้องต้น และยังเป็นการสิ้นเปลืองเกินความจำเป็น แต่ด้วยคำแนะนำดังกล่าวทำให้ หลายคนเปลี่ยนยางทิ้งเร็วเกินไป

คอลัมน์ : รู้ก่อนเหยียบ    โดย "ช่างเอก"

ยางรถยนต์เป็นสิ่งเดียวที่เชื่อมรถยนต์ของเราไว้กับโลก (พื้นถนน) โดยต้องแบกรับทั้งน้ำหนักตัวรถและเครื่องยนต์ที่มีสูงกว่าน้ำหนักอย่างน้อย 50 เท่า ทั้งนี้หลาย ๆ ท่านคงจะเคยได้ยินว่าควรเปลี่ยนยางรถยนต์ทุก 2 ปี หรือที่ระยะทาง 50,000 กิโลเมตร ซึ่งจริง ๆ แล้วมันเป็นแค่คำแนะนำเบื้องต้น และยังเป็นการสิ้นเปลืองเกินความจำเป็น แต่ด้วยคำแนะนำดังกล่าว ทำให้หลายคนเปลี่ยนยางทิ้งเร็วเกินไป การที่เราใช้อายุ-ระยะทาง มาบอกว่ายางเสื่อมสภาพนั้น ถือว่าไม่ถูกต้อง สาเหตุที่ทำให้ยางรถยนต์เสื่อมสภาพนั้น มาจากหลายปัจจัย ทั้งน้ำหนักรถ พื้นถนนที่ใช้วิ่ง สภาพอากาศ ความดันลมยาง ความเร็วในการขับขี่ ฯลฯ

สภาพดอกยาง เราสามารถใช้งานได้ จนกระทั่งดอกยางสึกหรอเหลือต่ำสุด 1.6 มิลลิเมตร สามารถสังเกตง่าย ๆ ได้จากจุดสามเหลี่ยมเล็ก ๆ 6 จุดบนไหล่ยางแต่ละด้าน เมื่อเจอสัญลักษณ์นี้แล้ว ให้มองตรงขึ้นไป ที่หน้ายาง และมองลึกลงไปที่ร่องดอกยาง ก็จะพบสันนูนที่ร่องยาง ซึ่งเรียกว่า สะพานยางและเมื่อไหร่ที่ดอกยางสึก ไปถึงสะพานยาง นั่นแสดงว่ายางหมดอายุการใช้งาน

ลักษณะยาง ถึงแม้ยางไม่หมดอายุแต่เกิดการบวมล่อนขึ้น บริเวณส่วนใดส่วนหนึ่ง เช่น ที่หน้ายาง หรือ ไหล่ยาง ก็ควรเปลี่ยนใหม่ทันทีเช่นกัน เพราะหากยังใช้ต่อไป ยางอาจระเบิดได้

บาดแผลบนยาง ถ้าเกิดบาดแผลขึ้น โดยแผลนั้นมีความลึกไปถึงโครงสร้างยางภายใน และมีความกว้างของบาดแผลมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แผลบริเวณแก้มยาง ห้ามทำการปะซ่อมและนำมาใช้งานเด็ดขาด ควรเปลี่ยนยางใหม่โดยด่วนทันที

สภาพเนื้อยาง เนื้อแข็ง และกระด้างไม่มีความยืดหยุ่น ทดสอบง่าย ๆ โดยใช้เล็บจิกลงบนเนื้อของหน้ายางเก่า ถ้าใกล้หมดสภาพแล้วมักแทบจิกไม่ลง

การดูแลบำรุงรักษายางรถยนต์ในระหว่างการใช้งาน

นอกเหนือจากการเลือกใช้ขนาดยาง, ประเภทของยาง, ชนิดโครงสร้างยางและดอกยาง ให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานแล้ว สิ่งที่จะช่วยยืดอายุการใช้งานให้ทนทานยาวนาน ก็คือการดูแลบำรุงรักษาอย่างถูกต้อง ดังนั้นจึงมีข้อแนะนำซึ่งสามารถนำไปปฏิบัติได้ดังนี้

แรงดันลมยาง คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยางมีความแข็งแรง สามารถรับน้ำหนักรถยนต์และน้ำหนักบรรทุกได้ โดยปกติความดันลมยางนี้ จะมีการซึมออกจากตัวยางได้ ดังนั้นจึงควรมีการตรวจเช็คความดันลมยางอยู่เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ (ขณะยางเย็น) เพื่อเป็นการรักษาความแข็งแรงและประสิทธิภาพด้านอื่นๆ ของยาง สำหรับกรณีเพิ่งเปลี่ยนยางใหม่ ให้เพิ่มความถี่ในการตรวจเช็คในช่วงการใช้งาน 3,000 กม.แรก เนื่องจากโครงยางมีการขยายตัวในช่วงดังกล่าว ซึ่งจะทำให้ความดันลมยางลดลง

เมื่อยางมีอุณหภูมิสูงขึ้นเนื่องจากการใช้งาน จะมีผลทำให้ความดันลมยางสูงขึ้นกว่าปกติและจะค่อยๆ ลดลงกลับสู่สภาวะปกติหลังหยุดการใช้งาน ดังนั้นไม่ควรปล่อยลมออกขณะยางร้อน สำหรับการใช้งานเดินทางไกลๆ หรือขับขี่ด้วยความเร็วสูงอยู่เป็นประจำ ควรเพิ่มความดันลมยางอีก 3-5 ปอนด์/ตร.นิ้ว เพื่อช่วยให้โครงยางแข็งแรงมีการบิดตัวน้อยลง เพิ่มการทรงตัวขณะขับขี่ได้ดี และเมื่อเปลี่ยนยางเส้นใหม่ ควรเปลี่ยนวาล์วเติมลมด้วยทุกครั้ง

การบรรทุก เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่มีผลอย่างมากต่ออายุของยางรถยนต์ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องมีการควบคุมน้ำหนักบรรทุกให้มีความสัมพันธ์กับความดันลมยาง แต่อย่างไรก็ตามไม่ควรเติมลมยางสูงเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความนุ่มนวลในขณะขับขี่ลดลง

การใช้ความเร็ว ในกรณีของยางใหม่ให้วิ่งด้วยความเร็วไม่เกิน 60 กม./ชม. เป็นระยะทางอย่างน้อย 200 กม.เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของยางก่อนการใช้งานในสภาวะทั่วๆ ไป อย่างไรก็ตามควรขับรถด้วยความเร็วไม่เกินตามที่กฎหมายกำหนด และอย่าใช้ความเร็วสูงบนสภาพถนนขรุขระ เพราะจะทำให้ยางเกิดความเสียหายได้ง่าย

การปะซ่อม ถึงแม้เราจะมีความระมัดระวังในการขับขี่สักเพียงใด แต่บางครั้งการถูกสิ่งมีคมบาดตำยางก็หลีกเลี่ยงได้ยาก ดังนั้นจึงมีหลักในการพิจารณาถึงการปะซ่อมยางดังนี้

บาดแผลบริเวณหน้ายาง เช่น รูตะปู สามารถปะซ่อมได้ไม่เกิน 2 แผล ระยะห่างของบาดแผลไม่น้อยกว่า 40 ซม. เส้นผ่าศูนย์กลางบาดแผลไม่เกิน 6 มม.

บาดแผลบริเวณไหล่ยาง, แก้มยางและขอบยาง ไม่แนะนำให้ทำการปะซ่อม เนื่องจากความแข็งแรงไม่เพียงพอต่อการยึดเหนี่ยวกับวัสดุปะซ่อม

ศูนย์ล้อของรถยนต์ เป็นอีกหนึ่งความสำคัญต่อการบำรุงรักษายางรถยนต์ เพราะสภาพศูนย์ล้อของรถยนต์ที่ถูกต้อง จะทำให้ยางมีการสึกหรอเรียบสม่ำเสมอ มีอายุการใช้งานยาวนาน ขับขี่สะดวกสบายและให้ประสิทธิภาพการขับเคลื่อนดี โดยปกติการตรวจสอบศูนย์ล้อ ควรทำทุกๆ 6 เดือน หรือทุกครั้งที่เปลี่ยนยางใหม่ หรือทุกครั้งที่มีการซ่อมแซมระบบช่วงล่าง

การสลับตำแหน่งยาง ลดการซ่อมบำรุงยืดอายุการใช้งาน ยางเมื่อผ่านการใช้งานมานาน มักจะเริ่มมีการสึกหรอไม่เรียบเกิดขึ้น อาจส่งผลให้ยางมีอายุการใช้งานสั้นลง รวมทั้งเกิดปัญหาเสียงยางดังขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตำแหน่งล้อหน้าจะเกิดการสึกหรอผิดปกติได้ง่ายที่สุด ดังนั้นเพื่อช่วยให้ยางมีอายุการใช้งานได้นานขึ้น หลังจากคุณเปลี่ยนยางใหม่ เมื่อถึงระยะทาง 5,000 กม.แรก คุณควรจะสลับยาง และในครั้งต่อไปให้สลับยางทุกๆ 10,000 กม. และควรทำการถ่วงล้อทุกครั้งที่มีการสลับยาง

การทำความสะอาดยาง เป็นสิ่งหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้กับสิ่งสกปรกต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับยาง เนื่องมาจากการขับขี่ซึ่งสิ่งสกปรกเหล่านั้น อาจเป็นสารเคมีที่มีผลกระทบต่อคุณสมบัติเนื้อยางในระยะยาว ดังนั้นการทำสะอาดบ่อยๆหรือทุกครั้งที่มีความสกปรกเกิดขึ้น ก็จะช่วยปกป้องสภาพยางให้สมบูรณ์ยาวนาน สำหรับอุปกรณ์ในการทำความสะอาดในเบื้องต้น เช่น น้ำสะอาด, ผงซักฟอก เป็นต้น หลังจากนั้นให้ทาเคลือบด้วยสารซิลิโคน ช่วยปกป้องและเพิ่มความเงางามให้กับผิวยางรถยนต์

หากปฏิบัติได้ตามข้อแนะนำข้างต้นรับรองว่ายางรถยนต์ของท่านจะมีอายุยืนยาวมากกว่า 2 ปี หรือ 50,000 กม.แน่นอน

...............................
ขอบคุณข้อมูลจาก....สมาคมผู้ผลิตยางรถยนต์ไทย และบริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด

อ้างอิง https://www.dailynews.co.th
5


เขาว่า… : อายุของ “ยางรถยนต์” ไม่ควรใช้เกิน 2 ปี เพราะยางจะเสื่อมสภาพ…จริงไหม ?

ไม่จริง : อายุการใช้งานของยางนับตั้งแต่ถูกผลิต อยู่ที่ 6 ปี ซึ่งไม่ถือว่านานไป สำหรับยางที่มีคุณภาพสูงพอ

เรื่องโดย : วิธวินท์ ไตรพิศ
นิตยสาร FORMULA ฉบับเดือน ธันวาคม ปี 2558
คอลัมน์ : เขาว่าอย่างนั้นจริงไหม ?

สิ่งที่บ่งชี้ว่ายางรถยนต์หมดสภาพ และไม่สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยมีด้วยกัน 3 อย่าง คือ ความลึกของยาง ความชำรุดที่ส่งผลต่อโครงสร้างของยาง และอายุของยาง ถ้ายางของคุณไม่เข้าข่ายนี้ ก็ไม่ต้องกังวลไป แม้ใช้งานมาหลายหมื่นกิโลเมตรแล้วก็ตาม

หลายคนสงสัยว่า ยางรถยนต์ของเราความจริงแล้ว สามารถใช้งานได้กี่ปีกันแน่ เพราะเคยถามร้านยาง ช่าง หรือเจ้าของอู่ ก็ได้คำตอบคล้ายๆ กันว่า “ไม่ควรใช้เกิน 2 ปี” ก็ควรเปลี่ยนได้แล้ว ความจริงเรื่องนี้ล้วนมีผลประโยชน์ ต่อการขายยางใหม่เข้ามาเกี่ยวด้วย ผู้ที่มีสำนึกด้านความปลอดภัย จึงเชื่อกันสนิทใจ ว่าเป็นความจริง

สิ่งที่กำหนดว่า “ยาง” ของรถ ไม่ควรถูกใช้งานอีกต่อไป มีอยู่ด้วยกัน 3 อย่าง อย่างแรกคือ “ความลึกของดอกยาง” สิ่งนี้มีผลโดยตรงต่อความปลอดภัยเมื่อขับบนถนนเปียก เพราะต้องช่วยรีดน้ำ เพื่อให้หน้ายางสัมผัสกับผิวถนนได้ดี ค่าที่เหมาะสมทางเทคนิค คือ ไม่ควรต่ำกว่า 3 มม. และความลึกของดอกยางใหม่เอี่ยมจะอยู่ประมาณ 8-9 มม.

สิ่งที่ 2 ที่กำหนดว่ายางหมดอายุ ที่จะใช้งานได้อย่างปลอดภัย คือ “ความชำรุดที่ส่งผลถึงโครงสร้างของยาง” เช่น ถูกของมีคมบาดเป็นแผลใหญ่ หรือโครงสร้างช้ำจากการเกิดอุบัติเหตุ เช่น ปีนขอบทางเท้าอย่างแรง จนขอบกระทะล้อชำรุด ซึ่งหมายความว่า โครงสร้างของหน้ายางโดยเฉพาะแก้มยางต้องบอบช้ำมากอย่างแน่นอน หรือถูก “บด” จากการขับโดยไม่มีลมยางในระยะทางไกล ลักษณะเช่นนี้แสดงว่า ไม่สามารถใช้งานต่อได้อย่างปลอดภัย

สิ่งสุดท้าย ที่บ่งชี้ว่ายางหมดสภาพที่จะใช้งานได้อย่างปลอดภัย คือ “อายุของยาง” ถ้านับตั้งแต่ถูกผลิต ไม่ควรเกิน 6 ปี ซึ่งระยะเวลานี้ไม่ถือว่านานมากสำหรับยางที่มีคุณภาพสูงพอ

ถ้ายางรถของคุณไม่เข้าข่ายที่จะหมดสภาพใช้งาน ก็ไม่ต้องกังวลไปครับ ว่าจะใช้มากี่หมื่นกิโลเมตรแล้ว ยกตัวอย่าง เช่น ยางของคุณมีอายุเกือบ 4 ปี ใช้ไปแล้วเกือบ 50,000 กิโลเมตร แต่ยังเหลือดอกยางเกือบ 5 มม. เพราะศูนย์ล้อของรถคุณถูกต้อง ยางจึงสึกช้า ก็ไม่ต้องรีบเปลี่ยนใหม่ให้เปลืองเงิน ใช้ต่อไปอีกได้ จนกว่าหัวข้อใดหัวข้อหนึ่งจะบ่งชี้ว่าหมดสภาพการใช้งานครับ
6
เรื่องขำ ชวนคิด / ผู้ชายเป็นหมัน เลว หรือ
« กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ 19/01/18 »


ผู้ชายเป็นหมัน เลว.....

แม่ : "ผัวแกนี่มันเลว..ใช้ไม่ได้เลย พอมันรู้ว่าแกท้อง มันก็ทิ้งแกไป มันเป็นบ้าอะไร ถึงทำแบบนี้ได้ลงคอ"
ลูกสาว : "มันไม่ได้เป็นบ้า มันเป็นหมัน"
แม่ :..!!!...555
7


คำถาม ผู้หญิงอะไร มีความต้องการสูง

A: "ผู้หญิงอะไร มีความต้องการสูง?"
B: "ผู้หญิง...หื่น"
A: "ผิด !!!"
B: "ผู้หญิง...ลามก"
A: "ผิด !!!"
B: "ยอม"
A: "ผู้หญิง...เตี้ย !!!!"
B: !!...
8
เรื่องขำ ชวนคิด / สัมภาษณ์งาน ขำๆ
« กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ 19/01/18 »


สัมภาษณ์งาน ขำๆ

A:เมื่อเช้ากูไปสัมภาษณ์งานมา
B:เออ ได้งานซะทีซินะมึง
A:เค้าไม่รับกูว่ะ แถมว่ากูงี่เง่าด้วย
B:ทำไมล่ะ?
A:ก็เค้าขอที่อยู่กู แต่กูไม่ให้
B:ทำไมมึงไม่ให้เค้าไปว่ะ
A:ให้ไปแล้วกูจะไปอยู่ที่ไหนล่ะ
B:เออหว่ะ จริงของมึง
9


ชายแก่กับหญิงสาวเพิ่งแต่งงงานกัน  ว่าด้วยเหตุการณ์คืนแรก

"ป๋าขา หนูไม่รู้เรื่องเซ็กซ์ ช่วยสอนหนูด้วยนะว่าหนูต้องทำไงบ้าง"

"ได้สิ หนู ตรงนี้ของหนู เขาเรียกกว่าคุก แล้วตรงนี้ของป๋า เรียกว่านักโทษ

เราก้แค่จับนักโทษเข้าคุกเท่านั้นเอง อืม...เราเอานักโทษเข้าคุกเลยนะ...!!!"
หลังจากเอานักโทษเข้าคุก ชายแก่และเมียสาว ก็นอนแผ่อย่างมีความสุข
ผ่านไปสักครู่ เมียสาวก็ออดอ้อน

"ป๋าขานักโทษมันแหกคุกออกไปแล้วค่ะ"

"ได้เลยหนู เราต้องจับมันเข้าคุกอีกรอบ จัดเลย...นี่แน่ะ"

ชายแก่สุดแสนจะดีใจและภูมิใจที่จับนักโทษเข้าคุกได้ถึงสามรอบ ในคืนเดียว
จากนั้นก็นอนแผ่หราอย่างหมดแรง     สักพักเมียสาวก็ร้อง

"ป๋าขา นักโทษมันหนีไปอีกแล้ว ช่วยกันจับมาเข้าคุกเร้ว"

"เฮ้ย.....มันพ้นโทษไปแล้ว มันไม่ได้ติดคุกตลอดชีวิตนะโว้ยยยยยยย"
10



เติม ลมยาง เท่าไหร่ ให้เหมาะกับ รถยนต์ ในแต่ละประเภท

เติมลมยาง เท่าไหร่ถึงจะเหมาะกับรถที่ใช้อยู่? ปัญหาโลกแตกของคนขับรถมือใหม่ที่ยังไม่มีความรู้ว่ารถที่ตนเองใช้อยู่นั่นควรจะ เติมลมยาง ในปริมาณเท่าใดจึงจะเหมาะสม เรามีเคล็ดไม่ลับในการ เติมลมยาง ให้กับรถของคุณมาฝาก และทริคดีๆ สำหรับการดูแลตรวจเช็ค ลมยาง มาฝาก

หลักในการจำความดัน ลมยาง ง่ายๆ คือ
-หากเป็นรถยนต์ขนาดเล็ก ควรเดิมแรงดันลมยางประมาณ 25 -30 ปอนด์
-หากเป็นรถยนต์ขนาดกลางถึงใหญ่ ควรเติมแรงดันลมยาง 30 -35 ปอนด์
-หากเป็นรถกระบะ ควรเติมแรงดันลมยางไม่เกิน 65 ปอนด์



ข้อควรคำนึงทกครั้งเวลา เติมลมยาง
– ต้องเติม ลมยาง ให้ครบทั้งสี่ล้อในปริมาณแรงดัน ลมยาง ที่เท่ากัน เพราะหากเติมปริมาณ ลมยาง ไม่เท่ากันจะทำให้การสึกหรอของยางไม่เท่ากันทั้งหมด
– ไม่ควรเติม ลมยาง ในขณะที่ยางมีอุณหภูมิสูง เนื่องจากความร้อนทำให้อากาศขยายตัว
– สำหรับผู้ที่ใช้ยางเรเดียลต้องเติมลมมากกว่ายางผ้าใบธรรมดา
– หากรถยนต์ของคุณมีการบรรทุกของที่มีน้ำหนักมากบ่อยๆ หรือหากบรรทุกผู้โดยสารมากในการเดินทาง ควรเติม ลมยาง เผื่อจากค่าที่กำหนดเพิ่มอีกสัก 2 -3 ปอนด์ได้ไม่ผิดกติก



อ้างอิง https://auto.mthai.com
หน้า: [1] 2 3 ... 10