กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1


การเสริมสร้างบทบาทของทุกภาคส่วนให้สามารถขับเคลื่อนแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๑๒
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย

๑) พัฒนาศักยภาพประชาชนให้มีบทบาทสำคัญในกระบวนการพัฒนา สามารถ
รักษาและใช้สิทธิหน้าที่ความเป็นพลเมืองอย่างถูกต้องและเหมาะสม เป็นพลเมืองดีของสังคม มีคุณธรรม
และจริยธรรมในการดำเนินชีวิต ตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติด้วยความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ตาม
บทบาททางสังคมที่ตนดำรงอยู่ ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมประเพณี และรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ เคารพ
กฎหมาย เคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น มีจิตสาธารณะและกระตือรือร้นที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา
ของชุมชนและสังคม โดยผลักดันให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ทั้งในและนอกระบบการศึกษาที่สร้างประชาชนไทย
ให้มีความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง เป็นกำลังสำคัญที่จะสร้างชาติไทยให้เจริญก้าวหน้าและสังคมสันติสุข

๒) เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนให้พร้อมรับความเปลี่ยนแปลง มีส่วนร่วม
พัฒนาชุมชนกับภาคีการพัฒนาต่างๆ โดยพัฒนาความรู้และการจัดการความเสี่ยงให้ชุมชน เสริมด้วยความรู้
จากภายนอกผ่านเครือข่ายการวิจัยในพื้นที่ และส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้กว้างขวางในทุกระดับ
จากชุมชน ตำบล สู่อำเภอและจังหวัด เกิดความรู้ที่สามารถนำมาใช้ในการพัฒนาและบริหารจัดการความเสี่ยง
ต่างๆ ส่งเสริมการรวมกลุ่มร่วมคิดร่วมทำในชุมชนอย่างกว้างขวาง สามารถทำแผนพัฒนาที่สอดคล้องกับ
วัฒนธรรมอันหลากหลายของชุมชนท้องถิ่น ขับเคลื่อนการพัฒนาด้วยตนเอง และส่งเสริมให้เกิดการทำงาน
ร่วมกันระหว่างภาคประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและสถาบันการศึกษาในท้องถิ่น

๓) เสริมสร้างความเข้มแข็งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถดำเนินงานตาม
ภารกิจอย่างมีประสิทธิภาพ โดยพัฒนาศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้แข็งแกร่ง มีการบริหาร
จัดการที่คล่องตัว ยืดหยุ่น ลดขั้นตอน และกำหนดกฎระเบียบที่เอื้อให้การดำเนินงานเป็นไปได้รวดเร็วและ
ราบรื่น สามารถพึ่งตนเองได้เต็มที่ ขณะเดียวกัน ภาคราชการส่วนกลางทำหน้าที่กำกับดูแลให้ท้องถิ่นบริหาร
จัดการตนเองได้เต็มศักยภาพ สามารถคิดและตัดสินใจได้อย่างเต็มที่ในการพัฒนาท้องถิ่น ถ่ายโอนภารกิจและ
บุคลากรจากส่วนกลางและภูมิภาคไปสู่ท้องถิ่นและสร้างความชัดเจนในบทบาทภารกิจที่ท้องถิ่นต้องรับผิดชอบ
เพิ่มขีดความสามารถให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถปฏิบัติหน้าที่ตอบสนองความต้องการของ
ประชาชนในพื้นที่ ทั้งด้านการบริหารจัดการ ด้านการเงินการคลังท้องถิ่น การแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นและ
การสร้างธรรมาภิบาลในระดับท้องถิ่น

๔) ผลักดันให้สถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษาและการอาชีวศึกษาในพื้นที่เข้า
ร่วมพัฒนาชุมชนให้มากขึ้น โดยในระดับอุดมศึกษา เน้นบทบาทการนำองค์ความรู้จากการศึกษาวิจัยมา
ประยุกต์ใช้ และเป็นแกนประสานภาคส่วนอื่นๆ สนับสนุนให้เกิดการพัฒนาชุมชนอย่างครบวงจร รวมทั้ง
พัฒนาสถาบันอาชีวศึกษาให้เป็นแหล่งพัฒนาเทคโนโลยี และศูนย์เรียนรู้ทักษะเชิงวิชาการเพื่อพัฒนาท้องถิ่น

๕) ส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีบทบาทนำในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเสริมสร้าง
สังคมที่ดียึดหลักบรรษัทภิบาล เชื่อมโยงเป้าหมายทางธุรกิจกับการพัฒนาประเทศ ทำงานเชิงรุก และ
สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม โดยปรับแนวคิดภาคเอกชนให้สามารถทำงานร่วมกับ
ชุมชน องค์กรพัฒนาเอกชน และสถาบันการศึกษาได้อย่างเป็นพันธมิตร และสร้างเครือข่ายความรับผิดชอบ
ทางสังคมของกลุ่มธุรกิจต่างๆ นำไปสู่การทำกิจกรรมเพื่อสังคมร่วมกัน

๖) ส่งเสริมให้สื่อมวลชนพัฒนาบทบาทการเป็นสื่อกลางเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร
เชิงสร้างสรรค์เป็นสื่อสาธารณะที่มุ่งประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก มีความเป็นกลาง นำเสนอข้อมูลข่าวสาร
ที่เป็นข้อเท็จจริงและสะท้อนความต้องการของประชาชน

๗) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมองค์กรพัฒนาเอกชนในการทำงานร่วมกับหน่วยงานส่วน
ภูมิภาค/ท้องถิ่น และภาคประชาสังคมอย่างเข้มแข็ง โดยภาครัฐสนับสนุนหรือเปิดโอกาสให้องค์กรพัฒนา
เอกชนได้เข้าร่วมกิจกรรมการพัฒนาต่างๆ มากขึ้น เป็นการอาศัยข้อได้เปรียบขององค์กรพัฒนาเอกชนในด้าน
ความยืดหยุ่นของกฎระเบียบ ความคล่องตัวของการทำงาน และความใกล้ชิดกับประชาชนในพื้นที่ ขับเคลื่อน
การพัฒนาให้บรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

๘) ปรับบทบาทและวิธีการทำงานของบุคลากรภาครัฐที่เอื้อต่อการพัฒนาโดยรวม
และส่งเสริมหน่วยงานในภูมิภาคเป็นแกนประสานเครือข่ายและเชื่อมโยงภาคส่วนต่างๆ ในระดับพื้นที่
โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดต้องประสานความร่วมมือระหว่างภาคีการพัฒนาทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และ
ภาคประชาสังคมในพื้นที่ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน สามารถที่จะตอบสนองต่อ
ยุทธศาสตร์ชาติ รวมทั้งแก้ไขปัญหาและพัฒนาศักยภาพในพื้นที่ ท้องถิ่น และชุมชน

๙) เสริมสร้างความร่วมมือกับประชาคม และองค์การระหว่างประเทศ
ในการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ระหว่างประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในกรอบความร่วมมือกับ
ประเทศในอนุภูมิภาคและในภูมิภาค นำไปสู่การสร้างความร่วมมือในประเด็นการพัฒนาสำคัญ โดยเฉพาะ
ประเด็นที่อยู่ภายใต้ข้อตกลงต่างๆ ให้มีความเชื่อมโยงและเกื้อหนุนการพัฒนาระหว่างกัน รวมทั้งส่งเสริมความ
ร่วมมือด้านวิชาการและการสร้างนวัตกรรมสนับสนุนการพัฒนาทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ
2


ตามที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ เรื่องแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
        โดยที่คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาเห็นสมควรให้ประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) ซึ่งเป็นแผนที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ เพื่อใช้เป็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ดังมีสาระสำคัญตามที่แนบท้ายนี้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2564
        ประกาศ ณ วันที่ 29 ธันวาคม พุทธศักราช 2559 เป็นปีที่ 1 ในรัชกาลปัจจุบัน
        ผู้รับสนองพระราชโองการ
        พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี


สาระสำคัญของกรอบรูปแบบและเค้าโครงเบื้องต้นของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 จะสอดรับกับกรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะยาว 20 ปี ในลักษณะของการถ่ายทอดยุทธศาสตร์ระยะยาวลงสู่การปฏิบัติในช่วงเวลา 5 ปี โดยรูปแบบและเค้าโครงเบื้องต้นของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 จะประกอบด้วย 4 ส่วน ดังนี้
      ส่วนที่ 1 กรอบหลักการของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12
      ส่วนที่ 2 การประเมินสถานะของประเทศ
      ส่วนที่ 3 วัตถุประสงค์และเป้าหมายในภาพรวม
      ส่วนที่ 4 ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ
      ส่วนที่ 5 การขับเคลื่อนและติดตามประเมินผลแผนพัฒนา

วิสัยทัศน์
   สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

กรอบวิสัยทัศน์แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12
   ให้ความสำคัญกับการกำหนดทิศทางการพัฒนาที่มุ่งสู่การเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง มีความมั่นคง และยั่งยืน สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

กรอบวิสัยทัศน์และเป้าหมาย
   1. กรอบวิสัยทัศน์แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 จากสถานะของประเทศและบริบทการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่ประเทศกำลังประสบอยู่ทำให้การกำหนดวิสัยทัศน์แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ยังคงมีความต่อเนื่องจากวิสัยทัศน์แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 และ กรอบหลักการของการวางแผนที่น้อมนำและประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ยึดคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วม การพัฒนาที่ยึดหลักสมดุล ยั่งยืน
   โดยวิสัยทัศน์ของการพัฒนาในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ต้องให้ความสำคัญกับการกำหนดทิศทางการพัฒนาที่มุ่งสู่การเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง มีความมั่นคง และยั่งยืน สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข และนำไปสู่การบรรลุวิสัยทัศน์ระยะยาว “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ของประเทศ
   2. การกำหนดตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ของประเทศ (Country Strategic Positioning) เป็นการกำหนดตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ของประเทศที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ได้จัดทำขึ้น ประเทศไทยเป็นประเทศรายได้สูงที่มีการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม เป็นศูนย์กลางด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ของภูมิภาคสู่ความเป็นชาติการค้าและบริการ (Trading and Service Nation) เป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์และเกษตรปลอดภัย แหล่งอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และมีนวัตกรรมสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เป้าหมาย
   1. การหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางสู่รายได้สูง
   2. การพัฒนาศักยภาพคนให้สนับสนุนการเจริญเติบโตของประเทศและการสร้าง สังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ
   3. การลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
   4. การสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
   5. การบริหารราชการแผ่นดินที่มีประสิทธิภาพ

วางรากฐานการพัฒนาประเทศไปสู่สังคมที่มีความสุขอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน
   แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ได้กำหนดเป้าหมาย ยุทธศาสตร์และแนวทางการพัฒนาประเทศในระยะ 5 ปี ซึ่งจะเป็นแผนที่มีความสำคัญในการวางรากฐานการพัฒนาประเทศไปสู่สังคมที่มีความสุขอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน สอดคล้องตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่เป็นกรอบการพัฒนาประเทศในระยะยาว
   รัฐบาลมีนโยบายในการสร้างความมั่นคงและเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งเร่งสร้างสังคมที่มีคุณภาพ โดยการขจัดอุปสรรคต่าง ๆ ที่มีต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ตลอดจนการวางแผนการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ในระยะยาว ครอบคลุมถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การสร้างความมั่นคง มั่งคั่งทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เป็นสิ่งสำคัญที่ประเทศจะต้องมีทิศทางและเป้าหมายการพัฒนาระยะยาวที่ชัดเจน โดยทุกภาคส่วนในสังคมต้องร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง เพื่อผลักดันให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างต่อเนื่อง และสอดรับกับการปฏิรูปประเทศที่มุ่งสู่ความ “มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” ในอนาคต

เน้นให้ “คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา” สร้างความมั่นคงของชาติ พัฒนาคนทุกวัยให้เป็น คนดี คนเก่ง

แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 ยึดหลัก “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง”
   สำหรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของประเทศในระยะ 5 ปี จะยึดหลัก “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ต่อเนื่องจากแผนพัฒนาฯ ฉบับก่อนหน้า เพื่อให้การพัฒนาในทุกมิติมีการบูรณาการบนทางสายกลาง มีความพอประมาณ มีเหตุผล รวมถึงมีระบบภูมิคุ้มกันที่ดี สอดคล้องกับภูมิสังคม การพัฒนาทุกด้าน มีดุลยภาพ ทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และระบบนิเวศน์ มีความสอดรับ เกื้อกูล และพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน โดยการพัฒนาในมิติหนึ่งต้องไม่ส่งผลกระทบทางลบต่อมิติอื่นๆ รวมทั้งต้องมุ่งเน้นให้ “คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา” สร้างความมั่นคงของชาติ พัฒนาคนทุกวัยให้เป็น คนดี คนเก่ง มีศักยภาพ และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันทั้งในภาคการผลิตและภาคบริการเพื่อสร้างความเข้มแข็ง มีคุณธรรมจริยธรรม มีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อส่วนรวมนำไปสู่การสร้างสังคมที่พึงปรารถนา รวมถึงมีจิตอนุรักษ์ รักษา ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างถูกต้องและเหมาะสม

วีดีโอ สรุป ตอนที่ 1



วีดีโอสรุป ตอนที่ 2



วีดีโอ สรุป ตอนที่ 3



วีดีโอ สรุป ตอนที่ 4



ดาวน์โหลด เอกสารแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท
ี่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๖๔)


3
บทความสาระ / การสื่อสารที่ถูกต้อง
« กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ 14/07/18 »


สื่อสารกับผู้ชาย อย่าลืมศักดิ์ศรีของเขา
สื่อสารกับผู้หญิง อย่าลืมดูอารมณ์ของเธอ
สื่อสารกับผู้บังคับบัญชา อย่าลืมตำแหน่งของเขา
สื่อสารกับผู้สูงอายุ อย่าลืมเกียรติยศของท่าน
สื่อสารกับวัยรุ่น อย่าลืมความตรงไปตรงมาของเขา
สื่อสารกับเด็กๆ อย่าลืมความไร้เดียงสาของเขา

เพราะหากไม่รู้จักปรับท่าที ถือดีว่าตนเด่น จะเจอแต่กำแพง
แข็งกร้าวมีข้อดีของความแข็งกร้าว
อ่อนโยนมีข้อดีของความอ่อนโยน
การดำเนินชีวิต บางทีก็ต้องประนีประนอม
โอนอ่อนไม่ใช่อ่อนแอ
ประนีประนอมไม่ใช่หน่อมแน้ม
ดูอย่างลิ้นกับฟันสิ ใครไปก่อนกัน?

.....
นุสนธิ์บุคส์
4
อาเซียนศึกษา / อาเซียน สหภาพเมียนมาร์ (พม่า)
« กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ 13/07/18 »

แผนที่ประเทศเมียนมาร์ (พม่า)


ธงชาติ


ตราแผ่นดิน

สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ : Republic of the Union of the Myanma

การปกครอง : ระบบประธานาธิบดี

ประมุข : พลเอกเต็ง เส่ง

เมืองหลวง : นครเนปิดอร์

ภาษาราชการ : ภาษาพม่า

ภูมิอากาศ : สภาพภูมิอากาศส่วนใหญ่ในบริเวณที่เป็นเทือกเขาสูงทางตอนกลางและตอนเหนือของ ประเทศจะมีอากาศแห้งและร้อนมากในฤดูร้อน ส่วนในฤดูหนาวอากาศจะเย็นมากตามชายฝั่งทะเล  และบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำจะแปรปรวนในช่วงเปลี่ยนฤดูเพราะได้รับอิทธิพลของพายุดีเปรสชั่นเสมอ  ทำให้บริเวณนี้มีฝนตกชุกหนาแน่นมากกว่า ตอนกลางหรือตอนบนของประเทศที่เป็นเขตเงาฝน   

ศาสนา : ศาสนาพุทธ (พม่าบัญญัติให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติใน พ.ศ. 2517) ร้อยละ 90 ศาสนาคริสต์ร้อยละ 5 ศาสนาอิสลามร้อยละ 3.8 ศาสนาฮินดูร้อยละ 0.05

หน่วยเงินตรา : จั๊ต

ดอกไม้ประจำชาติ : ดอกประดู่ หมายถึงความแข็งแกร่ง

ขนาดพื้นที่ของประเทศ : 676,577 ตารางกิโลเมตร

จำนวนประชากร : 58,000,000 คน (ประมาณ)
5
อาเซียนศึกษา / อาเซียน ประเทศไทย
« กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ 13/07/18 »

แผนที่ประเทศไทย



ธงชาติไทย (ธงไตรรงค์)



ตราแผ่นดิน


ราชอาณาจักรไทย : Kingdom of Thailand

การปกครอง : ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

ประมุข : สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ์บดินทรเทพยวรางกูร

เมืองหลวง : กรุงเทพมหานคร

ภาษาราชการ : ภาษาไทย

ภูมิอากาศ : เป็นแบบเขตร้อน อากาศร้อนที่สุดในเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมเป็นฤดูร้อน โดยจะมีฝนตกและเมฆมากจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ถึง เดือนตุลาคมเป็นฤดูฝนส่วนในเดือนพฤศจิกายน ถึงกลางเดือนมีนาคม อากาศแห้งและหนาวเย็นจากลมมรสุมตะวันออกเฉียง  เหนือเป็นฤดูหนาว ยกเว้นภาคใต้ที่มีอากาศร้อนชื้นตลอดทั้งปีจึงมีแค่สองฤดูคือฤดูร้อนกับฤดูฝน
                 
ศาสนา : ประมาณร้อยละ 95 ของประชากรไทยนับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท ซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติ
โดยพฤตินัย  แม้ว่ายังจะไม่มีการบัญญัติในรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยก็ตามศาสนาอิสลามประมาณร้อยละ 4

หน่วยเงินตรา : บาท

ดอกไม้ประจำชาติ : ดอกราชพฤกษ์ หรือ ดอกคูณ

ขนาดพื้นที่ของประเทศ :  513,115.02 ตารางกิโลเมตร ใหญ่เป็นลำดับที่ 3 ของอาเซียน รองจาก อินโดนีเซีย และพม่า

จำนวนประชากร : 67,354,820 คน (ประมาณ)
6


ถ้าไม่มีดวงอาทิตย์ จะเป็นอย่างไร

1. ภายใน 8 นาที ดาวเคราะห์ทั้งหมดที่โคจรรอบจะหยุดหมุนทันที เพราะไม่มีแรงดึงดูดจากดวงอาทิตย์อีกต่อไป ดาวเคราะห์จะเดินทางเป็นเส้นตรงล่องลอยอยู่ในอวกาศไปเรื่อยๆ

2. แม้ว่ามันจะยังไม่มืดมิดทันทีเพราะเนื่องจากแสงกำลังเดินทางอยู่ แต่หลังจาก 9 นาทีผ่านไป โลกจะตกอยู่ในสภาพมืดมิด

3.ในช่วงเวลานี้ เรายังสมารถมองเห็นดวงดาวบนท้องฟ้าได้  แต่เราจะไม่เห็นดวงจันทร์อีกต่อไปเพราะไม่มีการสะท้อนของแสงจากดวงอาทิตย์

4. ภายในไม่กี่วัน อุณหภูมิของโลกจะเริ่มลดต่ำลง หลังจากผ่านไป 2 เดือน อุณหภูมิจะติดลบ 150 เคลวิน (-123 องศา) ภายใน 4 เดือนจะติดลบมากถึง 75 เคลวิน (-198 องศา)

5.แบคทีเรียส่วนใหญ่จะตายในไม่กี่วัน แต่จุลินทรีย์บางตัวจะสามารถอยู่รอดและอาศัยอยู่บนเปลือกโลกได้

6.มนุษย์ทั้งหมดจะตายภายในเดือนแรก แต่เราอาจอยู่รอดได้หากอพยพหลบไปอาศัยอยู่ในเรือดำน้ำหรือที่กำบังที่อยู่ลึกใต้มหาสมุทร

7. พืชส่วนใหญ่จะอยู่ได้เพียงไม่กี่อาทิตย์ เนื่องจากไม่มีแสงอาทิตย์มาสังเคราะห์ ส่วนพืซที่กินแมลงเป็นอาหารจะตายทันทีเมื่อแหล่งอาหารได้หมดไป

8. พวกสัตว์กินซากอาจจะอยู่รอดได้นานกว่า เรื่องจากพวกมันกินซากสัตว์ที่พากันล้มตาย แต่เมื่ออาหารหมดลง พวกมันก็จะไม่รอดเช่นกัน

9. ภายใน 2 เดือนหลังดวงอาทิตย์หาย น้ำในมหาสมุทรทั้งหมดจะกลายเป็นน้ำแข็ง สัตวืทะเลบางชนิดที่อยู่บนน้ำตื้นอาจไม่รอด จเหลือเพียงก็แต่สัตว์ทะเลน้ำลึกเท่านั้น

10. ไม่ใช่พืชทั้งหมดบนโลกที่ตายเพราะขาดแสงอาทิตยืมาสังเคราะห์ ต้นไม้ใหญ่อาจจะอยู่รอดไปได้อีกนาน 2- 3 ทศวรรษ โดยไม่จำเป็นต้องสังเคราะห์แสง

11. ภายใน 2 เดือนพื้นผิวมหาสมุทรจะกลายเป็นน้ำแข็ง แต่มันช่วยไม่ให้น้ำน้ำมหาสมุทรที่อยู่ข้างใต้ไม่ถูกแช่แข็ง และอยู่ได้นานเป็นพันๆปี

12. อย่างไรก็ตาม เมื่อมาถึงจุดที่โลกทั้งหมดถูกแช่แข็งในอุณหภูมิติดลบ 400 องศา ชั้นบรรยากาศจะล้มเหลว และไม่สามารถปกป้องโลกจากรังสีคอสมิกได้
7


10 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับดวงอาทิตย์

1. พระอาทิตย์เผาไหม้ ในแบบที่พิเศษ ด้วยก๊าซที่อยู่บนชั้นบรรยากาศของพระอาทิตย์ทำให้การเผาไหม้บนพระอาทิตย์ นั้นไม่เหมือนกับการจุดไฟ หรือการระเบิดของนิวเคลียร์บนโลก แท้จริงแล้วก๊าซที่ประกอบกันอยู่บนพระอาทิตย์หลอมหลวมและช่วยกันเผาไหม้ให้ ดวงอาทิตย์นั้นยังคงสุกสว่างตลอดไม่มีหยุด

2. พระอาทิตย์มีการจัดส่วน แล้วชั้นบรรยากาศของมันไม่ต่างจากโลกเรา ดวงอาทิตย์ไม่ได้เป็นเพียงแค่ก้อนกลมใหญ่ที่เผาไหม้ แต่กลับเป็นดาวดวงหนึ่งที่จัดสรรตัวเองเป็นชั้นบรรยากาศได้อย่างเหมาะสมและ สวยงาม

3. พระอาทิตย์นั้นอยู่ห่างเราไปหลายล้านไมล์ กว่าแสงจะเดินทางมาถึงเราจริงๆนั้นก็ใช้เวลายาวนานถึง 8 นาทีทีเดียว นั่นก็หายความว่าถ้ามีวันหนึ่งที่พระอาทิตย์ดับวูบไป จะต้องใช้เวลามากกว่า 8 นาที ที่โลกเราจะรับรู้ว่ามันดับไปแล้วนั่นเอง

4. ดวงอาทิตย์นั้นมีขนาดเป็น 99.8% ของระบบสุรยิจักรวาลของเรา ส่วนน้ำหนักที่เหลือนั้นก็ตกอยู่ที่ดาวพฤหัสหมดแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าพูดกันง่ายๆก็คือ โลกเราเป็นเพียงส่วนประกอบเล็กจิ๋วของระบบสุริยจักรวาลอันยิ่งใหญ่นี้

5. โดยเฉลี่ยแล้วพระอาทิตย์น่าจะอยู่ต่อได้อีก 6 พันล้านปีก่อนที่มันจะขยายตัวจนถึงที่สุดและระเบิดออกมาเป็นอุกกาบาตและดาว หางที่แตกกระจายไปทั่วกาแลคซี่บนจักรวาล

6. ดวงอาทิตย์นั้นจะใหญ่ขึ้นและร้อนขึ้นอีกแน่นอน มันจะร้อนขึ้นจนโลกของเรานั้นไม่สามารถมีสิ่งมีชีวิตชนิดไหนทนได้ แม้แต่แบคทีเรีย แต่กว่าจะถึงตอนนั้น ก็ใช้เวลาอีกหลายพันล้านปี นักวิทยาศาสตร์จึงเตรียมตัวคิดค้นบ้านใต้ดิน เพื่อไว้ป้องกันคุณจากรังสีที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

7. แม้ว่าเวลาระบายสีตอนเด็กๆเราจะชอบระบายสีพระอาทิตย์เป็นสีเหลือง ส้ม แดง แต่แท้จริงแล้ว พระอาทิตย์นั้นสว่างมากจนมีสีขาว ที่เราเห็นมันเป็นสีส้มจากบนโลกนั้นเป็นเพราะการตัดสีกับชั้นบรรยากาศและ ก้อนเมฆต่างๆทำให้สีที่เราเห็นนั้นเปลี่ยนไปนั่นเอง

8. คุณจะไม่ตาบอดถ้ามองพระอาทิตย์เหมือนที่ผู้ใหญ่หลายๆคนบอกต่อกันมา ถึงแม้การมองดวงอาทิตย์จะเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำเพราะจะทำให้รูม่านตาคุณทำ งานหนักเกินไป แต่ก็จะไม่ถึงกับตาบอด  แต่ถ้ามองนานๆ ก็บอดได้
อย่าทำเป็นเล่นไป

9. ในพระอาทิตย์มีไฮโดรเจนและฮีเลียมเป็นส่วนประกอบหลัก ต่างจากโลกของเราที่ก๊าซส่วนใหญ่เป็นออกซิเจนทำให้มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ได้ ก๊าซฮีเลียมที่อยู่ในดวงอาทิตย์นั้นก็เหมือนกับอากาศที่อยู่ในลูกโป่งที่ทำ ให้เสียงคุณเปลี่ยนไปแบบตลกๆนั่นแหละ นั่นหมายความว่า ถ้าคุณขึ้นไปอยู่บนดวงอาทิตย์ เสียงคุณก็จะเปลี่ยนเป็นเสียงตลกๆ แบบนั้นเลย

10. ถ้าคุณมีหัวเข็มหมุดที่อุณหภูมิร้อนเท่าพระอาทิตย์ คุณจะสามารถฆ่าคนได้ด้วยรัศมี 150 กิโลเมตรแบบสบายๆ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าวัสดุชิ้นไหนจะมีขนาดเล็กจิ๋วเพียงใด แต่ด้วยอาณุภาพของอุณหภูมิที่มหาศาลอย่างพระอาทิตย์แล้ว เล็กแค่ไหนก็ห้ามเข้าใกล้เด็ดขาด

อ้างอิง https://kanyarat102.wordpress.com/
8


20 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับระบบสุริยะ

ระบบสุริยะ (Solar System) คือระบบดวงดาวที่ประกอบด้วยดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง โดยมีบริวารเป็นดาวเคราะห์ (Planets) ทั้งหมด 8 ดวงเป็นบริวารไม่รวมดาวพลูโตที่ถือเป็นดาวเคราะห์แคระ นอกจากนั้นยังมีดวงจันทร์ของดาวเคราะห์แต่ละดวงอีกมากมาย แต่ข้อมูลนอกเหนือจากนี้ คุณรู้จักระบบสุรยะของเรามากน้อยแค่ไหน? วันนี้เพชรมายาจะพาคุณมารู้จักระบบสุริยะของเราให้มากขึ้น ซึ่งหลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนก็เป็นได้

1. ระบบสุริยะของเรา มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 12,000 ล้านกิโลเมตร

2. 99.86% ของมวลสารทั้งหมดในระบบสุริยะ รวมอยู่ที่ดวงอาทิตย์

3. มีดวงจันทร์อยู่ในระบบสุริยะของเรามากถึง 181 ดวง โดยประกอบไปด้วย ดวงจันทร์ของโลก 1 ดวง, ดาวอังคาร 2 ดวง, ดาวพฤหัส 67 ดวง, ดาวเสาร์ 62 ดวง, ยูเรนัส 27 ดวง เนปจูน 14 ดวง และเป็นของดาวเคราะห์แคระอย่างดาวพลูโต 5 ดวง ดาวเฮาเมอา 2 ดวง ดาวเอริส 1 ดวง ส่วนดาวพุธและศุกร์ ไม่มีดวงจันทร์

4. แสงเดินทางจากดวงอาทิตย์มายังโลก ใช้เวลาเพียง 8.32 นาทีเท่านั้น

5. แสงเดินทางจากโลกไปยังดาวที่ไกลที่สุดอย่างเนปจูนหรือพลูโต ใช้เวลาเพียง 4 ชั่วโมง เพราะฉะนั้น ดวงดาวนอกระบบสุริยะที่ต้องเดินทางหลายปีแสง ไม่ต้องคิดเลยว่ามันจะไกลสักแค่ไหน

6. ถึงแม้ดาวพุธจะใกล้ดวงอาทิตย์กว่าดาวศุกร์ แต่ดาวศุกร์ เป็นดวงดาวที่ร้อนที่สุดที่สว่างมากที่สุด

7. ดาวเสาร์ เป็นดาวเคราะห์ที่ไกลที่สุดในระบบสุริยะ ที่เราสามารถมองเห็นจากโลกได้ โดยไม่ใช้กล้องโทรทรรศน์

8. ดาวเนปจูน คือดาวที่มีลมพายุพัดแรงที่สุด โดยมีความเร็วลมสูงสุดถึง 2,400 กม./ชม. ถ้าเทียบกับพายุทอร์นาโดระดับ F5 ที่เร็วสูงสุดคือ 500 กม./ชม. เท่านั้น

9. จุดแดงขนาดใหญ่บนดาวพฤหัส คือพายุขนาดใหญ่ (กว่าโลก) ที่คาดว่า พัดมานานมากกว่า 350 ปีแล้ว

10. ยูเรนัส คือดวงดาวที่หนาวเหน็บที่สุด โดยมีอุณหภูมิพื้นผิวดาวประมาณ -224 องศาเซลเซียส

11. ดาวพฤหัสที่คือดาวที่หมุนเร็วที่สุดในระบบสุริยะ คือ 45,000 กม./ชม.

12. ส่วนดาวที่หมุนช้าที่สุดในระบบสุริยะคือ ดาวศุกร์ ที่มีความเร็วเพียง 6.5 กม./ชม. เท่านั้น (ส่วนโลก 1,667 กม./ชม.)

13. บนดาวเนปจูน ระยะเวลา 1 ปี มี 60,190 วัน (โคจรรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบ)

14. ภูเขาที่สูงที่สุดในระบบสุริยะอยู่บนดาวอังคาร โดยมีชื่อว่าภูเขาโอลิมปัส ที่มีความสูงกว่า 22.5 กิโลเมตร ส่วนเอเวอร์เรสต์บนโลกเราสูงแค่ 8.8 กิโลเมตรเท่านั้น

15. ชื่อภาษาอังกฤษของดาวเคราะห์ ถูกตั้งชื่อตามเทพเจ้ากรีกและโรมันทั้งหมด (เช่น Mercury, Venus, Mars…) ยกเว้นโลก (Earth) ที่มาจากรากศัพท์ภาษาอังกฤษโบราณ

16. ดาวศุกร์ คือดาวเคราะห์ดวงเดียวในระบบสุริยะ ที่หมุนไปทิศทางตรงกันข้ามกันดาวเคราะห์ดวงอื่น

17. ดาวยูเรนัส เป็นดาวที่มีแกนเอียงมากๆ ถึง 97.77 องศา มากขนาดที่หันขั้วโลกใต้ไปยังดวงอาทิตย์ จึงทำให้ขั้วโลกมีอุณหภูมิสูงกว่าเส้นศูนย์สูตร และทำให้วงแหวนรอบตัวมันตั้งฉากอย่างที่เห็น

18. ถ้าดวงอาทิตย์ดับ มนุษย์โลกเราจะมีโอกาสสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ภายในระยะเวลา 1 เดือน ยกเว้นแต่พวกเขาจะมีห้องนิรภัยที่ปรับอุณหภูมิ และเตรียมเสบียงไว้เพียงพอ

19. นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ระบบสุริยะ กำเนิดขึ้นจากการแตกสลายด้วยแรงโน้มถ่วงภายในของเมฆโมเลกุลขนาดยักษ์เมื่อ 4,600 ล้านปีมาแล้ว

20. ในอดีต ดวงอาทิตย์มีความสว่างแค่เพียง 70% ของความสว่างในปัจจุบันเท่านั้น
9
วิทยาศาสตร์ / ดวงอาทิตย์ (Sun)
« กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ 12/07/18 »


ดวงอาทิตย์ (Sun)

ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะจักรวาล อยู่ห่างจากโลกเป็นระยะทางประมาณ 93 ล้านไมล์ และมีขนาดใหญ่กว่าโลกมากกว่า 1 ล้านเท่า มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางยาวกว่าโลก 100 เท่า

ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ที่มีแสงสว่างในตัวเอง ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของโลก อุณหภูมิของดวงอาทิตย์อยู่ระหว่าง 5,500 - 6,100 องศาเซลเซียส

พลังงานของดวงอาทิตย์ทั้งหมดเกิดจากก๊าซไฮโดรเจน โดยพลังงานดังกล่าวเกิดจากปฏิกริยานิวเคลียร์ภายใต้สภาพความกดดันสูงของดวงอาทิตย์ ทำให้อะตอมของไฮโดรเจนซึ่งมีอยู่มากบนดวงอาทิตย์ทำปฏิกริยาเปลี่ยนเป็นฮีเลียม ซึ่งจะส่งผ่านพลังงานดังกล่าวมาถึงโลกได้เพียง 1 ใน 200 ล้านของพลังงานทั้งหมด นอกจากนั้นบนพื้นผิวของดวงอาทิตย์ยังเกิดปรากฏการณ์ต่างๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงของพลังงานความร้อนบนดวงอาทิตย์อันเนื่องมาจากจุดดับบนดวงอาทิตย์ (Sunspot) ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการแปรผันของพายุแม่เหล็ก และพลังงานความร้อน ทำให้อนุภาคโปรตรอนและอิเล็กตรอนหลุดจากพื้นผิวดวงอาทิตย์สู่ห้วงอวกาศ เรียกว่า ลมสุริยะ (Solar Wind) และแสงเหนือและใต้ (Aurora) เป็นปรากฏการณ์ที่ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้

การเกิดจุดดับบนดวงอาทิตย์ (Sunspot) บางครั้งเราสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และจะเห็นได้ชัดเจนเวลาดวงอาทิตย์ใกล้ตกดิน จุดดับของดวงอาทิตย์จะอยู่ประมาณ 30 องศาเหนือ และ ใต้ จากเส้นศูนย์สูตร ที่เห็นเป็นจุดสีดำบริเวณดวงอาทิตย์เนื่องจากเป็นจุดที่มีแสงสว่างน้อย มีอุณหภูมิประมาณ 4,500 องศาเซลเซียส ต่ำกว่าบริเวณโดยรอบประมาณ 2,800 องศาเซลเซียส

นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่าก่อนเกิดจุดดับบนดวงอาทิตย์นั้น ได้รับอิทธิพลจากอำนาจแม่เหล็กไฟฟ้าบริเวณพื้นผิวดวงอาทิตย์มีการเปลี่ยนแปลง ทำให้อุณหภูมิบริเวณดังกล่าวต่ำกว่าบริเวณอื่นๆ และเกิดเป็นจุดดับบนดวงอาทิตย์

แสงเหนือและแสงใต้(Aurora) เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดบริเวณขั้วโลกเหนือ และขั้วโลกใต้ มีลักษณะเป็นลำแสงที่มีวงโค้ง เป็นม่าน หรือ เป็นแผ่น เกิดเหนือพื้นโลกประมาณ 100 - 300 กิโลเมตร ณ ระดับความสูงดังกล่าวก๊าซต่างๆ จะเกิดการแตกตัวเป็นอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า และเมื่อถูกแสงอาทิตย์จะเกิดปฏิกริยาที่ซับซ้อนทำให้มองเห็นแสงตกกระทบเป็นแสงสีแดง สีเขียว หรือ สีขาว บริเวณขั้วโลกทั้งสองมีแนวที่เกิดแสงเหนือและแสงใต้บ่อย เราเรียกว่า "เขตออโรรา" (Aurora Zone)
10
วิทยาศาสตร์ / ย่านต่างๆ ในระบบสุริยะ
« กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ 12/07/18 »


ย่านต่างๆ ในระบบสุริยะ

โดยปกติแล้วระบบสุริยะจะถูกแบ่งออกเป็นย่านต่างๆ โดยนับจากดวงอาทิตย์ออกมาสู่ด้านนอก แบ่งได้เป็น 2 ย่าน คือ ดาวเคราะห์ชั้นใน จำนวน 4 ดวง และดาวเคราะห์ชั้นนอก จำนวน 4 ดวง

ดาวเคราะห์ชั้นใน หรือดาวเคราะห์ใกล้โลก ในระบบสุริยะ มีจำนวน 4 ดวง ประกอบไปด้วย ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก และดาวอังคาร โดยมากดาวเคราะห์ชั้นในจะมีส่วนประกอบเป็นหินที่มีความหนาแน่นสูง มีดวงจันทร์เป็นบริวารที่มีจำนวนน้อย หรืออาจไม่มีเลย ไม่มีระบบวงแหวนรอบตัวเอง อีกทั้งสสารที่เป็นองค์ประกอบมักจะเป็นแร่ธาตุที่มีจุดหลอมเหลวสูง อาทิ ซิลิเกตที่ชั้นเปลือกและผิว หรือมีโลหะ เหล็ก และนิเกิลที่เป็นแกนกลางของดาวจำนวนสามในสี่ของดาวเคราะห์ในระบบสุริยะกลุ่มนี้ ได้แก่ ดาวศุกร์ โลก และดาวอังคาร ที่มีชั้นบรรยากาศที่เห็นได้ชัด บริเวณพื้นผิวมีร่องรอยของหลุมบ่อที่เกิดจากการปะทะด้วยชิ้นส่วนจากอวกาศ รวมถึงยังมีความเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาที่พื้นผิวด้วย อาทิ การแยกตัวของร่องหุบเขาและภูเขาไฟ

ดาวเคราะห์ชั้นนอก หรือดาวแก๊สยักษ์ ในระบบสุริยะ มีจำนวน 4 ดวง ซึ่งในบางครั้งอาจเรียกว่า ดาวเคราะห์โจเวียน ประกอบไปด้วย ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน พบว่าดาวเคราะห์เหล่านี้มีมวลรวมกันกว่า 99% ของมวลสารทั้งหมดที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ ส่วนดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์มีองค์ประกอบที่เต็มไปด้วยไฮโดรเจนและฮีเลียม ดาวยูเรนัสและดาวเนปจูนมีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นน้ำแข็ง ซึ่งนักดาราศาสตร์ส่วนหนึ่งเห็นว่าดาวทั้งสองดวงหลังนี้ควรจัดเป็นประเภทเฉพาะของตัวมันเอง คือ ดาวน้ำแข็งยักษ์ และดาวแก๊สยักษ์ที่ีมีวงแหวนอยู่รอบตัว หากเรามองดาวเคราะห์เหล่านี้จากโลกก็จะเห็นวงแหวนของดาวเสาร์ได้ชัดเจนเพียงดาวเดียวเท่านั้น
หน้า: [1] 2 3 ... 10