กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
เรื่องขำ ชวนคิด / ผู้ชายเป็นหมัน เลว หรือ
« กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ วันนี้ เวลา 05:53 pm »


ผู้ชายเป็นหมัน เลว.....

แม่ : "ผัวแกนี่มันเลว..ใช้ไม่ได้เลย พอมันรู้ว่าแกท้อง มันก็ทิ้งแกไป มันเป็นบ้าอะไร ถึงทำแบบนี้ได้ลงคอ"
ลูกสาว : "มันไม่ได้เป็นบ้า มันเป็นหมัน"
แม่ :..!!!...555
2
เรื่องขำ ชวนคิด / คำถาม ผู้หญิงอะไร มีความต้องการสูง
« กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ วันนี้ เวลา 05:51 pm »


คำถาม ผู้หญิงอะไร มีความต้องการสูง

A: "ผู้หญิงอะไร มีความต้องการสูง?"
B: "ผู้หญิง...หื่น"
A: "ผิด !!!"
B: "ผู้หญิง...ลามก"
A: "ผิด !!!"
B: "ยอม"
A: "ผู้หญิง...เตี้ย !!!!"
B: !!...
3
เรื่องขำ ชวนคิด / สัมภาษณ์งาน ขำๆ
« กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ วันนี้ เวลา 05:48 pm »


สัมภาษณ์งาน ขำๆ

A:เมื่อเช้ากูไปสัมภาษณ์งานมา
B:เออ ได้งานซะทีซินะมึง
A:เค้าไม่รับกูว่ะ แถมว่ากูงี่เง่าด้วย
B:ทำไมล่ะ?
A:ก็เค้าขอที่อยู่กู แต่กูไม่ให้
B:ทำไมมึงไม่ให้เค้าไปว่ะ
A:ให้ไปแล้วกูจะไปอยู่ที่ไหนล่ะ
B:เออหว่ะ จริงของมึง
4


ชายแก่กับหญิงสาวเพิ่งแต่งงงานกัน  ว่าด้วยเหตุการณ์คืนแรก

"ป๋าขา หนูไม่รู้เรื่องเซ็กซ์ ช่วยสอนหนูด้วยนะว่าหนูต้องทำไงบ้าง"

"ได้สิ หนู ตรงนี้ของหนู เขาเรียกกว่าคุก แล้วตรงนี้ของป๋า เรียกว่านักโทษ

เราก้แค่จับนักโทษเข้าคุกเท่านั้นเอง อืม...เราเอานักโทษเข้าคุกเลยนะ...!!!"
หลังจากเอานักโทษเข้าคุก ชายแก่และเมียสาว ก็นอนแผ่อย่างมีความสุข
ผ่านไปสักครู่ เมียสาวก็ออดอ้อน

"ป๋าขานักโทษมันแหกคุกออกไปแล้วค่ะ"

"ได้เลยหนู เราต้องจับมันเข้าคุกอีกรอบ จัดเลย...นี่แน่ะ"

ชายแก่สุดแสนจะดีใจและภูมิใจที่จับนักโทษเข้าคุกได้ถึงสามรอบ ในคืนเดียว
จากนั้นก็นอนแผ่หราอย่างหมดแรง     สักพักเมียสาวก็ร้อง

"ป๋าขา นักโทษมันหนีไปอีกแล้ว ช่วยกันจับมาเข้าคุกเร้ว"

"เฮ้ย.....มันพ้นโทษไปแล้ว มันไม่ได้ติดคุกตลอดชีวิตนะโว้ยยยยยยย"
5



เติม ลมยาง เท่าไหร่ ให้เหมาะกับ รถยนต์ ในแต่ละประเภท

เติมลมยาง เท่าไหร่ถึงจะเหมาะกับรถที่ใช้อยู่? ปัญหาโลกแตกของคนขับรถมือใหม่ที่ยังไม่มีความรู้ว่ารถที่ตนเองใช้อยู่นั่นควรจะ เติมลมยาง ในปริมาณเท่าใดจึงจะเหมาะสม เรามีเคล็ดไม่ลับในการ เติมลมยาง ให้กับรถของคุณมาฝาก และทริคดีๆ สำหรับการดูแลตรวจเช็ค ลมยาง มาฝาก

หลักในการจำความดัน ลมยาง ง่ายๆ คือ
-หากเป็นรถยนต์ขนาดเล็ก ควรเดิมแรงดันลมยางประมาณ 25 -30 ปอนด์
-หากเป็นรถยนต์ขนาดกลางถึงใหญ่ ควรเติมแรงดันลมยาง 30 -35 ปอนด์
-หากเป็นรถกระบะ ควรเติมแรงดันลมยางไม่เกิน 65 ปอนด์



ข้อควรคำนึงทกครั้งเวลา เติมลมยาง
– ต้องเติม ลมยาง ให้ครบทั้งสี่ล้อในปริมาณแรงดัน ลมยาง ที่เท่ากัน เพราะหากเติมปริมาณ ลมยาง ไม่เท่ากันจะทำให้การสึกหรอของยางไม่เท่ากันทั้งหมด
– ไม่ควรเติม ลมยาง ในขณะที่ยางมีอุณหภูมิสูง เนื่องจากความร้อนทำให้อากาศขยายตัว
– สำหรับผู้ที่ใช้ยางเรเดียลต้องเติมลมมากกว่ายางผ้าใบธรรมดา
– หากรถยนต์ของคุณมีการบรรทุกของที่มีน้ำหนักมากบ่อยๆ หรือหากบรรทุกผู้โดยสารมากในการเดินทาง ควรเติม ลมยาง เผื่อจากค่าที่กำหนดเพิ่มอีกสัก 2 -3 ปอนด์ได้ไม่ผิดกติก



อ้างอิง https://auto.mthai.com
6


IOT  คืออะไร หมายถึงอะไร คนยุคใหม่ต้องรู้เรื่อง IOT หรือไม่

Internet of Things (IoT) คืออะไร
   
     Internet of Things (IoT) คือ "อินเตอร์เน็ตในทุกสิ่ง" หมายถึง การที่อุปกรณ์ต่างๆ สิ่งต่างๆ ได้ถูกเชื่อมโยงทุกสิ่งทุกอย่างสู่โลกอินเตอร์เน็ต ทำให้มนุษย์สามารถสั่งการควบคุมการใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ ผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เช่น การเปิด-ปิด อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า (การสั่งการเปิดไฟฟ้าภายในบ้านด้วยการเชื่อมต่ออุปกรณ์ควบคุม เช่น มือถือ ผ่านทางอินเตอร์เน็ต) รถยนต์ โทรศัพท์มือถือ เครื่องมือสื่อสาร เครื่องมือทางการเกษตร อาคาร บ้านเรือน เครื่องใช้ในชีวิตประจำวันต่างๆ ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เป็นต้น


แนวคิด Internet of Things

      แนวนิด Internet of Things นั้นถูกคิดขึ้นโดย Kevin Ashton ในปี 1999 ซึ่งเขาเริ่มต้นโครงการ  Auto-ID Center ที่มหาวิทยาลัย Massachusetts Institute of Technology หรือ MIT จากเทคโนโลยี RFID ที่จะทำให้เป็นมาตรฐานระดับโลกสำหรับ RFID Sensors ต่างๆที่จะเชื่อมต่อกันได้ ต่อมาในยุคหลังปี 2000 โลกมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ออกมาเป็นจำนวนมากและมีการใช้คำว่า Smart ซึ่งในที่นี้คือ smart device, smart grid, smart home, smart network, smart intelligent transportation ต่างๆเหล่านี้ล้วนมีโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถเชื่อมต่อกับโลกอินเตอร์เน็ตได้ ซึ่งการเชื่อมต่อเหล่านั้นเองก็เลยมาเป็นแนวคิดที่ว่าอุปกรณ์เหล่านั้นก็ย่อมสามารถสื่อสารกันได้ด้วยเช่นกันโดยอาศัยตัว Sensor ในการสื่อสารถึงกัน นั่นแปลว่านอกจาก Smart devices ต่างๆจะเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้แล้วมันยังสามารถเชื่อมต่อไปยังอุปกรณ์ตัวอื่นได้ด้วยโดย Kevin นิยามมันไว้ตอนนั้นว่าเป็น “internet-like” หรือพูดง่ายๆก็คืออุปกณ์อิเล็กทรอนิกส์สามารถสื่อสารพูดคุยกันเองได้ ซึ่งศัพท์คำว่า “Things” ก็แทนอุปกณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่กล่าวมาก่อนหน้านี้นั่นเอง


Kevin Ashton ผู้ที่ถูกยกย่องให้เป็นบิดาของ Internet of Things

IoT มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า M2M ย่อมาจาก Machine to Machine คือเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตที่เชื่อมต่ออุปกรณ์กับเครื่องมือต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน

     เทคโนโลยี IoT มีความจำเป็นต้องทำงานร่วมกับอุปกรณ์ประเภท RFID และ Sensors ซึ่งเปรียบเสมือนการเติมสมองให้กับอุปกรณ์ต่างๆ ที่ขาดไม่คือการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต เพื่อให้อุปกรณ์สามารถรับส่งข้อมูลถึงกันได้ เทคโนโลยี IoT มีประโยชน์ในหลายด้าน แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยง เพราะหากระบบรักษาความปลอดภัยของอุปกรณ์ และเครือข่ายอินเตอร์เน็ตไม่ดีพอ ก็อาจทำให้มีผู้ไม่ประสงค์ดีเข้ามาขโมยข้อมูลหรือละเมิดความเป็นส่วนตัวของเราได้ ดังนั้นการพัฒนา IoT จึงจำเป็นต้องพัฒนามาตรการ และระบบรักษาความปลอดภัยไอทีควบคู่กันไปด้วย

แบ่งกลุ่ม Internet of Things
ปัจจุบันมีการแบ่งกลุ่ม Internet of Things ออกตามตลาดการใช้งานเป็น 2 กลุ่มได้แก่
 

Industrial IoT
คือ แบ่งจาก local network ที่มีหลายเทคโนโลยีที่แตกต่างกันในโครงข่าย Sensor nodes โดยตัวอุปกรณ์ IoT Device ในกลุ่มนี้จะเชื่อมต่อแบบ IP network เพื่อเข้าสู่อินเตอร์เน็ต
 
Commercial IoT
      คือ แบ่งจาก local communication ที่เป็น Bluetooth หรือ Ethernet (wired or wireless) โดยตัวอุปกรณ์ IoT Device ในกลุ่มนี้จะสื่อสารภายในกลุ่ม Sensor nodes เดียวกันเท่านั้นหรือเป็นแบบ local devices เพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้เชื่อมสู่อินเตอร์เน็ต

7

แนะนำศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์ ชลบุรี

เรียนใกล้บ้าน ทำงานในท้องถิ่น
รับทุนการศึกษาฟรี จากบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)
เรียนไปด้วย  ฝึกงานไปด้วย
มีรายได้ค่าตอบแทนการฝึกงาน เป็นรายชั่วโมง
มีงาน มีเงิน มีรายได้ ไม่เป็นภาระครอบครัว
โอกาสทางการศึกษา ของผู้ไฝ่เรียนรู้ ไม่ต้องกู้กยศ.

โทรศัพท์ 091-004-8076, 033-099-925



8


สุภาพชน กับมารยาททางสังคมที่ควรทราบ

          การทำตัวสุภาพคือวิถีของการเป็นคนดีซึ่งมักจะได้รับการชื่นชมและสร้างความประทับใจให้แก่ผู้คนในแวดวงสังคมด้วย ดังนั้นการมีมารยาทที่ดีจึงไม่มีวันล้าสมัยและคุณควรพุ่งเป้าไปที่ความสุภาพ การใช้คำศัพท์ที่เหมาะสม ภาพลักษณ์ดูสะอาดเรียบร้อย และการยับยั้งชั่งใจ หากคุณต้องการเป็นผู้ที่มีมารยาทดีงามควรอ่านมารยาททางสังคม 12 ข้อด้านล่างนี้

1.อย่าจ้องหน้าผู้อื่นเด็ดขาด และอย่าพูดคุยหรือหัวเราะเสียงดัง
2.เมื่อเข้าไปในห้องคุณควรกล่าวทักทายทุกคนโดยไม่คำนึงถึงสถานะ อายุ หรืออาชีพของตัวเอง
3.คุณไม่ควรชวนใครออกไปเที่ยวถ้าคุณจะเอาแต่ส่งข้อความหรือถ่ายรูปเล่นทั้งคืน
4.เมื่อคนในบริษัทของคุณพบคนรู้จักและกล่าวทักทายพวกเขา คุณก็ควรกล่าวทักทายด้วยแม้ว่าคุณจะไม่รู้จักพวกเขาก็ตาม
5.สุภาพบุรษจะเคารพผู้หญิงทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
6.หากคุณเป็นคนเดียวที่ไล่ตามแฟชั่น ต่อให้ดูดีแค่ไหนคนอื่นๆก็จะมองว่ามันตลก
7.จงระวังผู้ที่เดินอยู่บนทางเท้าขณะที่คุณกำลังขับรถ
8.คุณไม่ควรเงียบขณะพูดโทรศัพท์ และถ้าคุณอยู่กับเพื่อนก็จงรับโทรศัพท์เฉพาะสายที่สำคัญ
9.คนอื่นในบริษัทจะคิดว่าคุณรู้สึกเบื่อหรือเฉยชาถ้าคุณเอาแต่ดูโทรศัพท์ของตัวเอง ดังนั้นอย่าเล่นอินสตาแกรมหรือเฟซบุ๊คและควรใส่ใจคนที่อยู่ตรงหน้าคุณ
10.ผู้หญิงไม่ควรให้ผู้ชายถือกระเป๋าให้ แต่ผู้ชายควรเอาเสื้อคลุมของตัวเองไปฝากไว้ที่ห้องรับฝากของ
11.คุณควรกล่าวคำขอบคุณทุกครั้งที่มีคนช่วยเหลือคุณ
12.ไม่ควรเปิดประเด็นสนทนาทั้ง 9 เรื่องนี้กับผู้อื่นซึ่งประกอบไปด้วย อายุ ศาสนา เหตุการณ์น่าขายหน้า ศักดิ์ศรี เรื่องชู้สาว ความร่ำรวย ปัญหาสุขภาพ ของขวัญ และปัญหาครอบครัว

          มารยาททางสังคมทั้งหมดนี้สามารถพัฒนาทักษะการสื่อสารและการใช้ชีวิตในสังคมของคนเราได้จริงๆ และนอกจากจะปฏิบัติตามได้ง่ายมากแล้วกฎเกณฑ์เหล่านี้ยังสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในโลกที่เราอยู่ได้อย่างมหาศาลอีกด้วย

Source : ecohealthyrecipes.com
9
สังคมศึกษา / มารยาทไทย อยู่ไหนก็งาม
« กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ 28/12/17 »


มารยาทไทย อยู่ไหนก็งาม

          มารยาท หรือ มรรยาท หมายถึง กิริยาวาจาที่ถือว่าสุภาพเรียบร้อย ถูกกาละเทศะ ส่วนคำว่า มารยาทในสังคม หมายถึง กรอบหรือระเบียบแบบแผนที่ควรประพฤติหรือควรละเว้นในส่วนที่เกี่ยวกับผู้อื่น รวมทั้งชุมชนหรือคนหมู่มาก โดยเหตุที่มนุษย์เราไม่สามารถอยู่ลำพังคนเดียวในโลกได้ ต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้อื่นไม่มากก็น้อย ด้วยเหตุนี้ จึงต้องมีกฎกติกากำหนดแบบแผนในการอยู่ร่วมกัน ซึ่งทุกชาติทุกประเทศต่างก็มีแบบอย่างทางวัฒนธรรมที่เรียกกันว่า มารยาททางสังคมนี้ทั้งสิ้น เพียงแต่รายละเอียดอาจจะแตกต่างกันบ้าง   ดังนั้นมารยาทจึงจำเป็นสำหรับการอยู่ร่วมกันในสังคม

มารยาทเเบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ มารยาททั่วไป กับ มารยาทตามกาลเทศะ

1. มารยาททั่วไป  ที่ควรทราบมีดังนี้
- การเเต่งกายให้เรียบร้อย เหมาะสมกับเวลาเเละสถานที่
- การสำรวมกิริยาเเละคำพูด การอยู่ต่อหน้าผู้อื่นต้องสำรวม ไม่พูดจาหยาบคาย ตลก หรือคึกคะนอง เเสดงกิริยาสงบเสงี่ยม         เคารพสถานที่นั้นๆ เเละรักษาบุคลิกของตนไว้
- การมีความเกรงอกเกรงใจ ระมัดระวังต่อความรู้สึกของผู้อื่น การไม่ถือวิสาสะ เช่น ไม่ควรไปเยี่ยมเยียนผู้อื่นเช้าหรือดึกเกินไป,การขออาศัยรถไปด้วย,รือข้าวของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นต้น
- การให้เกียรติผู้อื่น ทั้งการกระทำเเละวาจา เช่น ไม่กล่าวคำล่อเลียนนินทา,ไม่พูดจนน้ำลายกระเด็น,ไม่สูบบุหรี่ในที่สาธารณะ,ไม่ยกเท้าขึ้นมาบนโต๊ะ เป็นต้น
- การกล่าวคำขอบคุณเเละขอโทษ ควรทำให้เป็นนิสัย เเม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยก็ตาม
- การไม่พูดเพ้อเจ้อ พูดเรื่อยเปื่อย หรือพูดซ้ำๆเพราะกลัวคนฟังลืม จะถือเป็นการเสียมารยาท
- การทักทายด้วยรอยยิ้ม เเละอัธยาศัยไมตรี การทักทายนั้นมีหลายวิธี เช่น การยกมือไหว้ การส่งยิ้มให้ เป็นต้น
- การมีความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ควรทำตัวเป็นจุดเด่น ไม่เย่อหยิ่งหรือจองหอง
- การไม่ต่อปากต่อคำกับผู้ใหญ่หรือผู้อาวุโส เมื่อผู้ใหญ่ว่ากล่าวตักเตือน ควรสงบเเละตั้งใจรับฟังเพื่อนำไปปรับปรุงตนเอง
       
2. มารยาทตามกาลเทศะ ที่ควรทราบมีดังนี้
- มารยาทในการยืน มี 2 เเบบ ได้เเก่
  > ยืนธรรมดา ส้นเท้าชิด ปลายเท้าเเยกเล็กน้อย ปล่อยตัวตามสบาย ไม่กอดอกหรือล้วงกระเป๋า
  > ยืนต่อหน้าผู้ใหญ่ ตัวตรง เท้าชิด เเสดงความนอบน้อมด้วยไหล่ เเละศีรษะก้มลงเล็กน้อย สองมือประสานไว้ข้างหน้า ไม่จ้องหน้าหรือยืนค่ำหัวผู้ใหญ่
- มารยาทในการเดิน มี 3  เเบบ ได้เเก่
  > เดินธรรมดา อย่าเดินเรียงเเถวหน้ากระดานขวางทางผู้อื่น หรือกระโดดโลดเต็นไปมา เเกว่งเเขนพอประมาณ ไม่เดินช้าหรือเร็วจนเกินไป       
  > เดินกับผู้ใหญ่  ไม่เดินนำหน้า ควรเดินเยื้องข้างหรือด้านหลัง  ควรระมัดระวังในการเดินตลอดเวลา
  > เดินสวนทางกัน  ถ้าสวนทางกับเพื่อน ควรเดินชิดซ้าย เดินสวนกับผู้ใหญ่ ควรก้มหน้าเล็กน้อย ถ้าเป็นทางเเคบ ควรให้ท่านไปก่อน
- มารยาทในการนั่ง มี 2 เเบบ 
  > นั่งธรรมดาหรือนั่งประชุม ถ้าเป็นเก้าอี้มีพนักพิง ก็ควรพิงพองาม ไม่กระดิกเท้า  ไชว่ห้าง หรือขยับไปมา
  > นั่งต่อหน้าผู้ใหญ่  นั่งตัวตรง ไม่พิงพนัก โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย

อ้างอิง  ข้อมูลจากการสืบค้นทั่วไปจากอินเตอร์เน็ต
10
สังคมศึกษา / มารยาททางสังคม ที่ควรรู้
« กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ 28/12/17 »


มารยาททางสังคม ที่ควรทราบ

          มารยาท หรือ มรรยาท หมายถึง กิริยาวาจาที่ถือว่าสุภาพเรียบร้อย ถูกกาละเทศะ ส่วนคำว่า มารยาทในสังคม จะหมายถึง กรอบหรือระเบียบแบบแผนที่ควรประพฤติหรือควรละเว้นในส่วนที่เกี่ยวกับผู้อื่น รวมทั้งชุมชนหรือคนหมู่มาก โดยเหตุที่มนุษย์เราไม่สามารถอยู่ลำพังคนเดียวในโลกได้ ต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้อื่นไม่มากก็น้อย ด้วยเหตุนี้ จึงต้องมีกฎกติกากำหนดแบบแผนในการอยู่ร่วมกัน ซึ่งทุกชาติทุกประเทศต่างก็มีแบบอย่างทางวัฒนธรรมที่เรียกกันว่า มารยาททางสังคมนี้ทั้งสิ้น เพียงแต่รายละเอียดอาจจะแตกต่างกันบ้าง อย่างไรก็ดี ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีปัจจุบัน อาจทำให้คนสมัยนี้หันไปพึ่งพาเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ และมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นน้อยลง อันเป็นเหตุให้ละเลยหรือเพิกเฉยต่อมารยาทที่พึงมีต่อกัน แต่สิ่งเหล่านี้ ก็ยังจำเป็นต่อการอยู่ร่วมกันในทุกสังคม ดังนั้น กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม จึงขอนำสิ่งละอันพันละน้อยเกี่ยวกับมารยาททางสังคมมาเสนอ เพื่อเป็นเกร็ดความรู้ และประโยชน์ในทางปฏิบัติ ดังต่อไปนี้

         -การกล่าวคำว่า " ขอบคุณ ” เมื่อผู้อื่นให้สิ่งของ /บริการ หรือเอื้อเฟื้อทำสิ่งต่างๆให้ไม่ว่าจะโดยหน้าที่ของเขาหรือไม่ก็ตาม เช่น บริกรเปิดประตูให้ คนลุกให้นั่งหรือช่วยถือของให้เราในรถประจำทาง คนช่วยกดลิฟท์รอเรา หรือช่วยหยิบของที่เราหยิบไม่ถึงให้ เป็นต้น โดยปกติจะใช้คำว่า " ขอบคุณ ” กับผู้ที่อาวุโสกว่า และใช้คำว่า " ขอบใจ ” กับผู้อายุน้อยกว่าเรา แต่ปัจจุบันมักใช้รวมๆกันไป

        -เอ่ยคำว่า " ขอโทษ ” เมื่อต้องรบกวน /ขัดจังหวะผู้อื่น เช่น เขากำลังพูดกันอยู่ และต้องการถามธุระด่วน ก็กล่าวขอโทษผู้ร่วมสนทนาอีกคน แต่ควรเป็นเรื่องด่วนจริงๆ หรือกล่าวเมื่อทำผิดพลาด /ทำผิด หรือทำสิ่งใดไม่ถูก ไม่เหมาะสมโดยไม่ตั้งใจ เช่น เดินไปชนผู้อื่น หยิบของข้ามตัวหรือศีรษะผู้อื่น เป็นต้น
         สำหรับคนไทย เมื่อเอ่ยคำว่า " ขอบคุณ ” หรือ " ขอโทษ ” ต่อผู้ที่อาวุโสกว่า เช่น พ่อแม่ ครูอาจารย์ ผู้ใหญ่ มักจะยกมือไหว้พร้อมกันไปด้วย เช่น กล่าวขอบคุณพร้อมยกมือไหว้พ่อแม่ที่ท่านซื้อของให้ เป็นต้น

         -การรับประทานอาหารไม่ว่าจะในหรือนอกบ้าน ไม่ควรล้วงแคะ แกะเกาในโต๊ะอาหาร หากจะใช้ไม้จิ้มฟัน ควรใช้มือป้องไว้ ควรใช้ช้อนกลางตักอาหารจากจานรวม และแบ่งอาหารใส่จานของตนพอประมาณ ไม่มากจนรับประทานไม่หมด ถ้าไอหรือจาม ควรใช้มือหรือผ้าป้องปาก หากต้องคายอาหารก็ควรใช้มือป้องปาก และใช้กระดาษเช็ดปากรองรับ แล้วพับให้มิดชิด และไม่ควรเคี้ยวอาหารเสียงดัง และไม่ควรสูบบุหรี่จนรบกวนผู้อื่น

        -การรับประทานอาหารแบบสากล เมื่อเข้าที่นั่งแล้วให้คลี่ผ้าเช็ดมือวางบนตัก ไม่ควรเริ่มรับประทานอาหารก่อนแขกผู้ใหญ่หรือเจ้าภาพ ใช้เครื่องใช้ในการรับประทานเฉพาะที่จัดไว้ให้เฉพาะคน ใช้ช้อนกลางตักอาหารจานกลาง ห้ามใชัช้อนของตนตักจากจานกลาง ถ้าต้องการสิ่งที่ไกลตัว อย่าโน้มหรือเอื้อมมือไปหยิบข้ามเครื่องใช้ในการรับประทานอาหารของผู้อื่น หรืออย่าข้ามหน้าคนอื่นไป หากจำเป็นควรขอให้บริกรหยิบให้ การหยิบเครื่องใช้ในการรับประทานอาหารให้หยิบจากด้านนอกเข้ามาก่อนเสมอ โดยจับส้อมมือซ้าย และมีดมือขวา ถ้าไม่มีมีด ใช้ส้อมอย่างเดียวให้ถือส้อมด้วยมือขวา จานขนมปังจะอยู่ทางซ้ายให้ใช้มือซ้ายช่วยบิรับประทานทีละคำ อย่าบิไว้หลายชิ้นและอย่าใช้มีดหั่นขนมปัง อย่าทาเนยหรือแยมบนขนมปังทั้งแผ่นหรือทั้งก้อนแล้วกัดกิน การกินซุปให้หงายช้อนตักออกจากตัวและรับประทานจากข้างช้อน อย่ากินปลายช้อน อย่าซดเสียงดัง ถ้าจะตะแคงถ้วยให้ตะแคงหงายออกจากตัว อาหารเนื้อสัตว์ ให้ตัดแต่พอคำและกินโดยใช้ส้อมช่วย น้ำดื่มให้วางทางขวามือเสมอ ก่อนลุกจากเก้าอี้ให้ทบผ้าเช็ดปากวางไว้บนโต๊ะ
       -การไปชมมหรสพ เช่น คอนเสิร์ต หนังหรือละคร ควรเข้าแถวซื้อตั๋วตามลำดับก่อน-หลัง ไม่แทรกหรือตัดแถวผู้อื่น หรือฝากเงินคนที่อยู่ข้างหน้าโดยที่ตัวเองไม่ได้ยืนเข้าแถว เว้นแต่ผู้นั้นสนิทสนมกันและมีเหตุจำเป็นทำให้ไม่ยืนเข้าแถวไม่ได้ ไม่ควรพาเด็กเล็กเกินไปชมการแสดง เพราะจะส่งรบกวนและทำความรำคาญให้ผู้อื่น ไม่ควรลุกจากที่นั่งโดยไม่จำเป็น อย่าส่งเสียงสนทนากันดังๆ หรือวิพากษ์วิจารณ์การแสดง หรือแสดงอาการสนุกสนาน เป่าปาก ตบมือจนเกินกว่าเหตุ เพราะเป็นการกระทำที่ไม่สุภาพ หญิงชายไม่ควรเกี้ยวพาราสี หรือกอดจับต้องกันเมื่ออยู่ในโรงมหรสพ เมื่อไอ จาม หรือถ่มน้ำลาย ต้องทำด้วยกิริยาปกปิด มิให้เกิดเสียงดังรบกวนคนอื่น
 
       -การเดินกับผู้ใหญ่ ถ้าเดินนำ ให้เดินห่างพอสมควร อยู่ด้านใดก็แล้วแต่สถานที่อำนวย แต่โดยปกติจะเดินอยู่ทางด้านซ้ายของผู้ใหญ่ หากเดินตาม ให้เดินเยื้องไปทางซ้ายของผู้ใหญ่เช่นกัน และเดินด้วยความสำรวมไม่ว่าเดินนำหรือตาม
       -การแนะนำบุคคลให้รู้จักกัน มีหลักทั่วๆไปว่า แนะนำผู้อาวุโสน้อยต่อผู้อาวุโสมาก พาชายไปแนะนำให้รู้จักผู้หญิง ยกเว้นชายนั้นจะเป็นเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ หรือมีตำแหน่งระดับสูง พาหญิงโสดไปรู้จักหญิงที่แต่งงานแล้ว แนะนำผู้มาทีหลังต่อผู้มาก่อน ถ้าเสมอกันก็ให้แนะนำตามความเหมาะสม

      -การสวดมนต์ ฟังพระสวด ฟังเทศน์ฟังธรรม หรือขณะพูดกับพระสงฆ์ ให้แสดงความเคารพด้วย การประนมมือ ที่เรียกว่า อัญชลี คือประนมมือให้นิ้วมือแนบชิดกัน ฝ่ามือราบปลายนิ้วตั้งขึ้น แขนแนบตัวระดับอก ไม่กางศอก ทั้งหญิงชายปฏิบัติเหมือนกัน
      -การไหว้ (วันทา) จะมี ๓ ระดับ คือ ถ้าไหว้พระ เช่น พระรัตนตรัย ปูชนียวัตถุหรือปูชนียสถานให้แสดงความเคารพโดยประนมมือให้นิ้วหัวแม่มือจรดระหว่างคิ้ว ถ้าไหว้ผู้มีพระคุณหรือผู้อาวุโส ที่เคารพนับถือ เช่น พ่อแม่ปู่ย่าตายาย ครูอาจารย์ ประนมมือให้นิ้วหัวแม่มือจรดปลายจมูก ถ้าไหว้บุคคลทั่วไป ให้นิ้วหัวแม่มือจรดปลายคาง ถ้า กราบ(อภิวาท) พระพุทธรูปหรือพระสงฆ์ ต้องกราบ ๓ ครั้งแบมือ หากกราบคนไม่ว่าจะเป็นคนเป็น หรือคนตาย กราบ ๑ ครั้ง ไม่แบมือ

      -การจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ให้ประธานในพิธี (จะยืนหรือคุกเข่าแล้วแต่สถานที่) จุดเทียนเล่มซ้ายมือ (ของประธาน)และธงชาติด้วย เมื่อกราบแล้ว ถอยออกมาแล้วทำความเคารพด้วยการคำนับเพียงครั้งเดียว ส่วนคนอื่นๆในที่นั้น เมื่อประธานลุกไปประกอบพิธี ให้ยืนขึ้น และเมื่อจุดเทียนเล่มแรก ให้ทุกคนประนมมือจนเสร็จพิธี เมื่อประธานกลับลงมานั่ง จึงนั่งตามที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเพียงบางส่วนของมารยาททางสังคมอันเป็นหลักประพฤติปฏิบัติโดยทั่วไป ซึ่งหวังว่าจะเป็นแนวทางให้ท่านได้นำไปใช้ประโยชน์ในโอกาสต่างๆต่อไปตามสมควร

อ้างอิง https://www.m-culture.go.th
หน้า: [1] 2 3 ... 10