กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
การงานอาชีพ / ชนิดไผ่ ที่ควรทราบ และควรปลูก
« กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ 20/04/18 »


ไผ่ชนิดที่ปลูกง่ายในบ้านเรา


ไผ่รวก
ไผ่รวกเป็นไผ่ลำเล็กขึ้นชิดแน่นทึบ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5 ซม. สูง 5–10 เมตร ไม่มีหนาม หน้าใบมีขนเล็กๆ กาบหุ้มลำบางแนบชิดกับลำไม่หลุดร่วงเมื่อแก่ กาบหน่อสีขาว ปล้องยาว 7–23 ซม.


ไผ่สีสุก
ไผ่สีสุกเป็นไม้ยืนต้นขึ้นเป็นกอหนาแน่น มีลำสูงใหญ่ บริเวณข้อกิ่งคล้ายหนามกิ่งและแขนงมีหนามแหลมคม ลักษณะลำต้นกลวง ลำต้นมีสีเขียวสด ผิวเป็นมัน ดอกออกเป็นช่อ ซึ่งส่วนมากไผ่อายุราว 30 ปี จึงจะมีดอกสัก หนหนึ่ง หน่อมีขนาดใหญ่ มีกาบสีเหลืองห่อหุ้ม ขนที่หน่อเป็นสีน้ำตาลมีน้ำหนักประมาณ 2-5 กก.


ไผ่ซาง
เป็นไม้ไผ่หน่ออัดใบ ลำต้นมีสีเขียวอ่อน ไม่มีหนาม ผิวเป็นมัน มีกิ่งแขนงมาก สูงประมาณ 6-20 ซม. มีเนื้อหนาประมาณ 5-8 มม. ปล้องยาวประมาณ 15-50 ซม. เนื้อไม้หยาบ โดยทั่วไปลำต้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5-12.5 ซม. ถ้าพบบริเวณเนินเขาสูงลำต้นจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5-10 ซม. กาบหุ้มลำในปล้องต่ำๆ จะสั้นประมาณ 8-30 ซม.


ไ่ผ่บง
 เป็นไผ่ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ลักษณะกอหุ้นแน่น ลำต้นคดงอ เนื้อในตัน แตกกิ่งตลอดลำ มีเส้นผ่าศูนย์กลางลำเมื่อโตเต็มที่ประมาณ 3-5 เซนติเมตร สูงประมาณ 5-10 เมตร หน่อมีสีเขียว เนื้อละเอียด รสชาติหวานมัน กรอบ อร่อยคล้ายยอดมะพร้าว


ไผ่คาย
  เป็นไผ่ที่มีลำต้นสีเขียวแก่ ปล้องห่างข้อใหญ่ไม่มีหนาม เป็นไผ่ที่มีลำต้นสูงใหญ่ มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 7-10 ซม. หน่อเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.5-2.5 ซม. ลักษณะเป็นกอแน่นมาก ปล้องยาวประมาณ 30 ซม.


ไผ่เหลือง
 เป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี เป็นไม้พุ่มเป็นกอ ลำต้นตั้งตรง กลม เป็นทรงกระบอกกลวง ขนาด 5-8 เซนติเมตร ผิวเกลี้ยง สีเหลืองมีเส้นแถบสีเขียวอ่อนตามยาวบ้าง ไม่มีหนาม เนื้อเเข็ง มีข้อปล้องชัดเจน แต่ละปล้องยาว 30-40 เซนติเมตร มีเหง้าใต้ดิน


ไผ่เลี้ยง
เป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี เป็นไม้พุ่มเป็นกอ ลำต้นตั้งตรงกลม เป็นทรงกระบอกกลวง ขนาด 1- 4.5 เซนติเมตร ผิวเกลี้ยง สีเขียว ไม่มีหนาม เนื้อเเข็ง มีข้อปล้องชัดเจน แต่ละปล้องยาว 20- 30 เซนติเมตร มีเหง้าใต้ดินสั้น


ไผ่ตง
  พันธุ์ไผ่ตงชนิดนี้ลำต้นจะมีสีเขียวเข้มอมดำ ขนาดเล็กกว่าไผ่ตงหม้อ มีเส้นผ่าศูนย์กลางลำต้น 9-12 เซนติเมตร ใบจะมีสีเขียวเข้ม หนาใหญ่และมองเห็นร่องใบได้ชัดเจน หน่อจะมีขนาดปานกลาง น้ำหนักโดยเฉลี่ย 3-6 กิโลกรัม หน่อไม้ไผ่ตงชนิดนี้จะมีรสหวาน กรอบ เนื้อเป็นสีขาวละเอียดและไม่มีเสี้ยน


ไผ่เปาะ
 เป็นไม้ไผ่ขนาดใหญ่ขึ้นเป็นกอ กิ่งเรียวเล็ก ลำสูง 25-30 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 20-25 ซม. ปล้องค่อนข้างสั้นเมื่อเทียบกับขนาดของลำ ปล้องบาง หนาประมาณ 1-3 ซม. ตอนล่างของลำเปล่า ไม่มีกิ่งตอนปลายลำ ลำสีเขียวอมเทา จะมีคล้าย ๆ ผงขี้ผึ้งสีขาวคลุมทั่ว ๆ ไป เมื่อลำต้นยังอ่อนข้อตอนล่างจะมีขนและมีรอยราก ที่ข้อจะมีกิ่งหลายกิ่ง กาบหุ้มลำใหญ่มาก ยาว 25-50 ซม. กว้าง 25-50 ซม.
2
บทความสาระ / นี่คือ นิสัยไม่ดี ไม่ควรทำ
« กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ 20/04/18 »


นิสัยไม่ดี

1.ชอบหาช่องโหว่กฎหมายทำผิด ครูบางคนสอนเด็กว่า กฏมีไว้ให้ใแหก (ไม่รู้เป็นครูมาได้อย่างไร)
2.เวลาทำผิด ชอบทำหน้าแบ๊ว ไม่สำนึก
3.อยากจะได้กฎหมายที่มีผลประโยชน์กับตนเอง ถึงแม้จะเป็นผลเสียต่อคนอื่น ก้ทำหน้าแบ๊ว ไม่รู้เรื่อง
4.พอเข้าตาจน มักบีบน้ำตา เรียกความสงสารต่อคนอื่น
5.ชอบมีความเชื่อว่า กฎมีไว้แหก
6.แซงคิวอย่างเนียนๆ
7.เอาแต่ใจเป็นที่สุด
8.ความรับผิดชอบ ต่ำมาก
9.แน่นอนความซื่อสัตย์ ก้ต่ำเช่นกัน
10. ตอแ_ลเก่งสุด
11.ชอบหาเงินด้วยวิธีสกปรก
12. เชื่อว่า เงิน อยู่เหนือกฎหมายเสมอ
13.ไม่เห็นความผิดตนเองและก้ไม่เห็นความดีของผู้อื่น
14.โยนความผิดไปให้ผู้อื่นเก่ง
15.การปลอมแปลงเมพได้โล่ห์
16.สร้างภาพก้ชั้นเลิศ
17.ใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง
18.นินทา อิจฉา ริษยา และดูถูกผู้อื่น
19.เป็นพวกไม่รู้จักคำว่าแพ้
20.เอารัด เอาเปรียบผู้อื่น
3


7 สุดยอดสมุนไพร บำรุงเพศชาย ยิ่งใช้ยิ่ง อึด ทน นาน


1.ถั่งเช่า
ว่ากันว่าถั่งเช่า เป็นพืชสมุนไพรที่เป็นเห็ดราแล้วเติบโตมาจากหนอน   มักเรียกกันว่า หญ้าหนอน ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นที่ประเทศในแถบเอเชียกลางอย่าง จีน (ในบางมณฑล ) ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ บริเวณทางเทือกเขาหิมาลัยอย่าง อินเดีย ธิเบต และภูฏาน  ซึ่งเป็นสมุนไพรเมืองหนาวที่เชื่อกันว่า สามารถบำรุงและรักษาสมรรถภาพทางเพศชายให้มีความแข็งแรง ฟิตปั๋ง  โดยมีสารชนิดหนึ่งที่ชื่อ Cordyceps sinensis ซึ่งเป็นเห็ดหนอนที่ฝังตัวจำศีลอยู่ในหิมะจนแข็งตัว  ก่อนจะค่อยๆตายไปและเติบโตเป็นหญ้าหนอน  จึงมีส่วนที่ช่วยให้เกิดการกระตุ้นอสุจิในระหว่างมีเพศสัมพันธ์ให้มีอาการหลั่งเร็ว ราบรื่น  ทำให้หลอดเลือดของอวัยวะเพศมีขนาดขยายใหญ่ขึ้น และมีความยืดหยุ่น เพราะเลือดได้ลงไปหล่อเลี้ยงที่เส้นเลือดใหญ่กับเส้นเลือดฝอย และยังมีฤทธิ์ในการเพิ่มพละกำลังไม่ให้เหนื่อยเร็ว  ช่วยบำรุงสเปิร์มให้มีความแข็งแรง ง่ายต่อการสืบพันธุ์  เหมาะสำหรับบุคคลที่มีบุตรยาก

นอกจากนี้ ถั่งเช่า  ยังสามารถใช้เป็นยาบำรุงเลือดในเพศหญิงตอนช่วงวันนั้นของเดือน  และยังเป็นยาที่ใช้บำรุงรักษาโรคทั่วไปที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภายใน  โดยช่วยปรับธาตุหยินหยางให้เลือดลมเดินสะดวก ช่วยชะล้างไตและระงับการเกิดโรคมะเร็งได้


2.โสมเกาหลี
ลักษณะทางกายภาพของโสมมีรูปร่างคล้ายมนุษย์  มักจะเกิดและเติบโตอยู่ในประเทศหรือพื้นที่ที่มีความหนาวเย็นเป็นหลัก สามารถนำรากและใบมาทำเป็นยาสมุนไพรกิน และทาภายนอกได้  โดยปกติแล้ว โสม เรามักจะรู้จักกันแค่ช่วยในเรื่องของการรักษาโรคเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นโรคที่เกี่ยวกับระบบภายในอย่าง การไหลเวียนของเลือดที่ผิดปกติ  ธาตุหยินหยางบกพร่อง หรือแม้กระทั่งเป็นยาอายุวัฒนะที่ช่วยชะลอความเหี่ยวย่น ความแก่ชรา และช่วยลดน้ำหนัก โสม จึงเป็นที่นิยมสำหรับสุภาพสตรีเพียงอย่างเดียว  แต่จริงๆแล้วตามการวิจัยของแพทย์  ผลข้างเคียงของโสมนั้นนับว่ามีส่วนสำคัญในการช่วยกระตุ้นกำหนัด หรือทำให้เกิดอารมณ์ทางเพศได้จริง เพราะ โสมมี Ginsenosides ซึ่งเป็นสารสำคัญที่อยู่ในราก  จะช่วยเพิ่มและปรับสมดุลในร่างกายให้คงที่ ทำให้อวัยวะเพศแข็งตัวเร็ว

ว่ากันว่าโสมที่ดีคือโสมที่มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศ จีนและเกาหลี  และการจะรับประทานให้ได้ผลดี  ต้องฝานบางๆกิน  หรือนำไปต้มเป็นชาร้อน  หากไม่สะดวกก็สามารถนำไปทำเป็นเครื่องแกงในอาหารได้  นอกจากนี้  โสม ยังมีส่วนช่วยไปกระตุ้นให้เกิดการสร้างรังไข่ในช่วงฤดูประจำเดือนของเพศหญิง ให้เลือดลมเดินได้สะดวกยิ่งขึ้น


3.รากปลาไหลเผือก
เป็นสมุนไพรที่มีลักษณะเป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ  มีลำต้นตั้งตรง และใบเหมือนขนนกแตกกิ่งย่อยเยอะ  มีความเชื่อกันว่าเป็นไม้มงคลที่หายากตั้งแต่สมัยโบราณ ส่วนใหญ่จะรู้จักกันเฉพาะหมอแผนโบราณหรือพ่อค้าสมุนไพรเท่านั้น แต่ในปัจจุบันได้ค่อยๆรับความนิยมเป็นอย่างมาก  เพราะรากปลาไหลเผือกสามารถใช้เป็นยารักษาโรคได้ถึง 108 ชนิดเลยทีเดียว ไล่ไปตั้งแต่ ใบ ดอก เปลือก เมล็ด จนถึงแกนราก ซึ่งมีส่วนช่วยกระตุ้นให้อวัยวะเพศชายผลิตฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน ที่จะส่งสัญญาณไปยังระบบส่วนกลางของอวัยวะเพศชายให้ขยายใหญ่ขึ้น  ทังยั้งยังช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อและความแข็งแกร่งของพละกำลังได้ดี


4.ม้ากระทืบโรง
มีลักษณะเป็นไม้พุ่มเลื้อย เปลือกสีน้ำตาลอมเขียว และมีปุ่มคล้ายหนามอยู่ล้อมรอบ  มีเปลือกข้างในสีขาวอมเหลือง ด้านในจะมียางสีขาวออกมา แต่เมื่อตัดผ่าออกแล้วจะมีลักษณะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มสลับขาวอมเหลือง  สรรพคุณหลักๆตามตำราไทยนั้น จะช่วยบำรุงการไหลเวียนของเลือด  บำรุงกระเพาะอาหาร บำรุงระบบขับถ่าย และแก้อาการวิงเวียนศีรษะได้ดี  แต่อีกทางหนึ่งที่มักจะรู้จักกันดีก็คือ จะช่วยบำรุงกำหนัดในเรื่องเพศให้มีกำลังวังชาเหมือนกับชื่อม้ากระทืบโรงนั่นล่ะ  มักเป็นที่นิยมในหมู่เพศชาย  โดยการนำเถาของมันที่มีรสเย็นขื่นๆไปดองผสมกับสุรา  หรือจะนำไปตากแห้งแล้วบดละเอียดต้มกินกับน้ำร้อนก็ได้


5.หมามุ่ย
เป็นพืชเถาที่มีขนบริเวณฝัก เมื่อถูกผิวหนังจะทำให้คันยุบยิบ มีดอกสีม่วงดำ ออกเป็นช่อตามง่ามใบ มีเมล็ด 4-7 เมล็ด ฝักจะมีขนอ่อนปกคลุมอยู่ทั่วไป  สรรพคุณทั่วไปคือเมล็ดหมามุ่ย สามารถนำมาเป็นยาผลิตฮอร์โมนเพศชายที่มีบุตรยากให้เพิ่มขึ้นได้ ภายหลังจากการวิจัยของแพทย์ที่ให้ผู้ชายรับประทานเมล็ดหมามุ่ย 5 กรัมต่อวันเป็นเวลา 3 เดือน สามารถผลิตอสุจิและน้ำเชื้อได้ดีขึ้น โดยมีสารที่เรียกว่า L–Dopa ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์ โดปามีน ที่เป็นสารสื่อประสาทที่มีอิทธิพลสูงในระบบสืบพันธุ์

แต่ข้อควรระวังอย่างหนึ่งคือ เมล็ดหมามุ่ยนั้น ตามหลักการแพทย์ไม่สามารถนำมารับประทานดิบๆได้ เพราะจะทำให้เกิดอการคลื่นไส้อาเจียน และระบบประสาทแปรปรวนถึงขั้นหลอนได้ ดังนั้นจำเป็นอย่งมากที่ต้องนำมาทำให้สุกก่อนจึงจะรับประทานได้  ไม่มีผลข้างเคียง


6.บอระเพ็ด
เป็นไม้เถาเลื้อยที่จัดอยู่ในประเภทไม้เนื้ออ่อน  มีลักษณะเป็นปุ่มสีเขียวจนถึงสีน้ำตาล  เป็นพืชไม้เลื้อยที่เกิดในภูมิภาคเขตร้อน  มีรสชาติขมปี๋   สรรพคุณหลักคือสามารถนำมาเป็นยาขับพิษไข้ รักษาโรคพยาธิ แก้มะเร็งเม็ดเลือด แก้ท้องผูก  ในสมัยก่อนผู้หญิงที่เป็นแม่ลูกอ่อนมักนิยมนำมาทาที่หัวจุกบริเวณหน้าอก เพื่อกันไม่ให้ลูกที่ถึงวัยหย่านมแล้วเข้ามาดูดอีก แถมยังเป้นสมุนไพรที่ช่วยในเรื่องการเสริมสมรรถภาพทางเพศได้ด้วยการนำไปต้มเป็นยากิน คล้ายกับยาระบายปกติ หรือช่วยบำรุงกระเพาะได้ สมัยก่อนผู้คนมักนิยมนำบอระเพ็ดไปเป็นยาทาลดไข้  จนมีคำฮิตติดปากมาถึงจนปัจจุบันที่ว่า ‘หวานเป็นลม ขมเป็นยา’ เพราะรสชาติของบอระเพ็ดนั้น  นับว่าขมจนยากจะกลืนกินเลยทีเดียว


7.โด่ไม่รู้ล้ม
เป็นพืชล้มลุก มีลำต้นสั้นและกลม ชี้ตรง  ลำต้นและใบมีขนสีขาวละเอียด พบได้ง่ายตามบริเวณป่าโปร่งที่มีทรายเป็นส่วนใหญ่ อยู่ในทุกภูมิภาคของประเทศไทยและประเทศที่อยู่ในเขตร้อน มีสรรพคุณคือช่วยบำรุงร่างกายและพละกำลัง วิธีรับประทานก็ง่ายๆ เพียงแค่ใช้รากของมันมาต้มเป็นน้ำแล้วดื่ม หรือจะใช้สำหรับไว้ดองเหล้าที่มีส่วนผสมของสมุนไพรกำลังเสือโคร่งและม้ากระทืบโรงเป็นส่วนประกอบด้วยก็ได้ผลดี  โด่ไม่รู้ล้มมีสรรพคุณช่วยให้เกิดความคึกคะนองไม่ต่างจาก ม้ากระทืบโรง แต่อาจจะไม่ได้ผลในลักษณะเร็ว  เพราะถ้าสมุนไพรออกฤทธิ์มากเกินไปจะยิ่งทำให้การไหลเวียนเลือดตกต่ำ  ส่งผลให้อัตราการเต้นของหัวใจเร็วผิดปกติ  ดังนั้นควรจะรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม  ซึ่งวิธีที่เหมาะอีกอย่างหนึ่งคือ   สามารถนำทั้งต้นไปตากแห้งและหั่นเป็นฝอยละเอียด  เพื่อใช้เป็นยาดื่มบำรุงโรคทั่วไปก็ได้

การจะดูแลน้องชายตัวเองด้วยการรับประทานสมุนไพรซักชนิดนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่การจะทำให้มัน ฟิต ปึ๋ง ปั๋ง และยืดหยุ่น ในช่วงที่คุณกำลังละเลงบทรักอันเร่าร้อนบนเตียง กับคนรักนั้นสำคัญยิ่งกว่า เพราะตราบใดที่คุณยังทำเป็นไก่อ่อน คุณก็ลองคิดถึงจิตใจของคนรักที่อาจจะอารมณ์ค้างอยู่แล้วก็ได้  เพราะฉะนั้น! หากไม่อยากถูกเรียกว่าไอ้ไก่อ่อนอย่างที่คุณกำลังจะคิด  ก็ลองหาสมุนไพรดีๆมารับประทานดูสิ  รับรองว่ามันจะฟินอย่าบอกใครเลยล่ะ!

ที่มา kapook.com
4


ขั้นตอนเปลี่ยนถ่าย "น้ำมันเกียร์ ออโต้" คนมีรถต้องรู้!!

เกียร์ออโต้รถยนต์หากปล่อยปละละเลยไม่ดูแลรักษา ถึงคราวเกิดปัญหาขึ้นต้องเตรียมเงินซ่อมแซมไว้หลักหมื่น งานนี้มีเจ็บตัวอย่างแน่นอนไม่มากก็น้อย โดยปกติเกียร์รถยนต์จะมีอายุการใช้งานยาวนานนับ 10 ปี หรือมากกว่านี้แต่ต้องขึ้นอยู่กับการดูแลบำรุงรักษาและควรถ่ายน้ำมันเกียร์ ตามอายุใช้งานตามคู่มือรถ

     การถ่ายน้ำมันเกียร์จะไม่สามารถเปลี่ยนถ่าย น้ำมันเก่าออกได้ 100% เป็นเพียงการทำให้เจือจาง (dilute) ลงเท่านั้นเอง เพราะน้ำมันเกียร์ส่วนที่เหลือจะตกค้างภายในชิ้นส่วนที่เรียกว่า ทอร์คคอนเวอร์เตอร์, ระบบเกียร์ภายใน, วาว์ลบอดี้ ไม่สามารถเปลี่ยนถ่ายออกมาได้ทั้งหมด คือทุกครั้งที่ถ่ายน้ำมันเกียร์ จะได้น้ำมันใหม่เข้าไปแทนของเดิมที่ถ่ายออกมาอัตราส่วนประมาณ 30/70 หรือ 40/60 เท่านั้น

     ถ้าอยากให้ถ่ายน้ำมันเกียร์ออกมาทั้งหมดต้องใช้เครื่องมือพิเศษถ่ายน้ำมันเกียร์เท่านั้น การถ่ายน้ำมันเกียร์แบบนี้เรียกว่า Flushing เป็นการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ที่สมบูรณ์ที่สุด ควรเปลี่ยนถ่าย 3 – 4 ปี ทำครั้งหรือประมาณ 7 – 8 หมื่นกิโลเมตร คุณจะเห็นถึงความแตกต่างลดปัญหาจุกจิก เช่น การชิฟเกียร์ช้ากว่าปกติ อาการกระตุกในจังหวะชิฟเกียร์ เป็นต้น

ขั้นตอนการถ่ายน้ำมันเกียร์ออโต้

1.    เตรียมน้ำมันเกียร์ ออโต้ ต้องเป็นสเปคเดิมเท่านั้น ลองเช็กที่ (คู่มือรถ)
2.    ใช้แม่แรงยกรถให้เอียงเล็กน้อย จะทำให้น้ำมันเกียร์ถ่ายออกมามากขึ้น
3.    ภาชนะที่รองรับน้ำมันเกียร์ (ควรหาแกลลอนที่มีตัวเลข บอกปริมาณน้ำมันที่ถ่ายออกมาได้) เพราะต้องใส่น้ำมันเกียร์ของใหม่กลับไปเท่าของเดิม
4.    ไขน็อตออกใช้ประแจเบอร์ 14
5.    รอน้ำมันเกียร์ไหลออก จากนั้นไขน็อตกลับเข้าที่เดิม
6.    เติมน้ำมันเกียร์ ในปริมาณที่เท่ากับน้ำมันเก่าที่ถ่ายออกมา

     คำเตือน : หากไม่ใช้น้ำมันเกียร์เหมือนสเปคเดิมจะไปสร้างปัญหาให้กับระบบเกียร์ของคุณ เพราะหากน้ำมันเกียร์ไม่สามารถเข้ากับน้ำมันเก่าได้ อาจเกิดปัญหาถึงขั้นเกียร์พังได้



5


ถกเกณฑ์สอบครูผู้ช่วย ชี้คลอดปฎิทินแน่เดือนพ.ค.61

บอร์ด ก.ค.ศ.ถก เกณฑ์สอบครูผู้ช่วยรูปแบบใหม่ ได้ข้อสรุปคลอดปฎิทินสอบครูผู้ช่วยภายในเดือน พ.ค.แน่ มอบ สพฐ.และ มสด.ร่วมดำเนินการจัดสอบ

18 เม.ย.61  นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงการปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วยใหม่ ซึ่งที่ประชุมมีข้อสรุปว่าภายในเดือน พ.ค.นี้ จะประกาศปฎิทินสอบครูผู้ช่วยได้อย่างแน่นอน แต่ระเบียบหลักเกณฑ์ในการจัดสอบจะเป็นอย่างไรนั้นอยู่ระหว่างการจัดทำ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม รวมถึงจะมีการจัดสอบในวิชาสาขาที่ขาดแคลนด้วยแต่จะไม่เปิดเป็นจำนวนมากเหมือนปีที่ผ่านมา โดยเราจะคัดเลือกเฉพาะสาขาวิชาที่ขาดแคลนจำเป็นจริงๆเท่านั้น  ทั้งนี้ที่แน่ๆจะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงในการจัดสอบครูผู้ช่วยปีนี้ก็คือ จะมีหน่วยงานกลางเข้ามาจัดสอบโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต (มสด.)  เป็นหลักร่วมกันดำเนินการ นอกจากนี้ ศธ.จะสร้างความรับรู้และความเข้าใจในการสอบครูผู้ช่วยใหม่ด้วย เพราะที่ผ่านมาเราพบครูอายุมากมาสอบครูผู้ช่วย และเมื่อสอบได้ทำเรื่องย้ายไปที่อื่นในตำแหน่งเดียวกัน โดยใช้วิธีการย้ายแบบพิเศษ ซึ่งเมื่อดูในกฎหมายการสอบครูผู้ช่วยไม่สามารถทำแบบนี้ได้  ดังนั้นปีนี้เราต้องทำความเข้าใจใหม่ว่าครูเป็นครูอยู่แล้วจะมาสอบไม่ได้เพื่อวัตถุประสงค์ของการย้ายไม่ได้เด็ดขาด เนื่องจากกฎหมายเปิดช่องให้เป็นข้าราชการหน่วยงานอื่น เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นต้น

 รมว.ศึกษาธิการ  กล่าวต่อไปว่า  นอกจากนี้ที่ประชุมยังพิจารณากรณีศาลปกครองอุบลราชธานีได้อ่านคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ คบ.51/2561 ในคดีหมายเลขดำที่ บ.75/2560 ระหว่างนายเฉลิมเกียรติ แก้วกนก ผู้ฟ้องคดี กับ คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ผู้ถูกฟ้องคดี  โดยมีสาระสำคัญตอนหนึ่งว่า การที่ศาลปกครองชั้นต้น มีคำสั่งทุเลาการบังคับตามข้อ 10 และ ข้อ 11 ของหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสพฐ.ไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษานั้น  ศาลปกครองสูงสุดไม่เห็นพ้องด้วยจึงมีคำสั่งกลับคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น เป็นยกคำขอของผู้ฟ้องคดี ซึ่งที่ประชุมมีมติให้ดำเนินการตามมติเก่าตามขั้นตอนสำหรับใครที่ยังไม่ได้รับการบรรจุ ดังนั้นการบรรจุผอ.โรงเรียนทุกอย่างจะต้องทำให้เสร็จภายในวันที่ 16 พ.ค.นี้ทันที

ที่มา หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
6
ข่าวครู / คลอดแล้วปฏิทินสอบครูผู้ช่วย ปี 61
« กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ 20/04/18 »


คลอดแล้วปฏิทินสอบครูผู้ช่วย ปี 61

19 เม.ย.61  ดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) ที่มี นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ(ศธ.)เป็นประธาน เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมได้หารือถึงหลักเกณฑ์และวิธีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตำแหน่งครูผู้ช่วย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) โดยที่ประชุมมีมติอนุมติหลักการให้ สพฐ. บริหารจัดการข้อสอบร่วมกับหน่วยงานทางการศึกษา โดยให้คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด(กศจ. )และ คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.)ดำเนินการสอบ

สำหรับปฏิทินการสอบ สพฐ.จะประกาศรับสมัครครูผู้ช่วยภายในวันที่ 21 พ.ค.61 วันสอบข้อเขียนภาค ก วันที่ 30 มิ.ย.61 สอบภาค ข วันที่ 1 ก.ค.61 ประกาศผลสอบ วันที่ 9 ก.ค.61 ผู้ที่สอบภาค ก และ ภาค ข จึงจะมีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์ใน ภาค ค ในวันที่ 14 ก.ค.61 และประกาศผลสอบแข่งขัน วันที่ 17 ก.ค.61 ส่วนหลักเกณฑ์การสอบครูผู้ช่วยนั้น ยังไม่ได้อนุมัติ อยู่ระหว่างดูรายละเอียดเพื่อเตรียมความพร้อม เช่น การเปิดสอบในสาขาที่มีความจำเป็นและขาดแคลนก็จะมีการเสนอให้ที่ประชุม ก.ค.ศ. พิจารณาเห็นชอบอีกครั้ง โดยเกณฑ์การสอบครูผู้ช่วยจะประกาศให้ทราบต่อไป

“ขั้นตอนจากนี้ สพฐ. จะดำเนินการสำรวจสาขาขาดแคลน และสาขาที่โรงเรียนเปิดใหม่ โดยเจาะไปในแต่ละพื้นที่เป็นรายจังหวัด เพื่อให้ทราบจำนวน และสาขาขาดแคลนของแต่ละพื้นที่ที่แท้จริง โดยจะเชิญคณะบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยในพื้นที่มาหารือ เพื่อให้ได้ข้อสรุปว่าเป็นสาขาที่ขาดแคลนจริงหรือไม่ ก่อนเสนอให้ก.ค.ศ. พิจารณาให้ความเห็นชอบเพื่อเปิดสอบให้ตรงกับความต้องการของสถานศึกษาอย่างแท้จริง ขณะเดียววันที่ 26 เม.ย.นี้ จะเชิญผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.) ศึกษาธิการจังหวัด(ศธจ.) ทั่วประเทศ มาหารือเพื่อวางแผนการดำเนินการร่วมกันใน 3 ประเด็นหลัก คือ การเตรียมความพร้อมสอบบรรจุครูผู้ช่วย แนวปฏิบัติในการย้ายผู้อำนวยการสถานศึกษา และรองผู้อำนวยการสถานศึกษา และ ย้ำการดำเนินการตามมาตรการป้องกันและปราบทุจริตในระบบราชการของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)”เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

ที่มา หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
7


การหัก ณ ที่จ่ายตามกฎหมายไทยมีหลายอัตรามาก บางครั้งก็ทำให้เกิดความสับสน ตัวอย่างที่เห็นกันบ่อยๆ ก็คือ ‘ค่าเช่า’ กับ ‘ค่าบริการ’ ว่าจะมีหลักพิจารณาอย่างไร


หลักสำคัญในการพิจารณาว่าเป็น ‘ค่าบริการ’ หรือ ‘ค่าเช่า’ ซึ่งจะหักภาษี ณ ที่จ่ายต่างกันไปด้วยก็คือ

ค่าบริการ : อัตราหัก ณ ที่จ่าย 3 % ตามประมวลรัษฎากรหมายถึง “การกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งไม่ใช่เป็นการขายสินค้า”

ค่าเช่า : อัตราหัก ณ ที่จ่าย 5 % ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.553 ระบุว่าต้อง “มีการส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าให้กับผู้เช่า และผู้เช่าจะต้องดูแลทรัพย์สินที่เช่าเสมือนเป็นทรัพย์สินของตนเอง ทั้งต้องบำรุงรักษารวมถึงการซ่อมแซมด้วย”

ฉะนั้นต้องแยกว่า การที่ต้องมอบทรัพย์สินให้กับผู้เช่า และเมื่อหากต้องมีการซ่อมแซมในขณะที่เช่า ผู้เช่าต้องเป็นผู้ที่รับผิดชอบ รายได้ที่เกิดไม่ถือว่าเป็น ค่าบริการ แต่เข้าหลักเกณฑ์ของการเป็น ค่าเช่า ต้องหัก ณ ที่จ่าย 5 %

รู้หลักเกณฑ์แล้วคราวนี้ทั้งนักบัญชี เจ้าของธุรกิจและผู้เกี่ยวข้องคงหายสับสนกันแล้วนะคะ

 
อ้างอิง : ทีมวิชาการ บริษัท สำนักพัฒนาการบริหารธรรมนิติ จำกัด
8


จะหัก 5% หรือหัก 3 % ปัญหาการหักภาษี ของค่าเช่าและค่าบริการ

การหัก ณ ที่จ่ายตามกฎหมายไทยมีหลายอัตรามากบางครั้งก็ทำให้นักบัญชีสับสนว่าต้องหัก ณ ที่จ่ายอัตราใดกันแน่ เพราะมีทั้ง อัตราก้าวหน้า,1%, 2% , 3%, 5%, 10%, 15%  ซึ่งก็จะขอยกตัวอย่างที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ในเรื่องของการหัก ณ ที่จ่าย  เช่น

การหักภาษีของค่าเช่า VS ค่าบริการ ว่ามีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอย่างไร
หลักการพิจารณาง่ายๆ เรื่องของการเช่าที่ต้องหัก ณ ที่จ่าย 5 % นั้นมองถึงเรื่อง “การส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าให้กับผู้เช่าและผู้เช่าจะต้องดูแลทรัพย์สินที่เช่าเสมือนเป็นทรัพย์สินของตนเองทั้งต้องบำรุงรักษารวมถึงการซ่อมแซมด้วย” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.553

ตัวอย่างเช่น

การเช่าร้านค้าในห้างสรรพสินค้า เช่น ร้าน KFC , MacDonald, After You ซึ่งจะสังเกตได้จากการที่ร้านมีประตูปิดมิดชิด ล๊อคกุญแจแน่นหนา เจ้าของห้างไม่สามารถที่จะเข้าออกได้ตามอำเภอใจ

ส่วนคำว่าบริการนั้น ตามประมวลรัษฎากรหมายถึง “การกระทำใด ๆ อันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่งไม่ใช่เป็นการขายสินค้า” ซึ่งต้องหัก ณ ที่จ่าย 3%

ตัวอย่างเช่น

การใช้พื้นที่จัดบูธเพื่อแสดงสินค้า ไม่มีประตูปิดมิดชิด บุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้เช่าสามารถเดินเข้าออกได้หรือการใช้บริการที่จอดรถก็ถือเป็นบริการที่จะต้องหัก 3%

จึงสรุปได้ว่าการเช่าก็ไม่ใช่เป็นการขายสินค้าอยู่ในความหมายของบริการซึ่งหัก 3 % ก็จริงแต่การเช่าแตกต่างจากการให้บริการตรงที่ ต้องส่งมอบทรัพย์สินให้กับผู้เช่าและเมื่อหากต้องมีการซ่อมแซมในขณะที่เช่าผู้เช่าต้องเป็นผู้ที่รับผิดชอบ หากเข้าหลักเกณฑ์นี้ถือเป็นการเช่า และต้องหัก 5 %

อ้างอิง https://www.dst.co.th
9




เป็นเนื้อหาเพลงที่ว่ากันด้วยเรื่องบุญทำกรรมแต่งให้คนสองคนได้มาเจอกัน ชอบพอ ถูกใจและรักกัน
กล่าวถึงความรู้สึกถึงความรักที่มีต่อคนรักถึงกับเปรียบเทียบว่า ขาดอาหารไม่ได้ ขาดคนรักคนนี้ก็ไม่ได้เช่นกัน

หากเปรียบเทียบกับทางพระพุทธศาสนา ก็คงจะกล่าวถึง บุพเพสันนิวาสนั่นเอง

เพลง : บุญผลา
ศิลปิน : ไมค์ ภิรมย์พร
คำร้อง/ทำนอง : ตุ๋ย ด๊ะดาด
เรียบเรียง : จิระวัฒน์ ปานพุ่ม

บ่น่าเซื่อเนาะว่าเฮาสิมาพ้อกัน
คนตั้งว่าจักล้าน พอปานว่ามีผู้มาซุกยู้ใส่
ให้เฮาเว้าจา ให้ถืกชะตา ถืกใจ
จนตกหลุมความฮัก แล้วขึ้นบ่ได้ งึดใจอยู่เด้เนาะ

ว่าโอ้ละหนอ (เน้อ) นางเอย เจ้ากะเคยคึดนำอยู่แม่นบ่
ว่าฮักเฮาที่เกิดที่ก่อ กะย้อนว่า..ย้อนว่า

ย้อนบุญผลา เด้เนาะ พาเฮามาพบพ้อ
ฮู้สึกคือกัน อยู่เนาะ คือฮักที่รอที่ฝัน
ให้บุญผลา พาฮัก ให้ฮักเฮาคือเก่าทุกวัน
ได้หายใจอยู่ใกล้ ๆ กัน จนฮอดมื้อตาย ได้ซ่ำนี้กะพอ....

บ่น่าเซื่อเนาะ ว่าอ้ายสิพ้อฮักแท้
นอกจากพ่อกับแม่ กะมีแต่เจ้าฮั่นล่ะเด้อ...อ้ายว่า
อดข้าวกะตาย ขาดเจ้ากะบ่ได้ สั่นดอกวา
เบิ่งแงงกันเด้อหล่า ให้สมบุพเพเฮาฮ่วมสร้างมาเด้อ..
10
รู้เรื่องยานยนต์ / ทำไมเราต้องใช้คลัทซ์
« กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ 18/04/18 »


ทำไมเราต้องใช้คลัทซ์

      คลัทซ์มีหน้าที่เชื่อมต่อเพลาหมุน  2  อัน  โดยเพลาข้างหนึ่งหมุน จากการขับเคลื่อนของเครื่องยนต์ หรือมอเตอร์   ส่วนเพลาอีกข้างหนึ่งไปต่อเข้ากับตัวหนีบจับ เช่นหัวสว่าน  หรือ  ล้อ เป็นต้น  คลัทซ์จะต่อเพลาทั้งสองข้างนี้ให้หมุนด้วยความเร็วรอบที่เท่ากัน  หรือ มีความเร็วรอบที่ต่างกันก็ได้    และถ้าคลัทซ์แยกเพลานี้ออกจากกัน  เพลาด้านหนึ่งจะหมุน  อีกด้านหนึ่งจะไม่หมุน



ในรถยนต์ของคุณต้องมีคลัทซ์   เพราะเครื่องยนต์ต้องติด และหมุนอยู่ตลอดเวลา   ส่วนล้ออาจจะต้องหยุดบ้าง  เช่น จอดหน้าไฟแดง หรือจอดหน้าเซเว่นซื้อของเป็นต้น  เพื่อจะให้รถหยุดแต่เครื่องยังไม่ดับ  เพลาของล้อจะต้องถูกแยกออกจากเพลาหมุนของเครื่องยนต์  หน้าที่ของคลัทซ์อยู่ตรงนี้เอง

อ้างอิง http://www.rmutphysics.com
หน้า: [1] 2 3 ... 10