แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - administrator

หน้า: [1] 2 3 ... 91
1


ศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์ ชลบุรี

เปิดรับสมัครนักเรียน ปีการศึกษา 2561 รอบพิเศษ

"สร้างความแกร่ง สู่คนเก่ง"

รับทุนเรียนฟรี ไม่มีค่าเทอม
เรียนแบบทวิภาคี มีงานทำระหว่างเรียน
มีรายได้ระหว่างเรียน มีเงิน มีงาน
จบหลักสูตร มีงานรอบรับ ไม่ต้องกลัวตกงาน
มีโอกาสเติบโต ขึ้นเป็นผู้บริหารของบริษัทในเครือซีพี

คุณสมบัติผู้ขอรับทุน
 - จบการศึกษาระดับ ม.3 หรือเทียบเท่า
 - อายุระหว่าง 15-20 ปี
 - ซื่อสัตย์ ขยัน อดทน ใจรักงานบริการ

เรียนใกล้บ้าน ทำงานในท้องถิ่น แบ่งเบาภาระครอบครัว ไม่ต้องกู้ กยศ. มาเรียนให้เป็นหนี้
วุฒิการศึกษาได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ

สนใจข้อมูล เพิ่มเติม 091-004-8076


พิเศษ นอกจาก ศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์ ชลบุรี ยังมี ศูนย์การเรียนอีก 19 ศูนย์การเรียนทั่วประเทศ รองรับนักเรียนจากทั่วทุกภาค ใกล้ศูนย์ไหน ติดต่อศูนย์นั้น ตามที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ติดต่อด้านล่างนี้

ศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์ นครราชสีมา
ศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์ ขอนแก่น
ศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์ อุดรธานี
ศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์ ลำปาง
ศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์ สุราษฏร์ธานี
ศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์ หาดใหญ่
ศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์ นครสวรรค์
ศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์ อยุธยา
ศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์ ชลบุรี
ศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์ เพชรบุรี

ศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์ สะพานควาย (ประดิพัทธ์)
ศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์ พระราม 2 (พระราม2 42)
ศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์ เพชรเกษม (เพชรเกษม 54)
ศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์ คลองสาน (BTS วงเวียนใหญ่)
ศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์ จรัญสนิทวงศ์ (จรัญสนิทวงศ์ 40)
ศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์ รังสิต (พหลโยธิน 72)
ศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์ ลาดพร้าว (ลาดพร้าว 80)
ศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์ บางกะปิ (แยกลำสาลี)
ศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์ สุขุมวิท (สุขุมวิท 54/1)
ศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์ สำโรง (สำโรงใต้ 7)


ที่ตั้งศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์   กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

เพชรเกษม (เพชรเกษม 54)
โทร. 02-805-0025, 091-004-8063
64/16-17 ถ.เพชรเกษม แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กทม. 10160
E-mail : patphetkasem@panyapiwat.ac.th
http://www.facebook.com/plc.phetkasam

สุขุมวิท (สุขุมวิท 54/1)
โทร. 02-332-3502, 091-004-8064
1800/55  ซ.สุขุมวิท 54/1 แขวงบางจาก เขตพระโขนง กทม. 10260
E-mail : patsukhumvit@panyapiwat.ac.th
https://www.facebook.com/Plc.SoonSukhumvit

สะพานควาย (ประดิพัทธ์)
โทร. 02-618-7648, 091-0048065
224/1-2  ถ. ประดิพัทธ์ แขวงสามแสนใน  เขตพญาไท กทม. 10400
E-mail : patsaphan@panyapiwat.ac.th
https://www.facebook.com/soonsapankhwai

คลองสาน (BTS วงเวียนใหญ่)
โทร. 02-862-0462, 091-004-8066
35/1-4 ถ.กรุงธนบุรี แขวงคลองต้นไทร เขตคลองสาน กทม. 10600
E-mail :patklongsan@panyapiwat.ac.th
https://www.facebook.com/klongsan.plc

ลาดพร้าว (ลาดพร้าว 80)
โทร. 02-530-0208, 091-004-8067
92 ซ.ลาดพร้า80 ถ. ลาดพร้าว  แขวงวังทองหลาง  เขตวังทองหลาง กทม. 10310
E-mail : patladpraw@panyapiwat.ac.th
https://www.facebook.com/ladpraw80.plc

รังสิต (พหลโยธิน 72)
โทร. 02-992-5128, 091-004-8068
801/152-154  ม.8 ถ.วิภาวดีรังสิต ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี 12150
E-mail : patrangsit@panyapiwat.ac.th
https://www.facebook.com/rangsit.panyapiwat

สำโรง (สำโรงใต้ 7)
โทร. 02-757-6017, 091-004-8069
318/-319 ถ.ปู่เจ้าสมิงพราย  ต.สำโรงใต้  อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ  10130
E-mail : patsamrong@panyapiwat.ac.th
https://www.facebook.com/plc.samrong

จรัญสนิทวงศ์ (จรัญสนิทวงศ์ 40)
โทร. 02-883-2369, 091-004-8070
90,92 ถ.จรัญสนิทวงศ์  แขวงบางยี่ขัน  เขตบางพลัด กทม. 10700
E-mail : patcharan@panyapiwat.ac.th
http://www.facebook.com/PLCCHARAN

บางกะปิ (แยกลำสาลี)
โทร. 02-731-7326, 091-004-8071
16,18,20 ถ.ศรีนครินทร์  แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กทม. 10240
E-mail : patbangkapi@panyapiwat.ac.th
https://www.facebook.com/plc.bangkapi2557

พระราม 2 (พระราม2 42)
โทร. 02-898-3144, 091-004-8072
19/59-61 ถ.พระราม 2 แขวงบางมด เขตจอมทอง กทม. 10150
E-mail :patrama2@panyapiwat.ac.th
http://www.facebook.com/PLC.RAMA2


ที่ตั้งศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์ต่างจังหวัด

ภาคเหนือ

ลำปาง
โทร. 054-217085 ,091-0048073
68/43-44 ถ.ท่าคราวน้อย ต.สบตุ๋ย อ.เมือง จ.ลำปาง 52000
E-mail :pathadyai@panyapiwat.ac.th
https://www.facebook.com/ศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์-ลำปาง

นครสวรรค์
โทร. 056-051418 ,091-0048074
163/44-45 ถ.มาตุลี ต.ปากน้ำโพ อ.เมือง จ.นครสวรรค์ 60000
E-mail : patnakhonsawan@panyapiwat.ac.th

ภาคกลาง

อยุธยา
โทร.035-905703 ,091-0048075
55/83-85 หมู่ที่1 ต.ธนู อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา 13000
E-mail : patayutthaya@panyapiwat.ac.th

ชลบุรี
โทร. 033-099925,091-0048076
64/11-13 ถ.สุขุมวิท ต.บางปลาสร้อย อ.เมือง จ.ชลบุรี 20000
E-mail : patchonburi@panyapiwat.ac.th

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

นครราชสีมา
โทร. 044-353263 ,091-0048077
3275/6-11 ถ.สืบศิริ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา 30000
E-mail :patratchasima@panyapiwat.ac.th

ขอนแก่น
โทร. 043-224481 ,091-0048079
668/88-90 ถ.กลางเมือง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น  40000
E-mail : patkhonkaen@panyapiwat.ac.th

อุดรธานี
โทร. 042-211476 ,091-0048081
118/10-13 ถ.ประชารักษา ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี  41000
E-mail : patudon@panyapiwat.ac.th

ภาคใต้

เพชรบุรี
โทร. 032-402061 ,091-0048082
25,27,63,65 ถ.เพชรเกษมเก่า ต.คลองกระแชง อ.เมือง จ.เพชรบุรี 76000
E-mail : patphetburi@panyapiwat.ac.th

สุราษฏร์ธานี
โทร. 077-603431 ,091-0048083
250/72-75 ถ.วัดโพธิ์-บางใหญ่ ต.มะขามเตี้ย อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี  84000
E-mail : patsurat@panyapiwat.ac.th
https://www.facebook.com/ศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์-สุราษฎร์ธานี

หาดใหญ่
โทร. 074-559171 ,091-0048084
49,51,53,55 ถ.โชติวิทยะกุล 3 ต.หาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา  90110
E-mail : pathadyai@panyapiwat.ac.th
https://www.facebook.com/plchatyai


2


รู้จัก USB-C กัน … Apple ใช้ USB-C แล้ว A กะ B มันเป็นยังไง?!?

USB-A จริงๆ แล้วมันก็คือ พอร์ต USB แบบที่เราคุ้นเคยกันมากที่สุดครับ มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า … มันก็คือหัว USB ที่เราเอาไว้จิ้มกะคอมพิวเตอร์นั่นแหละครับ ตัวที่เอาไปจิ้มก็เรียก USB-A Male (ภาษาช่างเรียก USB-A ตัวผู้ เพราะไปจิ้มเขา) ส่วนพอร์ต USB ที่ถูกเอามาจิ้ม ก็เป็น USB-A Female (ภาษาช่างเรียก USB-A ตัวเมีย เพราะถูกเขาจิ้ม)



USB-B หัวแบบ USB-B นี่ส่วนใหญ่จะเป็นตัวผู้ (Male) ครับ มีไว้เพื่อใช้ต่ออุปกรณ์ต่อพ่วง เช่น พริ้นเตอร์, ฮาร์ดดิสก์ภายนอก, สมาร์ทโฟน ฯลฯ เข้ากับคอมพิวเตอร์ครับ ฉะนั้นด้านนึงจะเป็น USB-A ตัวผู้ (เอาไว้จิ้มกะคอมฯ) ส่วนอีกด้านก็จะเป็น USB-B ตัวผู้ (เอาไว้จิ้มกะอุปกรณ์ต่อพ่วง)


ที่มา http://www.kafaak.com/

ขี้เกียจอ่าน ดูวีดีโอเอานะ


ี้

ภาพจาก https://notebookspec.com/belkin-usb-c-pr/402281/

ข้อมูลแบบละเอียด ถ้าไม่ขี้เกียจอ่าน
https://www.thaimobilecenter.com/article-2558/what-is-usb-type-c.asp

3




เพลง : พิษรักพิษณุโลก
ศิลปิน : สีหนุ่ม เชิญยิ้ม

พี่จอดแพคอย
แม่สาวน้อยนัยน์ตาสีโศก
ริมฝั่งน้ำเมืองเมืองพิษณุโลก
โชคไม่ช่วยคนสวยไม่มา
ฝนตกพรำๆ
หนาวไอน้ำจากเหนือไหลบ่า
แอบอิงซบผักตบชวา
เสียงขลุ่ยพลิ้วมาจากลำน้ำยม
.สวรรค์คงสาป
บาปคงซ้ำเพราะกรรมของพี่
พี่คอยน้องจนถึงตีสี่
ไม่เห็นมีสาวนัยน์ตาคม
ฝนตกจนซา
เจ้าไม่มาช้ำเหลือจะข่ม
น้ำตาข้าหลั่งลงวังน้ำยม
หนาวฝนหนาวลม
ใต้ร่มทองกวาว
.ชะแง้เก้อ ชะเง้อคอย
ชม้อยมอง โอ้น้อง
คิดถึงพี่บ้างหรือเปล่า
โอ้ละเน้อ
ไม่เจอแม้แต่เพียงเงา
ไม่อยากจะแบก รักเรา
กลับไปให้เขา นินทา
.หลวงพ่อช่วยที
เถิดพ่อศรีพุทธชินราช
ช่วยดลใจเป็นใยสวาท
ส่งเนื้อเย็นมาเป็นขวัญตา
หนาวเหน็บเจ็บใจ
ขืนรอไปรักไม่คอยท่า
อยากกู่ร้องให้ก้องโลกา
ให้เขารู้ว่าแก้วตาหลอกลวง
....ดนตรี.....
หลวงพ่อช่วยที
เถิดพ่อศรีพุทธชินราช
ช่วยดลใจเป็นใยสวาท
ส่งเนื้อเย็นมาเป็นขวัญตา
หนาวเหน็บเจ็บใจ
ขืนรอไปรักไม่คอยท่า
อยากกู่ร้องให้ก้องโลกา
ให้เขารู้ว่าแก้วตาหลอกลวง



ใครแต่งเพลงนี้

เป็นเพลงที่ถูกเขียนบนรถบัสที่ขนนักร้องนักดนตรีระหว่างที่กำลังเดินสาย และกำลังจะวิ่งกลับกรุงเทพฯ  ขณะที่รถจอดอยู่ริมลำน้ำในพิษณุโลก เขามองไปที่ลำน้ำ ซึ่งเวลานั้นฝนก็กำลังตกพรำๆ อยู่พอดี มองเห็นผักตบชวาลอยไปสายน้ำ

พลันจินตนาการของเขาก็เกิด เขามองหาสิ่งที่พอจะบันทึกมันไว้ได้ เหลียวซ้ายแลขวาก็ไม่อาจหาอะไรมาขีดเขียนได้่เลย เห็นก็แต่หนังสือพิมพ์จึงคว้ามันมาขีดเขียนไปตามขอบหนังสือที่พื้นที่ว่างเปล่า

นั่นเป็นที่มาของเพลง พิษรักพิษณุโลก ที่ขับร้องโดย สีหนุ่ม เชิญยิ้ม (คนแรก), สันติ ดวงสว่างและหนู มิเตอร์ นำมาร้อง

และเขาคนนั้นก็คือ อุดม ชวนชื่น หรือ อุดม ทรงแสง ซึ่งเป็นพ่อตาของเพื่อนที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันของ เทพ โพธิ์งาม เขาเป็นชาวบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ครอบครัวมีอาชีพเป็นลิเก เขาจึงถูกดึงเข้าสู่ธุรกิจและศิลปะแขนงนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อุดม ชวนชื่นชอบเรื่องดนตรี จึงสามารถเล่นเครื่องดนตรีที่ใช้ในการแสดงลิเกได้ทุกชิ้น แต่ใจจริงเขาอยากเป็นนักดนตรีสากลมากกว่า เพราะเห็นว่าเท่ดี เขาจึงไม่ค่อยชอบเมื่อต้องถูกนำมาหัดร้องรำลิเก และก็มักจะหลบหนีการฝึกซ้อมอยู่เป็นประจำ

แต่ดวงของเขาผูกพันกับเรื่องลิเกอย่างช่วยไม่ได้ ทำให้ในที่สุดก็ต้องจับพลัดจับผลูเข้ามารับบทเป็นพระเอกลิเกจนได้ เมื่อพระเอกลิเกในคณะขาดเขาจึงถูกนำตัวขึ้นรับบทพระเอกแทนอย่างกะทันหัน แต่ด้วยไหวพริบ การรู้จังหวะดนตรี และปฏิภาณที่มีอยู่เหลือล้น ก็ทำให้เขาสามารถแสดงจนผ่านพ้นไปได้ด้วยดี หลังจากนั้นจึงได้เร่งหัดลิเกอย่างเป็นกิจจะลักษณะ โดยลิเกคณะแรกที่อุดม ชวนชื่น รับบทเป็นพระเอก ก็คือคณะ ศิลป์ส่งเสริม

อุดม ชวนชื่น ในคราบของพระเอกลิเก ประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจอย่างยิ่ง ต่อมา เขาก็แยกมาตั้งคณะลิเกอุดมศิลป์ และเมื่อมีรายการวิทยุ เขาก็แสดงลิเกออกวิทยุในนามคณะอุดม - แววดาว ซึ่งเป็นน้องสาว และก็ประสบความสำเร็จอย่างมากที่จันทบุรี หลังจากที่แสดงไปได้แค่ 7 วัน

นอกจากนั้น อุดม ชวนชื่น ก็ยังเป็นผู้ที่นำเอาดนตรีสากลมาเล่นร่วมกับลิเกด้วย เนื่องจากเป็นคนชอบดนตรีสากลเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เขาจึงหัดเป่าแซ็กโซโฟนด้วยตัวเอง เมื่อพอเล่นได้ เขาก็หาวิธีการดึงผู้ชมให้เข้ามาดูลิเก ด้วยการเล่นดนตรีสากลในช่วงหัวค่ำเพื่อเรียกคน คณะลิเกของเขาจึงมีทั้งแอ็คคอร์เดี้ยน กีต้าร์ เบสและกลองชุด ไปๆมาๆ เครื่องดนตรีเหล่านี้ก็ถูกนำไปเล่นรวมกับเครื่องดนตรีลิเก

อุดม ชวนชื่น รับบทเป็นพระเอกอย่างยืนยงจนอายุมาก และหลังจากที่ได้ยินคนดูบ่นให้ฟังเรื่องอายุมาก เขาก็ตัดสินใจรามือจากการเป็นพระเอกลิเก และเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ทันที จากนั้นก็ได้ไปสมัครเป็นนักดนตรีตามวงดนตรีลูกทุ่งต่างๆ แต่ปรากฏว่าไม่มีที่ไหนรับ เพราะไม่รู้โน๊ต เขาจึงต้องใช้เวลาในการเรียนโน๊ตด้วยตัวเองจากการซื้อตำรามาอ่านอยู่ 2 ปี ก่อนที่จะมาสมัครอยู่วงดนตรี เพลิน พรหมแดน

เขาเป็นนักดนตรีอยู่นาน 7 - 8 ปี ต่อมาเมื่อตลกคาเฟ่เริ่มเป็นที่นิยม เทพ โพธิ์งาม และ เพชร ดาราฉาย ต่างก็ได้ออกจากวงเพื่อไปเล่นคาเฟ่ เพลิน พรหมแดน จึงขอให้อุดม ชวนชื่น ลองไปแสดงตลกที่หน้าเวทีดู ปรากฏว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะทำเอาหัวหน้าวงที่แอบดูอยู่ ถึงกับขำกลิ้งอยู่หลังเวที นับตั้งแต่วันนั้น อุดม ชวนชื่น จึงรามือจากการเป็นนักดนตรี และหันมาเล่นตลกอย่างเดียว โดยได้ค่าตัวถึงคืนละ 500 บาท เขาเล่นตลกอยู่ราว 1 ปี

ต่อมาเมื่อมีโอกาส อุดม ชวนชื่น ก็หาโอกาสนำ จิ้ม ชวนชื่น ลูกชาย ซึ่งก็เล่นลิเกอยู่ มาร่วมวงเพลิน พรหมแดนด้วย โดยเริ่มจากการเป็นตลก ได้ค่าตัว 150 บาท และต่อมา เพลิน พรหมแดน ก็เพิ่มค่าตัวให้เป็น 300 บาทเหตุเพราะร้องเพลงเพราะ

ต่อมาจิ้ม ชวนชื่น ได้เป็นลูกคู่ของเพลิน พรหมแดน แต่หลังจากนั้นไม่กี่เดือน วงเพลิน พรหมแดน ก็ยุบวง อุดม ชวนชื่น ที่ตกงาน ก็จึงหยิบเครื่องดนตรีไปสมัครเป็นนักดนตรีวงสายัณห์ สัญญา แต่ก็ถูกปฏิเสธ เหตุเพราะว่าอายุมาก

เขาเคยไปสมัครอยู่กับวงสังข์ทอง สีใส ที่ให้ค่าตัวคืนละ 200 บาท แต่ไม่เคยได้ขึ้นเล่นดนตรี อุดม ชวนชื่น จึงรู้สึกเกรงใจ จึงหลบออกมา ต่อมา เขามาสมัครอยู่กับวงหงษ์ทอง ดาวอุดร แต่อยู่ได้ไม่นาน ก็รวบรวมสมัครพรรคพวก และลูกชายคือ จิ้ม ชวนชื่น ตั้งคณะตลกชื่อ ชวนชม

แต่อยู่ได้ไม่นานก็แตกคอกัน เลยแยกตัวออกมา และไปขอให้หลวงพ่อวัดเชิงหวาย ตั้งชื่อคณะตลกให้ ซึ่งหลวงพ่อก็เอาชื่อศาลาวัด ที่ชื่อ ศาลาชวนชื่น มาตั้งเป็นชื่อคณะตลก ที่ต่อมากลายมาเป็นตำนานตลกครอบครัวที่โด่งดังที่สุดในประเทศไทย โดยสมาชิกในวงล้วนแล้วแต่เป็นลูกหลานมากมายของอุดม ชวนชื่น ที่มีเอกลักษณ์ของเอกบุรุษด้วยการมีภรรยาหลายคน

สำหรับเรื่องการแต่ง เพลงนั้น อุดม ชวนชื่น ได้รับคำแนะนำมาจากพร ภิรมย์ ในช่วงที่ไปเล่นลิเกด้วยกันนาน 2 ปี และสนิทสนมกันเป็นอย่างดี โดย พร ภิรมย์ แนะนำให้อุดม ชวนชื่น อ่านกลอนพระอภัยมณี ของสุนทรภู่ จนเข้าใจในสัมผัสนอกสัมผัสใน ที่เป็นหัวใจของการแต่งเพลง เป็นอย่างดี

นักร้องคนแรกที่ได้ร้องเพลงของ อุดม ชวนชื่น ก็คือ คัมภีร์ แสงทอง นอกจากนั้น เขาก็ยังแต่งเพลงให้ยอดรัก สลักใจ , เอกชัย ศรีวิชัย และอื่น ๆ อีกหลายคน แต่ไม่มีเพลงไหน ประสบความสำเร็จมากเท่ากับ พิษรักพิษณุโลก เลย

เพลงนี้เป็นเพลงเดียวที่ทำให้เขาได้รับเงินจากการแต่งเพลง โดยเขาได้เงินมา 2 หมื่นบาท เมื่อมีการนำเพลงไปใช้ประกอบภาพยนตร์  เรื่อง "คนปีมะ" ของ โน๊ต เชิญยิ้ม

4

พระจันทร์ไม่เต็มดวง  นัน อนันต์ ไม่ค์ทองคำ



เพลง พระจันทร์ไม่เต็มดวง
ศิลปิน นัน อนันต์ อาศัยไพรพนา

คำร้อง/ทำนอง ไพรพนม จันทร์เป็ง
เรียบเรียง สมพงษ์ สมรัก

ใจแอบเหงาในห้องเช่าข้างโรงงาน
คนไกลบ้านใจลอยไปถึงบ้านเรา
แหงนมองจันทร์ ผ่านทางหน้าต่างห้องเช่า
จันทร์ไม่เต็มดวงดูเหงา ช่างเหมือนเราที่ไม่มีใคร

มีเพียงฝันและใจมั่นเป็นเพื่อนเรา
ใครกันเล่า จะแบ่งเบาให้เหงาหายไป
เหมือนก้อนดิน กลิ้งปนฝุ่นเมืองหมองไหม้
พบเธอแค่เผลอมองไป เจียมใจจนต้องหลบตา

อยากมีคนเต็มใจรัก อยากรักคนเต็มใจรอ
คนนั้นจะมีไหมหนอ กระซิบถามจันทร์ยามล้า
รู้ดีไม่มีใครสน เป็นแฟนคนธรรมดา
ใจฉันเหมือนจันทร์บนฟ้า ที่รอเวลาเต็มดวง

รอหน่อยนะบอกแม่พ่อที่รอความหวัง
คนเคียงข้างบอกใจรออย่ารีบถามทวง
ฝันยังดี ชีวิตไม่มีวันร่วง
พระจันทร์ที่เคยถามทวง คงได้เต็มดวงสักวัน

อยากมีคนเต็มใจรัก อยากรักคนเต็มใจรอ
คนนั้นจะมีไหมหนอ กระซิบถามจันทร์ยามล้า
รู้ดีไม่มีใครสน เป็นแฟนคนธรรมดา
ใจฉันเหมือนจันทร์บนฟ้า ที่รอเวลาเต็มดวง

รอหน่อยนะบอกแม่พ่อที่รอความหวัง
คนเคียงข้างบอกใจรออย่ารีบถามทวง
ฝันยังดี ชีวิตไม่มีวันร่วง
พระจันทร์ที่เคยถามทวง คงได้เต็มดวงสักวัน
พระจันทร์ที่ใจถามทวง คงได้เต็มดวง สักวัน



ซิงเกิ้ลแรกในชีวิตหลังจากประสบความสำเร็จบนเวทีประกวดร้องเพลงลูกทุ่งระดับประเทศ ของหนุ่มน้อยใจซื่อจากป่าใหญ่ นัน-อนันต์ กับบทเพลงแทนความรู้สึกของคนไกลบ้าน “พระจันทร์ไม่เต็มดวง” ที่ถ่ายทอดอารมณ์คิดถึงเมื่อคราวต้องพลัดถิ่นจากบ้านมาทำงานในเมืองหลวง และถึงแม้จะแหงนมองดวงจันทร์ในยามเหงา ก็ไม่สวยเหมือนยามที่มองจากบ้านเรา จนใจเหงาอยากมีใครสักคนมาอยู่เคียงข้าง ... แม้ในความเป็นจริงจะมีเพียงความฝันและความหวังเป็นเพื่อนสนิทในยามท้อก็ตาม

ความคิดถึงบ้านเกิด ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นบทเพลง ขับร้องโดยนักร้องที่เสียงดี และบทประพันธ์เพลงที่ซึ้งในความหมาย

แม้อยู่ไกลแค่ไหน ก็ยังคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอน คนเคยเคียงข้าง แม้ปัจจุบันอาจจะเป็นเพียงความฝันที่ล่องลอยตามห้วงแห่งความคิดถึงท่ามกลางความเหงา

แต่อย่างน้อยที่สุด เพลงนี้ก็บอกได้ถึงความกตัญญูต่อถิ่นกำเนิด
เชื่อมั่นในความดี การทำความดี ฝันยังดี ชีวีไม่มีวันร่วง

5


เรียนฟรี มีงานทำ เรียนใกล้บ้าน ฝึกงานในท้องถิ่่น เรียนกับเราปัญญาภิวัฒน์ ชลบุรี เปิดรับสมัครนักเรียนจบม.3 ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

คุณสมบัติผู้ขอรับทุน
1.จบวุฒิ ม.3 หรือเทียบเท่า
2.อายุระหว่าง 15-20 ปี
3.ขยัน ซื่อสัตย์ รักการบริการ

ทำไม....ควรเลือกเรียนกับปัญญาภิวัฒน์ ชลบุรี
โอกาส....เมื่อเรียนกับปัญญาภิวัฒน์ ชลบุรี
- ไม่ต้องกู้ กยศ.
- แบ่งเบาภาระครอบครัว
- มีงานทำ มีรายได้ระหว่างเรียน
- เรียนจบบรรจุเข้าทำงานเป็นพนักงานในเครือ ซีพี
- มีโอกาสก้าวหน้าเป็นผู้บริหารในเครือ ซีพี
- นำวุฒิการศึกษาไปสมัครงานกับสถานประกอบการอื่น (วุฒิการศึกษาได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ)
- สมัครรับทุนเรียนต่อ ป.ตรี กับสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (ไม่เสียค่าเทอม)

สนใจข้อมูลเพิ่มเติม
091-004-8076, 033-099-925
Line ID: jarun.ta
Facebook : ศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์ ชลบุรี

6


อาชีพที่โดดเด่นและทำเงินได้ มีอนาคตสดใสในปี 61 และอนาคตอันใกล้นี้

1.ด้านความงาม
2.โปรแกรมเมอร์ นักพัฒนาซอฟท์แวร์
3.การตลาดออนไลน์
4.นักการเงินนักวิเคราะห์ออกแบบด้านไอที
5.กราฟฟิคดีไซน์ และนักวิทยาศาสตร์ด้านอาหาร
6.นักวิทยาศาสตร์ด้านความงาม ด้านผลิตภัณฑ์ความงาม
7.นักประกอบธุรกิจด้านอีคอมเมิร์ช
8.วงการบันเทิง ดารา
9.ครูสอนพิเศษ ติวเตอร์ และอาชีพด้านการขนส่ง
10.นักบัญชี (ไม่มีวันตาย)

7


แนวโน้มตลาดแรงงานไทย ปี 61

1.กระบวนการคัดสรรบุคลากรจะมีความเข้มข้น กวดขันมากขึ้น
2.การจ้างคนนอกเข้ามาบริหารจัดการ หรือฟรีแล้นซ์จะมีมากขึ้น เพราะต้องการความชำนาญเฉพาะด้าน
3.เศรษฐกิจสังคมอาเซียนจะเพิ่มตลาดแรงงาน แต่คนงานก็จะต้องแข่งกันที่คุณภาพ
4.ใช้เทคโนโลยีเข้ามาทดแทนมากขึ้น แต่ไม่เบ็ดเสร็จ เนื่องจากเทคโนโลยียังไม่สมบูรณ์ และความไว้วางใจในเทคโนโลยียังไม่เพียงพอ
5.การค้าขายผ่านระบบอินเตอร์เน็ต จะทำให้มีการจัดส่งสินค้ามากขึ้น สายงานไอทีจะมีมากขึ้น และกระบวนการทางกฏหมายที่เกี่ยวกับไอทีจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อคุ้มครองทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
6.คนงานด้านไอทีจะมีอยู่ในทุกภาคส่วนของงาน
7.คนวัยเกษียณจะต้องขายอายุการทำงานออกไป เนื่องจากคนรุ่นใหม่เกิดน้อยลง
8.แรงงานหมุนเวียนในกลุ่มอาเซียนจะมีมากขึ้น
9.การบริการจัดการทรัพยากรจะต้องมีคุณภาพมากขึ้น
10.ระบบดิจิตอลจะต้องมีการขยายโครงข่ายและรูปแบบการบริการให้มากขึ้น มีการขยายแบนวิธให้กว้างขึ้นเพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลายและใช้ข้อมูลจำนวนมาก



8


คนบิลเลนเนี่ยน กับไทยแลนด์ 4.0 สถานะเป็นอย่างไร

คนบิลเลนเนี่ยน ในปัจจุบัน คือกลุ่มคนเจนวาย (Y Generation)

ซึ่งมีบทบาทเป็นคนรุ่นใหม่ ยุคใหม่ มีบทบาทในการทำงานทุกภาคส่วนของประเทศ และของโลก สถานะเขาจะเป็นอย่างในภาพที่บรรยายไว้

แต่สิ่งสำคัญ คนบิลเลนเนี่ยนจะมีความสำคัญและมีบทบาท ต้องมี 5 ทักษะ
1.ทักษะด้านการทำงาน
2.ทักษะด้านภาษา
3.ทักษะด้านคอมพิวเตอร์
4.ทักษะด้านการสื่อสาร
5.ทักษะด้านการบริหาร

ทั้ง 5 ทักษะถือว่าเป็นองค์ประกอบที่จะทำให้ คนบิลเลนเนี่ยนเป็นคนมีคุณภาพ หากขาดทักษะด้านใดด้านหนึ่ง ย่อมไร้ความหมาย เพราะทักษะทั้ง 5 ด้านมึความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน

9


นิทานเรื่อง    คนแจวเรือจ้าง

ในอดีตกาล ณ เมืองพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลพราหมณ์ เมื่อเจริญวัยเแล้วสำเร็จการศึกษาศิลปศาสตร์หลายแขนง ท่านก็บวชเป็นฤาษี เลี้ยงชีวิตด้วยผลไม้น้อยใหญ่ในป่าหิมพานต์เป็นเวลานาน
             
ต่อมา ท่านต้องการลิ้มรสอาหารที่ปรุงแต่งบ้าง จึงเดินทางมายังเมืองพาราณสี พระเจ้าพรหมทัต พระราชาได้ทอดพระเนตรแล้วทรงเลื่อมใสในอิริยาบถของท่าน จึงรับเป็นอุปัฏฐาก ขอให้ท่านพักอยู่ในพระราชอุทยาน
             
โอวาทที่พระโพธิสัตว์ทรงถวายแด่พระเจ้าพรหมทัตก็คือ ขอให้ทรงเว้นอคติ 4 ได้แก่ ไม่ประมาท สมบูรณ์ด้วยพระขันติ และพระเมตตากรุณา ครองราชสมบัติโดยธรรม
             
โดยพระโพธิสัตว์ทูลเน้นว่า "ขอมหาบพิตรอย่าทรงพิโรธ พระราชาผู้ไม่ทรงพิโรธตอบผู้โกรธ ย่อมได้รับการบูชาจากประชาชน อาตมาภาพขอถวายอนุศาสน์นี้ในที่ทุกสถาน ไม่ว่าจะเป็นในบ้าน ในป่า ในที่ลุ่มหรือที่ดอน ขอพระองค์อย่าทรงพิโรธเลย"
             
เหตุที่ถวายอนุศาสน์พระราชามิให้ทรงพิโรธนั้น เพราะพระราชาทั้งหลายมีพระบรมราชโองการเป็นอาวุธ คนเป็นอันมากต้องเสียชีวิตเพราะพระบรมราชโองการในขณะที่ทรงพิโรธ
             
ทุกครั้งที่พระราชาเสด็จมาประทับ พระดาบสโพธิสัตว์ก็ถวายอนุศาสน์แบบเดียวกัน พระราชาจึงทรงเลื่อมใส พระราชทานทรัพย์สินต่าง ๆ มากมาย แต่พระโพธิสัตว์ทูลปฏิเสธ ด้วยเห็นว่าไม่จำเป็นแก่ตน
             
12 ปีผ่านไป อยู่มาวันหนึ่ง พระโพธิสัตว์ดำริว่าอยู่ในที่แห่งนี้มานานแล้ว ควรเที่ยวจาริกไปชนบทอื่นบ้าง แล้วค่อยกลับมาใหม่ ก็มิได้ทูลลาพระราชา แต่เรียกคนเฝ้าสวนมาบอกให้ทราบไว้ แล้วเดินทางจากไปยังท่าเรือริมแม่น้ำคงคา
             
ที่ท่าเรือนั้น มีคนแจวเรือจ้างชื่อ "อาวาริยปิตา" เขาเป็นคนพาล โง่เขลา และดุร้าย ไม่รู้จักคุณของผู้มีคุณ ไม่รู้จักอุบายอันเหมาะสมเพื่อตน เขาจะส่งคนที่ต้องการข้ามแม่น้ำคงคาให้ข้ามก่อน แล้วจึงขอค่าจ้างราคาแพง ๆ ในภายหลัง ทำให้มักจะทะเลาะกับผู้โดยสารอยู่เนือง ๆ เพราะไม่ได้ตกลงราคากันไว้ก่อน มีการด่าทอ ทุบตีกันบ้างจึงจะได้ค่าจ้างมา
             
ขณะที่ดาบสโพธิสัตว์นั่งอยู่เรือเพื่อข้ามไปฝั่งตรงข้ามนั้น อาวาริยปิตา ก็ถามขึ้นว่า
       
       "ท่านจะให้ค่าจ้างข้าพเจ้าเท่าใด"
       
       "อาตมาจะบอกทางเจริญแห่งโภคทรัยพ์และความเจริญแห่งอรรถธรรมให้"
             
เขาฟังไม่เข้าใจถึงข้อความที่ท่านดาบสกล่าว แต่คิดว่าคงจะได้อะไรบ้างเป็นแน่ เมื่อไปถึงฝั่งตรงข้ามแล้ว เขาก็เอ่ยปากขอค่าจ้าง
       
       ดาบสจึงสอนทางเจริญแห่งโภคทรัพย์ว่า
             
"โยมจงขอค่าจ้างแก่ผู้ที่ข้ามไปฝั่งโน้นก่อน แล้วจึงไปส่งเขา เพราะจิตใจของคนที่ข้ามฟากแล้วเป็นอย่างหนึ่ง จิตใจของคนที่ต้องการจะข้ามฟากแต่ยังไม่ได้ข้ามก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ไม่เหมือนกัน"
             
กระนั้น อาวาริยปิตาก็คิดว่า ดาบสคงให้อะไรที่เป็นวัตถุแก่ตนบ้าง แต่ดาบสกลับกล่าวว่า ที่พูดนั้นเพื่อความเจริญแห่งโภคทรัพย์ในอาชีพของอาวาริยปิตาเอง ต่อไปจะให้โอวาทเพื่อความเจริญแห่งอรรถธรรม นั่นก็คือ "จงอย่าโกรธ"
             
แต่เนื่องจากคนแจวเรือจ้างเป็นคนโง่เขลา จึงไม่เห็นว่า ในโอวาทนั้นมีอะไรซ่อนอยู่ และเมื่อทราบว่า ดาบสไม่มีวัตถุใด ๆ จะมอบให้แก่ตน เขาก็โกรธมาก ผลักดาบสให้ล้มลง นั่งทับอกท่านและตบปาก
             
ขณะนั้น ภรรยาของเขาถืออาหารมาส่ง เห็นดาบสเข้าจึงจำได้ จึงรีบร้องห้ามว่า "ดาบสนี้เป็นชีต้นประจำราชตระกูล อย่าตีท่านเลย"
             
อาวาริยปิตาโกรธภรรยาที่ห้าม จึงพุ่งเข้าตบตีภรรยาจนล้มลงไป ถาดข้าวตกแตก ภรรยาซึ่งท้องแก่อยู่ก็คลอดลูกบนพื้นดิน ชาวบ้านก็พากันมาล้อมดู และช่วยกันจับเขามัดเอาไว้ ก่อนจะส่งตัวให้กับพระราชาเพื่อลงพระราชอาญา แต่พระโพธิสัตว์ก็ตรัสว่า
             
"ภรรยาก็ถูกตบ ถาดข้าวก็แตก เด็กในครรภ์ก็หล่นลงสู่พื้นดิน เขาไม่อาจให้ประโยชน์เกิดขึ้นเพราะโอวาทนั้น เหมือนเนื้อได้ทองคำ ไม่อาจทำประโยชน์อะไรได้"
       
       
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

จะให้โอวาทแก่ใคร ก็ควรดูให้ดีเสียก่อนว่า เหมาะสมแล้วจึงให้ ไม่ควรให้แก่ผู้ไม่เหมาะสม ดาบสถวายโอวาทนี้แด่พระราชา แล้วได้รับพระราชทานหมู่บ้านชั้นดี ขณะเดียวกัน การบอกโอวาทอย่างเดียวกันกับคนแจวเรือจ้างผู้เป็นอันธพาล ได้รับการตบปาก เปรียบเหมือนสัตว์ประเภทเนื้อหรือลิงได้ทองคำ หรือแก้วมณี ที่มันไม่เห็นคุณค่า เหยียบย่ำเสียบ้าง นอนทับเสียบ้าง ไม่อาจใช้สิ่งนั้นให้เกิดเป็นประโยชน์เพิ่มพูนแก่ตนฉันใด คนอันธพาลก็ฉันนั้น แม้ได้ฟังโอวาทของบัณฑิตแล้วก็ไม่สามารถเอาไปทำประโยชน์อะไรได้ กลับจะเพ่งโทษให้แก่ผู้ให้โอวาทนั้นเสียอีก

10


เครื่องพิมพ์ดีด

สามีภรรยาคู่หนึ่ง ตกลงกันไว้ว่า หากต้องการมีอะไรกุ๊กกิ๊กกัน ให้ส่งรหัสว่า"พิมพ์ดีด"
วันหนึ่งหลังรับประทานอาหารเย็น สามีก็เกิดความต้องการ จึงให้ลูกไปบอกแม่ที่กำลังล้างจานว่า

"ให้รีบล้างจานเร็วหน่อย พ่อจะให้ช่วยพิมพ์ดีด"

แม่กำลังเหนื่อยล้างจานก็ไม่เสร็จจึงให้ลูกไปตอบพ่อว่า

"เครื่องพิมพ์เสีย ซ่อมยังไม่เสร็จ"

จนแม่ล้างจานเสร็จแล้ว หายเหนื่อยแล้ว ก็เกิดสงสารพ่อขึ้นมา จึงให้ลูกไปบอกพ่อว่า ซ่อมเครื่องพิมพ์เสร็จแล้ว ให้พ่อเตรียมงานไว้ เดี๋ยวจะไปช่วยพิมพ์ให้
พ่อตอบมาว่า

"บอกแม่ด้วยนะลูก ไม่ทันแล้วหละ พ่อเขียนด้วยมือเสร็จแล้ว"

11


จดทะเบียนรถไว้แล้ว

" พ่อครับๆ"ลูก ชายตะโกนจากในสวน
"รถถูกขโมย"
"เห็นไหมว่าใครเอาไป"
" เห็นครับ"
"จำหน้าได้ไหม"
"จำไม่ได้ แต่ผมจดทะเบียนรถเราไว้แล้ว"

12


เรียกร้องความสนใจ ทำอย่างไร

ในชั่วโมงสร้างเสริมประสพการณ์ชีวิตชั้น ป.6 ครูสอนเรื่องธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตจบลง จึงถามนักเรียน
ครู : สุริยะ ... เป็ด ไก่ และ ห่าน เรียกร้องความสนใจอย่างไร
ด.ช.สุริยะ : ส่งเสียงร้องครับ
ครู : ถูกต้อง... สาโรช ลิง ค่าง บ่าง ชะนี ... เรียกร้องความสนใจอย่างไร
ด.ช.สาโรช : มันจะกระโดดโลดเต้นครับคุณครู
ครู : ถูกต้อง...นกยูง เรียกร้องความสนใจอย่างไร จำลอง
ด.ช.จำลอง : มันจะคลี่ปีกลำแพนหางครับคุณครู
ครู : ถูกต้อง....สนธิ เธอว่า คน เรียกร้องความสนใจอย่างไร
ด.ช.สนธิ : ปลุกม็อบ ปิดถนน ครับคุณครู

13


ไผ่ชนิดที่ปลูกง่ายในบ้านเรา


ไผ่รวก
ไผ่รวกเป็นไผ่ลำเล็กขึ้นชิดแน่นทึบ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5 ซม. สูง 5–10 เมตร ไม่มีหนาม หน้าใบมีขนเล็กๆ กาบหุ้มลำบางแนบชิดกับลำไม่หลุดร่วงเมื่อแก่ กาบหน่อสีขาว ปล้องยาว 7–23 ซม.


ไผ่สีสุก
ไผ่สีสุกเป็นไม้ยืนต้นขึ้นเป็นกอหนาแน่น มีลำสูงใหญ่ บริเวณข้อกิ่งคล้ายหนามกิ่งและแขนงมีหนามแหลมคม ลักษณะลำต้นกลวง ลำต้นมีสีเขียวสด ผิวเป็นมัน ดอกออกเป็นช่อ ซึ่งส่วนมากไผ่อายุราว 30 ปี จึงจะมีดอกสัก หนหนึ่ง หน่อมีขนาดใหญ่ มีกาบสีเหลืองห่อหุ้ม ขนที่หน่อเป็นสีน้ำตาลมีน้ำหนักประมาณ 2-5 กก.


ไผ่ซาง
เป็นไม้ไผ่หน่ออัดใบ ลำต้นมีสีเขียวอ่อน ไม่มีหนาม ผิวเป็นมัน มีกิ่งแขนงมาก สูงประมาณ 6-20 ซม. มีเนื้อหนาประมาณ 5-8 มม. ปล้องยาวประมาณ 15-50 ซม. เนื้อไม้หยาบ โดยทั่วไปลำต้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5-12.5 ซม. ถ้าพบบริเวณเนินเขาสูงลำต้นจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5-10 ซม. กาบหุ้มลำในปล้องต่ำๆ จะสั้นประมาณ 8-30 ซม.


ไ่ผ่บง
 เป็นไผ่ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ลักษณะกอหุ้นแน่น ลำต้นคดงอ เนื้อในตัน แตกกิ่งตลอดลำ มีเส้นผ่าศูนย์กลางลำเมื่อโตเต็มที่ประมาณ 3-5 เซนติเมตร สูงประมาณ 5-10 เมตร หน่อมีสีเขียว เนื้อละเอียด รสชาติหวานมัน กรอบ อร่อยคล้ายยอดมะพร้าว


ไผ่คาย
  เป็นไผ่ที่มีลำต้นสีเขียวแก่ ปล้องห่างข้อใหญ่ไม่มีหนาม เป็นไผ่ที่มีลำต้นสูงใหญ่ มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 7-10 ซม. หน่อเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.5-2.5 ซม. ลักษณะเป็นกอแน่นมาก ปล้องยาวประมาณ 30 ซม.


ไผ่เหลือง
 เป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี เป็นไม้พุ่มเป็นกอ ลำต้นตั้งตรง กลม เป็นทรงกระบอกกลวง ขนาด 5-8 เซนติเมตร ผิวเกลี้ยง สีเหลืองมีเส้นแถบสีเขียวอ่อนตามยาวบ้าง ไม่มีหนาม เนื้อเเข็ง มีข้อปล้องชัดเจน แต่ละปล้องยาว 30-40 เซนติเมตร มีเหง้าใต้ดิน


ไผ่เลี้ยง
เป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี เป็นไม้พุ่มเป็นกอ ลำต้นตั้งตรงกลม เป็นทรงกระบอกกลวง ขนาด 1- 4.5 เซนติเมตร ผิวเกลี้ยง สีเขียว ไม่มีหนาม เนื้อเเข็ง มีข้อปล้องชัดเจน แต่ละปล้องยาว 20- 30 เซนติเมตร มีเหง้าใต้ดินสั้น


ไผ่ตง
  พันธุ์ไผ่ตงชนิดนี้ลำต้นจะมีสีเขียวเข้มอมดำ ขนาดเล็กกว่าไผ่ตงหม้อ มีเส้นผ่าศูนย์กลางลำต้น 9-12 เซนติเมตร ใบจะมีสีเขียวเข้ม หนาใหญ่และมองเห็นร่องใบได้ชัดเจน หน่อจะมีขนาดปานกลาง น้ำหนักโดยเฉลี่ย 3-6 กิโลกรัม หน่อไม้ไผ่ตงชนิดนี้จะมีรสหวาน กรอบ เนื้อเป็นสีขาวละเอียดและไม่มีเสี้ยน


ไผ่เปาะ
 เป็นไม้ไผ่ขนาดใหญ่ขึ้นเป็นกอ กิ่งเรียวเล็ก ลำสูง 25-30 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 20-25 ซม. ปล้องค่อนข้างสั้นเมื่อเทียบกับขนาดของลำ ปล้องบาง หนาประมาณ 1-3 ซม. ตอนล่างของลำเปล่า ไม่มีกิ่งตอนปลายลำ ลำสีเขียวอมเทา จะมีคล้าย ๆ ผงขี้ผึ้งสีขาวคลุมทั่ว ๆ ไป เมื่อลำต้นยังอ่อนข้อตอนล่างจะมีขนและมีรอยราก ที่ข้อจะมีกิ่งหลายกิ่ง กาบหุ้มลำใหญ่มาก ยาว 25-50 ซม. กว้าง 25-50 ซม.

14


นิสัยไม่ดี

1.ชอบหาช่องโหว่กฎหมายทำผิด ครูบางคนสอนเด็กว่า กฏมีไว้ให้ใแหก (ไม่รู้เป็นครูมาได้อย่างไร)
2.เวลาทำผิด ชอบทำหน้าแบ๊ว ไม่สำนึก
3.อยากจะได้กฎหมายที่มีผลประโยชน์กับตนเอง ถึงแม้จะเป็นผลเสียต่อคนอื่น ก้ทำหน้าแบ๊ว ไม่รู้เรื่อง
4.พอเข้าตาจน มักบีบน้ำตา เรียกความสงสารต่อคนอื่น
5.ชอบมีความเชื่อว่า กฎมีไว้แหก
6.แซงคิวอย่างเนียนๆ
7.เอาแต่ใจเป็นที่สุด
8.ความรับผิดชอบ ต่ำมาก
9.แน่นอนความซื่อสัตย์ ก้ต่ำเช่นกัน
10. ตอแ_ลเก่งสุด
11.ชอบหาเงินด้วยวิธีสกปรก
12. เชื่อว่า เงิน อยู่เหนือกฎหมายเสมอ
13.ไม่เห็นความผิดตนเองและก้ไม่เห็นความดีของผู้อื่น
14.โยนความผิดไปให้ผู้อื่นเก่ง
15.การปลอมแปลงเมพได้โล่ห์
16.สร้างภาพก้ชั้นเลิศ
17.ใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง
18.นินทา อิจฉา ริษยา และดูถูกผู้อื่น
19.เป็นพวกไม่รู้จักคำว่าแพ้
20.เอารัด เอาเปรียบผู้อื่น

15


7 สุดยอดสมุนไพร บำรุงเพศชาย ยิ่งใช้ยิ่ง อึด ทน นาน


1.ถั่งเช่า
ว่ากันว่าถั่งเช่า เป็นพืชสมุนไพรที่เป็นเห็ดราแล้วเติบโตมาจากหนอน   มักเรียกกันว่า หญ้าหนอน ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นที่ประเทศในแถบเอเชียกลางอย่าง จีน (ในบางมณฑล ) ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ บริเวณทางเทือกเขาหิมาลัยอย่าง อินเดีย ธิเบต และภูฏาน  ซึ่งเป็นสมุนไพรเมืองหนาวที่เชื่อกันว่า สามารถบำรุงและรักษาสมรรถภาพทางเพศชายให้มีความแข็งแรง ฟิตปั๋ง  โดยมีสารชนิดหนึ่งที่ชื่อ Cordyceps sinensis ซึ่งเป็นเห็ดหนอนที่ฝังตัวจำศีลอยู่ในหิมะจนแข็งตัว  ก่อนจะค่อยๆตายไปและเติบโตเป็นหญ้าหนอน  จึงมีส่วนที่ช่วยให้เกิดการกระตุ้นอสุจิในระหว่างมีเพศสัมพันธ์ให้มีอาการหลั่งเร็ว ราบรื่น  ทำให้หลอดเลือดของอวัยวะเพศมีขนาดขยายใหญ่ขึ้น และมีความยืดหยุ่น เพราะเลือดได้ลงไปหล่อเลี้ยงที่เส้นเลือดใหญ่กับเส้นเลือดฝอย และยังมีฤทธิ์ในการเพิ่มพละกำลังไม่ให้เหนื่อยเร็ว  ช่วยบำรุงสเปิร์มให้มีความแข็งแรง ง่ายต่อการสืบพันธุ์  เหมาะสำหรับบุคคลที่มีบุตรยาก

นอกจากนี้ ถั่งเช่า  ยังสามารถใช้เป็นยาบำรุงเลือดในเพศหญิงตอนช่วงวันนั้นของเดือน  และยังเป็นยาที่ใช้บำรุงรักษาโรคทั่วไปที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภายใน  โดยช่วยปรับธาตุหยินหยางให้เลือดลมเดินสะดวก ช่วยชะล้างไตและระงับการเกิดโรคมะเร็งได้


2.โสมเกาหลี
ลักษณะทางกายภาพของโสมมีรูปร่างคล้ายมนุษย์  มักจะเกิดและเติบโตอยู่ในประเทศหรือพื้นที่ที่มีความหนาวเย็นเป็นหลัก สามารถนำรากและใบมาทำเป็นยาสมุนไพรกิน และทาภายนอกได้  โดยปกติแล้ว โสม เรามักจะรู้จักกันแค่ช่วยในเรื่องของการรักษาโรคเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นโรคที่เกี่ยวกับระบบภายในอย่าง การไหลเวียนของเลือดที่ผิดปกติ  ธาตุหยินหยางบกพร่อง หรือแม้กระทั่งเป็นยาอายุวัฒนะที่ช่วยชะลอความเหี่ยวย่น ความแก่ชรา และช่วยลดน้ำหนัก โสม จึงเป็นที่นิยมสำหรับสุภาพสตรีเพียงอย่างเดียว  แต่จริงๆแล้วตามการวิจัยของแพทย์  ผลข้างเคียงของโสมนั้นนับว่ามีส่วนสำคัญในการช่วยกระตุ้นกำหนัด หรือทำให้เกิดอารมณ์ทางเพศได้จริง เพราะ โสมมี Ginsenosides ซึ่งเป็นสารสำคัญที่อยู่ในราก  จะช่วยเพิ่มและปรับสมดุลในร่างกายให้คงที่ ทำให้อวัยวะเพศแข็งตัวเร็ว

ว่ากันว่าโสมที่ดีคือโสมที่มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศ จีนและเกาหลี  และการจะรับประทานให้ได้ผลดี  ต้องฝานบางๆกิน  หรือนำไปต้มเป็นชาร้อน  หากไม่สะดวกก็สามารถนำไปทำเป็นเครื่องแกงในอาหารได้  นอกจากนี้  โสม ยังมีส่วนช่วยไปกระตุ้นให้เกิดการสร้างรังไข่ในช่วงฤดูประจำเดือนของเพศหญิง ให้เลือดลมเดินได้สะดวกยิ่งขึ้น


3.รากปลาไหลเผือก
เป็นสมุนไพรที่มีลักษณะเป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ  มีลำต้นตั้งตรง และใบเหมือนขนนกแตกกิ่งย่อยเยอะ  มีความเชื่อกันว่าเป็นไม้มงคลที่หายากตั้งแต่สมัยโบราณ ส่วนใหญ่จะรู้จักกันเฉพาะหมอแผนโบราณหรือพ่อค้าสมุนไพรเท่านั้น แต่ในปัจจุบันได้ค่อยๆรับความนิยมเป็นอย่างมาก  เพราะรากปลาไหลเผือกสามารถใช้เป็นยารักษาโรคได้ถึง 108 ชนิดเลยทีเดียว ไล่ไปตั้งแต่ ใบ ดอก เปลือก เมล็ด จนถึงแกนราก ซึ่งมีส่วนช่วยกระตุ้นให้อวัยวะเพศชายผลิตฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน ที่จะส่งสัญญาณไปยังระบบส่วนกลางของอวัยวะเพศชายให้ขยายใหญ่ขึ้น  ทังยั้งยังช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อและความแข็งแกร่งของพละกำลังได้ดี


4.ม้ากระทืบโรง
มีลักษณะเป็นไม้พุ่มเลื้อย เปลือกสีน้ำตาลอมเขียว และมีปุ่มคล้ายหนามอยู่ล้อมรอบ  มีเปลือกข้างในสีขาวอมเหลือง ด้านในจะมียางสีขาวออกมา แต่เมื่อตัดผ่าออกแล้วจะมีลักษณะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มสลับขาวอมเหลือง  สรรพคุณหลักๆตามตำราไทยนั้น จะช่วยบำรุงการไหลเวียนของเลือด  บำรุงกระเพาะอาหาร บำรุงระบบขับถ่าย และแก้อาการวิงเวียนศีรษะได้ดี  แต่อีกทางหนึ่งที่มักจะรู้จักกันดีก็คือ จะช่วยบำรุงกำหนัดในเรื่องเพศให้มีกำลังวังชาเหมือนกับชื่อม้ากระทืบโรงนั่นล่ะ  มักเป็นที่นิยมในหมู่เพศชาย  โดยการนำเถาของมันที่มีรสเย็นขื่นๆไปดองผสมกับสุรา  หรือจะนำไปตากแห้งแล้วบดละเอียดต้มกินกับน้ำร้อนก็ได้


5.หมามุ่ย
เป็นพืชเถาที่มีขนบริเวณฝัก เมื่อถูกผิวหนังจะทำให้คันยุบยิบ มีดอกสีม่วงดำ ออกเป็นช่อตามง่ามใบ มีเมล็ด 4-7 เมล็ด ฝักจะมีขนอ่อนปกคลุมอยู่ทั่วไป  สรรพคุณทั่วไปคือเมล็ดหมามุ่ย สามารถนำมาเป็นยาผลิตฮอร์โมนเพศชายที่มีบุตรยากให้เพิ่มขึ้นได้ ภายหลังจากการวิจัยของแพทย์ที่ให้ผู้ชายรับประทานเมล็ดหมามุ่ย 5 กรัมต่อวันเป็นเวลา 3 เดือน สามารถผลิตอสุจิและน้ำเชื้อได้ดีขึ้น โดยมีสารที่เรียกว่า L–Dopa ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์ โดปามีน ที่เป็นสารสื่อประสาทที่มีอิทธิพลสูงในระบบสืบพันธุ์

แต่ข้อควรระวังอย่างหนึ่งคือ เมล็ดหมามุ่ยนั้น ตามหลักการแพทย์ไม่สามารถนำมารับประทานดิบๆได้ เพราะจะทำให้เกิดอการคลื่นไส้อาเจียน และระบบประสาทแปรปรวนถึงขั้นหลอนได้ ดังนั้นจำเป็นอย่งมากที่ต้องนำมาทำให้สุกก่อนจึงจะรับประทานได้  ไม่มีผลข้างเคียง


6.บอระเพ็ด
เป็นไม้เถาเลื้อยที่จัดอยู่ในประเภทไม้เนื้ออ่อน  มีลักษณะเป็นปุ่มสีเขียวจนถึงสีน้ำตาล  เป็นพืชไม้เลื้อยที่เกิดในภูมิภาคเขตร้อน  มีรสชาติขมปี๋   สรรพคุณหลักคือสามารถนำมาเป็นยาขับพิษไข้ รักษาโรคพยาธิ แก้มะเร็งเม็ดเลือด แก้ท้องผูก  ในสมัยก่อนผู้หญิงที่เป็นแม่ลูกอ่อนมักนิยมนำมาทาที่หัวจุกบริเวณหน้าอก เพื่อกันไม่ให้ลูกที่ถึงวัยหย่านมแล้วเข้ามาดูดอีก แถมยังเป้นสมุนไพรที่ช่วยในเรื่องการเสริมสมรรถภาพทางเพศได้ด้วยการนำไปต้มเป็นยากิน คล้ายกับยาระบายปกติ หรือช่วยบำรุงกระเพาะได้ สมัยก่อนผู้คนมักนิยมนำบอระเพ็ดไปเป็นยาทาลดไข้  จนมีคำฮิตติดปากมาถึงจนปัจจุบันที่ว่า ‘หวานเป็นลม ขมเป็นยา’ เพราะรสชาติของบอระเพ็ดนั้น  นับว่าขมจนยากจะกลืนกินเลยทีเดียว


7.โด่ไม่รู้ล้ม
เป็นพืชล้มลุก มีลำต้นสั้นและกลม ชี้ตรง  ลำต้นและใบมีขนสีขาวละเอียด พบได้ง่ายตามบริเวณป่าโปร่งที่มีทรายเป็นส่วนใหญ่ อยู่ในทุกภูมิภาคของประเทศไทยและประเทศที่อยู่ในเขตร้อน มีสรรพคุณคือช่วยบำรุงร่างกายและพละกำลัง วิธีรับประทานก็ง่ายๆ เพียงแค่ใช้รากของมันมาต้มเป็นน้ำแล้วดื่ม หรือจะใช้สำหรับไว้ดองเหล้าที่มีส่วนผสมของสมุนไพรกำลังเสือโคร่งและม้ากระทืบโรงเป็นส่วนประกอบด้วยก็ได้ผลดี  โด่ไม่รู้ล้มมีสรรพคุณช่วยให้เกิดความคึกคะนองไม่ต่างจาก ม้ากระทืบโรง แต่อาจจะไม่ได้ผลในลักษณะเร็ว  เพราะถ้าสมุนไพรออกฤทธิ์มากเกินไปจะยิ่งทำให้การไหลเวียนเลือดตกต่ำ  ส่งผลให้อัตราการเต้นของหัวใจเร็วผิดปกติ  ดังนั้นควรจะรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม  ซึ่งวิธีที่เหมาะอีกอย่างหนึ่งคือ   สามารถนำทั้งต้นไปตากแห้งและหั่นเป็นฝอยละเอียด  เพื่อใช้เป็นยาดื่มบำรุงโรคทั่วไปก็ได้

การจะดูแลน้องชายตัวเองด้วยการรับประทานสมุนไพรซักชนิดนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่การจะทำให้มัน ฟิต ปึ๋ง ปั๋ง และยืดหยุ่น ในช่วงที่คุณกำลังละเลงบทรักอันเร่าร้อนบนเตียง กับคนรักนั้นสำคัญยิ่งกว่า เพราะตราบใดที่คุณยังทำเป็นไก่อ่อน คุณก็ลองคิดถึงจิตใจของคนรักที่อาจจะอารมณ์ค้างอยู่แล้วก็ได้  เพราะฉะนั้น! หากไม่อยากถูกเรียกว่าไอ้ไก่อ่อนอย่างที่คุณกำลังจะคิด  ก็ลองหาสมุนไพรดีๆมารับประทานดูสิ  รับรองว่ามันจะฟินอย่าบอกใครเลยล่ะ!

ที่มา kapook.com

หน้า: [1] 2 3 ... 91