แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - Mimo

หน้า: [1] 2 3 ... 11
1



 :) :) ประโยชน์จากแกนสับปะรด  :) :) :

          แม้แกนของสับปะรดจะแข็งและรสฝาดไปสักหน่อย แต่จะบอกว่าแกนสับปะรด หรือไส้กลางสับปะรดนี่คือแหล่งสะสมสารอาหารของสับปะรดเลย โดยเฉพาะเอนไซม์บรอมีเลน (BROMELAIN) ที่จริง ๆ แล้วมีอยู่ในทุกส่วนของสับปะรด แต่พบในส่วนแกนมากที่สุด ซึ่งสารนี้มีประโยชน์มากมาย คือ

          1. มีฤทธิ์ช่วยย่อยอาหาร ถ้ามื้อไหนทานอาหารจำพวกเนื้อสัตว์เข้าไปมาก ๆ จนจุกเสียด แน่นท้อง ให้ทานสับปะรดเข้าไปหลังรับประทานอาหารจะช่วยลดอาการเหล่านี้ได้

          2.ช่วยสมานแผลและลดการอักเสบของกระเพาะอาหารและลำไส้ เพราะเอนไซม์บรอมีเลนมีฤทธิ์เป็นยาฆ่าเชื้ออ่อน ๆ คอยทำลายแบคทีเรียที่ไม่มีประโยชน์

          3. ช่วยทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพราะมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ มีกากใยมาก จึงช่วยแก้ท้องผูกได้ แต่ก็ไม่ควรทานมากไป เพราะจะทำให้ท้องเสียแทน

          4. มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ แก้ขัดเบา แก้นิ่ว

          5. ลดอาการปวดข้อ ข้ออักเสบ หลังจากออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาหนัก ๆ

          6. ป้องกันการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด อัมพฤกษ์ อัมพาต เพราะเอนไซม์บรอมีเลนจะไปช่วยลดการเกาะกันเป็นลิ่มเลือดของเกล็ดเลือด

          7. เพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกาย ต่อต้านโรคมะเร็ง นั่นเพราะบรอมีเลนจะทำให้เม็ดเลือดขาวหลั่งสารไซโตไคน์ ที่ทำให้เม็ดเลือดขาวกำจัดเซลล์มะเร็งได้ ช่วยลดโอกาสเกิดโรคมะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม และมะเร็งรังไข่

          8. กระตุ้นฮอร์โมนเพศชาย ช่วยเพิ่มระดับเทสโทสเตอโรน ถือเป็นยาบำรุงกำลังชั้นดีให้คุณผู้ชาย

          9. บรรเทาโรคเกาต์ได้ โดยทานสับปะรด 1/4 ผล (ขนาดเล็ก) วันละ 2-3 ครั้ง หลังอาหาร 1 ชั่วโมงครึ่ง เพื่อให้เอนไซม์บรอมีเลนช่วยต้านการอักเสบ ลดความเจ็บปวดจากการอักเสบ


 >:( >:( ข้อควรระวังในการกินสับปะรด

          - ไม่ควรทานตอนท้องว่าง เพราะเป็นผลไม้ที่มีเอนไซม์มาก มีรสเปรี้ยว ทานแล้วอาจระคายเคืองกระเพาะอาหาร

          - ไม่ควรทานสับปะรดดิบ เพราะมีฤทธิ์เป็นยาถ่ายอย่างแรง และก็ไม่ควรทานสับปะรดที่สุกเกินไป เพราะอาจเริ่มเน่า แล้วทำให้ท้องเสียได้


แหล่งข้อมูล:https://health.kapook.com

2


 :) :) คุณค่า และโภชนาการใ​น "ข้าวเหนียว​"

ข้าวเหนียวนั้นมีทั้งความเหนียว ความมัน และรสชาติที่อร่อย แล้วทราบหรือเปล่าว่ามีประโยชน์และคุณค่าทางโภชนาการอยู่มากทีเดียว สิ่งแรกคือ ข้าวเหนียวให้พลังงานมากกว่าข้าวสวยธรรมดา เรากินข้าวเหนียวเพียง 1 ทัพพี จะสามารถให้พลังงานแก่ร่างกายเท่ากับการกินข้าวสวย 2 ทัพพี การกินข้าวจึงทำให้รู้สึกอิ่มท้องนาน นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยสารอาหาร วิตามินและแร่ธาตุต่างๆ เช่น คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินอี ธาตุเหล็ก และกรดโฟลิก ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างสมรรถภาพการทำงานของระบบต่างๆ ภายในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 :) :) โดยเฉพาะข้าวเหนียวดำจะยิ่งมีสารอาหารมากกว่าข้าวเหนียวขาว ในข้าวเหนียวดำมีสารสำคัญอย่าง “โอพีซี (OPC)” ซึ่งเป็นสารที่สามารถพบได้ในองุ่นดำ องุ่นแดง แอปเปิลแดง ชมพูมะเหมี่ยว ลูกหว้า ถั่วแดง ถั่วดำ หอมแดง มะเขือม่วง มันสีม่วง เป็นต้น มีคุณสมบัติช่วยชะลอความเสื่อมถอยของร่างกายได้ดี ช่วยบำรุงร่างกายและป้องกันโรคได้หลายโรค



8 สรรพคุณของข้าวเหนียวรักษาโรค

1. ข้าวเหนียวมีสรรพคุณช่วยเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรง และมีคุณสมบัติที่ให้พลังงานสูง ทำให้อิ่มท้องได้นาน จะเห็นได้ว่าคนทางภาคอีสานหรือคนที่ต้องใช้แรงในการทำงานหนักจะชอบกินข้าวเหนียวกันมาก

2. ข้าวเหนียวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของกระเพาะอาหาร รักษาสมดุลและให้ความชุ่มชื้นภายในกระเพาะอาหาร

3. ข้าวเหนียวเป็นอาหารที่กินแล้วให้ความรู้สึกผ่อนคลายและคลายเครียด ไม่หิวง่าย ทำให้จิตใจสงบ และสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้อย่างสดใสร่าเริง

4. ข้าวเหนียวมีสรรพคุณช่วยชะลอความแก่ก่อนวัย ช่วยให้อวัยวะต่างๆ ของร่างกายไม่เสื่อมถอยไปก่อนเวลาอันควร และบำรุงผิวพรรณให้เนียนใสขึ้น

5. ข้าวเหนียวมีโปรตีนเช่นเดียวกับข้าวเจ้า ซึ่งมีประโยชน์ช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย รวมทั้งช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายด้วย

6. ข้าวเหนียวมีสรรพคุณขับลมในร่างกาย ช่วยบำรุงเลือดลม และมีฤทธิ์อุ่นจึงยังช่วยรักษาอุณหภูมิของร่างกายจากอากาศที่หนาวเย็นได้ดี

7. ธาตุเหล็กและกรดโฟลิกในข้าวเหนียวจะช่วยในการสร้างเม็ดเลือด ทำให้เม็ดเลือดมีความสมบูรณ์

8. ข้าวเหนียวมีวิตามินอีที่จะช่วยบำรุงการทำงานของระบบประสาทและสมอง ช่วยป้องกันอาการหลอดเลือดหัวใจตีบ และป้องกันปัญหาวุ้นนัยน์ตาเสื่อมได้




แหล่งข้อมูล:http://sukkaphap-d.com

3



 :) :) มังคุดนึ่งนั้นไม่มีคุณสมบัติโดยตรงในการรักษาหรือป้องกันเชื้อ HIV แต่ก็สามารถยับยั้งเชื้อ HIV บางชนิดได้ โดยมีการตีพิมพ์ในวารสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 323 เขียนโดย  ภกญ. ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร ซึ่งได้เปิดเผยว่า สารจากเปลือกมังคุด สามารถช่วยยับยั้งเอนไซม์โพรทีเอส (HIV-1 pro-tease) ซึ่งเป็นเชื้อที่จำเป็นต่อวงจรชีวิตของเชื้อ HIV และยังสามารถยับยั้งเอนไซม์รีเวอร์สทรานสคริปเทส (Reverse Transcriptase) ในเชื้อ HIV ได้อีกด้วย แต่ก็ไม่ควรใช้มังคุดนึ่งในการรักษาโรค HIV ควรรับประทานควบคู่ไปกับการใช้ยาตามที่แพทย์สั่งจะดีกว่า หรือถ้าจะให้ดี ก็ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเพื่อความปลอดภัยคะ



มังคุดนึ่งหรือมังคุดต้ม มีประโยชน์จริงหรือ ?

          มังคุดที่ถูกนำไปนึ่งหรือนำไปต้มจนสุกนั้นยังไม่มีผลการศึกษาใดที่ออกมายืนยันได้ว่ามีประโยชน์อย่างแท้จริง แต่คาดว่าที่สรรพคุณมังคุดนึ่งถูกบอกต่อกันมาอาจจะเป็นเพราะประโยชน์จากเปลือกมังคุดเสียมากกว่า เพราะในเปลือกมังคุดมีสารที่ให้รสฝาดอย่าง แทนนิน (Tannin) และสารในกลุ่มแซนโทน (Xanthones) กว่า 40 ชนิด โดยเฉพาะสารแมงโกสติน (Mangostin) ที่พบในมังคุด ซึ่งมีคุณสมบัติในการลดอาการอักเสบต่าง ๆ รวมทั้งต้านเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนองได้อีกด้วย และการนำมังคุดไปต้มก็เป็นการทำให้สารที่อยู่ในมังคุดซึมเข้าสู่เนื้อมังคุดนั่นเอง

โทษของมังคุดนึ่ง รู้ไว้ก่อนทานนะคะ

          >:( >:(  แม้จะได้ยินกันมามากว่ามังคุดมีประโยชน์ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีผลข้างเคียง ยิ่งโดยเฉพาะกับมังคุดนึ่งที่อาจจะมีสารแซนโทนในปริมาณมากกว่าปกตินั้น การรับประทานในปริมาณที่มากเกินไป ก็อาจจะทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ได้ เช่น ผิวหนังบวมแดง ผื่นขึ้นตามตัว ปวดศีรษะ ปวดบริเวณข้อ ปวดกล้ามเนื้อ ท้องเสีย ถ่ายเหลว ลำไส้แปรปรวน เป็นต้น นอกจากนี้สารแทนนินที่ซึมจากเปลือกมังคุดเข้าสู่เนื้อมังคุดเวลาที่นึ่ง หากบริโภคอย่างต่อเนื่องและมากเกินไปก็อาจเป็นพิษต่อตับและไต ส่งผลให้อาจเกิดโรคมะเร็งในร่องแก้ม โรคมะเร็งในทางเดินอาหารส่วนบน และยังจะไปลดปริมาณของเม็ดเลือดจนทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำลงได้ด้วย
      8) 8)  ผลวิจัยกินมังคุดนึ่งจะช่วยรักษาโรคร้ายต่าง ๆ ได้นั้น สรุปก็คือยังไม่มีข้อมูลยืนยันแน่ชัดคะ


แหล่งข้อมูล :https://health.kapook.com ,https://reg7.pwa.co.th

4


จำนวนของการจุดธูป

 :) :) การจุดธูป 1 ดอก : เป็นการจุดไหว้เจ้าที่เจ้าทาง ผีบ้านผีเรือน คนตายและวิญญาณภาคพื้น

 :) :) การจุดธูป 2 ดอก : เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิญญาณและการจุดธูปบนอาหารของเส้นไหว้

 :) :) การจุดธูป 3 ดอก : เป็นการจุดธูปบูชาพระรัตนตรัย ได้แก่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

 :) :) การจุดธูป 4 ดอก : เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับธาตุสี่ ใช้ในการสวดเสริมเพิ่มดวงชะตาราศี

 :) :) การจุดธูป 5 ดอก : เป็นการจุดธูปบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระคุณพ่อแม่และครูบาอาจารย์

 :) :) การจุดธูป 6 ดอก : เป็นการ จุดธูปเสริมดวงชะตาเพิ่มกำลังไฟของอาทิตย์ สำหรับคนที่เกิดวันอาทิตย์

 :) :) การจุดธูป 7 ดอก : เป็นการจุดบูชาดวงวิญญาณศาลเจ้าพ่อเจ้าแม่ และครูบาอาจารย์ที่ล่วงลับไปแล้ว

 :) :) :) การจุดธูป 8 ดอก : เป็นการเสริมดวงชะตาบารมี ตามกำลังของพระอังคาร และตามจำนวนอัฎฐเคราะห์

 :) การจุดธูป 9 ดอก : เป็นการจุดธูปเพื่อบูชาผู้มีพระคุณ พระภูมิเจ้าที่ เทพ เจ้าป่า เจ้าเขา รุกขเทวดา
                            ศาลพระภูมิ  ศาลเทพ

 :) :) การจุดธูป 10 ดอก : เกี่ยวข้องกับธาตุไฟ ตามกำลังของพระเสาร์ มีกำลัง 10 เพื่อใช้ในการสวดเสริมดวง
                                  ชะตา   บุญบารมี

 :) :) การจุดธูป 11 ดอก : ใช้บูชาเทพยาเทวดาชั้นสูง

 :) :) การจุดธูป 12 ดอก : ในการบูชาตามกำลังพระราหู ใช้ในการสวดเสริมดวงชะตา คนที่เกิดวันพุธ
                                  เวลากลางคืน

 :) :) การจุดธูป 13 ดอก : เป็นเลขไม่เป็นมงคล จึงไม่นิยมนำมาจุดบูชา

 :) :) การจุดธูป 14 ดอก : เป็นการจุดธูปบูชารูปปั้นเหมือนพระสงฆ์ (เป็นการบูชาคุณพระสงฆ์)

 :) :) การจุดธูป 15 ดอก : เป็นการสวดบูชาดวงชะตา เกี่ยวข้องกับธาตุ ตามกำลังของดาวจันทร์

 :) :) การจุดธูป 16 ดอก : เป็นการจุดธูปบูชาเทพชั้นสูง บูชาเทพชั้นครู หรือ พิธีกลางแจ้ง ที่มีการอัญเชิญ
                                  เทวดาอารักษ์ ที่สำคัญหมายถึงสวรรค์ 16 ชั้น

 :) :) การจุดธูป 17 ดอก : เป็นการจุดเพื่อเสริมดวงชะตา สวดเสริมดวงชะตา

 :) :) การจุดธูป 18 ดอก : ไม่เป็นที่นิยมจุด

 :) :) การจุดธูป 19 ดอก : เป็นการจุดบูชาเทวดาทั้ง 10 ทิศ

 :) :) การจุดธูป 21 ดอก : เป็นการจุดเพื่อบูชาพระคุณของพ่อ การบูชาแม่พระธรณี

 :) :) การจุดธูป 32 ดอก : เป็นการจุดเพื่อใช้สวดชุมนุมเทวดาทั้ง 4 ทิศ การไหว้ 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดินและอีก
                                 1 โลกมนุษย์

 :) :) การจุดธูป 39 ดอก : เป็นจุดเพื่อการบูชาพระแม่โพสพ

 :) :) การจุดธูป 56 ดอก : เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการใช้บูชาคุณพระพุทธเจ้า

 :) :) การจุดธูป 108 ดอก : เป็นการจุดเพื่อบูชาสิ่งสูงสุดทั่วทั้งโลกทุกชั้นฟ้า


ไหว้พระ,สิ่งศักดิ์สิทธิ์,ธูป,ความหมายของธูป
แหล่งข้อมูล:http://www.namsongkram.com

5


 :) :) ดอกไม้ยอดนิยมในการไหว้พระ :) :)

 :) :) 1. บัว พบแต่ความสำเร็จ



 :) :) 2.ดาวเรือง พบแต่ความรุ่งเรือง



 :) :) 3.บานไม่รู้โรย พบแต่ความสวย ไม่รู้โรย


 :) :) 4.พุด พบแต่พุทธศาสนาแท้จริง


 :) :) 5.มะลิ พบแต่ความสุข สดชื่น



 :) :)  6.รัก พบแต่ความรักที่เต็มเปี่ยมด้วยความสุข



 :) :) 7.กุหลาบ พบแต่ความมีเสน่ห์แก่ผู้พบเห็น



 :) :) 8.กล้วยไม้ พบแต่ความสำเร็จ




ไหว้พระ,ดอกไม้,สี,ความนิยม
แหล่งข้อมูล:http://j-lpt.blogspot.com

6


ประโยชน์ของเงาะ

 :) :)  1. มีสารอาหารอุดมสมบูรณ์
          เงาะอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์มากมาย ทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน เหล็ก ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม แทนนิน วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 และวิตามินบี 3 แถมยังมีวิตามินซีสูงอีกด้วย เรียกได้ว่ากินเงาะอย่างเดียวก็ได้รับสารอาหารเกือบครบถ้วนแล้ว

 :) :) 2. ดับร้อนให้ร่างกาย
          เนื้อในของเงาะมีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่มาก ทานแล้วจะช่วยดับร้อน สร้างความเย็นฉ่ำให้กับร่างกาย อีกทั้งน้ำตาลที่สร้างความหวานฉ่ำ

 :) :) 3. มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ แก้ท้องร่วง ท้องเสีย
          เงาะมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียต่าง ๆ ในร่างกายได้ ดังนั้นการกินเงาะจึงช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียในช่องท้อง อันเป็นสาเหตุของโรคบิด ท้องเสีย และท้องร่วงได้ดี

 :) :) 4. ลดการอักเสบของช่องปาก
          นำเนื้อเงาะไปต้ม แล้วนำน้ำมาดื่มเป็นยาแก้อักเสบก็ช่วยลดการอักเสบของช่องปาก เพราะเงาะมีฤทธิ์ที่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ จึงทำให้ช่องปากเราอักเสบน้อยลงนั่นเอง
 
 :) :) 5. บรรเทาอาการป่วย
          การกินเงาะช่วยบรรเทาอาหารป่วยได้หลากหลาย เช่น ถ้าปวดหัว ให้นำใบเงาะมาวางไว้ที่บริเวณขมับ จะช่วยให้สมองผ่อนคลายและลดอาการปวดหัวได้มากขึ้น ถ้าเจ็บคอให้นำเปลือกเงาะมาต้มแล้วดื่มเพื่อรักษาอาการเจ็บคอ หรือถ้าเป็นไข้ ให้นำรากของเงาะมาต้มแล้วดื่มเพื่อลดไข้ได้

 :) :) 6. ขับของเสียออกจากไต
          เนื่องจากในเงาะมีสารฟอสฟอรัสประกอบอยู่ ซึ่งสารฟอสฟอรัสเป็นสารที่ช่วยขับให้ของเสียออกไปจากไตได้ ดังนั้นการกินเงาะจึงช่วยให้ไตขับของเสียออกไปง่ายขึ้น โดยไม่ต้องทำงานหนักมาก นอกจากนั้นสารฟอสฟอรัสในเงาะยังช่วยซ่อมแซมและบำรุงเนื้อเยื้อและเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายของเราได้อีกด้วย การกินเงาะจึงช่วยร่างกายเรารู้สึกแข็งแรงเพิ่มขึ้นได้นั่นเอง

 :) :)  7.  มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง
          เปลือกของเงาะมีกรดแกลลิกที่ช่วยต้านสารอนุมูลอิสระอยู่เป็นจำนวนมาก จึงช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งลงได้

 :) :)  8.  ไฟเบอร์สูง ช่วยแก้ท้องผูก
          ในเงาะมีไฟเบอร์และน้ำในปริมาณมาก จึงช่วยให้ลำไส้ย่อยอาหารต่าง ๆ ได้ดีขึ้น เมื่อระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ระบบขับถ่ายก็จะดีตามไปด้วย ทีนี้ก็หมดกังวลเรื่องอาการท้องผูกไปได้ แถมไฟเบอร์และน้ำในเงาะยังทำให้เราอิ่มนานขึ้น และช่วยให้ไม่หิวบ่อย คนที่กำลังควบคุมน้ำหนักอยู่สามารถทานเงาะเพื่อให้อยู่ท้องได้ แต่ควรทานในปริมาณเล็กน้อยเท่านั้น คือไม่เกิน 1 ส่วน หรือประมาณ 5-6 ผล เพราะในเงาะมีน้ำตาลสูง ถ้ามากไปก็จะทำให้อ้วนได้เหมือนกัน

 :) :) 9. เสริมสร้างความแข็งแรงให้กระดูกและฟัน
          เงาะมีทั้งแคลเซียม แมกนีเซียม และฟอสฟอรัส ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน ดังนั้นเมื่อเรากินเงาะก็ถือเป็นการเพิ่มความแข็งแรงให้กับกระดูกและฟัน

 :) :) 10. เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
          เห็นเงาะผลเล็ก ๆ แบบนี้แต่มีวิตามินซีสูงมาก ซึ่งรู้กันดีว่าวิตามินซีคือสารอาหารสำคัญที่ช่วยสร้างเกราะคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง จึงช่วยป้องกันไข้หวัด เลือดออกตามไรฟันได้ ยิ่งมาผนวกกับธาตุเหล็กและทองแดงที่มีอยู่เต็มเปี่ยมในเงาะ ก็ยิ่งช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแบบคูณสอง เพราะเหล็กและทองแดงจะช่วยสร้างและรักษาสมดุลของเซลล์เม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดงและหลอดเลือด
     
 :) :) 11. บำรุงผิวพรรณ
          รู้หรือไม่ว่าเงาะสามารถทำให้ผิวของเราดูนุ่ม อ่อนโยน และชุ่มชิ้นได้ด้วยนะคะ เนื่องจากในเงาะมีสารต้านอนุมูลอิสระและน้ำประกอบอยู่มาก จึงช่วยป้องกันความเสียหายจากอนุมูลอิสระ และช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวเราได้ นอกจากนี้เรายังสามารถนำเมล็ดเงาะมาบดทำเป็นสครับขัดผิวให้นุ่ม แลดูสุขภาพดีได้

 :) :) 12. ดูแลเส้นผม
          นอกจากจะช่วยบำรุงผิวกายแล้ว เงาะยังสามารถบำรุงเส้นผมของเราได้อีกด้วย ลองนำใบเงาะมาขยี้ แล้วเติมน้ำลงไปพอประมาณ จากนั้นให้คั้นเอาน้ำออก เสร็จแล้วก็สามารถนำน้ำจากใบเงาะมาชโลมบริเวณหนังศีรษะและเส้นผมได้เลย วิธีนี้จะช่วยให้รากผมแข็งแรงและเส้นผมยาวเร็วมาก และเพื่อให้เห็นผลดีควรทำแบบนี้เป็นประจำ

 :) :)  13. ประกอบเป็นอาหาร
          แน่นอนว่าเงาะเป็นผลไม้ที่กินแค่เนื้อเฉย ๆ ก็อร่อยแล้ว แต่ถ้าใครอยากลองกินแบบเย็น ๆ โดยแกะเนื้อเงาะแช่ตู้เย็นก่อนแล้วค่อยนำมากิน ก็อร่อยไปอีกแบบนะคะ แต่แค่นั้นยังไม่พอ เพราะเงาะยังสามารถนำไปแปรรูปเพิ่มมูลค่าและความอร่อยได้อีกมากมาย ทั้งเงาะกระป๋อง เงาะกวน เงาะแช่อิ่ม และแยมเงาะ นอกจากนี้เงาะยังสามารถใช้เป็นวัตถุดิบในการทำอาหาร เช่น  ผัดเปรี้ยวหวาน แกงเผ็ด และต้มจืดเงาะได้ด้วย

 :) :) 14. ใช้ย้อมสีผ้า
          หากอยากมีผ้าสีแดงหรือชมพูจากธรรมชาติ สามารถใช้เปลือกเงาะเป็นตัวช่วยได้ วิธีทำก็ง่าย ๆ ให้นำเปลือกเงาะประมาณ 1 ถ้วยกับน้ำเปล่าประมาณ 2 เท่าของเงาะ เทลงในหม้อแล้วต้มประมาณ 1 ชั่วโมง เสร็จแล้วพักให้สีเย็นสักครู่ จากนั้นก็เทสีใส่ในภาชนะที่จะใช้ย้อม แล้วให้นำผ้าที่ล้างน้ำเย็นแล้วมาจุ่มจนได้สีที่ต้องการได้



โทษของเงาะ กินมากเกินไปก็ต้องระวัง

          เงาะเป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลมาก ดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานจึงควรหลีกเลี่ยงที่จะทานเงาะ และในเงาะยังมีสารแทนนิน (Tannin) ที่มีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ในกระเพาะอาหาร ซึ่งถ้าเราได้รับมากเกินไป อาจทำให้ท้องอืดหรือท้องผูกได้


ผลไม้,เงาะ,สีแดง,อาหาร
แหล่งข้อมมูล:https://health.kapook.com

7

 
 :) :) วาซาบิ จัดอยู่ในวงศ์ Brassicaceae (Cruciferae) หรือพืชตระกูลกะหล่ำ ภาษาเขียนของญี่ปุ่นมีความหมายคือ Mountain Hollyhock เนื่องจากใบมีลักษณะคล้ายดอกโฮลี่ฮอคและขึ้นบนภูเขา รากวาซาบิเรียก hon wasabi หรือ true wasabi เป็นพืชป่าดั้งเดิมของญี่ปุ่น เจริญได้ดีในสภาพที่มีอุณหูภูมิ ความเข้มแสงต่ำ ความชื้นสูง พบเจริญตามธรรมชาติใกล้แหล่งน้ำ ลำธารบนภูเขา เชื่อว่าแหล่งกำเนิดมาจากเกาะ Sakhalin ทางทิศเหนือของ Hokkaido ต่อมาแพร่กระจายไปทั่วเกาะญี่ปุ่น  :) :)



 :) :) การเพาะปลูก  8) 8)
วาซาบิปลูกเพื่อใช้ราก ก้านใบและใบ ประกอบอาหารหรือแปรูป ในระยะแรกได้ประกอบอาหารทะเล เนื่องจากมีรสชาติเผ็ดและมีความหวาน สีเขียวอ่อน กลิ่นหอม จึงนิยมใช้ประกอบอาหารญี่ปุ่น เช่น ปลาดิบ (sashimi) ข่าวห่อสาหร่าย (sushi) ก๋วยเตี๋ยว (soba) วาซาบิมีรสชาติเผ็ดแตกต่างจากพริกคือ มีระยะความเผ็ดสั้น กลิ่นจะสูญเสียเมื่อผสมซี๋อิ๋วหรือเมื่อได้รับความร้อน การบริโภคอาจจะใช้ในรูปสดโดยบดหรือขูดเป็นฝอย ใส่อาหาร หรือแปรูป เช่นวาซาบิเข้มข้น (paste) วาซาบิผง (powder) และในรูปน้ำ เพื่อใช้ปรุงแต่งกลิ่น ก้านใบและใบใช้ดองในเหล้าสาเกหรือในซีอิ้ว


 8) 8) วาซาบิ เป็นเครื่องปรุงที่มาจากพืชใช้ราก โดยถือเป็นพืชในตระกูลเดียวกับตระกูลกะหล่ำเช่นเดียวกับบรอ­­­กโคลี ฮอสราดิส และมัสตาร์ด โดยวาซาบิจะต้องฝนให้ละเอียดก่อนจึงจะนำมารับประทาน ว่ากันว่าวาซาบิที่ดีที่สุดก็คือวาซาบิที่ทำการฝนกับหนังปลาฉลา­­­มนั่นเอง ซึ่งวาซาบิที่ให้ประโยชน์มากที่สุดก็คือวาซาบิสด และต้องเป็นวาซาบิแท้ที่ไม่มีการเจือปนของส่วนผสมใด ๆ



 8) 8) ประโยชน์ของวาซาบิ 8) 8)
1. ต้านเชื้อจุลินทรีย์
 >:( >:( การศึกษาซึ่งถูกตีพิมพ์ในวารสาร International Journal of Food Biology เปิดเผยว่าวาซาบิของญี่ปุ่นและเกาหลีมีฤทธิ์ในการต่อต้านเชื้อเ­­­ฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacter pylori) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคแผลในกระเพาะอาหารหรือแผลในลำไส้เล็ก รวมถึงมะเร็งในกระเพาะอาหารอีกด้วย นอกจากนี้ยังช่วยต่อต้านเชื้ออีโคไล (E. coli) และเชื้อสแตฟิโลค็อกคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus) อันเป็นสาเหตุของโรคท้องร่วงได้ ไม่เพียงเท่านั้นสารไอโซไทโอไซยาเนต (isothiocyanates) ที่อยู่ในวาซาบิยังส่งผลกระทบต่อเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุขอ­­­งฟันผุ

 2. ต้านอาการอักเสบและการแข็งตัวของเลือด
 >:( >:( มีการศึกษาหนึ่งค้นพบว่าการรับประทานวาซาบิสามารถช่วยลดอาการอั­­­กเสบได้ เพราะวาซาบินั้นมีฤทธิ์ในการต่อต้านการอักเสบและต้านการแข็งตัว­­­ของเกล็ดเลือด โดยการศึกษาทำให้นักวิจัยเชื่อว่าประโยชน์ของวาซาบินี้สามารถช่­­­วยรักษาโรคภูมิแพ้ โรคหอบหืด โรคไขข้ออักเสบ โรคลำไส้อักเสบ โรคหัวใจวาย และภาวะช็อกจากพิษที่มาจากการติดเชื้อได้ และเมื่อทำการศึกษาเพิ่มเติมก็พบว่า สาร 6-MITC ที่อยู่ในวาซาบิมีศักยภาพในการรักษาความแข็งแรงของหลอดเลือดและ­­­การอักเสบของหลอดเลือดได้

3. ต้านมะเร็ง
 >:( >:( การศึกษาของสถาบัน Linus Pauling Institute (LPI) พบว่าสารไอโซไทโอไซยาเนต สามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งบางชนิดในสัตว์ อาทิ โรคมะเร็งในปอด, กระเพาะอาหาร, ลำไส้เล็ก, ลำไส้ใหญ่, ตับ, หลอดอาหาร, ช่องท้อง รวมทั้งมะเร็งเต้านมได้เช่นเดียวกับการรับประทานผักในตระกูลกะห­­­ล่ำ

 
 :) :) สรรพคุณทางยา  :) :)
1.ฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค พบว่าวาซาบิมีผลในการฆ่าเชื้อโรค และสามารถต่อต้านการติดเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อราบางชนิด
2.ฤทธิ์ต่อต้านสารก่อมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งของกระเพาะอาหาร
3.ป้องกันเส้นเลือดอุดตัน ฤทธิ์ต้านการเกาะตัวของเกล็ดเลือด
4.ป้องกันฟันผุ ในอนาคตอาจนำไปประยุกต์เป็นส่วนผสมในยาสีฟัน
5.ช่วยกระตุ้นในการสร้างภูมิคุ้มกันในการกำจัดเซลล์ที่เริ่มผิดปรกติ



ต้นมะเร็ง,วาซาบิ,ประโยชน์,เครื่องปรุง,พืช
แหล่งข้อมูล:https://health.kapook.com,https://th.wikipedia.org

8



สีแดง
    สารแอนโธโซยานิน เม็ดสีในกลุ่มฟลาวนอยด์ ทำให้ผลไม้ เช่น แอ๊ปเปิ้ล สตรอบอรี่ เชอรี่ มีสีแดง สดสวย น่ารับประทาน และยังมีสารไลโคแพน ซึ่งมีคุณสมบัติสำคัญ เช่น สตรอบอรี่ แอ๊ปเปิ้ลแดง แตงโม เชอรี่ แครนเบอรี่ ทับทิม ชมพู่แดง ระกำ สละ ฯลฯ

1.ช่วยยั้บยั้งและป้องกัน การเกิดมะเร็ง ในต่อมลูกหมากได้
2. เป็นตัวการสำคัญที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ
3.ช่วยฟื้นฟูบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง
4. ให้วิตามินซีสูง
5.ปกป้องเซลล์ให้อ่อนเยาว์
6.ช่วย ระบบขับถ่าย ปัสสาวะอักเสบ
7.ช่วยความจำ
     ฯลฯ


สีเขียว
ในเปลือกหรือเนื้อผลไม้สีเขียว จะมีสารออกฤทธิ์ในพืช เช่น ลูทีน อินโคเลส ซีแซนทีน และวิตามินเค รวมทั้งมีคลอโรฟิล ทำหน้าที่ใน เช่น แอปเปิ้ลเขียว แตงไทย กีวี องุ่นเขียว มะม่วงดิบ ชมพู่ มะเฟือง อโวคาโด ฝรั่ง พุทรา ฯลฯ

1.การจับออกซิเจนเพื่อพาไปยังเนื้อเยื่อหรือเซลล์ต่างๆในร่างกาย
2.ช่วยในการสร้างพลังงาน
3.ช่วยกำจัดสารตกค้างในร่างกาย
4.ลดการสะสมของสารพิษ
5.บำรุงสายตา
6.ช่วยในการมองเห็น
7.ป้องกันมะเร็งบางชนิด
     ฯลฯ


สีขาว
 ผลไม้บางชนิดที่มีเนื้อสีขาว มีพฤกษเคมีที่อุดมไปด้วย อัลลิซีน ไม่แพ้พวกที่เป็นผัก เช่น มังคุด กล้วย ลำไย ลิ้นจี่ เงาะ มะพร้าว น้อยหน่า ลองกอง ลางสาด กระท้อน ฯลฯ

1.ยับยั้งการเกิดมะเร็งบางชนิด
2.ช่วยเรื่องระบบขับถ่าย
3.ลดคอเลสเตอรอล
4.ควบคุมความดันเลือด
    ฯลฯ


 

สีเหลือง/สีส้ม
 ผลไม้ ที่มีสีเหลืองหรือส้ม มีเบต้าแคโรทีนและเบต้าคริพโทแซนสูง เมื่อเข้าสู่ร่างกาย แล้วจะแปรเปลี่ยนเป็น วิตามินเอ ซึ่งมีสารแคโรทีนนอยด์ เช่น มะละกอสุก  มะม่วงสุก สับปะรด ส้ม ทุเรียน ขนุน แคนตาลูป  พลับ  ฯลฯ

1.ช่วยบำรุงสายตา
2.ช่วยลดความเสี่ยงต่อมะเร็งปอดและลำไส้
3.เสริมสร้างการทำงานของระบบประสาท
4.ลดคอเลสเตอรอล
5.ป้องกันประสาทตาเสื่อม
6.ผิวพรรณดี
    ฯลฯ



สีน้ำเงิน / สีม่วง
 
ผลไม้ที่มีสีน้ำเงินหรือม่วง จะมีแอนโธไซยานิน และ ฟิโนลิค ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ชะลอการเสื่อมของเซลล์  เสริมสร้างการทำงานของสมอง  ลดการอักเสบของผิว และแอนดีออกซิเดนท์จับสารอนุมูลอิสระ มีอัลฟาและเบต้าแคโรทีน ป้องกันมะเร็ง และเสริมสร้างวิตามินซี และสารฟลาวโวนอยด์  ป้องกันมะเร็ง และหลอดเลือดหัวใจ เช่น
แบล็คเบอรี่ พรุน องุ่นม่วง-ดำ บูลเบอรี่ แคนเบอรี่ ลูกเกด ฯลฯ

1.ลดความเสี่ยงต่อการโรคหัวใจ มะเร็ง และอัลไซเมอร์
2.ระบบขับถ่ายปัสสาวะ
3.ช่วยเรื่องความจำ
4.ชะลอความแก่
  ฯลฯ



ผลไม้ 5 สี, ประโยชน์, สุขภาพ,ความงาม,สีส้ม,สีแดง,สีเหลือง,สีเขียว,สีม่วง,สีขาว
แหล่งข้อมูล :https://www.gotoknow.org

9



1.ผักผลไม้ สีเขียว
ผักและผลไม้สีเขียว ได้แก่ ผักโขม ตำลึง ใบยอ บวบ คะน้า บรอกโคลี กะหล่ำปลี ใบชะพลู ใบบัวบก ผักบุ้ง ผักกาดหอม แตงกวา ถั่วลันตา กางตุ้ง ชะอม อะโวกาโด กีวี แตงกวาทั้งเปลือก ซูกินีทั้งเปลือก ถั่วแขก โหระพา ใบกะเพรา สะระแหน่ ฝรั่ง ชมพู่เขียว แอปเปิ้ลเขียว องุ่นเขียว สารสีเขียวในผักและผลไม่เหล่านี้ คือ คลอโรฟิลด์ (Chlorophyll) มีคุณสมบัติในการต่อต้านการเกิดมะเร็งได้เป็นอย่างดีที ช่วยให้เซลล์ทำงานได้ดีขึ้น ผักผลไม้สีเขียวมีไฟเบอร์สูง ช่วยเรื่องการขับถ่ายได้ดี ช่วยสร้างพลังงาน ช่วยกำจัดสารตกค้างในร่างกาย ลดการสะสมของสารพิษ ลดกรดในกระเพาะอาหารบำรุงดวงตา ช่วยทำให้ผิวพรรณสดใส และช่วยยับยั้งการเกิดริ้วรอย และช่วยลดอาการภูมิแพ้ต่างๆด้วย



2.ผักผลไม้ สีแดง
ผักและผลไม้สีแดงได้แก่ ฟักข้าวสุก มะเขือเทศสุก แตงโม บีตรูต สตรอ์บอร์รี หริกหวานแดง พริกชี้ฟ้าแดง ราสป์เบอร์รี ลูกตำลึง เชอร์รี ทับทิม ส้มโอแก้วมังกร ผักผลไม้สีแดงจะมีสาร ไลโคปีน (Cycopene)และ เบตาไซซีน (Betacycin)ชึ่งสารทั้ง2ชนิดนี้ มีส่วนสำคัญในการมองเห็นของเด็กๆช่วยต้านโรคมะเร็งต่างๆได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยลดปริมาณไขมันในเส้นเลือดช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งที่มดลูกและปอด ป้องกันการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก ช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อม หรือ อัลไซเมอร์ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ในร่างกายทำไห้ภาวะผิดปกติของเซลล์ดีขึ้น ผิวพรรณสดใส กลุามนี้เหมาะแก่การรับประทานสดมากกว่าทุกกลุ่ม เช่น สมูทตี้ คั้นน้ำสดๆแยกกาก หรือกินสดๆ ทำน้ำปั่นก็ชื่นใจ



3.ผักผลไม้ สีเหลืองและสีส้ม
กลุ่มสีเหลืองและสีส้ม ได้แก่ แครอท ฟักทอง ข้าวโพด มะละกอสุก มะม่วงสุก ข้าวโพดอ่อน พริกเหลือง มันฝรั่ง ส้ม สับปะรด กล้วยสุก ขนุน แคนตาลูป แตงโมเหลือง มีสารสำคัญได้แก่ ลูทีน (Lutein) ช่วยป้องกันความเสื่อมของจอประสาทตา ช่วยให้ภาพคมชัดในการมองเห็นเวลากลางคืน และมีสาร เบต้าแคโรทีน (Betacarotene) ซึ่งมีศักยภาพในการต่อต้านอนุมูลอิสระอันเป็นตัวก่อมะเร็งสูง ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ช่วยดูแลและรักษาระบบหัวใจและหลอดเลือด ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลหรือไขมันในเลือด ช่วยบำรุงดวงตา ทำให้มองเห็นได้ดีในที่มืด ช่ยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง และช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น



4.ผักผลไม้ สีม่วง สีม่วงปนน้ำเงิน
ผักและผลไม้สีม่วงได้แก่ บลูเบอร์รี ข้าวโพดสีม่วง ข้าวนิล ข้าวเหนียวดำ กะหล่ำปลีม่วง มะเขือม่วง หอมแดงลูกพรุน ลูกหว้า ชมพู่ม่าเหมี่ย ลูกเกด ถั่วแดง ถั่ดำ หอมหัวใหญ่สีม่วง มันสีม่วง เผือก แบล็กเบอร์รี่และ ดอกอัญชัน มีสารประเภทแอนไซโทยานินและสารโพลิฟีนอลอยู่มาก (Anthocyanin) มีคุณสมบัติทำลายสารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยขยายหลอดเลือด ช่วยบำรุงเส้นผมให้ดกดำเงางามด้วย ามารถชะลอการเกิดโรคไขมันอุดตันในหลอดเลือดและโรคหลอดเลือดหัวใจแข็งตัวได้ ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ เพิ่มความสามารถในการมองเห็น
 


5. ผักผลไม้ สีขาว
ผักและผลไม้สีขาวได่แก่ ผักกาดขาว หัวไซเท้า ดอกผักกาด หอม กระเทียม เห็ดเข็มทอง งาขาว ธัญพืชต่างๆ สาลี่ ลูกแพร์ มังคุด แอปเปิ้ล กล้วย เงาะ ลิ้นจี่ แห้ว งาขาว กระท้อน แก้วมังกร ขิง ข่า หอมมังคุด น้อยหน่า หัวหอม ถั่วงอก เห็ด กระหล่ำดอก มะเขือเปาะ ดอกแค ลำไย ผักผลไม้สีขาวนี้จะให้กากใยสูง โดยรวมแล้วต้านอนุมูลอิสระ เพิ่มปริมาณวิตามินอี ในร่างกายโดยเฉพาะกลุ่มธัญพืชให้วิตามินและโปรตีนสูงเหมาะมากๆ มีสารประกอบสำคัญหลายชนิด เช่น สารสารประกอบกำมะถัน จากกระเทียมและหอมใหญ่ ฟลาโวนอยด์หลายชนิด เพ็กติน และเส้นใยจากผลไม้หลายชนิด อัลลิซิน ซึ่งเป็นสารที่ต้านการเกิดเนื้องอก สามารถลดปริมาณคลอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอร์ไรค์ ทำให้ระบบไหลเียนของโลหิตในร่างกายดี มีฟลาโวนอยด์ ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระลดการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง




ผัก,ผลไม้,ประโยชน์,ผักและผลไม้, 5 สี
แหล่งข้อมูล:http://thairats.com

10






ลูกเสือ และเนตรนารีวิสามัญ

มีเกณฑ์อายุอยู่ระห่วาง 17-23 ปีและกำลังเรียนอยู่
ในระดับมัธยมปลาย อาชีวศึกษา หรืออุดมศึกษา
 
คติพจน์ :   บริการ (Service)






ลูกเสือ,เครื่องแบบลูกเสือ,ลูกเสือวิสามัญ
แหล่งข้อมูล:http://www.scoutthailand.org

11






ลูกเสือ และเนตรนารีสามัญรุ่นใหญ่
หลังจากลูกเสือสามัญฝึกฝนตามระเบียบแบบแผนอย่างครบถ้วน และมีอายุเพิ่มขึ้นมาอยู่ระหว่าง
15-18 ปี ซึ่งก้าวเข้าสู่ระดับการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 จงสามารถเป็นลูกเสือสามัญร่นใหญ่   
 
คติพจน์ :   มองไกล (Look Wide)






ลูกเสือ,ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่,เครื่องแบบ
แหล่งข้อมูล:http://www.scoutthailand.org

12






ลูกเสือ และเนตรนารีสามัญ
ต่อมาเมื่อเด็กมีอายุได้ ระหวาง 11-17 ปี และเรียนอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6
จึงเลื่อนชั้นจากลูกเสือสำรองมาเปนลกเสอสามัญ
 
คติพจน์ :   จงเตรียมพร้อม  (Be Prepared)







ลูกเสือ,ลูกเสือสามัญ,เครื่องแบบลูกเสือ
แหล่งข้อมูล:http://www.scoutthailand.org

13
ลูกเสือ และเนตรนารีสำรอง


ลูกเสือสำรองมีคำปฏิญาณและกฎที่กำหนดไว้สำหรับลูกเสือสำรองโดยเฉพาะ เนื่องจากยังอยู่ในวัย
เด็ก คำปฏิญาณและกฎต้องง่ายแก่การท่องและจำ จนถึงง่ายต่อการปฏิบัติเพื่อความเหมาะสมกับวัย   


 
คำปฏิญาณของลูกเสือสำรอง คือ
ข้าสญญาว่า
ขอ 1. ข้าจะจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

ขอ 2. ข้าจะยึดมั่นในกฎของลูกเสือสำรองและบำเพญประโยชน์ต่อผู้อื่นทุกวัน
 
กฎของลกเสือสำรอง
1.ลกเสือสำรองทำตามลูกเสือรุ่นพี่   
2.ลกเสือสำรองไม่ทำตามใจตนเอง
 
คติพจน์ :  ทำดีที่สุด (Do Our Best)





ลูกเสือ,ประเภทลูกเสือ,ลูกเสือสำรอง,เครื่องแบบลูกเสือ
แหล่งข้อมูล:http://www.scoutthailand.org

14


ไม่ว่าประเทศใดในโลกที่มีกิจการลูกเสือของตน จะมีการแบ่งประเภทเอาไว้เพื่อการบรรลุวัตถุประสงค์ หลักการ และวิธีการขององค์การลูกเสือโลก ซึ่งบางอยางอาจถูกปรับเปลี่ยนไปบางตามลักษณะสังคม วัฒนธรรม ของแต่ละประเทศ แต่โดยภาพรวมแล้วจะแบ่งประเภทลูกเสือตามเกณฑ์อายุ ด้วยการที่คำนึงถึงพัฒนาการทางรางกาย และจิตใจของเด็กเป็นพื้นฐานในการฝึกอบรม เพื่อไม่ให้ฝืนธรรมชาติของเด็ก ซึ่งสามารถทำให้เด็กพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยมากแล้วทั่วโลกจะมีการแบงประเภทลูกเสือเป็น 2 แบบใหญ่ คือแบบอังกฤษ ซึ่งถือเอาฃแบบแผนตามที่ BP เคยปฏิบัติเอาไว้ กับแบบอเมริกา ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนไปเล็กน้อย

สำหรับประเทศไทยนั้นยึดถือตามแบบอังกฤษ คือ   
             1. ลูกเสือสำรอง เนตรนารีสำรอง
             2. ลกเสือสามัญ เนตรนารีสามัญ
             3. ลกเสอสามัญรุ่นใหญ่ เนตรนารีสามัญรุ่นใหญ่
             4. ลูกเสือวิสามัญ  เนตรนารีวิสามัญ

แต่ที่พิเศษประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่มี ลูกเสือชาวบ้าน

หมายเหตุ

* การกล่าวถึงลูกเสือประเภทต่างๆนั้น จะหมายรวมเอาเนตรนารีเข้าไปด้วย เพราะเนตรนารีได้ถูกระบุตามกฎหมายว่าเป็น ลูกเสือหญิง (เด็กนักเรียนหญิงที่มีชั้นปีการศึกษาและอายุตามเกณฑ์ในการเป็นลูกเสือ) จะต่างกันที่เครื่องแบบ และวิชาการฝึกบางวิชาเท่านั้น
* ลูกเสือหญิง ที่แท้จริงแล้วคือระดับผู้บังคับบัญชาลูกเสือ ที่ต้องผ่านการฝึกอบรมตามขั้นตอน สวนมากเป็นคร, อาจารย์ของโรงเรียนที่มีกองลูกเสือตั้งอยู่ หรือบุคคลภายนอก (ประชาชนที่สนใจ) ที่เข้ารับการอบรมเพื่อเป็นเจ้าหน้าที่ลูกเสือ ด้วยการสมัครจนผ่านการอบรม จากนั้นจึงจะได้การรับรองโดยคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ เครื่องแบบของลูกเสือหญิงนี้จึงเหมือนกับลูกเสือทุกประการ ยกเว้นกระโปรง ถุงเท้า ฯลฯ ที่สวมใส่ได้เฉพาะผู้หญิงเท่านั้น

ประเภทลูกเสือ,ลูกเสือสามัญ,ลูกเสือสำรอง
แหล่งข้อมูล:http://www.scoutthailand.org

15
 


:) :) ทานาคา (แป้งพม่า) ในภาษาพม่าจะเรียกว่า “ตะนะคา” ลักษณะเป็นผงสีเหลืองนวลๆ ซึ่งทำจากไม้ทานาคา ซึ่งต้นทานาคาจะมีมากในแถบตอนกลางของประเทศพม่า เป็นไม้ที่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ และเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์สารพัด วิธีทำผงทานาคาแบบดั่งเดิมของชาวพม่า จะเลือกใช้ต้นทานาคาที่มีอายุประมาณ 35 ปี นำมาตัดเป็นท่อนๆขนาดพอดีมือ แล้วใช้ส่วนเปลือกของไม้ทานาคาไปฝนหรือบดกับหินขัด พร้อมกับพรมน้ำเป็นระยะๆ จนออกมาได้เป็นผงสีขาวเหลืองนวล ชาวพม่าส่วนใหญ่มักจะใช้ผงทานาคาผัดหน้า ผัดตามแขนขาและลำตัว จนเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของชาวพม่าไป




ทานาคา มีสรรพคุณในการดูแลผิวหน้า
1.ปรับผิวหมองคล้ำ ให้ขาวผ่อง อย่างปลอดภัยเพราะเป็นสมุนไพรธรรมชาติ
2.หน้าเนียน นุ่ม ล้างออกมาหน้าไม่แห้งตึง ลูบแล้ว สัมผัสได้ถึงความเนียนของผิว
3.สามารถนำมาแต้มหัวสิวได้ ช่วยลดการอักเสบของสิว สิวจะยุบและแห้งเร็ว ควบคุมความมัน สิวใหม่ไม่เกิด
4.ฝ้า กระ และจุดด่างดำ จางลง อย่างเห็นได้ชัด
5.ลดผดผื่น อาการคัน แดง แสบ จากการแพ้เครื่องสำอาง และสารเคมี หรืออื่นๆ
6.มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง ช่วยลดริ้วรอย ร่องลึกได้ดี ผิวหน้าอ่อนเยาว์
7.ป้องกันแดดให้กับผิวได้เป็นอย่างดี
8.รอยแผลเป็นที่เกิดจากสิว จางลง เพราะผิวได้รับการผลัดผิวที่เสื่อมสภาพอย่างอ่อนโยน
9.ระงับกลิ่นตามร่างกาย



นอกจากนี้คุณสามารถผสมผงทานาคากับส่วนผสมอื่นเพิ่มเติมได้ดังต่อไปนี้
– น้ำผึ้ง (สำหรับคนผิวแห้ง ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น)
– น้ำมะขามเปียก (สำหรับผิวที่มีจุดด่างดำ)
– นมสดรสจืด (สำหรับผิวที่ต้องการความเนียนนุ่ม)
– โยเกิร์ต (สำหรับผิวที่ต้องการความนุ่มและใส)

 :) :) ผิวพรรณที่สวยใส จะมาคู่กับสาว ๆ ที่มีวินัยเท่านั้น คุณต้องมีวินัยในตัวเองโดยการหมั่นพอกหน้าเป็นประจำอาทิดย์ละ 2 ครั้ง รับรองผิวหน้าของคุณจะขาวใสขึ้นแน่นอนคะ



ผงทานาคาของแท้ดูยังไง
 :) :) เนื่องจากผงทานาคาได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะมีสรรคุณที่โด่งดังในเรื่องการบำรุงผิวพรรณ จึงทำให้มีการผลิตผงทานาคาปลอมออกมาจำหน่ายในท้องตลาด สำหรับวิธีการสังเกตว่า ผงทานาคาเป็นของแท้หรือของปลอม ก็จะมีสังเกตดังนี้

• ให้ลองบีบน้ำมะนาวลงในผงทานาคา หาเกิดเป็นฟองฟู่ๆ แสดงว่าเป็นของปลอม เพราะของปลอมจะผสมดินสอพอง เมื่อดินสองพองถูกน้ำมะนาวจะเกิดเป็นฟอง

• ผงทานาคาของแท้จะมีความหยาบ เนื่องจากใช้เปลือกไม้ทานาคาไปฝนกับหินขัด หากไปเจอผงทานาคาที่มีเนื้อละเอียดมากๆ ก็สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของปลอม

• โดยปกติทานาคาของแท้จะไม่ค่อยมีกลิ่นหอมชัดเจนนัก หากดมดูแล้วมีกลิ่นหอมมากกว่าปกติ หรือหอมจนเตะจมูก ก็เป็นไปได้ว่าจะเป็นของปลอม ผงทานาคาของแท้ 100% จะต้องฝนมาจากไม้ทานาคาเท่านั้น ไม่มีส่วนผสมอะไรเลย และค่อนข้างหายากซักหน่อย สำหรับในท้องตลาดที่มีขายๆกันอยู่ มักนิยมเอาผงทานาคามาเป็นส่วนผสมกับเครื่องสำอางในรูปแบบอื่นๆ เช่น โลชั่นทานาคา สบู่ทานาคา ครีมบำรุงผิวทานาคา หรือแป้งทานาคา ฯลฯ ทำให้สะดวกต่อการใช้งานมากขึ้น ก็ลองดูที่ฉลากว่ามีส่วนผสมของผงทานาคามากน้อยแค่ไหน


ผงทานาคา,ความงาม,แป้ง,ต้นไม้,สรรพคุณ,วิธีใช้ทานาคา
แหล่งข้อมูล:https://www.minebeauty.com,https://www.thaisabuy.com

หน้า: [1] 2 3 ... 11