แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - administrator

หน้า: [1] 2 3 ... 94
1




ชาวบ้านทุกสารทิศแห่รับใบอังกาบหนูจากเจ้าอาวาสวัดโบสถ์ จ.สุโขทัย หลังมีข่าวชาวบ้านนำไปต้มกินแล้วหายขาดจากโรคมะเร็ง เผยสรรพคุณช่วยลดเบาหวาน ความดัน ปวดฟัน ลดไข้

เมื่อวันที่ 16 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านจากทั่วสารทิศยังคงเดินทางมายังวัดโบสถ์ ต.เมืองบางขลัง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย หลังจากมีข่าวแพร่สะพัดว่ามีชาวบ้านนำใบอังกาบหนูจากวัดโบสถ์ (เมืองโบราณบางขลัง) ไปต้มกินเพื่อรักษาโรคมะเร็ง ปรากฏว่าหายป่วย จึงทำให้ชาวบ้านเมื่อทราบข่าวต่างเดินทางมาเพื่อขอรับใบอังกาบหนูจากพระครูพิพัฒน์สุตากร เจ้าอาวาสวัดโบสถ์ (เมืองโบราณบางขลัง) ไม่ขาดสาย


พระครูพิพัฒน์สุตากร เจ้าอาวาสวัดโบสถ์ (เมืองโบราณบางขลัง) กล่าวว่า ได้ทราบถึงสรรพคุณของใบอังกาบหนูจากคนใกล้ชิด คือทานยาใบอังกาบหนูโดยไม่ทานยาอย่างอื่นเลย แต่อาการป่วยกลับหาย สำหรับการต้มใบอังกาบหนูกับน้ำจะใช้ใบอังกาบหนูหนึ่งกำมือกับน้ำ 2 ลิตรต้มทานทุกวันเช้าเย็น โดยต้มในหม้อกาน้ำธรรมดา

ส่วนสรรพคุณของใบอังกาบหนูที่เคยได้ยินมาก็คือช่วยเบาหวาน ความดัน ปวดฟัน ลดไข้ สำหรับใบอังกาบหนูนั้นหาไม่ยาก แต่ส่วนใหญ่จะไม่รู้จัก ส่วนมากจะมีทั่วไปแต่ให้สังเกตว่าจะมีดอกขาวกับดอกเหลือง ให้ใช้ดอกเหลืองเนื่องจากดอกขาวจะไม่มีฤทธิ์ทำยา และให้เก็บในช่วงเช้าเมื่อใบรับแสงช่วงเช้าตัวยาจะอยู่ที่ใบ


นายสุนธางค์ อายุ 57 ปี ชาวบ้านในอ.สวรรคโลก ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งกระดูกขาข้างซ้าย และความดันถึงกับอาเจียนออกมาเป็นเลือด จากนั้นไปบวชและกินยาที่ต้มจากใบอังกาบหนู คู่กับยาของโรงพยาบาลมาประมาณ 3 ปีกว่า โดยนำไปต้มในหม้อดิน กินแทนน้ำ ซึ่งรสจะออกข่มๆ และนอกจากเอาไปต้มแล้วยังสามารถกินสดได้ด้วย ปรากฏว่าอาการที่ป่วยทุเลาลง ล่าสุดไปตรวจโรคปรากฏว่าหาย ซึ่งตนเชื่อว่าเกิดจากการกินยาต้มจากใบอังกาบหนู

นางแฉล้ม อายุ 76 ปี เล่าให้ฟังว่า สรรพคุณของใบอังกาบหนูไม่ใช่ว่าจะมีสรรพคุณรักษาโรคอย่างเดียว ยังเป็นยาบำรุง ช่วยรักษาป่วยเมื่อยขาได้เหมือนกัน สำหรับตนทานยาต้มใบอังกาบหนูมานานแล้วเมื่อกินแล้วรู้สึกร่างกายสมบูรณ์ดี


ที่มา หนังสือพิมพ์ข่าวสด

2




ชาวบ้านแห่เก็บใบอังกาบหนู หวังนำไปต้มกินรักษามะเร็ง หลังพบผู้ป่วย จ.สุโขทัย กินแล้วหายหลายราย ขณะที่ผู้ป่วยที่กินใบอังกาบหนู ยืนยันรักษาได้จริง ตรวจ 6 ครั้ง ไร้เชื้อมะเร็ง

วันที่ 16 ส.ค. 61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณี นายพิภพ ไขแจ้ง อายุ 60 ปี ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านวัดโบสถ์ (เมืองโบราณบางขลัง) หมู่ 5 ต.เมืองบางขลัง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย ออกมาเปิดเผยถึงสรรพคุณอันน่าทึ่งของ “ต้นอังกาบหนู” ที่มีปลูกอยู่ในวัดโบสถ์ สามารถรักษาโรคมะเร็งระยะสุดท้ายให้หายได้ เพียงแค่เด็ดกิ่งก้านใบมาต้มดื่มเหมือนน้ำชา โดยกินติดต่อกันไม่กี่เดือนก็จะเห็นผลทันที พร้อมเผยว่าตัวเองป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 2 และได้กินยาสมุนไพรตัวนี้แค่เดือนเดียว อาการหายใจติดขัด เจ็บหน้าอก ปวดหลัง ก็หายทันที พอถึง 3 เดือนไปเอกซเรย์ปอดที่กรุงเทพฯ ก็พบว่าจุดดำเริ่มจางลงและหายจากโรคในที่สุด ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่วัดโบสถ์ ต.เมืองบางขลัง อ.สวรรคโลก พบว่ามีประชาชนจากหลายจังหวัด ทั้งอุดรธานี นราธิวาส ตาก แพร่ กำแพงเพชร ลำปาง กรุงเทพฯ ชลบุรี ฯลฯ ขับรถยนต์มาขอกิ่งต้นอังกาบหนูเพื่อนำไปปลูกขยายพันธุ์ ตั้งแต่เช้าถึงค่ำ ตลอดสองวันที่ผ่านมา



ขณะที่ นายเฉลิม คงคีรี อายุ 53 ปี ชาวบ้านหมู่ 1 ต.หนองบัว อ.ศรีนคร หนึ่งในผู้ป่วยที่หายโรคมะเร็ง กล่าวยืนยันว่า ตนเองป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่คอ ซื้อยาขวดละ 1,000 กว่าบาท มากินหลายขวดแล้ว ก็ไม่หาย จนแผลเน่า นอนเตียงไม่รู้สึกตัว ญาติเตรียมตัวเตรียมใจกันแล้ว แต่โชคดีที่ได้ใบอังกาบหนูมาต้มกิน ไม่กี่เดือนก็หายโรค มีชีวิตอยู่รอดมาได้ถึง 10 ปีแล้ว ล่าสุดไปตรวจร่างกายก็ไม่พบเชื้อมะเร็ง ที่มั่นใจว่ากินต้นอังกาบหนูแล้วหายป่วย ก็เพราะว่าไม่ได้กินยาอื่น กินยานี้ตัวเดียวเท่านั้น



นางอำนวย มาภู อายุ 63 ปี ชาวบ้านหมู่ 9 ต.บ้านไร่ อ.ศรีสำโรง ผู้ป่วยมะเร็งอีกราย เปิดเผยว่า ตนป่วยเป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 3 จนต้องตัดเต้านมทิ้งหนึ่งข้าง เคยรักษาและให้คีโมครบแล้วแต่อาการไม่ดีขึ้น จึงลองมากินน้ำต้มใบอังกาบหนูเพียงอย่างเดียว พร้อมควบคุมเรื่องอาหารการกินด้วย ปรากฏว่าอาการดีขึ้นอย่างมาก พอไปตรวจร่างกายตามที่หมอนัดถึง 6 ครั้ง ก็ไม่พบเชื้อมะเร็งแล้ว

นางประคอง บัวชื่น อายุ 60 ปี ชาวบ้านหมู่ 1 ต.คลองมะพลับ อ.ศรีนคร เปิดเผยว่า ตนป่วยเป็นไวรัสตับอักเสบบีจนตับแข็ง ทางโรงพยาบาลให้ยาต้านไวรัสมากิน แต่ตนเองกินควบคู่พร้อมกับน้ำต้มใบอังกาบหนู กินติดต่อกันเป็นปี ล่าสุดไปตรวจร่างกายอาการป่วยไม่มีแล้ว ไม่แน่ใจว่ายาตัวไหนช่วยรักษา อาจจะทั้งสองตัว แต่หมอที่ช่วยรักษาบอกว่า “เพิ่งเจอยายเป็นคนแรก ที่กินยาต้านแล้วหายป่วยเร็ว” ขณะที่ชาวบ้านรายอื่นๆ บอกว่า เหตุที่ชอบกินน้ำต้มใบอังกาบหนู เพราะมีสรรพคุณช่วยดีท็อกซ์ลำไส้ ล้างสารพิษตกค้างในร่างกาย ป้องกันมะเร็ง และแก้เบาหวานอีกด้วย


ด้าน พระครูพิพัฒน์สุตากร เจ้าอาวาสวัดโบสถ์ (เมืองโบราณบางขลัง) กล่าวว่า หลังจากที่มีข่าวออกไปว่าใบอังกาบหนู สามารถรักษาโรคมะเร็งได้ ก็มีญาติโยมจากทั่วสารทิศมาขอตัวยา ก็ให้โดยไม่คิดราคาอะไร เพราะอยากสร้างกุศลด้วย แต่ผ่านไปสองวันใบอังกาบก็หมดต้น ตอนนี้เหลือแต่รากกับตอ ทางวัดจึงขอเวลาปักชำขยายพันธุ์เพิ่ม อีก 2-3 เดือน


อย่างไรก็ตาม ต้นอังกาบหนูนั้นมีอยู่ทุกจังหวัด จึงอยากให้ผู้ที่จะมาเอาที่วัดลองเสาะหาดูก่อน จะได้ไม่เสียเวลาเดินทางมา แต่ต้องเป็นพันธุ์ที่มีดอกสีเหลืองเท่านั้น จึงจะมีสรรพคุณทางยา และก่อนกินต้องดูสภาพร่างกายของตัวเองด้วย ถ้ากินครั้งแรกแล้วร่างกายไม่รับต้องหยุดกินทันที และควรปรึกษาแพทย์

ที่มา msn.com

3


กรมศุลกากร เปิดรับสมัครสอบเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการ จำนวน 30 อัตรา รับสมัครทางอินเทอร์เน็ต ตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม - 10 กันยายน 2561

ประกาศกรมศุลกากร เรื่อง รับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการ

ตำแหน่งที่เปิดรับสมัครสอบ
ตำแหน่ง นักวิชาการศุลกากรปฏิบัติการ
อัตราเงินเดือน 15,000-16,500 บาท
จำนวนตำแหน่งว่าง 30 อัตรา

คุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง
ได้รับปริญญาตรี หรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่เทียบได้ในระดับเดียวกัน ในสาขาวิชา ดังนี้
1. สาขาวิชาการบัญชี
2. สาขาวิชาบริหารธุรกิจ
3. สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์
4. สาขาวิชานิติศาสตร์
5. สาขาวิชารัฐศาสตร์
6. สาขาวิชาบริหารรัฐกิจ
7. สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์
8. สาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์
9. สาขาวิชาวิทยาศาสตร์กายภาพ
10. สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ
11. สาขาวิชาคณิตศาสตร์และสถิติ
12. สาขาวิชาคอมพิวเตอร์
13. สาขาวิชาเทคโนโลยีโทรคมนาคม
14. สาขาวิชาสารสนเทศศาสตร์
15. สาขาวิชาเกษตรศาสตร์ ทางวิทยาศาสตร์การอาหาร
และเป็นผู้ขึ้นทะเบียนสอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป ระดับปริญญาตรีขึ้นไป ของ ก.พ. แล้ว

การรับสมัครสอบ
สมัครได้ทางอินเทอร์เน็ต ตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม - 10 กันยายน 2561 ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เว้นวันหยุดราชการ
ที่เว็บไซต์ http://job.customs.go.th/

เอกสารประกาศ










4


การไฟฟ้านครหลวง เปิดรับสมัครสอบเพื่อบรรจุเป็นพนักงาน จำนวน 124 อัตรา รับสมัครทางอินเทอร์เน็ต ตั้งแต่วันที่ 14 - 23 สิงหาคม 2561

ประกาศที่ ฝทม. 4/2561 เรื่อง รับสมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นพนักงาน

การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) มีความประสงค์จะรับสมัครบุคคลภายนอกและพนักงานการไฟฟ้านครหลวง เพื่อสอบคัดเลือกในคุณวุฒิต่างๆ จำนวน 26 คุณวุฒิ รวม 124 อัตรา เพื่อบรรจุเป็นพนักงาน ตำแหน่งต่างๆ โดยมีรายละเอียดดังนี้

คุณวุฒิที่เปิดรับสมัครสอบ
- คุณวุฒิปริญญาโท
- ปริญญาตรี
- ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.)
- ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)
- มัธยมศึกษาตอนต้น

การรับสมัครสอบ
สมัครออนไลน์ทางเว็บไซต์เท่านั้น ตั้งแต่วันที่ 14 - 23 สิงหาคม 2561 ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เว้นวันหยุดราชการ ที่เว็บไซต์ http://www.mea.or.th/  --> หัวข้อ ประกาศรับสมัครงาน

ดาวน์โหลดเอกสารประกาศจากการไฟฟ้านครหลวง


5


กรมท่าอากาศยาน รับสมัครบุคคลเพื่อเลือกสรรเป็นพนักงานราชการพิเศษ ตำแหน่งผู้ชำนาญการด้านการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือน 1 อัตรา เงินเดือน 40,000 บาท

1.สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป ทางด้านการจัดการการบินหรือสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง และมีประสบการณ์การทำงานด้านการวางระบบมาตรฐานการรักษาความปลอดภัย หรือด้านการรักษาความปลอดภัยท่าอากาศยาน ไม่น้อยกว่า 10 ปี

2.มีความรู้ความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษอยู่ในระดับที่สามารถใช้สื่อสารปฏิบัติงานได้ดี

ขอและยื่นใบสมัครพร้อมเอกสารหลักฐานประกอบการสมัครด้วยตนเองได้ที่ กองการเจ้าหน้าที ชั้น 9 กรมท่าอากาศยาน ภายในวันที่ 20-28 ส.ค.61 ในวันและเวลาราชการ


ประกาศกรมท่าอากาศยาน
เรื่องรับสมัครบุคคลเพื่อเลือกสรรและจัดจ้างเป็นพนักงานราชการพิเศษ
ตำแหน่งผู้ชำนาญการด้านการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือน

     ด้วยกรมการท่าอากาศยานประสงค์จะรับสมัครคุณเพื่อเลือกสรรและจัดจ้างเป็นพนักงานราชการพิเศษ ตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญการด้านการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือน ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามประกาศคณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการสรรหาและการเลือกสรรพนักงานราชการ และแบบสัญญาจ้างของพนักงานราชการ พ.ศ.2552 ลงวันที่ 11 กันยายน 2552

และประกาศคณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ เรื่อง การกำหนดลักษณะงานและคุณสมบัติเฉพาะของกลุ่มงานและการจัดทำกรอบอัตรากำลังพนักงานราชการ พ.ศ.2554 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 และฉบับที่ 2 พ.ศ.2555 ลงวันที่ 26 กันยายน 2555 จึงประกาศรับสมัครเพื่อเลือกสรรและจัดจ้างเป็นพนักงานราชการพิเศษโดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1.ชื่อตำแหน่ง/สังกัด อัตราว่าง กลุ่มงานและรายละเอียดการจ้างงาน

1.1 ตำแหน่งผู้ชำนาญการด้านการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือน จำนวน 1 อัตรา
1.2 หน่วยที่ปฏิบัติกองควบคุมมาตรฐานสนามบิน
1.3 อัตราว่างบรรจุครั้งแรก จำนวน 1 อัตรา ค่าตอบแทน 40,000 บาท
1.4 ระยะเวลาการจ้าง เป็นไปตามเกณฑ์ที่กรมท่าอากาศยานกำหนด แต่ทั้งนี้ไม่เกิน 30 กันยายน พ.ศ.2563
1.5 สิทธิประโยชน์ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ.2547 และประกาศคณะกรรมการบริหารพนักงานราชการและหลักเกณฑ์ของกรมถ้าจะสญาณที่เกี่ยวข้อง
1.6 ลักษณะงานที่ปฏิบัติ
      -พิจารณาเพื่อกำหนดกฏเกณฑ์และวิธีปฏิบัติมาตรการหรือคู่มือการปฎิบัติงานด้านการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือน เพื่อให้ท่าอากาศยานในสังกัดปฏิบัติให้ถูกต้อง ปลอดภัยและเป็นไปตามมาตรฐานสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยและมาตรฐานสากล
      -พิจารณาเพื่อกำหนดหลักสูตรและโปรแกรมการฝึกอบรม เพื่อใช้ในการศึกษา วิเคราะห์วางแผนการจัดการในเรื่องการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือนรวมถึงการขออนุมัติหลักสูตรฝึกอบรมด้านการรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือน
      -ตรวจสอบมาตรการด้านการรักษาความปลอดภัยเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายกฎเกณฑ์มาตรการที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยหรือองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) กำหนด
      -กำหนดแนวทางในการประเมินความเสี่ยงและจัดทำรายการให้แก่ผู้บังคับบัญชาตามสายงานทราบตามลำดับเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องด้านการรักษาความปลอดภัยของท่าอากาศยานและเพื่อปรับระดับความสิ้นในการรักษาความปลอดภัยของสนามบินให้เหมาะแก่สถานการณ์ภัยคุกคามที่อาจมีการเปลี่ยนแปลง
      -ถ่ายทอดความรู้ด้านการรักษาความปลอดภัยให้กับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องตลอดจนให้คำปรึกษาแนะนำแก่ผู้ปฏิบัติงานหรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ท่าอากาศยานในสังกัดได้รับการรับรองด้านการดำเนินการท่าอากาศยาน
      -เข้าร่วมประชุมด้านการรักษาความปลอดภัยกับหน่วยงานทั้งในประเทศและระหว่างประเทศในเรื่องการวางแผนเกี่ยวกับการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเพื่อให้ท่าอากาศยานในสังกัดสามารถดำเนินการได้อย่างมีระเบียบก้าวหน้าและสามารถรองรับความปลอดภัยทางการบินได้ตามมาตรฐานที่กำหนด
      -ปฏิบัติงานอื่นตามที่ได้รับมอบหมาย

2.คุณสมบัติทั่วไป และคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่งของผู้มีสิทธิสมัครเข้ารับการเลือกสรร
2.1 สมบัติทั่วไป
(1)มีสัญชาติไทย
(2)มีอายุ 35 ปีขึ้นไป
(3)ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
(4)ไม่เป็นผู้มีกายทุพพลภาพจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ไร้ความสามารถหรือจิตฟั่นเฟือน ไม่สมประกอบหรือเป็นโรคตามที่กำหนดในกฏหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน
(5)ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรรมการพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง
(6)ไม่เป็นผู้เคยต้องรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเพราะกระทำความผิดทางอาญาเว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษไม่เป็นผู้บกพร่องในศีลและทำอันดีจนเป็นที่น่ารังเกียจของสังคม
(7)ไม่เป็นผู้เคยถูกลงโทษให้ออก ปลดออก หรือไล่ออกจากราชการรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ








6


5 นิสัยส่วนตัวที่อาจส่งผลเสียต่อธุรกิจ

ชีวิตส่วนของเราก็มีผลต่อการทำธุรกิจได้เช่นกัน ธุรกิจจะดำเนินต่อไปอย่างไม่มีสะดุดได้ แม้จะมีกลยุทธ์ที่เฉียบแหลม ทีมงานที่ชาญฉลาด เงินทุนที่มากมากพอก็ตาม แต่ทว่า “นิสัยส่วนตัว” ของผู้ประกอบการก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้ข้ออื่นๆ ดังนั้นเรามาดูกันนิสัยส่วนตัวใดของผู้ประกอบการที่ส่งผลเสียต่อธุรกิจได้บ้าง

1. ขาดการพักผ่อน
หากไม่มีการพักผ่อนที่เหมาะสม คุณอาจะใช้เวลาในการจัดการโปรเจ็คธุรกิจ ซึ่งโปรเจ็คเดียวนานจนกินเวลานอนไปตลอดทั้งคืน ความเหนื่อยล้าคือความเหนื่อยใจ แต่หาผู้ประกอบการได้หยุดพักผ่อนเสียบ้าง หยุดคิดเรื่องงานสักชั่วครู่ ปล่อยใจให้ผ่อนคลาย สมองจะได้มีพื้นที่สำคัญความคิดสร้างสรรค์ใหม่ที่จะผุดขึ้นมา และมีประสิทธิภาพพอที่จะขับเคลื่อนธุรกิจไปสู่ก้าวต่อไป

2. การเงินส่วนตัวแย่
ขาดการควบคุมการใช้จ่ายเงินส่วนตัวผลกระทบต่อธุรกิจมีแน่นอน ทั้งบั่นทอนจิตใจและธุรกิจชะงัก หากคุณยังต้องกังวลเกี่ยวกับเงิน การที่ผู้ประกอบการจะแสดงความคิดสร้างสรรค์ออกมาอย่างเต็มที่ก็ทำไม่ได้เพราะมีปัจจัยเรื่องของเงินทุนเป็นตัวกำกับ ผู้ประกอบการจะต้องคิดคำนวณถึงค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่มีผลต่อธุรกิจดูในใจ แล้วสิ่งไหนที่ไม่จำเป็นและส่งผลกระทบต่อธุรกิจมากก็ให้ตัดออก ควบคุมการใช้จ่ายส่วนตัวให้อยู่วงจำกัดที่พอดีไม่มากเกินไปจนกระทบธุรกิจหรือน้อยเกินไปจนกดดันตัวเอง

3. ปัญหาด้านการสร้างความสัมพันธ์
ปัญหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ เป็นปัญหาร้ายแรงอย่างยิ่งโดยเฉพาะกับธุรกิจเพราะนั่นหมายถึงการเปิดประตูบริษัทเพื่อดึงดูดพาร์ทเนอร์หรือลูกค้าเข้าในธุรกิจของคุณ การใช้พลังงานในการทำงานเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ความสัมพันธ์จะช่วยทำให้การทำงานนั้นดูมีชีวิตชีวา ธุรกิจดูคึกคัก มีการตอบสนองร่วมกัน สร้างภาพลักษณ์องค์กร ผู้ประกอบการเข้าถึงพนักงาน พนักงานเข้าถึงผู้ประกอบการ เมื่อเกิดปัญหาก็จะสามารถแก้ไขและบูรณาการร่วมกันได้

4. ไม่ออกกำลังกาย
ผู้ประกอบการที่มีชื่อเสียงหลายคนไม่ใส่ใจกับร่างกายเลย การไม่ออกกำลังกายนั้นจะลดความแข็งแกร่งทางร่างกายและจิตใจของคุณ นอกจากนี้การเรียกความเชื่อมั่นอาจต้องใช้เวลาหากว่าคุณไม่ได้อยู่ในสภาวะที่ร่างกายพร้อมทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่สำคัญมีประโยชน์ต่อร่างกายและจิตใจ การออกกำลังกายสำหรับคนที่ไม่ชอบหรือไม่เคยออกกำลังกาย ช่วงแรกๆอาจรู้สึกว่ายาก แต่ถ้าหากทำเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอก็จะชินไปเอง

5. ยึดติดอำนาจ
ขาดความรับรู้ระหว่าง “ความกังวล และ ความรับผิดชอบ” อาจเผาทำลายตัวเองและจิตใจท้อแท้หนักยิ่งไปกว่าเดิมเมื่อรู้ว่าธุรกิจได้ได้เป็นของคุณอย่างที่หวังไว้ ลบอุปสรรคทางจิตโดยมุ่งเน้นและแก้ไขสิ่งที่เป็นความรับผิดชอบของคุณและออกจากความกังวล ให้ผู้ที่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบงานในส่วนของเขาไป คุณก็ปลดปล่อยความคิดและธุรกิจของคุณโดยมีขอบเขตบริษัทรวมอยู่ด้วย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :entrepreneur.com
ที่มา https://www.smeleader.com

7


คุณลักษณะ 10 ประการของผู้มีประสิทธิภาพ

อยากรู้ว่าตนเองเป็นคนมีประสิทธิภาพหรือไม่ ลองพิจารณาจากหลักการ 10 ข้อนี้

“Teamwork” หรือ “การทำงานร่วมกับผู้อื่น” เป็นสิ่งสำคัญในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดยเฉพาะในสายงานทางด้านโลจิสติกส์ ที่จะต้องประสานการทำงานเป็นทีมเดียวกับทั้งลูกค้า เพื่อบริหารจัดการคำสั่งซื้อมากมายมหาศาลและความต้องการที่แตกต่างกันของลูกค้าในแต่ละธุรกิจทั้งที่ต้นทางและปลายทาง ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง จะต้องประสานงานและบริหารจัดการรถขนส่งไม่ว่าจะเป็นพนักงานขับรถ พนักงานจัดเรียงสินค้า ตลอดจนพนักงานที่คลังสินค้าที่ปลายทางด้วย จึงเป็นงานที่ท้าทายความสามารถในการบริหารจัดการกระบวนการต่างๆให้ทำงานสอดคล้องกันเพื่อให้การดำเนินงานจากต้นน้ำไปปลายน้ำราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งต้องอาศัยทักษะหลายอย่างไม่ว่าจะ “การเปิดใจรับฟังผู้อื่น” “การเจรจาต่อรอง/ประนีประนอม” “ความเด็ดขาดในการตัดสินใจ” ตลอดจน “การรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตน” แต่ในขณะเดียวกันจะต้องมองประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลักด้วย ก่อนที่เราจะบริหารจัดการทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราก็ควรเป็นผู้ที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน ซึ่งต้องอาศัยคุณลักษณะ 10 ประการ ดังต่อไปนี้

1.) มีเป้าหมาย/ภารกิจที่ต้องจัดการอย่างชัดเจน

การที่เราจะเป็นคนที่มีประสิทธิภาพได้นั้น จะต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน และ สามารถวัดผลได้ก่อนและไม่จำเป็นต้องยาก โดยเริ่มจากเป้าหมายระยะสั้นก่อนก็ได้ เพราะถ้าเราตั้งเป้าหมายไว้สูงเกินไป แล้วเราทำไม่ได้ จะกลายเป็นความกดดันตัวเอง แต่ถ้าเราสามารถทำเป้าหมายระยะสั้นของเราได้สำเร็จแล้ว เราก็จะมีกำลังใจมากขึ้น และสามารถทำตามเป้าหมายต่อ ๆ ไปได้ แต่เป้าหมายที่ดี จะต้องเป็นเป้าหมายที่ไม่ง่ายและไม่ยากจนเกินไป ยกตัวอย่างเช่น เป้าหมายระยะสั้น คือ จะต้องสามารถจัดการแก้ไขปัญหาให้กับลูกค้าได้ภายในสิ้นเดือนนี้ หรือ เป้าหมายระยะยาว คือ จะต้องเป็นธุรกิจชั้นนำของประเทศไทยภายในปี 2020 เป็นต้น

2.) การจัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่ต้องรับผิดชอบ

การที่จะต้องรับผิดชอบต่อสิ่งต่างๆมากมายไม่ได้หมายความว่าเราเป็นคนเก่ง/คนมีประสิทธิภาพ เพราะแท้จริงแล้วคนที่มีประสิทธิภาพจะต้องสามารถรับผิดชอบสิ่งต่างๆได้อย่างดีด้วย เราอาจจะเห็นได้ว่า ผู้บริหารส่วนใหญ่ก็ต้องมีความรับผิดชอบมากมาย แล้วทำไมเขาถึงประสบความสำเร็จ? เหตุผลง่าย ๆก็เพราะว่าพวกเขาเหล่านั้น สามารถกระจายความรับผิดชอบไปยังส่วนต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาส่วนใดส่วนหนึ่ง ก็ให้คนที่รับผิดชอบส่วนนั้นเป็นคนแก้ไขปัญหา หากแก้ไม่ได้ เขาจึงจะเป็นผู้ที่จะเข้าไปช่วยเหลือในภายหลังนั่นเอง ทั้งนี้ จะต้องร่วมถึงการไม่เสียเวลาให้กับเรื่องไม่เป็นเรื่องเป็นอันขาด แต่จะให้เวลากับเรื่องที่สำคัญที่มีผลกระทบต่อการทำงานและต่อคนจำนวนมาก

3.)คิดก่อนพูด . . . โดยเฉพาะคำว่า “ใช่”

ก่อนจะพูดอะไรจะต้องผ่านกระบวนการคิด กลั่นกรองอย่างดีแล้วเท่านั้น เพราะสิ่งที่พูดจะเป็นเสมือน “คำมั่นสัญญา” ที่ผูกมัดความรับผิดชอบไว้กับเรา หากเราไม่สามารถทำได้อย่างที่พูด ก็จะเกิดผลเสียกับตัวเรา ดังนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่เกิดแนวคิดใหม่ๆ เราควรจะประเมินผลของแนวคิดนั้นๆก่อน ว่าดีพอ/ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการจริงๆหรือไม่ ซึ่งแน่นอน ต้องคิดตามหลักความเป็นจริงและคิดทบทวนหลายครั้ง ก่อนที่จะลงมือทำ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด หรือถ้าจะเกิดก็จะต้องเกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด

4.) การเข้าใจเหตุผลของการกระทำ

การเข้าใจเหตุผลหรือที่มาของการกระทำต่างๆของผู้ร่วมงาน/ทีมงาน/ผู้อื่นโดยไม่ใช้อารมณ์มาเป็นเครื่องมือในการตัดสิน ถือเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เมื่อเราเข้าใจสาเหตุของการกระทำนั้น ๆ แล้ว เราก็จะเป็นคนที่มีความคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล เป็นที่รักของคนรอบข้าง และจะมีความสุขในชีวิตไม่ว่าจะเป็นชีวิตการทำงานหรือชีวิตส่วนตัว

5.) ให้ผลสำเร็จเป็นตัวประกาศชัยชนะ

ไม่ต้องพูดให้เยอะความ แต่ให้ผลลัพธ์จากการกระทำ/ความรับผิดชอบต่อหน้าที่เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความสามารถของเราแทนคำพูด ตามสุภาษิตที่ว่า “การกระทำ สำคัญกว่าคำพูด/สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น ” เชื่อว่าทุกคนเคยคิดสงสัยอยู่เสมอว่า คนที่ออกมาพูดนั้นพูดนี่เยอะแยะไปหมด เขาทำได้อย่างที่พูดจริงหรือเปล่า แต่กับคนที่ไม่พูดอะไรเลย แต่สามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราไม่เคยจะตั้งข้อสงสัยกับเขาเลยแม้แต่นิดเดียว


 
6.) ช่วยให้ผู้อื่นทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน

นอกจากตนเองจะเป็นคนที่มีประสิทธิภาพแล้ว การที่คนรอบข้างทำงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วยจะกลายเป็นพลังในการขขับเคลื่อนงานที่สำคัญ เช่น เจ้านายสอนลูกน้องให้ลดขั้นตอนการทำงานที่ไม่จำเป็น แนะนำการแก้ไขปัญหาต่างๆได้อย่างชัดเจน ฯลฯ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงานหรือเรื่องการใช้ชีวิตก็เป็นสิ่งดีเช่นกัน เพราะนั่นจะทำให้ลูกน้องมีความสุขทั้งในการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนตัว

7.) กระบวนการถัดไปคือลูกค้าของเรา

การนึกถึงลูกค้าเป็นสำคัญ นั่นคือ การจะทำอะไรก็ตามสิ่งนั้นจะต้องเป็นสิ่งที่ลูกค้ามีความต้องการจริงๆ ไม่ใช่เกิดจากการที่คิดว่าลูกค้าต้องการ เราน่าจะเคยเห็นสินค้าหลายชนิดที่ดูดีมาก แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ก็เพราะสินค้านั้นมันไม่ได้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง นอกจากลูกค้าของเราแล้ว เราต้องนึกถึงลูกค้าที่เป็นเพื่อนร่วมงานของเราด้วย เราต้องคิดเสมอว่า “The next process is our customer” หรือ “กระบวนการถัดไปคือลูกค้าของเรา” ฉะนั้น หากเราทำงานไปได้ไม่ดี ไม่ชัดเจน กระบวนการถัดไปก็จะเกิดปัญหาด้วยเช่นกัน ผลที่ได้คือนอกจากเราจะทำงานได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพแล้ว เราก็จะตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ไม่ดีเท่าที่ควรอีกด้วย

8.) พยายามเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่า

การพยายามปรับปรุง/เปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆให้ดีขึ้นด้วยตนเองโดยไม่ต้องให้ใครมาบอก เช่น เรามีปัญหาจากกระบวนการทำงานที่ซับซ้อน ไม่มีการแบ่งงานกันทำอย่างชัดเจน ซึ่งคนที่มีประสิทธิภาพจะเป็นคนที่เล็งเห็นถึงปัญหานี้และพยายามหาวิธีการแก้ไขให้ดีขึ้น โดยไม่จำเป็นว่าคนๆนี้จะเป็นคนที่ต้องแก้ปัญหาด้วยตนเองเพียงแต่เขามีความคิดที่อยากจะพัฒนาสิ่งต่างๆให้ดีขึ้นก็ดีมากแล้วและนั่นเป็นก้าวแรกของการเป็นคนที่มีประสิทธิภาพด้วย

9.) ตั้งใจทำเพื่อให้งานสำเร็จ

ลงมือทำงานต่างๆให้เสร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี แต่อย่างไรก็ตาม ก็จะต้องไม่เอางานทุกอย่างมาทำแต่เพียงผู้เดียว แต่จะต้องทำงานที่ตนเองมีความรู้จริง เพื่อให้งานที่ออกมานั้นเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด ส่วนงานอื่นๆที่ไม่ถนัด ก็จะต้องประสานงานกับเพื่อนร่วมงานที่มีความสามารถในเรื่องนั้นๆ ให้ช่วยกันทำงานร่วมกัน และใช้โอกาสนั้นเรียนรู้เพิ่มเติมในเรื่องที่เราไม่ถนัดจากเพื่อนร่วมงานจะดีกว่า

10.) ใฝ่รู้และเรียนรู้อยู่เสมอ

หมั่นฝึกฝนตนเองและหาความรู้เพิ่มเติม โดยต้องไม่คิดว่าเรารู้ดีแล้ว ต้องพร้อมเรียนรู้ในสิ่งใหม่ ๆ โดยเริ่มต้นง่าย ๆ คือต้องมีสุขภาพกายที่ดี เมื่อร่างกายแข็งแรง การทำสิ่งต่าง ๆ ก็จะง่ายขึ้น จากนั้นก็หมั่นบำรุงความคิด ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือเพิ่มเติม การฟังสัมมนาต่าง ๆ  และต้องพัฒนาจิตวิญญาณและอารมณ์ ให้เป็นคนที่สงบ ไม่ฟุ้งซ่าน และ เข้าใจตนเองและผู้อื่น

สุดท้ายแล้ว แม้ว่าจะมีคุณลักษณะทั้ง 10 ประการแล้วก็ตาม สิ่งสำคัญไม่แพ้กัน คือ “Synergy” หรือ “การประสานงานกับผู้อื่นเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี” โดยจะต้องเข้าใจและยอมรับในความต่างกันของคน มองความแตกต่างให้เป็นประโยชน์มากกว่าโทษ และพยายามนำข้อดีของความแตกต่างมาใช้ในทางที่สร้างสรรค์ ใช้ในทางที่เกิดประโยชน์ ซึ่งต้องอาศัยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการเรียนรู้ร่วมกันเพื่อให้เกิดการพัฒนาการในการทำงาน แล้วความสำเร็จของงานจะมาถึงทีมอย่างแน่นอน

ขอบคุณข้อมูลจาก SCGLogistics

8


5 ขั้นตอนการต่อรองอย่างมีศิลปะแบบมืออาชีพ

สำหรับทุกๆธุรกิจ การเจรจาตกลงธุรกิจกันนั้นนอกเหนือจากข้อตกลง เงื่อนไข และความต้องการพื้นฐานที่ตอบโจทย์ในการทำธุรกิจร่วมกันแล้ว “การต่อรองราคา” ก็เป็นหนึ่งในขั้นตอนสุดคลาสสิกก่อนการปิดการขายที่ขาดเสียไม่ได้ มันเป็นเหมือนวัฒนธรรมหรือธรรมเนียมปฏิบัติ เสน่ห์ที่ท้าทายอย่างหนึ่งในการเจรจาธุรกิจ แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะมีทักษะความสามารถในการต่อรองไปหมดทุกคน สิ่งเหล่านี้ล้วนมากจากประสบการณ์และไหวพริบเฉพาะตัว ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเป็นเรื่องที่ฝึกฝนกันไม่ได้ แต่ต้องใช้เวลาและความเข้าใจในการต่อรองและการมองพฤติกรรมบุคคลให้สอดคล้องด้วย หากจะว่าไปแล้ว “การต่อรอง” (Negotiation) ก็เป็นศิลปะในการใช้คำพูดที่น่าสนใจเลยทีเดียว
 
และการจะเป็นนักต่อรองอย่างมือชีพและมีศิลปะในการพูดต่อรอง มากกว่าการกดดันฝ่ายตรงข้าม นี่คือ 5 ขั้นตอนในการปฏิบัติเพื่อให้การต่อรองในธุรกิจครั้งสำคัญนั้นๆของคุณ จบลงความความพึงพอใจของทั้งสองฝ่าย

1. สร้างความสัมพันธ์
การเจรจาต่อรองที่ชาญฉลาดจะต้องเริ่มต้นที่การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันเสียก่อนที่จะดำเนินการในขั้นต่อไป การทำเช่นนี้จะทำให้คุณได้รับความรู้สึกดีต่อตัวบุคคลกลับมา ในทางกลับกัน “ความรู้สึกส่วนตัว”นี้จะเป็นส่วนสำคัญในการเจรจาต่อรอง ดังนั้นมีมีความสัมพันธ์และความรู้สึกส่วนตัวที่ดีก็จะทำให้มีความจริงใจและเปิดกว้างในการพูดคุย

ความซื่อสัตย์และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่เห็นภาพได้ชัด ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญในการเจรจาต่อรอง เมื่อคุณอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุด การต่อรองเป็นผลมาจากการเคารพ ไม่เพียงแต่เป็นนักธุรกิจ แต่ในฐานะมนุษย์ “ความเชื่อใจ” ที่ได้รับจากการยกย่องนับถือ เป็นกุญแจสำคัญในการเจรจาต่อรองที่ประสบความสำเร็จ

2. เลือก “น้ำผึ้งมากกว่าน้ำส้มสายชู”
เลือกน้ำผึ้งมากกว่าน้ำส้มสายชู หมายถึง เลือกที่จะเป็นของแท้ ตัวจริง แต่ในขณะเดียวกันต้องไม่ประมาทความสามารถตามธรรมชาติของคนอื่นที่จะรู้สึกได้ว่าคุณเป็นตัวจริงหรือไม่ ความจริงใจ การบิดเบือน และความลับ สิ่งเหล่านี้ต่างเป็นความรู้สึกที่ไม่สามารถปิดบังซ่อนเร้นได้

เมื่อมีการเจรจาต่อขึ้น คุณเองก็จะสามารถรับรู้ค่าสถานะของอีกฝ่ายว่าเหนือกว่าคุณหรือว่าขาดความสมบูรณ์แบบมากน้อยแค่ไหน สิ่งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการต่อรอง

3. โฟกัสที่ได้รับผลประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย (Win-Win)
ผลประโยชน์ที่น่าพึงพอใจร่วมกันทั้งสองฝ่าย หรือที่เรียกว่า Win-win ทั้งคู่ไม่มีใครเสียเปรียบหรือได้เปรียบ วิธีการนี้จะทำให้เดินหน้าไปด้วยกันได้ดี หากในการเจรจาต่อรองทุกครั้งคุณคิดอยู่เพียงอย่างเดียวว่าคุณจะต้องเป็นฝ่ายที่กำชัยชนะ คุณจะกลายเป็นนักเจรจาที่น่ากลัว น่าขยาด และไม่มีใครอยากร่วมงานด้วย

การเข้าใจทุกฝ่ายแม้กระทั้งคนที่คุณทำงานด้วยมีความสำคัญสำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้อง ความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อการเจรจาต่อรองที่ดี เพราะในที่สุดแล้วเราทุกคนจะต้องหาทางออกร่วมกันในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ

4. มีความเป็นผู้ใหญ่
อย่าลืมว่าเราทุกคนมีความเป็นเด็กและความเป็นผู้ใหญ่อยู่ภายใน มันน่าสังเกตที่ว่าแม้แต่ในข้อตกลงธุรกิจระดับต้องพังลงเพราะมีคนในโต๊ะสนทนาเริ่มแสดงการอาการแบบเด็กๆ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ควรจะเก็บเอาไว้ในใจเพราะมันจะทำลายสมดุลของตัวคุณเอง และนำเอาคุณอื่นๆหนีออกจากความสมดุลในการเจรจาต่อรองออกไปด้วย ดังนั้นควรที่จะรวบรวมความเป็นผู้ใหญ่ภายในตัวออกมา เพราะมันจะสร้างความน่าเชื่อถือ ดูมีวุฒิภาวะ ทั้งทางอารมณ์และความคิด ซึ่งนั้นจะทำให้คุณเหนือกว่าคนอื่นไปหนึ่งก้าว

5. เคารพจังหวะของความสัมพันธ์
โปรดจำไว้เสมอว่าทุกอย่างมี “จังหวะ”ของมัน อย่าผลักดันมัน บ่อยครั้งสิ่งที่ดีที่สุดคือ”การไม่พูดอะไร” อย่าลืมว่าการนิ่งเงียบสามารถเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมาก เปิดโอกาสให้ตัวเองและคนอื่นๆมีเวลาและพื้นที่ในการสะท้อนให้เห็นถึงทุกอย่างที่มีการกล่าวถึง อย่าไปเร่งรีบมัน พยายามรู้สึกเป็นธรรมชาติ และจังหวะที่เหมาะสมของทุกคนที่ร่วมโต๊ะสนทนารวมทั้งตัวคุณเองก็จะมาถึง

การปิดการเจรจาต่อรอง
สำหรับ 5 ข้อที่กล่าวไปนั้น เพื่อการเรียนรู้ศิลปะของการเจรจาต่อรอง โดยสามารถนำไปปรับตามรูปแบบของแต่ละคน ทั้งนี้การเจรจาต่อรองเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ โดยการปลูกฝังและการบำรุงรักษาสายสัมพันธ์ที่ดีกับทุกคน คุณไม่ได้เพียงแค่การสร้างข้อตกลง แต่คุณจะได้รับการปลูกฝังความสัมพันธ์ในระยะยาวเช่นเดียวกับชื่อเสียง

ที่มา entrepreneur.com
https://www.smeleader.com

9


10 ทักษะจำเป็นสำหรับธุรกิจในยุคไทยแลนด์ 4.0

เมื่อโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุค 4.0 เราจำเป็นต้องปรับตัวไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ร่วมกันพัฒนาประเทศตามนโยบาย ประเทศไทย 4.0 หรือThailand 4.0 เพื่อปรับโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยสู่การเป็นเศรษฐกิจที่มีมูลค่าเพิ่ม (Value - Based Economy) ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งจะช่วยให้ไทยก้าวขึ้นเป็นประเทศชั้นนำด้านความสามารถในการแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม การที่ประเทศไทยจะพัฒนาไปสู่จุดนั้นได้ ปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จอยู่ที่การพัฒนา “คน” ให้มีความเชี่ยวชาญในแต่ละสาขาอาชีพ โดยเฉพาะผู้ประกอบธุรกิจจะต้องพัฒนาเป็นองค์กรธุรกิจยุคใหม่ มีการสร้างตราสินค้า (Brand) ของตัวเอง ใช้ดิจิทัลและ E-Commerce สร้างตลาดรวมถึงต้องให้ความสำคัญในการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) และนวัตกรรม (Innovation) เพื่อสร้างโอกาสในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น คนทำงานยุคใหม่จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีทักษะในการทำงานที่สอดคล้องกับโลกยุคดิจิทัลที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอย่างในปัจจุบันซึ่งนอกจากจะต้องมีทักษะพื้นฐานในด้านไอที และภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่นและภาษาหลักอื่นๆ แล้ว ยังมีอีก 10 ทักษะจำเป็นที่จะต้องมี เพื่อให้เป็นทรัพยากรบุคคลที่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพในการทำงาน อันจะนำพาองค์กรธุรกิจให้เจริญก้าวหน้าในยุคไทยแลนด์ 4.0 นี้ ซึ่งได้แก่

1.การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน (Complex Problem Solving)

2.การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking)

3.ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)

4.การบริหารบุคคล (People Management)

5.การร่วมมือกับผู้อื่น (Coordinating with Others)

6.ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence)

7.การลงความเห็นและการตัดสินใจ (Judgement and Decision Making)

8.การใส่ใจความต้องการของลูกค้า (Service Orientation)

9.การต่อรอง (Negotiation)

10.ความยืดหยุ่นทางปัญญา (Cognitive Flexibility)

อ้างอิง admissionpremium.com

10


อังกาบหนู สมุนไพรรักษามะเร็ง


วันที่ 13 ส.ค. 61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่นายพิภพ  ไขแจ้ง อายุ 60 ปี ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านวัดโบสถ์ หมู่ 5 ต.เมืองบางขลัง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย ได้ออกมาเปิดเผยถึงสรรพคุณของ “ต้นผ่าด้าม” ที่ช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพทางเพศได้เป็นอย่างดี ถึงขั้น “ไวอะกร้า” ยังต้องเรียกพี่ หากกินเข้าไป 2 ชั่วโมง จะเห็นแม่บ้านสวยทุกวินาที คนเตะปี๊บไม่ดังมาแรมปีให้กินสามลูก รับรองเห็นผลพลังเยี่ยงม้าศึก จนกลายเป็นข่าวโด่งดังมาแล้วนั้น ล่าสุด นายพิภพ  ไขแจ้ง ได้ออกมาเปิดเผยอีกว่า ยังมีพืชสมุนไพรอีกตัวหนึ่งที่สรรพคุณน่าทึ่งยิ่งกว่า เพราะสามารถรักษาโรคมะเร็งระยะสุดท้ายให้หายได้ เพียงแค่เด็ดกิ่งก้านใบมาต้มดื่มเหมือนน้ำชา โดยกินติดต่อกันไม่กี่เดือนก็จะเห็นผลทันที พืชที่ว่านั้นก็คือ “ต้นอังกาบหนู” เป็นไม้พุ่มเตี้ย สูงประมาณ 1-1.5 เมตร ลำต้นเกลี้ยง มีหนามยาวรอบข้อ ออกดอกสีเหลืองตามซอกใบ และปลูกง่ายมาก



“เมื่อหลายปีที่แล้วผมป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 2 เพราะสูบบุหรี่จัด และยาปัจจุบันก็ไม่มีรักษา เลยลองหันมาพึ่งพาพืชสมุนไพรพื้นบ้าน โดยพระครูพิพัฒน์สุตากร เจ้าอาวาสวัดโบสถ์ แนะนำให้เอายอดใบต้นอังกาบหนูที่มีปลูกอยู่ในวัดไปต้มดื่มกินเช้า กลางวัน เย็น ปรากฏว่าแค่เดือนเดียว อาการหายใจติดขัด เจ็บหน้าอก ปวดหลัง ก็หายทันที พอถึง 3 เดือนไปเอ็กซเรย์ปอดที่กรุงเทพฯ ก็พบว่าจุดดำเริ่มจางลง และหายไปในที่สุด” นายพิภพ กล่าวอีกว่า นอกจากตัวเองกินหายแล้ว ยังมีเพื่อนชื่อแดง ชาว อ.ศรีสำโรง อีกคน ป่วยเป็นมะเร็งตับระยะสุดท้าย เขาให้กลับมาตายที่บ้าน จึงแนะนำให้ลองกินต้นอังกาบหนู ปรากฏว่าผ่านไปหนึ่งเดือน อาการท้องแข็งโตเหมือนคนใกล้คลอดก็ยุบลงอย่างเห็นได้ชัด พอกินมาได้ 6 เดือน ท้องที่เคยโตก็ยุบและหายเป็นปกติ ผ่านมา 3 ปีแล้ว ปัจจุบันก็ยังมีชีวิตอยู่ และขับรถไถนาทำงานได้เหมือนเดิม “อังกาบหนูจะใช้ต้มดื่มเพื่อขับสารพิษตกค้างในร่างกายก็ได้ หรือจะกินใบอ่อนสดๆ เป็นเครื่องเคียงแกล้มลาบก็ดี มีรสออกขมนิดๆ และผมก็กินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเป็นสิบปีแล้ว ทั้งลูกผ่าด้ามและอังกาบหนู ยืนยันรักษาโรคได้จริง และมีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายแน่นอน” ผอ.พิภพ กล่าว



พระครูพิพัฒน์สุตากร เจ้าอาวาสวัดโบสถ์ (เมืองโบราณบางขลัง) เปิดเผยว่า เมื่อ 7 ปีที่แล้ว พี่ชายได้ป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่ลำคอ มีแผลเน่า พูดไม่ได้ ญาติทุกคนคิดว่าตายแน่ แต่ก็มีชีวิตรอดมาได้ถึงทุกวันนี้ หลังจากให้กินน้ำต้มใบอังกาบหนู ทางสายยางผ่านจมูก เช้า-เย็น เพียงแค่ 3 วัน แผลที่เป็นหนองก็แห้งตกสะเก็ด พอวันที่ 15 ช่องที่เป็นโพรงก็หายสนิท กระทั่ง 6 เดือนผ่านไป ร่างกายของพี่ชายอาตมาก็หายป่วยเป็นปกติ และยังมีชีวิตอยู่ ปัจจุบันอายุ 52 ปีแล้ว

“ครั้งแรกที่รู้จักยาตัวนี้ เพราะว่ามีชาวบ้านที่ป่วยเป็นมะเร็งกระดูกระยะที่ 3 ได้ฝันเห็นพญานาคสีทองขดอยู่ในมณฑปโบราณเมืองบางขลัง ตรงกลางลำตัวมีใบไม้เท่าฝ่ามือ และมีฤษีเดินออกมาจากผนังมณฑป บอกว่าให้เอายาตัวนี้ไปกินแล้วจะหายโรค เขาจึงมาถามว่าในมณฑปมียาสมุนไพรอะไรมั๊ย อาตมาจึงว่าไม่มี แต่มีตรงทิศใต้ของมณฑป คือ ต้นอังกาบหนู ลองไปดูว่ามันคล้ายในฝันมั๊ย แล้วเขาก็เด็ดใบไปต้มกิน ปรากฏว่ากินไปได้ 2 เดือนก็หายโรค และมีชีวิตอยู่ถึงทุกวันนี้ พอหลายคนทราบข่าวก็เลยลองกินตาม นับทั้งหมดได้ 13 คน ที่หายป่วยจากโรคมะเร็งเพราะกินน้ำต้มใบอังกาบหนู” พระครูพิพัฒน์สุตากร กล่าว

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลที่มีระบุว่า ใบและรากของต้นอังกาบหนูมีสรรพคุณมากมาย ทั้งช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย ลดไข้ แก้หวัด ขับเสมหะ แก้ปวดฟัน รักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน แก้หูอักเสบ แก้อาการท้องผูก อาหารไม่ย่อย แก้พิษงู รักษาโรคคัน กลากเกลื้อน แก้ฝี อัมพาต โรคปวดตามข้อ และปวดหลัง ฯลฯ แต่ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่ารักษาโรคมะเร็งได้จริงหรือไม่ นอกจากผู้ป่วยที่มีประสบการณ์โดยตรงเท่านั้น จึงอยากให้หน่วยงานเกี่ยวข้องตรวจสอบและเร่งทำการวิจัยต่อไป

ที่มา หนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์

11
"พ่อครับ ข้างบ้านขโมยสอยมะม่วงเราครับ"
เด็กชายตัวน้อยวิ่งตื๋อมาหาพ่อ

พ่อหัวเราะแล้วถาม
"เราเหลืออีกหลายลูกไหม? ลูก"
"ผมเห็นอีกหลายลูกเลยครับ"
"งั้นไปสอยมะม่วงสุกมาให้พ่อสักเจ็ดลูกสิ"

เด็กชายเข้าใจว่าพ่อคงใช้ให้สอยมะม่วงเพราะกลัวเพื่อนบ้าน
จะขโมยอีก จึงรีบสอยมะม่วงมาให้พ่อ

เมื่อได้มะม่วงก็หอบมาให้พ่อ หวังว่าจะได้ทานกันอย่างเอร็ดอร่อย
แต่ปรากฎว่า ผู้เป็นพ่อนำมะม่วงทั้งหมดมาจัดใส่ตะกร้าอย่างสวยงาม
แล้วจูงมือลูกชายไปกดกริ่งหน้าประตูของเพื่อนบ้านที่ลูกชายบอกว่า
สอยมะม่วงไป

เด็กชายงง ไม่เข้าใจว่าพ่อจะทำอะไร  เมื่อเพื่อนบ้านเปิดประตูรั้วออกมา
เป็นชายวัยกลางคน หน้าตามีพิรุธเหมือนทำผิดอะไรบางอย่าง
ผู้เป็นพ่อจึงยื่นมะม่วงทั้งตะกร้าให้ แล้วกล่าวว่า

"ผมเอามะม่วงมาฝากครับ เป็นเพื่อนบ้านอยู่บ้านข้างๆนี่เอง
มีอะไรก็บอกกันนะครับ จะได้ช่วยเหลือกัน"

ชายคนนั้นมีสีหน้าเสียใจอย่างเห็นได้ชัด เขาบอกให้พ่อรอสักครู่
พร้อมทั้งกลับมาด้วยตะกร้าใบเดิม แต่คราวนี้มีไข่ไก่เต็มตะกร้า

"ผมเลี้ยงไข่ไก่ไว้หลายตัว  ขอให้ไข่ไก่เป็นของตอบแทนน้ำใจนะครับ"

พ่อกล่าว..ขอบคุณ  แล้วจูงมือเด็กชายกลับบ้าน เด็กชายถามพ่อด้วยความสงสัย

"ทำไม? พ่อถึงเอามะม่วงไปให้เขา แทนที่จะไปทวงมะม่วงของเราคืนมา"

"ถ้าพ่อไปทวงมะม่วง เราอาจจะได้มะม่วงคืน แต่เราจะเสียเพื่อนบ้าน
และอาจจะโกรธกัน แต่นี่พ่อเอามะม่วงไปให้เขาเจ็ดลูก รวมที่เขาสอยไปหนึ่งลูกเป็นแปดลูก แต่เราได้ทั้งน้ำใจเขา ซึ่งก็คือไข่ตะกร้าใหญ่ แถมยังได้เพื่อนบ้านเพิ่ม  ลูกว่าแบบไหนดีกว่ากันล่ะ"

อารมณ์ คือ ปัญหา
สติ ปัญญา คือ ทางออก
การใช้อารมณ์ มักเป็นตัวเริ่มต้นปัญหาต่างๆของมนุษย์  การใช้สติปัญญา ก่อนที่จะเกิดอารมณ์ไม่ดีต่อกัน ย่อมจะเป็นหนทางที่ดี ทั้งในการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา และการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้อง

ชีวิตมีค่ากว่าอารมณ์
น่าเสียดายที่หลายคนต้องสูญเสียอนาคต  เพราะไม่สามารถควบคุมอารณ์ได้

ปัญหาทุกอย่างมีทางออกเสมอ
หากเรามองปัญหาต่างๆด้วยสติปัญญาอย่างรอบคอบ ถ่องแท้ ให้เข้าใจที่มาของปัญหาที่เหตุของมันแล้ว  เราย่อมจะได้แนวทางแสงสว่างนำทางที่จะแก้ปัญหาได้เสมอ 

การมีเพื่อนสักร้อยคน ก็น้อยไป
มีศัตรูเพียงคนเดียว ก็มากเกิน

การมีเพื่อนนั้น ไม่ยาก
แต่การรักษาเพื่อนเอาไว้นานๆนั้น ยากกว่า

#คนอยากรวยเพื่อน

12


OKRs (Objective & Key Results) คืออะไร มีแนวการคิดอย่างไร

หลายคนอาจจะเริ่มได้ยินคำว่า OKRs มากขึ้นเรื่อย ๆ ในระยะหลัง และอาจจะสงสัยว่ามันคืออะไรกันแน่ คำว่า OKRs ย่อมาจากคำว่า Objective ที่แปลว่าวัตถุประสงค์ และคำว่า Key Results ซึ่งแปลว่าผลลัพธ์หลักครับ

ขอเริ่มจาก Objective ก่อนแล้วกันนะครับ คำนี้แปลเป็นไทยง่าย ๆ ว่า วัตถุประสงค์ มันคือจุดมุ่งหมายสำคัญของเราครับ ในการทำ OKRs ในองค์กรนั้น ผู้จัดทำก็จำเป็นต้องสร้าง Objective ของงานของตัวเองให้ชัดเจน

ตรงนี้สำคัญมากนะครับ โดยปกติ ผู้บริหารระดับสูงจะต้องตั้ง วัตถุประสงค์ขององค์กรตัวเองขึ้นมาก่อน ไม่งั้นคนทำงานในแต่ละฝ่ายงานก็ไม่ทราบว่า เขาควรจะต้องวัตถุประสงค์ของฝ่ายงานตัวเองอย่างไร

สมมุตินะครับ ผมเป็น CEO วัตถุประสงค์หลักของผมก็คือ เพิ่มกำไรให้กับบริษัท คราวนี้ พอมาถึง ผู้จัดการฝ่ายตลาด ก็อาจจะต้องวัตถุประสงค์ที่มันสอดคล้องกับ วัตถุประสงค์หลักของ CEO ที่ต้องการเพิ่มกำไร เช่น ตั้งว่าจะต้องเพิ่มรายได้ ส่วนผู้จัดการฝ่ายผลิต ก็อาจจะตั้ง วัตถุประสงค์ว่า ต้องลดค่าใช้จ่าย

คราวนี้ แผนกขาย ซึ่งอยู่ภายใต้ฝ่ายตลาด เมื่อเห็นวัตถุประสงค์ของฝ่ายตลาด ต้องการเพิ่มรายได้ เขาก็อาจจะตั้งวัตถุประสงค์เป็น การเพิ่มจำนวนลูกค้า ในขณะนี้ แผนกสนับสนุนการขาย ก็อาจจะตั้งวัตถุประสงค์เป็น จัดทำ Website เพื่อสนับสนุนการขาย ส่วนแผนกซ่อมบำรุงที่อยู่ภายใต้ฝ่ายผลิต พอเห็นวัตถุประสงค์ฝ่ายผลิตเป็นการลดค่าใช้จ่าย ก็อาจจะตั้งวัตถุประสงค์เป็น การทำให้เครื่องจักรใช้งานได้อย่างสม่ำเสมอ เป็นต้น

จะเห็นว่า วัตถุประสงค์ของแต่ละแผนก ก็จะสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของฝ่ายงาน ซึ่งก็จะสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ CEO ไปตามลำดับ

ในทางปฏิบัติแล้ว มีข้อแนะนำว่า วัตถุประสงค์ของแต่ละคน ไม่ควรมีเกิน 3-5 ข้อครับ เพราะปกติ OKR จะมีการประเมินรายไตรมาส การตั้งเกิน 5 ข้อ มันจะทำให้เราไม่ Focus และจะทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่าง

อีกประการหนึ่งคือการตั้งวัตถุประสงค์นั้น ยังไม่ต้องมีตัวเลขใด ๆ นะครับ วัตถุประสงค์จะมีลักษณะเชิงคุณภาพ เช่น เพิ่มกำไร เพิ่มรายได้ ลดค่าใช้จ่าย อะไรทำนองนี้

ข้อควรระวังอีกประการคือ พยายามหลีกเลี่ยงการตั้งวัตถุประสงค์ในสิ่งที่เราต้องทำเป็นประจำอยู่แล้ว เช่น ปิดบัญชี ดำเนินการผลิต แต่ควรตั้ง วัตถุประสงค์ที่จะทำให้เราได้ผลลัพธ์ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น เช่น สามารถสามารถสร้างข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจได้ถูกต้องมากขึ้น หรือลดของเสียในการผลิตลง

คำต่อไปคือคำว่า Key Results ครับ Key Results คือการวัดว่าเมื่อไรถึงเรียกว่าเราบรรลุ วัตถุประสงค์ หรือ Objective ที่เราตั้งไว้แล้ว

เช่น สมมุติว่า วัตถุประสงค์ของ CEO คือการเพิ่มกำไร Key Results ก็อาจจะวัดจาก กำไรเพิ่มขึ้นอย่างต่ำ 10% หรือวัตถุประสงค์ของฝ่ายตลาดคือ ต้องการเพิ่มรายได้ Key Results ก็อาจจะเป็น อัตราการเพิ่มขึ้นของรายได้ อย่างต่ำ 20% อะไรทำนองนี้

สรุปง่าย ๆ ว่า วัตถุประสงค์คือสิ่งที่เราอยากสำเร็จ ส่วน Key Results ก็คือวิธีการวัดสิ่งนั้น วัตถุประสงค์จะเป็นอะไรที่ไม่ใช่ตัวเลข แต่ Key Results จะเป็นตัวเลขครับ

อีกอย่างครับ วัตถุประสงค์ 1 ข้อ ส่วนใหญ่จะแนะนำให้มี Key Results ไม่เกิน 4-5 ข้อครับ (คือตัววัดอย่าให้มากเกิน 4-5 ตัววัดต่อวัตถุประสงค์ 1 ข้อ นั่นเอง)

Key results อาจจะเป็นการวัดผลลัพธ์หรือการวัด Milestone ก็ได้ครับ ยกตัวอย่างเช่น ถ้า วัตถุประสงค์คือ จัดทำ Website เพื่อสนับสนุนการขาย Key Results อาจจะเป็น สามารถจัดทำให้ Website เสร็จสิ้น 100% ในเดือนตุลาคม (Milestone) หรือ มีคนเข้า Website อย่างน้อย 1,000 รายต่อวัน (ผลลัพธ์)

Key results เป็นผลลัพธ์ แต่ไม่ใช่กิจกรรมนะครับ ดังนั้น ถ้าเราเริ่มใช้คำว่า วิเคราะห์ ช่วยเหลือ เข้าร่วม ส่วนใหญ่แล้ว เราจะพูดถึงกิจกรรมมากกว่าผลลัพธ์ครับ ให้ลองถามต่อว่า วิเคราะห์ไปเพื่ออะไร ช่วยเหลือให้เกิดอะไร หรือ เข้าร่วมไปทำไม

มาดูตัวอย่างของ OKRs กันดีกว่าครับ เริ่มจาก OKRs ของ CEO ก่อนเลยนะครับ เริ่มต้น CEO อาจตั้ง OKRs ของตัวเองดังต่อไปนี้

Objective: เพิ่มกำไร
Key Results: กำไรมากกว่า 10%

คราวนี้ เมื่อฝ่ายตลาดจะสร้าง OKRs ขึ้นมา เขาก็ต้องดูว่า เอ CEO ต้องการเพิ่มกำไร ในฐานะของฝ่ายตลาด เราทำอะไรได้บ้าง ดังนั้น OKRs ของฝ่ายตลาดอาจจะเป็น

Objective: เพิ่มรายได้
Key Results: รายได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 20%

พอผู้จัดการฝ่ายตลาดสร้าง OKRs ของฝ่ายตลาดมาแล้ว แผนกขายก็เห็นโจทย์แล้วว่า ฝ่ายเราจะต้องเพิ่มรายได้ เขาก็ต้องคิดว่า เอ แล้วตัวเขาสามารถทำอะไรได้บ้าง ดังนั้น OKRs ของแผนกขายอาจจะเป็นดังต่อไปนี้

Objective: เพิ่มจำนวนลูกค้า
Key Results: จำนวนลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น 30%

ในขณะที่อีกแผนกที่อยู่ภายใต้ฝ่ายตลาด คือแผนกสนับสนุนการขาย ก็ต้องตั้ง OKRs เพื่อสนับสนุนฝ่ายตลาด ดังนี้

Objective: จัดทำ Website เพื่อสนับสนุนการขาย
Key Results: จำนวนผู้เข้าชม Website ไม่น้อยกว่า 1,000 รายต่อวัน

ประมาณนี้นะครับ (คือตัววัดอาจจะเป็นอื่น ๆ ก็ได้ แต่ผมอยากนำมาเพื่อแสดงให้เห็นรูปแบบเท่านั้นครับ) สำหรับแผนกอื่น ๆ ก็ทำตามแบบนี้ให้มีความสอดคล้องเชื่อมโยงกันไปครับ

หวังว่าบทความนี้น่าจะสร้างความเข้าใจในเรื่อง OKRs ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นนะครับ

ที่มา http://www.nopadolstory.com/measurement/okrs/

13


OKR  โดยอดีตมือดีกูเกิล
ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ  Marketing Byte คลิกพลิกโลก/เจ้าของเว็บไซต์ www.tarad.com /twitter.com/pawoot /www.facebook.com/pawoot,www.pawoot.com


เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสไปฟังสัมมนาในงานเอไอเอสสตาร์ทอัพ

หัวข้อ การวางเป้าหมายและการควบคุมการทำงานด้วยวิธี “OKR (Objective & Key Result)” วิทยากร คือ "คุณอ้อ พรทิพย์ กองชุน” ซีโอโอและผู้ร่วมก่อตั้งจิตตะ(Jitta) อดีตหัวหน้าฝ่ายการตลาด กูเกิล ประจำประเทศไทย

OKR  โอเคอาร์  คือ วิธีการตั้งเป้าหมาย (Objective) ให้แต่ละคน โดยเป้าหมายของทุกๆ คนจะสอดคล้องกันทั้งองค์กร การตั้งเป้าหมายแบบโอเคอาร์ คือ การแตกแอ็คชั่นที่ต้องทำเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้นอย่างชัดเจน

การตั้งเป้าหมายที่ดีต้องประกอบด้วย Actionable Goal ที่ทีม หรือ ระดับบุคคลสามารถทำได้จริง Challenging อาจดูย้อนแย้งกับข้อที่แล้ว แต่การตั้งเป้าหมายต้องท้าทาย มีจุด Sweet Spot คือ อัตราความสำเร็จอยู่ที่ 70–80% (ถ้าบรรลุ 100% แปลว่าเราตั้งเป้าหมายง่ายไป…ถือว่าผิด!)

สำหรับ Key Result ที่ดีต้องมีคุณสมบัติคือ Measurable: ต้องวัดผลได้ อยู่ที่ 0-100% - Achievable : สามารถทำได้ (ไม่ตั้งเป้าโอเวอร์จนเกินตัว) Relevant: มีความสอดคล้องกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ Time-bound : มีกรอบเวลาที่ชัดเจน สำหรับโอเคอาร์จะสิ้นสุดทุกๆ ไตรมาส คุณอ้อแนะว่าช่วงเวลาที่อบรมในเดือนก.ย.นี้ค่อนข้างเหมาะที่จะตั้งเป้าสำหรับไตรมาสที่ 4

หากถามว่าทำไมต้องใช้โอเคอาร์ แล้วมันดีอย่างไร วิธีการนี้นับเป็น “One Direction” ซึ่งทุกคนทำงานเพื่อจุดมุ่งหมายเดียวกัน สร้างวินัย และ การโฟกัสกับ งาน เป็นการทำทีละงาน และทบทวนอย่างสม่ำเสมอช่วยสร้างกระบวนการทำงานที่ชัดเจนและวัดผลได้ ทุกคนได้ทราบถึงงานที่สำคัญที่สุด(Top Priority) ขององค์กร ทีม และ ทุกคนในองค์กร สร้างความโปร่งใสของงานภายในบริษัท

กว่าจะมาเป็นโอเคอาร์ไม่ได้คิดมาแบบลอยๆ ทุกๆ เป้าหมายมักถูกร้อยเรียงมาจากพันธกิจ วิชั่นขององค์กร และแตกออกมาเป็นเป้าหมายในแต่ละปี จากนั้นจึงมากำหนดเป็นเป้าหมายรายไตรมาส (Quarterly Objective) แล้วจึงแตกออกมาเป็น Key Result ของแต่ละเป้าหมาย ซึ่งหลังจากกำหนดผลสำเร็จได้จึงไปแตกออกมาเป็นแนวทางการปฏิบัติในแต่ละวัน

หลังจากมีความชัดเจนในเป้าหมายหลักแล้ว ต้องมีการแตกรายละเอียดไปสู่ระดับ แผนก ทีม และ บุคคล ขณะที่โอเคอาร์ไกด์ไลน์ใช้วิธีการเดียวกับ Agile คือ เน้นการรีวิวภายใต้ระยะเวลาสั้นๆ เช่น ทุกสัปดาห์ ทุกเดือนต้องท้าทาย แต่ทำได้ระดับความสำเร็จที่เหมาะสมคือ 70-80% พยายามทำเพียง 3 เป้าหมายในแต่ละไตรมาส

จะให้ดีอย่างน้อย 50% ของโอเคอาร์ควรมาจากพนักงานเสนอขึ้นไปยังผู้บริหาร (Bottom up) โดยผ่านการระดมความคิด และตอบรับจากระดับผู้จัดการทุกคนเพื่อสร้างความโปร่งใส เข้าใจเนื้องานของคนอื่นมากขึ้น

ด้านเครื่องมือในการทำประกอบด้วย
1. Spreadsheet เช่น Google sheet, Microsoft Excel (จิตตะใช้เอ็กซ์เซล)
2. โปรแกรมสร้างเอกสาร เช่น Google Doc, Microsoft Word
3. OKR’s Software เช่น Weekdone

สำหรับหลักการในการประเมิน
1. ประเมินเฉพาะ Key Result
2. Grade ของเป้าหมาย มาจากค่าเฉลี่ยของ Key Result แต่ละตัว
3. การประเมิน Grade ของเป้าหมายใช้เพื่อการเรียนรู้
4. ให้คะแนนอยู่ในช่วง 0-1: 70% คือ 0.7 จุดที่เหมาะสมคือ 0.7-0.8 มากกว่านี้หมายถึงว่าตั้งเป้าไม่ Challenge พอ และ
5. ให้คะแนนโอเคอาร์เมื่อต้นไตรมาสถัดไป

โดยสรุปช่วงเวลาที่ดีของการวางแผนโอเคอาร์ คือเดือนสุดท้ายของแต่ละไตรมาส เช่น ช่วงเดือนก.ย.ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการทำโอเคอาร์สำหรับไตรมาสที่ 4หลังจากการปรับใช้แล้วก็ควรมีการทบทวนระหว่างฝ่ายบริหารและผู้ทำงานโดยตรง ส่วนการให้เกรดของแต่ละไตรมาสควรทำช่วงเดือนแรกของแต่ละไตรมาส

ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/642525

14


OKR นั้นย่อมาจาก Objectives and Key Results แปลเป็นไทยแล้วคือการตั้งเป้าหมาย และทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ต้องการนั่นเอง

การใช้ OKR ในการบริหารองค์กรถูกพิสูจน์มาแล้ว กับเหลายๆบริษัทอย่าง Facebook, Google, LinkEdIn, Twitter หรือแม้กระทั่ง Spotify

ส่วนแรกต้องตั้ง Objectives หรือเป้าหมายที่เราต้องการ โดย Objectives ที่ดีจะต้อง
1.สอดคล้องกับเป้าหมายหลักของบริษัท
2.เป็นเป้าหมายที่มีความท้าทายแบบ Moonshot (การยิงจรวดไปดวงจันทร์)
3.เป็นเป้าหมายแบบเชิงคุณภาพ
4.มีการกำหนดเวลา เช่น ในเดือนนี้ ไตรมาสนี้ ปีนี้

ส่วน Key Results หรือสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้เกิดผลลัพธ์นั้น จะต้อง
1.เป็นผลที่ส่งเสริมทำให้เป้าหมายนั้นสำเร็จ
2.วัดผลได้และเป็นเป้าหมายในเชิงปริมาณ
3.มีความชัดเจน
4.ทำได้จริงและเป็นรูปธรรม


15
บทความสาระ / OKR หรือ KPI?
« เมื่อ: 10/08/18 »


OKR หรือ KPI?
ดร.พสุ เดชะรินทร์ คอลัมนิสต์ประจำคอลัมน์ "มองมุมใหม่"

เมื่อไม่นานมานี้มีบริษัทหนึ่งแถลงข่าวว่าจะเลิกใช้ KPI โดยหันมาใช้ OKR (Objective and Key Results) แทน

ทำให้หลายๆ บริษัทเริ่มหันกลับมาถามตนเองว่าควรจะเลิกใช้ KPI แล้วหันไปใช้ OKR แทนหรือไม่? ประกอบกับเมื่อไม่นานมานี้มีหนังสือที่อธิบายเกี่ยวกับ OKR ออกมาชื่อ Measure what matters เขียนโดย John Doerr ซึ่งเป็น Venture Capitalist ชื่อดัง ปัจจุบันหนังสือเล่มดังกล่าวเป็นหนังสือที่ติดอันดับขายดีของ New York Times ไปแล้ว โดย John Doerr นั้นเรียนรู้เกี่ยวกับ OKRs ตั้งแต่สมัยทำงานอยู่ที่ Intel ในช่วงทศวรรษที่ 1970 จากนั้น John Doerr เป็นผู้ที่แนะนำ OKRs ให้กับ Google สมัยที่ Google เกิดใหม่ๆ จึงถือได้ว่าเป็นหนังสือที่เขียนโดยผู้ที่รู้จริงเรื่อง OKRs จริงๆ

จากหนังสือเล่มดังกล่าวพบว่า OKRs ไม่ใช่สิ่งที่ใหม่ เพราะใช้กันที่ Intel มาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1970 แล้ว เมื่อบรรดาอดีตพนักงานต่างๆ ของ Intel และ Google กระจายออกไปสร้างธุรกิจใหม่หรือทำงานตามบริษัทต่างๆ ก็ทำให้แนวคิดของ OKRs กระจายไปมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างย่ิงตามบรรดา Startups ต่างๆ

John Doerr มองว่า OKRs เป็นเครื่องมือทางการจัดการที่ช่วยทำให้บริษัทมุ่งเน้นความพยายามของทั้งบริษัทไปยังสิ่งที่มีความสำคัญจริงๆ โดยตัว Objective หรือวัตถุประสงค์ เป็นสิ่งที่บริษัทต้องการที่จะบรรลุ ซึ่งจะต้องชัดเจน มีความสำคัญ นำไปสู่การกระทำ ส่วน Key Results หรือผลลัพธ์สำคัญของวัตถุประสงค์ข้างต้น โดยจะต้องชัดเจน มีระยะเวลา และที่สำคัญคือจะต้องวัดหรือบอกได้ว่าบรรลุหรือไม่

ถ้าดูจากนิยามข้างต้นจะพบความเหมือนกันระหว่าง OKR กับ KPI ในประเด็นที่ทั้ง 2 แนวคิดจะเน้นในสิ่งที่จะสามารถวัดได้ จับต้องได้ ความแตกต่างที่สำคัญคือ สำหรับ OKR นั้นไม่ได้เริ่มจากการวัด แต่เริ่มจากวัตถุประสงค์ที่ต้องการบรรลุก่อน จากนั้นค่อยระบุว่าจะบอกได้อย่างไรว่าสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว ส่วนการทำ KPI ในหลายๆ องค์กรในไทยนั้นมักจะชอบเริ่มที่ตัวชี้วัดเลย โดยไม่สนใจว่าจะวัดไปเพื่อบอกสิ่งใด (กรณีของ OKR นั้นวัดไปเพื่อบอกว่าบรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่) ทำให้สำหรับหลายๆ องค์กรแล้ว KPI กลายเป็นเพียงแค่ระบบในการประเมินผลเท่านั้น ขณะที่ OKR จะเน้นที่ตั้งวัตถุประสงค์ที่ต้องการบรรลุก่อน

หลายท่านอาจจะรู้สึกว่าแนวคิดของ OKR นั้นมีส่วนที่คล้ายกับแนวคิด MBO (Management by objectives) ที่ถูกพัฒนามาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 โดย Peter Drucker ซึ่ง John Doerr ก็ยอมรับในหนังสือเขาว่า OKR นั้นถือเป็นทายาทของ MBO โดยพยายามนำข้อจำกัดต่างๆ ของ MBO มาปรับให้ดีขึ้น (ช่วงแรก Andy Grove ของ Intel เรียก OKR ว่าเป็น iMBO เลย)

หลักการที่สำคัญของ OKR ที่ทำให้แตกต่างจาก KPI หรือ MBO นั้น ประกอบด้วย

1) วัตถุประสงค์ที่ไม่เยอะ เพราะจะทำให้ทุกคนมุ่งไปในสิ่งที่สำคัญ บริษัทหนึ่งควรมี OKRs เพียงแค่ 3-5 ประการเท่านั้น และแต่ละวัตถุประสงค์ก็จะมีผลลัพธ์หลักไม่เกิน 5 ประการต่อวัตถุประสงค์

2) วัตถุประสงค์มาจากข้างล่าง เพื่อให้เกิดความผูกพันและยอมรับ ดังนั้นบุคคลหรือทีม ควรจะมีส่วนในการคิดและเสนอ OKRs ของตนอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง เนื่องจากถ้า OKR ของทีมและบุคคลถูกกำหนดมาจากระดับบนทั้งหมด แรงจูงใจก็จะหายไป

3) เน้นความยืดหยุ่น โดยเฉพาะเมื่อสภาวะแวดล้อมธุรกิจเปลี่ยนไป OKRs ควรจะได้รับการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมแม้จะยังไม่ครบปีหรือสิ้นรอบที่กำหนด

4) กล้าที่จะล้มเหลว โดยวัตถุประสงค์ที่กำหนดนั้นควรจะต้องท้าทายในลักษณะของ Stretched goals

5) ไม่ผูกกับระบบประเมินผล และไม่เชื่อมกับโบนัส เนื่องจาก OKR เป็นระบบที่ช่วยนำทางสำหรับบุคลากรและองค์กร เป็นเครื่องมือที่กระตุ้นให้กล้าเสี่ยงและทำสิ่งใหม่ๆ แต่ไม่ควรเป็นเอกสารสำหรับใช้ในการประเมินผลการปฏิบัติงาน

จากแนวคิดต่างทั้ง 5 ประการคงจะเห็นได้ถึงความแตกต่างระหว่าง OKR กับ KPI ที่องค์กรต่างๆ ใช้อยู่ในปัจจุบัน ถึงแม้ทั้งสองแนวคิดจะต้องมีการวัดผลที่จับต้องได้เหมือนกัน แต่การนำไปใช้งานนั้นแตกต่างกัน



ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/645090
 

หน้า: [1] 2 3 ... 94