กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1


สาเหตุของการว่างงาน และทางออกของปัญหา

1. เกิดจากจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วและมีการผลิตนิสิตออกมาเป็นจำนวนมากไม่สอดคล้องกับตลาดแรงงานและการว่างงานมีสาเหตุส่วนใหญ่มาจากความต้องการของผู้สำเร็จทางการศึกษาและความต้องการของสถานประกอบการเป็นหลัก

2. การว่างงานเนื่องจาก  ผู้สมัครจะคาดหวังกับค่าตอบแทนที่สูงและงานมีความสะดวกสบายแก่ตนจึงทำให้เกิดการเลือกงาน

3.สภาวะเศรษฐกิจในสภาพเศรษฐกิจ   ในสังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาจึงทำให้เป็นสาเหตุแกผู้ที่ประกอบการส่งผลให้เกิดการปลดพนักงานออกเป็นบางส่วนเพื่อให้เกิดความสมดุลในการประกอบอาชีพ จึงส่งผลทำให้มีคนว่างงานเยอะมาก


การแก้ไขปัญหาการว่างงาน

1.การแก้ปัญหาการว่างงานชั่วคราว ทำได้โดยการให้บริการข่าวสารแก่คนงานและนายจ้างเพื่อให้ทราบแหล่งงานหรือจัดตลาดนัดแรงงานเพื่อให้คนงานและนายจ้างพบกันขึ้นสะดวก

2.การแก้ไขปัญหาการว่างงานตามฤดูกาล ทำได้โดยการกระตุ้นให้คนงานทำงานอื่นๆ เมื่อพ้นฤดูกาลทำงานประจำ

3.การแก้ปัญหาการว่างงานเนื่องจากการเปลี่ยนแปลง

3.1.โครงสร้างทาง-เศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีถ้าหากมีการนำมาใช้โดยไม่จำเป็น รัฐบาลก็อาจต้องมีการเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นขณะเดียวกัน ต้องมีการศึกษาฝึกหัดอบรมคนงานให้มีความสามารถที่จะโยกย้ายงานได้

3.2.นโยบายการเงิน รัฐบาลควรใช้มาตรการทางการเงินเพื่อเพิ่มปริมาณเงินหมุนเวียนในประเทศซึ่งจะมีผลทำให้อัตราดอกเบี้ยลดลง การลงทุนของประเทศสูงขึ้น การผลิต การจ้างงานขยายตัว

3.3.นโยบายการคลัง รัฐบาลต้องเพิ่มการใช้จ่ายและลดอัตราภาษีให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ เพื่อกระตุ้นการผลิตการส่งออกและการบริโภค ส่งผลให้การจ้างงานสูงขึ้น

3.4.นโยบายการศึกษา การวางแผนการศึกษาให้กับประชาชนโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในวัยศึกษา และต้องกำหนดโครงสร้างการศึกษาให้เหมาะสมกับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศ ให้การศึกษาที่ตรงความต้องการของตลาด และความจำเป็นของประเทศ

นั่นคือทางออกส่วนหนึ่งที่ ควรจะได้รับการพิจารณา หรือทางออกที่เหมาะสมอีกทางหนึ่งสำหรับผู้ที่จบการศึกษา
ไม่ตรงกับสายงาน นั่นก็คือ การเรียนเสริมหลักสูตรระยะสั้น ซึ่งจะช่วยให้ได้งาน และขยับขยายไปทางอื่นต่อได้

อีสเทอร์นบริบาล พัทยา (รับรองโดยกระทรวงศึกษาธิการ) เปิดสอนหลักสูตรระยะสั้น สอนหลักสูตรผู้ช่วยการพยาบาล ดูแลเด็ก ผู้ป่วย หรือผู้สูงอายุ

ซึ่งบุคลาการด้านการบริบาลกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบันและอนาคต เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ และการเข้าไปดูแล ให้กิจกรรมด้านต่างๆ ที่เกี่ยวกับสุขภาพ

คุณสมบัติผู้สมัครเรียน

อายุระหว่าง  15-35 ปี
วุฒิการศึกษา ระดับ ม.3 ขึ้นไป
มีใจรักบริการ

ระหว่างเรียนสามารถเข้าทำงานในสถานประกอบการได้ เพื่อให้สามารถมีรายได้ระหว่างเรียน ส่งตัวเองเรียนได้
จบหลักสูตร มีงานรองรับแน่นอน 100%

สนใจติดต่อ Line ID : jarun.ta
โทร 089-693-6963 / 065-653-9179


ข้อมูลเพิ่มเติมอ่าน

http://saikru.com/index.php/topic,2272.0.html
2
สังคมศึกษา / Gen y , Gen X , Babyboomer คืออะไร
« กระทู้ล่าสุด โดย administrator เมื่อ 15/09/17 »


Gen y , Gen X , Babyboomer คืออะไร

มักมีคนสงสัยว่าคนในแต่ละยุคนั้นเขาจัดกลุ่มกันอย่างไร  เช่น Gen y , Gen X , Babyboom ซึ่งหลายคนสงสัยว่านับกันยังไงและแตกต่างกันแบบไหนวันนี้เราลองมาหาคำตอบกัน ซึ่งในหลักที่มีการจัดลำดับกลุ่มคนนั้นจะจัดไว้ทั้งหมด ณ ตอนนี้แบ่งเป็นกลุ่มหลักๆคือ 7 กลุ่ม ซึ่งแนะนำให้อ่านเพื่อรู้จักยุคของคนแต่ละยุค แต่ละ Gen คือยุคไหน และจะได้รู้ว่าเราอยู่กันในกลุ่มไหน


Lost Generation 
ประชากรยุคแรกที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2426-2443 หรือในช่วงทศวรรษที่ 80 ปัจจุบันคนกลุ่มนี้เสียชีวิตไปหมดแล้ว

Greatest Generation   
หรือที่รู้จักกันว่า G.I. Generation คนกลุ่มนี้เกิดในช่วงปี พ.ศ. 2444-2467 คือยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2  คนยุคนี้ต้องต่อสู้ดิ้นรนกับความยากลำบากเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ คนยุคนี้น่าจะมีความอดทนและรู้จักการใช้เงิน รู้จักประหยัดเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัวหนีจากความลำบาก

Silent Generation
หมายถึงคนที่เกิดในช่วง พ.ศ. 2468-2488 ประชากรรุ่นนี้จะมีไม่มากเท่ารุ่นอื่น ๆ เพราะเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พอดี ซึ่งต้องบอกเลยว่าเป็นยุคของคุณยายผู้เขียนพอดี ซึ่งอย่างที่เคยเล่าคือยุคนี้จะลำบากหลังจากหมดสงคราม ทุกคนต้องรู้จักการดิ้นรนการทำงานเพื่อให้มีเงินเลี้ยงครอบครัวในยุคข้าวยากมากแพง คนยุคนี้จะประหยัดมากดูได้จากคุณยายของผู้เขียนที่จะไม่ใช้อะไรฟุ่มเฟือยของใช้ต่างๆไม่พังไม่ซื้อ ซ่อมได้เป็นซ่อมไม่มีการทิ้งง่ายๆ

เบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomer) 
หรือ Gen-B หมายถึงคนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2489 – 2507 หรือในยุคสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 สาเหตุ ที่เรียกว่า “เบบี้บูมเมอร์” ก็เพราะว่าหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง คนยุคนี้ก็รุ่นพ่อรุ่นแม่เราซึ่งจะรู้จักการประหยัด อยู่ในยุคสร้างเนื้อสร้างตัวหลายคนเริ่มต้นจากไม่มีอะไรจนปัจจุบันมีทุกอย่างให้ลูกหลายได้อยู่สบาย คนรุ่นนี้จะรู้จักการประหยัดพอๆกับรุ่น Gen S หรือ Silent Generation  และที่สำคัญคือคนรุ่นนี้มีความอดทน อดกลั้น มีมานะมากกว่าคนรุ่นปัจจุบันด้วย จะเห็นได้ว่าคนที่ประสบความสำเร็จมักจะอยู่ในรุ่นนี้ค่อนข้างมาก

เจเนอเรชั่น เอ็กซ์ (Generation X)
คนยุคนี้จะเกิดอยู่ในช่วงปี พ.ศ. 2508-2522 อาจเรียกอีกชื่อว่า “ยับปี้” (Yuppie) ที่ย่อมาจาก Young Urban Professionals รุ่นนี้ส่วนใหญ่จะเป็นคนรุ่นใหม่ที่ต่อจากยุค Gen S ,  Gen-B แม้ว่าโลกยุคนั้นจะไม่ทันสมัยเท่ายุคนี้แต่คนรุ่นนี้ก็ถือว่าเป็นกลุ่มคนในช่วงโลกกำลังพัฒนาเริ่มต้น มีความเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆอย่าง คนยุคนี้จะถูกสอนจากกลุ่มคนรุ่น Gen S ,  Gen-B ให้รู้ถึงการประหยัด การอดทน เน้นให้เรียนหนังสือเพื่ออนาคต เน้นให้ทำงานกลุ่มราชการและรัฐวิสาหกิจมากกว่างานเอกชน หรือ บางคนก็หันมาเปิดกิจการตัวเอง คนกลุ่มนี้ก็จัดอยู่ในกลุ่มสร้างเนื้อสร้างตัวสร้างครอบครัวเพื่อวางรากฐานให้กับลูกหลานและคนรุ่นต่อๆไปเช่นเดียวกัน

เจเนอเรชั่น วาย (Generation Y)
หรือ ยุค Millennials ซึ่งก็คือคนที่เกิดอยู่ในช่วงปี พ.ศ. 2523–2540 คนกลุ่มนี้เติบโตขึ้นมาท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง และค่านิยมที่แตกต่างระหว่างรุ่นปู่ย่าตายาย กับ รุ่นพ่อแม่ ซึ่งคนรุ่นนี้ถือเป็นกลุ่มวัยรุ่นตอนปลาย และ วัยทำงาน ในตอนนี้ที่อยู่ท่ามกลางความผันผวนในหลายๆด้านทั้งการเมือง การศึกษา เศรษฐกิจต่างๆ

เจเนอเรชั่น ซี (Generation Z)
  Gen-Z คือ คำนิยามล่าสุดของคนรุ่นใหม่ในยุคปัจจุบัน หมายถึงคนที่เกิดหลัง พ.ศ. 2540 ขึ้นไป เทียบ อายุแล้วก็คือวัยของเด็ก ๆ นั่นเอง เด็ก ๆ กลุ่ม Gen-Z นี้ จะเติบโตมาพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย เรียกว่าเป็นเด็กยุคเทคโนโลยีนั่นเองซึ่งเด็กยุคนี้จะโดนตามใจ และส่วนใหญ่จะโตมากับพี่เลี้ยงที่ไม่ใช่พ่อแม่เพราะพ่อแม่คือคนรุ่น Gen X หรือบางคนเกิดจาก พ่อแม่ Gen Y ที่ต้องดิ้นรนทำงาน หลายๆบ้านปล่อยลูกไว้กับเทคโนโลยีมากกว่าความอบอุ่น

นี่เป็น Gen หลักๆของการแบ่งกลุ่มคนตามช่วงยุคต่างๆ ซึ่งที่เรานำมาให้อ่านกันเพื่อความเข้าใจและจะปูพื้นความเข้าใจไปยังบทความต่อไปที่จะเจาะลึกถึงเรื่องราวการเงินของแต่ละยุค และคนแต่ละยุคเข้าใช้เงินกันแบบไหน เศรษฐกิจตอนนั้นจะเป็นอย่างไร ซึ่งใครที่สนใจติดตามกันได้กับซีรีย์การเงินของคนแต่ละ Gen ที่เราจะนำเสนอเพื่อเป็นแนวทางในเรื่องการเงินและการใช้ชีวิต

อ้างอิง https://moneyhub.in.th/article/generation-people/
3
ปัจจุบัน คนยุค Gen-X เป็นคนวัยทำงาน มีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไปแล้ว พฤติกรรมของคนกลุ่มนี้ที่เด่นชัดมากก็คือ ชอบอะไรง่าย ๆ ไม่ต้องเป็นทางการ ให้ความสำคัญกับเรื่องความสมดุลระหว่างงานกับครอบครัว (Work–life balance) มีแนวคิดและการทำงานในลักษณะรู้ทุกอย่างทำทุกอย่างได้เพียงลำพังไม่พึ่งพาใคร เป็นตัวของตัวเองสูง มีความคิดเปิดกว้าง มีความคิดสร้างสรรค์ 
อย่างไรก็ตาม หลายคนใน Gen-X มีแนวโน้มที่จะต่อต้านสังคม ไม่ได้เชื่อเรื่องศาสนา และ ไม่ได้ยึดขนบธรรมเนียมประเพณีมากนัก เป็นคนที่มีความยืดหยุ่นในการปรับตัวกับวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไป อย่างเช่นมองว่าการอยู่ก่อนแต่ง หรือการหย่าร้างก็เป็นเรื่องปกติ เช่นเดียวกับเรื่องเพศที่ 3 ซึ่งต่างจากกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ที่มองเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องผิดจารีตประเพณี เป็นอย่างยิ่ง 

6. เจเนอเรชั่น วาย (Generation Y)
ถัดจากยุค Gen-X ก็คือ ยุคเจเนอเรชั่นวาย (Generation Y) หรือ ยุค Millennials ซึ่งก็คือคนที่เกิดอยู่ในช่วงปี พ.ศ. 2523–2540 คนกลุ่มนี้เติบโตขึ้นมาท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง และค่านิยมที่แตกต่างระหว่างรุ่นปู่ย่าตายาย กับ รุ่นพ่อแม่ แต่ก็รับเอาความเจริญรุดหน้าของเทคโนโลยี และอินเทอร์เน็ตเข้ามาแทรกอยู่ในการดำรงชีวิตประจำวันด้วย 

ยุคนี้จะเป็นยุคที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตเป็นอย่างมาก ทำให้พ่อแม่ที่ค่อนข้างจะประสบความสำเร็จในชีวิตแล้วจะดูแลเอาใจใส่ลูก ๆ เป็นอย่างดี เด็กยุคนี้จึงมักจะถูกตามใจตั้งแต่เด็ก ได้ในสิ่งที่คนรุ่นพ่อแม่ไม่ค่อยได้ มีการศึกษาดี มีลักษณะนิสัยชอบการแสดงออก มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ไม่ชอบถูกบังคับให้อยู่กรอบ ไม่ชอบอยู่ในเงื่อนไข ชอบเสพข่าวสารผ่านช่องทางต่าง ๆ ที่หลากหลาย มีอิสระในความคิด กล้าซัก กล้าถามในทุกเรื่องที่ตัวเองสนใจ ไม่หวั่นกับคำวิจารณ์ มีความเป็นสากลมาก มองว่าการนิยมชมชอบวัฒนธรรม หรือศิลปินต่างชาติเป็นเรื่องธรรมดา 

ปัจจุบัน คนกลุ่มนี้อยู่ในทั้งช่วงวัยเรียน และวัยทำงาน และจากการที่ยุคนี้เป็นยุคที่มีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงไม่น่าแปลกใจที่คนกลุ่มนี้จะมีความสามารถในการทำงานที่เกี่ยวกับการ ติดต่อสื่อสาร ชอบงานด้านไอที ใช้ความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ รวมทั้งสามารถทำอะไรหลาย ๆ อย่างได้ในเวลาเดียวกัน เรียกได้ว่าสามารถใช้เครื่องมือเครื่องไม้ได้อย่างคล่องแคล่ว อย่างที่เราอาจจะเคยเห็นภาพคนยุคใหม่ที่นั่งเล่น iPad ไปด้วย คุยโทรศัพท์ไปด้วย แถมบางคนยังกินข้าวไปพร้อม ๆ กันด้วยอีกต่างหาก 

ในเรื่องการทำงาน คนกลุ่มนี้ต้องการความชัดเจนในการทำงานว่าสิ่งที่ทำมีผลต่อตนเองและต่อหน่วย งานอย่างไร และชอบทำงานเป็นทีม ต่างจากกลุ่ม Gen-X ที่ชอบวันแมนโชว์มากกว่า เพราะคนในวัย Gen-X จะถูกฝึกมาแบบนั้น ต่างจากวัย Gen-Y ที่เติบโตมาพร้อมกับการประชุม การระดมความคิดเห็น แต่ทว่าคนกลุ่มนี้จะไม่ค่อยอดทนเหมือนรุ่นพ่อรุ่นแม่นัก หวังที่จะทำงานได้เงินเดือนสูง ๆ แต่ไม่อยากไต่เต้าจากการทำงานข้างล่างขึ้นไป คาดหวังในการทำงานสูง ต้องการคำชม กลุ่ม Gen-Y มักจะจัดสรรเวลาให้งานและชีวิตส่วนตัวในจุดที่สมดุลกัน พอหลังเลิกงานอาจไปทำกิจกรรมอื่น ๆ เพื่อสร้างความสุขให้กับตัวเอง เช่น ไปเล่นฟิตเนส ไปพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูง จะไม่ค่อยหมกมุ่นอยู่กับงานเหมือนกับคนรุ่นก่อน

นอกจากนี้ กลุ่ม Gen-Y จะเป็นคนมองโลกในแง่ดี มีใจช่วยเหลือสังคม รักษาสิ่งแวดล้อม มีความสัมพันธ์ที่ดีและแน่นแฟ้นกับพ่อแม่

7. เจเนอเรชั่น ซี (Generation Z)
Gen-Z คือ คำนิยามล่าสุดของคนรุ่นใหม่ในยุคปัจจุบัน หมายถึงคนที่เกิดหลัง พ.ศ. 2540 ขึ้นไป เทียบ อายุแล้วก็คือวัยของเด็ก ๆ นั่นเอง เด็ก ๆ กลุ่ม Gen-Z นี้ จะเติบโตมาพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายที่อยู่แวดล้อม มีความสามารถในการใช้งานเทคโนโลยีต่าง ๆ และเรียนรู้ได้เร็ว เพราะพ่อแม่ใช้สิ่งเหล่านี้อยู่ในชีวิตประจำวัน แต่สิ่งหนึ่งที่เด็กรุ่น Gen-Z แตกต่างจากรุ่นอื่น ๆ สมัยที่ยังเป็นเด็กอยู่ก็คือ เด็กรุ่นนี้จะ ได้เห็นภาพที่พ่อและแม่ต้องออกไปทำงานทั้งคู่ ต่างจากรุ่นก่อน ๆ ที่อาจจะมีพ่อออกไปทำงานคนเดียว ด้วยเหตุผลนี้ เด็ก Gen-Z หลาย ๆ คนจึงได้รับการเลี้ยงดูจากคนอื่นมากกว่าพ่อแม่ของตัวเอง

และนอกจาก 7 เจเนอเรชั่นที่บอกไปแล้ว ปัจจุบันนี้ยังมีคำนิยามเพิ่มขึ้นมาอีก 1 กลุ่ม แต่ไม่ได้จัดอยู่ร่วมกับ 7 เจเนอเรชั่นข้างต้น คือ กลุ่ม "Gen-C" เป็นคำใหม่ที่ Google และ Nielsen บัญญัติ ใช้สำหรับเรียกกลุ่มคนยุคใหม่ที่ไม่ได้แบ่งตามอายุเหมือน 7 เจเนอเรชั่นข้างบน แต่จัดกลุ่มตามพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือ อินเทอร์เน็ต และโซเชียลเน็ตเวิร์ก

ทั้งนี้ คนที่จะถูกจัดเข้ากลุ่ม Gen-C นั้น ก็คือคนกลุ่ม Baby Boommer และ Gen-X ที่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง หันมาสนใจเทคโนโลยีมากขึ้น ไปจนถึงขั้นเสพติดการเชื่อมต่อ แต่ไม่รวมคนกลุ่ม Gen-Y เป็นพวก Gen-C ด้วย นั่นเพราะคนกลุ่ม Gen-Y ปกติก็จะมีการเชื่อมต่อโลกไร้สายเป็นประจำอยู่แล้ว ต่างกับคนกลุ่ม Baby Boommer และ Gen-X ที่ในอดีตแทบไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้เลย แต่เมื่อเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีมากขึ้น พฤติกรรมของคนเหล่านี้จึงต้องเปลี่ยนไปตามโลก

สำหรับคน Gen-C นั้น จะมีนิสัยที่เห็นเด่นชัดมาก ๆ คือ จะมีการเชื่อมต่อตลอดเวลา มีการอัพเดทข้อมูล สนใจข่าวสารที่ได้รับรู้มาในโลกไซเบอร์ พร้อมจะแชร์ต่อทุกเมื่อ ติดตามดูคลิปในยูทูบมากกว่านั่งดูโทรทัศน์ เหมือนกับสังคมออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของตัวเองไปแล้ว และคนกลุ่มนี้ก็ยังกลายมาเป็นผู้ขับเคลื่อนวัฒนธรรมใหม่ ๆ ด้วย

อย่างไรก็ตาม คนกลุ่ม Gen-C นี้ แม้จะชอบโพสต์ข้อความมากมาย แต่ก็จะโพสต์ด้วยความระมัดระวังกว่าคน Gen-Y ที่อาจจะโพสต์ตามอารมณ์มากกว่า ต่างกับคน Gen-C ที่จะโพสต์เพื่อแบ่งปันความรู้ ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสาร ฯลฯ

ถ้าเราลองเหลียวมองไปรอบ ๆ ตัว เราก็จะได้พบกับคนรุ่นต่าง ๆ ที่ยังหลงเหลืออยู่ในปัจจุบันก็คือ Baby Boomer, Gen-X, Gen-Y และ Gen-Z ซึ่งนักการตลาด นักธุรกิจ ผู้บริหารองค์กรต่าง ๆ จะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากทีเดียว เพราะจะช่วยทำให้พวกเขาได้เรียนรู้และเข้าใจบุคคลในวัยต่าง ๆ ได้ดีขึ้น เพื่อประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเรื่องต่าง ๆ ส่วนตัวเราเอง การได้เข้าใจสิ่งเหล่านี้ก็จะช่วยลดช่องว่างระหว่างวัยในครอบครัว และลดช่องว่างในสังคมการทำงานได้ดีเลยล่ะ ^^

ที่มา : kapook.com
4

คนใน Generation ต่างๆ

อีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า สังคมไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มขั้น สวนทางกับอัตราการเกิดที่มีแนวโน้มลดลง เนื่องจากผู้หญิงยุคใหม่เป็นเวิร์กกิ้งวูแมนมากขึ้น สนใจเรื่องการทำงานมากกว่าคิดจะมีครอบครัว สาวโสดก็เลยครองเมืองกันเพียบ นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้โครงสร้างประชากรไทยกำลังค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไป และดูเหมือนว่า ในอนาคตเราอาจจะเผชิญกับสภาวะที่ขาดแคลนแรงงานก็เป็นได้

อย่างไรก็ตาม จริง ๆ แล้ว โครงสร้างของสังคมมีการเปลี่ยนแปลงมาตลอดทุกยุคทุกสมัยอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจในช่วงนั้นที่เป็นแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และคนในแต่ละยุค แต่ละสมัยก็จะมีพฤติกรรม ความคิด ทัศนคติ ไลฟ์สไตล์ ความรู้ความสามารถ ค่านิยม การบริหารจัดการที่แตกต่างกันออกไป ทางสหรัฐอเมริกา และโลกตะวันตก จึงได้จัดแบ่งกลุ่มคนออกเป็นรุ่นต่าง ๆ 8 เจเนอเรชั่น ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเกณฑ์การจัดแบ่งรุ่นนี้ก็เป็นที่นิยมใช้กันไปทั่วโลกด้วย 
...ลองไปตรวจสอบกันดูซิว่า ครอบครัวของคุณ และตัวคุณเอง อยู่ในรุ่นไหนบ้าง และมีอุปนิสัยคล้ายกับข้อมูลต่อไปนี้หรือไม่ 

1. Lost Generation 
ประชากรยุคแรกที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2426-2443 หรือในช่วงทศวรรษที่ 80 ปัจจุบันคนกลุ่มนี้เสียชีวิตไปหมดแล้ว จึงถูกตั้งชื่อว่า "Lost Generation" เหตุการณ์ที่สำคัญที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนยุคนี้ก็คือ การเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 

2. Greatest Generation
Greatest Generation หรือที่รู้จักกันว่า G.I. Generation คนกลุ่มนี้เกิดในช่วงปี พ.ศ. 2444-2467 คือยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 พวกเขาจึงกลายมาเป็นกำลังหลักของการต่อสู้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อสงครามสงบ เกิดสภาพเศรษฐกิจตกต่ำไปทั่วโลก คนรุ่นนี้จึงเป็นกำลังสำคัญในการฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจให้กลับมาดีขึ้นอีกครั้ง 
ผู้คนในยุคนั้นจะมีความเป็นทางการสูง ผู้ชายจะใส่สูทผูกเนคไทเมื่อออกจากบ้าน คนในสังคมจะมีแบบแผนปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน คือ มีความคิด ความเห็น ความเชื่อเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เชื่อมั่นรัฐบาล อำนาจรัฐ มีจิตสำนึกความเป็นพลเมืองร่วมกัน

3. Silent Generation
หมายถึงคนที่เกิดในช่วง พ.ศ. 2468-2488 ประชากรรุ่นนี้จะมีไม่มากเท่ารุ่นอื่น ๆ เพราะเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พอดี และหลังจากนั้นก็เข้าสู่ยุคเศรษฐกิจตกต่ำ ดังนั้น ผู้คนจึงมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก ต้องทำงานหนักในโรงงาน หามรุ่งหามค่ำ คนรุ่นนี้จึงมีความเคร่งครัดต่อระเบียบแบบแผนมาก มีความจงรักภักดีต่อนายจ้าง และประเทศชาติสูง เคารพกฎหมาย เป็นยุคที่ผู้หญิงเริ่มออกมาทำงานนอกบ้านกันมากขึ้น กระทั่งเวลาผ่านไป เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว คนในรุ่นนี้จึงได้รับโอกาสมากขึ้น มีช่องทางการสร้างกิจการของตัวเอง รวมทั้งมีบทบาทในการพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ เป็นรากฐานจนถึงปัจจุบันนี้ 

4. เบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomer) 
เบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomer) หรือ Gen-B หมายถึงคนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2489 – 2507 หรือในยุคสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 สาเหตุ ที่เรียกว่า "เบบี้บูมเมอร์" ก็เพราะว่าหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง บ้านเมืองที่ผ่านการสู้รบได้รับความเสียหายอย่างหนัก ประชากรที่เหลืออยู่ในแต่ละประเทศจึงต้องเร่งฟื้นฟูประเทศให้กลับมาแข็ง แกร่งมั่นคงอีกครั้ง แต่ทว่า...สงครามที่ผ่านพ้นไปก็ได้คร่ากำลังพล และแรงงานไปเป็นจำนวนมาก ประเทศเหล่านี้จึงขาดแรงงานในการขับเคลื่อน ประเทศ คนในยุคนั้นจึงมีค่านิยมที่จะต้องมีลูกหลาย ๆ คน เพื่อสร้างแรงงานขึ้นมาพัฒนาประเทศชาติ จึงเป็นที่มาของคำว่า "เบบี้บูมเมอร์" นั่นเอง
5


ศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์ ชลบุรี  เปิดรับสมัครนักศึกษา ระดับ ปวช. สาขาธุรกิจค้าปลีกร้านสะดวกซื้อ
ปีการศึกษา 2561  เปิดรรับสมัครแล้ววันนี้
ด่วน!! รับจำนวน จำกัด
 :)สิทธิประโยชน์ของนักเรียน :)

:)รับทุนการศึกษา (เรียนฟรี) ตลอดหลักสูตร
:)เรียนจากประสบการณ์จริง
:)มีรายได้ระหว่างเรียน
:)ได้รับวุฒิ ปวช. เมื่อจบการศึกษา
:)บรรจุเป็นพนักงานบริษัท CPALL เมื่อจบการศึกษา
:)จบแล้วมีงานทำ แน่นอน
:)ได้สิทธิ์รับทุนการศึกษาต่อ ป.ตรี ป.โท กับสถาบันปัญญาภิวัฒน์

 :)คุณสมบัติผู้สมัคร :)

-จบ ม.3 หรือเทียบเท่า
-อายุ 15-20 ปี
-สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง
-มีความเป็นผู้นำ รักงานบริการ

 :) สนใจติดต่อสอบถาม :)
Line ID :  jarun.ta
Call : 089-6936963, 091-004-8076

6



 :) :) ประโยชน์จากแกนสับปะรด  :) :) :

          แม้แกนของสับปะรดจะแข็งและรสฝาดไปสักหน่อย แต่จะบอกว่าแกนสับปะรด หรือไส้กลางสับปะรดนี่คือแหล่งสะสมสารอาหารของสับปะรดเลย โดยเฉพาะเอนไซม์บรอมีเลน (BROMELAIN) ที่จริง ๆ แล้วมีอยู่ในทุกส่วนของสับปะรด แต่พบในส่วนแกนมากที่สุด ซึ่งสารนี้มีประโยชน์มากมาย คือ

          1. มีฤทธิ์ช่วยย่อยอาหาร ถ้ามื้อไหนทานอาหารจำพวกเนื้อสัตว์เข้าไปมาก ๆ จนจุกเสียด แน่นท้อง ให้ทานสับปะรดเข้าไปหลังรับประทานอาหารจะช่วยลดอาการเหล่านี้ได้

          2.ช่วยสมานแผลและลดการอักเสบของกระเพาะอาหารและลำไส้ เพราะเอนไซม์บรอมีเลนมีฤทธิ์เป็นยาฆ่าเชื้ออ่อน ๆ คอยทำลายแบคทีเรียที่ไม่มีประโยชน์

          3. ช่วยทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพราะมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ มีกากใยมาก จึงช่วยแก้ท้องผูกได้ แต่ก็ไม่ควรทานมากไป เพราะจะทำให้ท้องเสียแทน

          4. มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ แก้ขัดเบา แก้นิ่ว

          5. ลดอาการปวดข้อ ข้ออักเสบ หลังจากออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาหนัก ๆ

          6. ป้องกันการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด อัมพฤกษ์ อัมพาต เพราะเอนไซม์บรอมีเลนจะไปช่วยลดการเกาะกันเป็นลิ่มเลือดของเกล็ดเลือด

          7. เพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกาย ต่อต้านโรคมะเร็ง นั่นเพราะบรอมีเลนจะทำให้เม็ดเลือดขาวหลั่งสารไซโตไคน์ ที่ทำให้เม็ดเลือดขาวกำจัดเซลล์มะเร็งได้ ช่วยลดโอกาสเกิดโรคมะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม และมะเร็งรังไข่

          8. กระตุ้นฮอร์โมนเพศชาย ช่วยเพิ่มระดับเทสโทสเตอโรน ถือเป็นยาบำรุงกำลังชั้นดีให้คุณผู้ชาย

          9. บรรเทาโรคเกาต์ได้ โดยทานสับปะรด 1/4 ผล (ขนาดเล็ก) วันละ 2-3 ครั้ง หลังอาหาร 1 ชั่วโมงครึ่ง เพื่อให้เอนไซม์บรอมีเลนช่วยต้านการอักเสบ ลดความเจ็บปวดจากการอักเสบ


 >:( >:( ข้อควรระวังในการกินสับปะรด

          - ไม่ควรทานตอนท้องว่าง เพราะเป็นผลไม้ที่มีเอนไซม์มาก มีรสเปรี้ยว ทานแล้วอาจระคายเคืองกระเพาะอาหาร

          - ไม่ควรทานสับปะรดดิบ เพราะมีฤทธิ์เป็นยาถ่ายอย่างแรง และก็ไม่ควรทานสับปะรดที่สุกเกินไป เพราะอาจเริ่มเน่า แล้วทำให้ท้องเสียได้


แหล่งข้อมูล:https://health.kapook.com
7
พืชพรรณ สมุนไพร / 8 สรรพคุณ "ข้าวเหนียวรักษาโรค"
« กระทู้ล่าสุด โดย Mimo เมื่อ 24/08/17 »


 :) :) คุณค่า และโภชนาการใ​น "ข้าวเหนียว​"

ข้าวเหนียวนั้นมีทั้งความเหนียว ความมัน และรสชาติที่อร่อย แล้วทราบหรือเปล่าว่ามีประโยชน์และคุณค่าทางโภชนาการอยู่มากทีเดียว สิ่งแรกคือ ข้าวเหนียวให้พลังงานมากกว่าข้าวสวยธรรมดา เรากินข้าวเหนียวเพียง 1 ทัพพี จะสามารถให้พลังงานแก่ร่างกายเท่ากับการกินข้าวสวย 2 ทัพพี การกินข้าวจึงทำให้รู้สึกอิ่มท้องนาน นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยสารอาหาร วิตามินและแร่ธาตุต่างๆ เช่น คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินอี ธาตุเหล็ก และกรดโฟลิก ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างสมรรถภาพการทำงานของระบบต่างๆ ภายในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 :) :) โดยเฉพาะข้าวเหนียวดำจะยิ่งมีสารอาหารมากกว่าข้าวเหนียวขาว ในข้าวเหนียวดำมีสารสำคัญอย่าง “โอพีซี (OPC)” ซึ่งเป็นสารที่สามารถพบได้ในองุ่นดำ องุ่นแดง แอปเปิลแดง ชมพูมะเหมี่ยว ลูกหว้า ถั่วแดง ถั่วดำ หอมแดง มะเขือม่วง มันสีม่วง เป็นต้น มีคุณสมบัติช่วยชะลอความเสื่อมถอยของร่างกายได้ดี ช่วยบำรุงร่างกายและป้องกันโรคได้หลายโรค



8 สรรพคุณของข้าวเหนียวรักษาโรค

1. ข้าวเหนียวมีสรรพคุณช่วยเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรง และมีคุณสมบัติที่ให้พลังงานสูง ทำให้อิ่มท้องได้นาน จะเห็นได้ว่าคนทางภาคอีสานหรือคนที่ต้องใช้แรงในการทำงานหนักจะชอบกินข้าวเหนียวกันมาก

2. ข้าวเหนียวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของกระเพาะอาหาร รักษาสมดุลและให้ความชุ่มชื้นภายในกระเพาะอาหาร

3. ข้าวเหนียวเป็นอาหารที่กินแล้วให้ความรู้สึกผ่อนคลายและคลายเครียด ไม่หิวง่าย ทำให้จิตใจสงบ และสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้อย่างสดใสร่าเริง

4. ข้าวเหนียวมีสรรพคุณช่วยชะลอความแก่ก่อนวัย ช่วยให้อวัยวะต่างๆ ของร่างกายไม่เสื่อมถอยไปก่อนเวลาอันควร และบำรุงผิวพรรณให้เนียนใสขึ้น

5. ข้าวเหนียวมีโปรตีนเช่นเดียวกับข้าวเจ้า ซึ่งมีประโยชน์ช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย รวมทั้งช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายด้วย

6. ข้าวเหนียวมีสรรพคุณขับลมในร่างกาย ช่วยบำรุงเลือดลม และมีฤทธิ์อุ่นจึงยังช่วยรักษาอุณหภูมิของร่างกายจากอากาศที่หนาวเย็นได้ดี

7. ธาตุเหล็กและกรดโฟลิกในข้าวเหนียวจะช่วยในการสร้างเม็ดเลือด ทำให้เม็ดเลือดมีความสมบูรณ์

8. ข้าวเหนียวมีวิตามินอีที่จะช่วยบำรุงการทำงานของระบบประสาทและสมอง ช่วยป้องกันอาการหลอดเลือดหัวใจตีบ และป้องกันปัญหาวุ้นนัยน์ตาเสื่อมได้




แหล่งข้อมูล:http://sukkaphap-d.com
8



 :) :) มังคุดนึ่งนั้นไม่มีคุณสมบัติโดยตรงในการรักษาหรือป้องกันเชื้อ HIV แต่ก็สามารถยับยั้งเชื้อ HIV บางชนิดได้ โดยมีการตีพิมพ์ในวารสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 323 เขียนโดย  ภกญ. ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร ซึ่งได้เปิดเผยว่า สารจากเปลือกมังคุด สามารถช่วยยับยั้งเอนไซม์โพรทีเอส (HIV-1 pro-tease) ซึ่งเป็นเชื้อที่จำเป็นต่อวงจรชีวิตของเชื้อ HIV และยังสามารถยับยั้งเอนไซม์รีเวอร์สทรานสคริปเทส (Reverse Transcriptase) ในเชื้อ HIV ได้อีกด้วย แต่ก็ไม่ควรใช้มังคุดนึ่งในการรักษาโรค HIV ควรรับประทานควบคู่ไปกับการใช้ยาตามที่แพทย์สั่งจะดีกว่า หรือถ้าจะให้ดี ก็ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเพื่อความปลอดภัยคะ



มังคุดนึ่งหรือมังคุดต้ม มีประโยชน์จริงหรือ ?

          มังคุดที่ถูกนำไปนึ่งหรือนำไปต้มจนสุกนั้นยังไม่มีผลการศึกษาใดที่ออกมายืนยันได้ว่ามีประโยชน์อย่างแท้จริง แต่คาดว่าที่สรรพคุณมังคุดนึ่งถูกบอกต่อกันมาอาจจะเป็นเพราะประโยชน์จากเปลือกมังคุดเสียมากกว่า เพราะในเปลือกมังคุดมีสารที่ให้รสฝาดอย่าง แทนนิน (Tannin) และสารในกลุ่มแซนโทน (Xanthones) กว่า 40 ชนิด โดยเฉพาะสารแมงโกสติน (Mangostin) ที่พบในมังคุด ซึ่งมีคุณสมบัติในการลดอาการอักเสบต่าง ๆ รวมทั้งต้านเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนองได้อีกด้วย และการนำมังคุดไปต้มก็เป็นการทำให้สารที่อยู่ในมังคุดซึมเข้าสู่เนื้อมังคุดนั่นเอง

โทษของมังคุดนึ่ง รู้ไว้ก่อนทานนะคะ

          >:( >:(  แม้จะได้ยินกันมามากว่ามังคุดมีประโยชน์ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีผลข้างเคียง ยิ่งโดยเฉพาะกับมังคุดนึ่งที่อาจจะมีสารแซนโทนในปริมาณมากกว่าปกตินั้น การรับประทานในปริมาณที่มากเกินไป ก็อาจจะทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ได้ เช่น ผิวหนังบวมแดง ผื่นขึ้นตามตัว ปวดศีรษะ ปวดบริเวณข้อ ปวดกล้ามเนื้อ ท้องเสีย ถ่ายเหลว ลำไส้แปรปรวน เป็นต้น นอกจากนี้สารแทนนินที่ซึมจากเปลือกมังคุดเข้าสู่เนื้อมังคุดเวลาที่นึ่ง หากบริโภคอย่างต่อเนื่องและมากเกินไปก็อาจเป็นพิษต่อตับและไต ส่งผลให้อาจเกิดโรคมะเร็งในร่องแก้ม โรคมะเร็งในทางเดินอาหารส่วนบน และยังจะไปลดปริมาณของเม็ดเลือดจนทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำลงได้ด้วย
      8) 8)  ผลวิจัยกินมังคุดนึ่งจะช่วยรักษาโรคร้ายต่าง ๆ ได้นั้น สรุปก็คือยังไม่มีข้อมูลยืนยันแน่ชัดคะ


แหล่งข้อมูล :https://health.kapook.com ,https://reg7.pwa.co.th
9


วัตถุประสงค์ของวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์

1.เปิดโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 ได้มีโอกาสศึกษาต่อ
2.สร้างงานสู่ท้องถิ่น
3.พัฒนาการศึกษาเพื่อสร้างเยาวชนสู่ภาคธุรกิจ และสร้างผู้เรียนสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจ
4.สร้างองค์ความรู้ด้านธุรกิจ แบบครบวงจรให้แก่ผู้เรียน
5.สนับสนุนเยาวชนที่ด้อยโอกาสที่จะเรียนต่อ และผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ให้มีโอกาสได้ศึกษาต่อและมีงานทำ

อ้างอิง http://www.panyapiwat.ac.th
10
จุดเด่นของการเรียนกับวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์

จุดเด่นวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์


จบแล้วมีงานทำ 100%
เลือกเรียนที่นี่ไม่ต้องกังวลเรื่องตกงาน เพราะเมื่อเรียนจบจากวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ ไม่ว่าสาขาวิชาใดก็ตาม รับประกันการมีงานทำ 100% เนื่องจาก บมจ. ซีพี ออลล์ มีบริษัทในเครือมากกว่า 10 บริษัทที่มีความต้องการบุคลากรอย่างต่อเนื่องทุกปี เฉพาะร้าน เซเว่นอีเลฟเว่นก็มีการขยายตัวกว่า 500 สาขา ต่อปี โดยบริษัทจะบรรจุนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ เข้าทำงานทุกคน โดยจะพิจารณาถึงความเหมาะสมของแต่ละบุคคล แต่ละตำแหน่งงานที่มี
 

มีเบี้ยเลี้ยง ระหว่างเรียนภาคปฏิบัติ
ทุกหลักสูตรที่เปิดสอนที่วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ ได้กำหนดให้มีการฝึกปฏิบัติงานจริง โดยนักเรียนจะได้รับโอกาสในการฝึกปฏิบัติจริงในสถานประกอบการ ที่ทางวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ และ บมจ. ซีพี ออลล์ กำหนด นักเรียนทุกคนจะได้รับเบี้ยเลี้ยงในการฝึกปฏิบัติงานจากทางบริษัท ตามความเหมาะสม เป็นการแบ่งเบาภาระจากผู้ปกครองและฝึกให้นักเรียนได้เห็นคุณค่าของการทำงาน
 

เรียนจากประสบการณ์จริง
การเรียนรู้ด้วยการทำงานจริงเป็นหัวใจหลักของการเรียนที่นี่ ทุกหลักสูตรที่เปิดสอนในวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ ได้กำหนดให้มีการฝึกปฏิบัติในสถานประกอบการณ์จริง โดยนักเรียนจะได้รับการฝึกปฏิบัติงานจริง จากสถานประกอบ ที่วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ และ บมจ. ซีพี ออลล์ กำหนด ซึ่งจะทำให้นักเรียนเข้าใจในการประยุกต์ภาคทฤษฎีลงสู่ภาคปฏิบัติได้จริง นอกจากนี้ยังมีวิทยากรซึ่งเป็นผู้บริหารจาก บมจ. ซีพี ออลล์ ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ในการทำงานแก่นักเรียนตลอดหลักสูตรเพื่อให้นักเรียนพร้อมที่จะทำงานได้ทันทีหลังสำเร็จการศึกษา


ทุนการศึกษาตลอดหลักสูตร (เฉพาะสาขาธุรกิจค้าปลีก)
นักเรียนจะได้รับทุนการศึกษาจาก บมจ. ซีพี ออลล์ ตลอดระยะเวลาที่ศึกษาอยู่ในวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ เมื่อสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ แล้วทำงานกับ บมจ. ซีพี ออลล์ 1 ปี โดยรับเงินเดือนและได้รับสิทธิ์ในการพิจารณาผลงานตามมาตรฐานของบริษัท และยังได้รับสิทธิ์ในการศึกษาต่อในระดับ ปริญญาตรี - โท ต่อที่สถาบันเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์

อ้างอิง http://www.panyapiwat.ac.th
หน้า: [1] 2 3 ... 10