ผู้เขียน หัวข้อ: กุญแจ immobilizer  (อ่าน 118 ครั้ง)

administrator

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1311
    • ดูรายละเอียด
กุญแจ immobilizer
« เมื่อ: 17/12/17 »


กุญแจ Immobilizer

         เดิมกุญแจรถยนต์สมัยก่อน มีรูปร่างหน้าตาไม่ต่างไปจากกุญแจไขประตูบ้านแบบธรรมดาเท่าไหร่นัก เป็นกุญแจลักษณะแบนมีฟันเป็นร่องทั้งสองด้านสลับไปมา ตัวดอกกุญแจไม่มีพลาสติกหุ้มเหมือนปัจจุบัน เป็นแผ่นวัสดุทำด้วยทองเหลืองหรือวัสดุที่ไม่แข็งแรงเท่าใดนัก ด้วยเหตุผลที่มันจะต้องมีความอ่อนกว่าแม่กุญแจ จึงสึกหรอง่ายกว่าเพราะถ้าหากใช้วัสดุที่มีความแข็งมาก เขี้ยวหรือร่องที่อยู่ในแม่กุญแจอาจสึกหรอได้เร็ว เมื่อเสียหายหรือขัดข้องจะแก้ไขได้ยาก จึงเลือกเอาวัสดุที่ไม่ทนทานมากนัก ลูกกุญแจบางดอกอาจชุบเป็นสีเงินเพื่อความสวยงาม เมื่อใช้ไปนานๆ สีที่ชุบจะลอกออกเป็นดอกสีทองเหลือง ฟันที่ร่องกุญแจถูกไขถูกเสียบเป็นจำนวนนับครั้งไม่ถ้วน สุดท้ายฟันเหล่านั้นสึกหรอเป็นมน แทบไม่เหลือความคมของร่องดอกให้เห็น นั่นคือลูกกุญแจแบบธรรมดาในอดีต

         ถัดมาจากดอกกุญแจแบบธรรมดา เริ่มมีการใช้รีโมทคอนโทรลควบคู่กันกับดอกกุญแจ ทั้งแบบมีรีโมทในตัวกับลูกกุญแจ หรือเป็นลักษณะรีโมทแบบที่พ่วงขึ้นมา เพื่อความสะดวกในการปิด-เปิดรถให้กับเจ้าของรถมากยิ่งขึ้น บางแบบอาจพ่วงเสียงในการปิด-เปิด และพ่วงสัญญาณไฟกะพริบให้เจ้าของทราบ และมีเสียงร้องเตือนแบบไซเรนเมื่อมีการเปิดประตูขณะที่รถล็อกอยู่

         ทุกอย่างในรถยนต์มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เทคโนโลยีถูกใส่เข้ามาในรถยนต์และยานพาหนะอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่มีเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งทั้งเรื่องของสมรรถนะเครื่องยนต์กลไก ระบบการขับเคลื่อน ระบบกันสะเทือน เบรก และกุญแจที่อยู่ในเรื่องระบบป้องกันความปลอดภัยและการโจรกรรม

         ประเทศแถบยุโรปและอเมริกานั้นมีสถิติการโจรกรรมรถยนต์เกิดขึ้นมากมาย ถ้าเป็นรถยนต์ที่กุญแจแบบธรรมดา บรรดาพวกขโมยจะใช้เวลาเพียง 3-5 วินาที ก็สามารถเข้าไปในรถได้โดยไม่ต้องทุบกระจก จึงทำให้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์จำนวนมากคิดค้นวิธีป้องกันการโจรกรรมรถยนต์และเริ่มเป็นที่มาของระบบกุญแจนิรภัยแบบ Immobilizer ที่เริ่มมีใช้กันตั้งแต่ปี 1996 หรือเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้วกับรถยนต์ทางฝั่งยุโรปที่มีชื่อทั้งหลาย

        กุญแจนิรภัยแบบ Immobilizer เป็นระบบป้องกันการโจรกรรมรถยนต์ ที่มีความซับซ้อนเพิ่มขึ้นโดยอาศัยหลักความเข้าใจง่ายๆคือ ถ้ากุญแจมีรหัสไม่ตรงกับข้อมูลที่กล่องควบคุมระบบรับรู้ไว้ เครื่องยนต์จะไม่สามารถสตาร์ทติดได้ นั่นหมายถึงการยอมให้มีการสตาร์ทเครื่องแต่เครื่องยนต์จะไม่ติดนั่นเอง นั่นคือภาพรวมคร่าวๆที่ยังไม่รวมเงื่อนไขเรื่องของระบบการเปิด-ปิดประตู การล็อกต่างๆที่มีรวมอยู่อีกด้วย

ระบบ Immobilizer มีส่วนประกอบหลักด้วยกัน 4 อย่างดังนี้

1.  กุญแจ Immobilizer หรือเราเรียกว่า Transponder key  นั่นคือกุญแจรถยนต์ที่มีไมโครชิพ หรือช่างชอบเรียกว่ากุญแจฝังชิพ ภายในกุญแจจะมีถ่านรีโมทที่ให้พลังงาน มีวงจรไฟฟ้าขนาดเล็กภายใน ซึ่งมีทั้งแบบมีรีโมทในตัวและไม่มีรีโมทในตัว

2.  Key amplifier หรือตัวอ่านโค้ดที่สวิตซ์กุญแจ

3.  Immobilizer Module หรือตัวควบคุมระบบ Immobilizer นั่นเอง บางรุ่นอาจแยกเป็นกล่องควบคุมระบบนี้โดยเฉพาะออกมา แต่สำหรับรถยนต์บางรุ่นจะอยู่รวมที่เดียวกับตัว Key amplifier ที่เบ้าเสียบสวิตซ์กุญแจเลย

4.  Engine ECU หรือกล่องควบคุมเครื่องยนต์

การทำงานของระบบแบบคร่าวๆ

         เมื่อเราเสียบกุญแจ Immobilizer ที่มีชิพ (Chip) อยู่ภายในหรือเรียกว่า Transponder เข้าที่เบ้ากุญแจและบิดสวิตซ์กุญแจจะมีไฟเลี้ยงเข้ามาที่ระบบทั้งหมด รวมถึงบริเวณเบ้ากุญแจซึ่งมีอุปกรณ์ชื่อ key amplifier รอบเบ้ากุญแจ โดยมีลักษณะเป็นขดลวด เมื่อมีไฟเข้ามาเลี้ยงจากการบิดสวิตซ์กุญแจ เจ้าตัวขดลวดนี้จะสื่อสารหรืออ่านโค้ดติดต่อกับตัวกุญแจที่มีชิพอยู่ภายใน ถ้าการสื่อสารหรือโค้ดที่อ่านไม่ตรงหรือส่งมาผิด กล่องระบบ Immobilizer ที่อาจติดตั้งอยู่รวมกับที่เบ้ากุญแจหรือแยกกัน จะแจ้งไปยังกล่องควบคุมการทำงานเครื่องยนต์ ECU เครื่องยนต์ว่าโค้ดไม่ถูกต้อง ระบบเครื่องยนต์จะไม่อนุญาตให้เครื่องยนต์ติด โดยตัดการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงและระบบการจุดระเบิด

          สำหรับรถยนต์ที่มีไฟสัญญาณหรือสัญลักษณ์รูปกุญแจที่หน้าปัด เมื่อเราบิดสวิตซ์กุญแจในจังหวะที่ 2 ไฟรูปกุญแจจะติดขึ้นมาประมาณ 2 วินาที จากนั้นจะดับลง นั่นหมายความว่าระบบทุกอย่างปกติ อนุญาตให้เครื่องยนต์สตาร์ทติดได้ แต่ถ้าไฟสัญญาณนั้นไม่ดับแต่เปลี่ยนเป็นการกระพริบ นั่นหมายความว่าระบบ Immobilizer มีความผิดปกติจะไม่อนุญาตให้เครื่องยนต์สตาร์ทได้ ซึ่งอาจเกิดได้หลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นระบบเอง อุปกรณ์อ่านโค้ด หรือตัวกุญแจ Immobilizer เองที่ขัดข้อง

ข้อควรระวังสำหรับกุญแจประเภทนี้

1. อย่าให้กุญแจรับแสงแดดโดยตรง ห้ามนำไปตากแดดโดนความร้อนหรือสัมผัสกับอุณหภูมิสูง รวมถึงความชึ้นสูง

2. อย่าทำกุญแจตกหรือเอาวัสดุที่มีน้ำหนักมาทับกุญแจ

3. อย่าให้กุญแจโดนน้ำหรือตกน้ำ

4. สำหรับกุญแจที่ไม่มีรีโมท อย่าพยายามแยกส่วนประกอบออกแม้จะไม่มีถ่านอยู่ภายในก็ตาม

         รายละเอียดของระบบ Immobilizer ตัวกุญแจยังมีอีกหลายอย่าง ทั้งเรื่องของการทำกุญแจหาย 1 ดอก หรือหายทั้งหมด กุญแจเสีย ต้องการทำกุญแจสำรอง ซึ่งมีเงื่อนไขเกี่ยวกับระบบป้องกันความปลอดภัย ราคาค่าใช้จ่ายที่บางท่านอาจไม่ทราบ และทำระบบเหล่านี้ได้ที่ไหนบ้าง แต่อย่าลืมนะครับว่าระบบนี้เป็นเพียงระบบป้องกันการโจรกรรมแต่ไม่สามารถป้องกันได้ 100% เพียงแค่ทำให้การโจรกรรมยาขึ้นหรือถ่วงเวลาให้นานขึ้นเท่านั้นครับ

อ้างอิง: Autobild Thailand
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18/12/17 โดย administrator »