ผู้เขียน หัวข้อ: "สาละอินเดีย" ที่เกี่ยวเนื่องกับพูทธประวัติโดยตรง  (อ่าน 517 ครั้ง)

Mimo

  • Administrator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 156
    • ดูรายละเอียด


:) :) สาละอินเดีย Shorea robusta Roxb. มีชื่อสามัญว่า Sal,
Shal, Sakhuwan,Sal Tree, Sal of India, Religiosa (ภาษาละติน หมายถึง 
เกี่ยวเนื่องกับศาสนา)  มีถิ่นกำเนิด  ทางเหนือของประเทศอินเดีย  (ซึ่งปัจจุบัน
คือประเทศเนปาล)    ซึ่งเป็นชนิดที่เกี่ยวเนื่องกับพูทธประวัติโดยตรง  บางที
เรียกว่า  สาละใหญ่  หรือมหาสาละ

           :) :)  สาละ เป็นพืชพวกเดียวกันกับพะยอม เต็ง รัง อยู่ในสกุล
Shorea  ในวงศ์  Dipterocarpaceae
            :) :)  ลักษณะ เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ไม่ผลัดใบ ลำต้น เปลาตรง เปลือกสีเทาแตกเป็นร่อง เป็นสะเก็ดทั่วไป เรือนยอดเป็นพุ่มทึบ ปลายกิ่งมักจะลู่ลง กิ่งอ่อนเกลี้ยง ใบ เดี่ยว ดกหนาทึบ รูปไข่กว้าง โคนใบเว้าเข้า ปลายใบเป็นติ่งแหลมสั้นๆ ผิวใบเป็นมัน ขอบใบเป็นคลื่น ดอก ออกเป็นช่อสั้นๆ ตามปลายกิ่งและง่ามใบ กลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีอย่างละ  ๕ กลีบ กลีบดอกสีขาวอมเหลือง มีกลิ่นหอม ผล เป็นผลชนิดแห้ง แข็ง มีปีก ๕ ปีกยาว ๓ ปีก ปีกสั้น ๒ ปีก บน แต่ละปีกมีเส้นตามความยาวของปีก ๑๐ -๑๕ เส้นออกดอกประมาณกลางเดือนมีนาคม



            :) :)  สาละอินเดียตอนนี้มีปลูกมากในรัฐอุตตรประเทศ แถบเมืองโครักขปูร์ ไปสู่ด่านชายแดนโสเนาลี เชื่อมต่อเขตเนปาล เรียกว่าสวนป่าสาละพุทธชยันตี รัฐบาลปลูกเป็นที่ระลึกคราวที่พระพุทธศาสนาครบรอบ ๒๕๐๐ ปีและพบมากในเขตเชิงเขาหิมาลัยของเนปาล


            :) :)  ต้นสาละใหญ่ (ต้นสาละอินเดีย)  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า “Shorea robusta Roxb.” อยู่ในวงศ์ Dipterocarpaceae ในภาษาบาลีเรียกว่า “ต้นมหาสาละ” มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศอินเดียทางเหนือ ซึ่งปัจจุบันคือประเทศเนปาล มักขึ้นเป็นกลุ่มๆ ตามบริเวณที่ค่อนข้างจะชุ่มชื้น ชาวอินเดียเรียกกันโดยทั่วไปว่า “ซาล” (Sal, Sal of India) เป็นไม้พันธุ์ที่อยู่ในตระกูลยางมีมากในแถบแคว้นเบงกอล อัสสัม ลุ่มน้ำยมุนา เป็นไม้ยืนต้น ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงราว 10-25 เมตร และสามารถสูงได้ถึง 35 เมตร ไม่ผลัดใบ



             :) :) เป็นไม้ที่มีความสง่างาม ด้วยว่ามีลำต้นตรง เปลือกสีน้ำตาลอมดำ แตกเป็นร่องสะเก็ดทั่วไป เรือนยอดเป็นพุ่มหนาทึบ ใบดกหนา รูปไข่ ปลายใบหยักเป็นติ่งแหลมสั้น ผิวใบเป็นมันเกลี้ยง กิ่งอ่อนเกลี้ยง ปลายกิ่งห้อยลู่ลง ดอกจะออกในช่วงต้นฤดูร้อน มีสีเหลืองอ่อน ออกรวมกันเป็นช่อสั้นตามปลายกิ่งและง่ามใบ กลีบดอกและกลีบรองกลีบดอกมีอย่างละ 5 กลีบ ผลแข็ง มีปีก 5 ปีก ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดหรือตอนกิ่ง

              :) :) สาละใหญ่เป็นไม้เนื้อแข็งที่มีประโยชน์มาก ชาวอินเดียมักนำมาสร้างบ้านเรือน ต่อเรือ ทำเกวียน ทำไม้หมอนรถไฟ ทำสะพาน รวมถึงทำเฟอร์นิเจอร์เครื่องใช้ต่างๆ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ เป็นต้น ส่วนเมล็ดนำมาใช้เป็นอาหารสัตว์ และน้ำมันที่ได้จากเมล็ดนำมาทำอาหาร เช่น ทำเนย และใช้เป็นน้ำมันตะเกียง รวมทั้งใช้ทำสบู่ด้วย


               :) :) นอกจากนี้ ยังมีสรรพคุณด้านพืชสมุนไพรด้วย คือ ยางใช้เป็นยาสมานแผล ยาห้ามเลือด ใช้แก้โรคผิวหนัง ตุ่มพุพอง โรคซิฟิลิส โกโนเรีย วัณโรค โรคท้องร่วง บิด โรคหูอักเสบ เป็นต้น, ผลใช้แก้โรค
ท้องเสียท้องร่วง เป็นต้น



  :) :) ในประเทศไทย หลวงบุเรศรบำรุงการ ได้นำเอาต้นสาละใหญ่  หรือต้นซาลมาถวายสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร) วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร โดยปลูกไว้ที่หน้าพระ
อุโบสถ ๒ ต้น กับได้น้อมเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๑๐ อีก ๒ ต้น ในจำนวนนี้ได้ทรงปลูกไว้ในพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ๑ ต้น กับทรงมอบให้วิทยาลัยเผยแพร่พระพุทธศาสนา ต.กระทิงลาย อ.บางละมุง จ.ชลบุรี อีก ๑ ต้น

    :) :) อาจารย์เคี้ยน เอียดแก้ว และอาจารย์เฉลิม มหิทธิกุล ก็ได้นำต้นสาละใหญ่มาปลูกไว้ในบริเวณคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร และที่ค่ายพักนิสิตวนศาสตร์ สวนสักแม่หวด
อ.งาว จ.ลำปาง

   :) :) พุทธทาสภิกขุ ก็ได้นำมาปลูกไว้ที่สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี และนายสวัสดิ์ นิชรัตน์ ผู้อำนวยการกองบำรุง ก็ได้นำมาปลูกไว้ในสวนพฤกษศาตร์พุแค จ.สระบุรี ซึ่งต่างก็มีความเจริญงอกงามดี
และคาดว่าคงจะให้ผลเพื่อขยายพันธุ์ไปตามสถานที่ต่างๆ ได้เพิ่มขึ้นในเวลาอันควร   
 

     :) :) (สาละอินเดีย จะหาดูได้ที่หลังเจดีย์องค์ใหญ่วัดพระศรีมหาธาตุบางเขน, วัดเบญจมบพิตร  และที่จิตตภาวัน วิทยาลัย จังหวัดชลบุรี  เป็นต้น) 


สาละอินเดืย,มหาสาละ,สาละใหญ่,ต้นไม้ใหญ่,อินเดีย
แหล่งข้อมูล:http://oknation.nationtv.tv