ผู้เขียน หัวข้อ: ประเพณีถวายเทียนเข้าพรรษา  (อ่าน 416 ครั้ง)

Mimo

  • Administrator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 156
    • ดูรายละเอียด


วันเข้าพรรษา เป็นวันสำคัญวันทางพระพุทธศาสนา มีธรรมเนียมของสงฆ์อยู่ว่า พระสงฆ์ทุกรูปที่บวชใหม่และบวชมานานมีพรรษามาก จะอยู่ในแห่งหนตำบลใดก็ตาม เมื่อถึงวันนี้แล้วจะต้องทำพิธีอธิษฐานพรรษา กล่าวคืออธิษฐานเพื่ออยู่ประจำในวัดใดวัดหนึ่งที่ตนทำพิธีอธิษฐานนั้น ตลอดเวลา 3 เดือน ในฤดูฝน สาเหตุที่พระสงฆ์จะต้องจำพรรษานี้ ท่านกล่าวไว้ในบาลีวัสสูปนายิกาขันธ์คัมภีร์มหาวรรค พระวินัยปิฎกว่า



ประเพณีในมัชฌิมประเทศสมัยโบราณ คืออินเดียตอนเหนือชนที่เที่ยวไปมาอยู่เสมอนั้น จากเมืองโน้นไปเมืองนี้ จากเมืองนี้ไปเมืองนั้น คือคนที่เป็นพ่อค้าเที่ยวค้าขายก็ดี ผู้ประพฤติตนเป็นนักบวชไม่มีห่วงใยเที่ยวไปมาอยู่ เช่น พวกเดียรถีย์ และปริพาชกต่างๆ ก็ดี เมื่อถึงฤดูฝนก็หยุดพักแรมอยู่ ณ เมืองใดเมืองหนึ่ง เมื่อสิ้นฤดูฝนแล้วจึงเดินทางต่อไป เพราะภูมิประเทศสมัยนั้น เมื่อฝนตกย่อมเป็นโคลนเลนทั่วไป ไม่สะดวกแก่การเดินทางในฤดูฝน แม้พระพุทธเจ้าซึ่งเสด็จไปมาอยู่ในเมืองต่างๆ ทั่วมัชฌิมประเทศ มิได้ประทับอยู่ในเมืองใดเมืองหนึ่งเป็นประจำแต่เมื่อถึงฤดูฝนพระองค์ก็หยุดประทับอยู่ในเมืองใดเมืองหนึ่งเหมือนเช่นคนอื่นๆ พระสงฆ์ทั้งหลายเมื่อยังมีน้อยและดำรงอยู่ในโลกุตรคุณ รู้จักการอันสมควรและไม่สมควรต่างก็หยุดพักเช่นเดียวกับพระพุทธเจ้า เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ไม่มีความจำเป็นอันใดที่พระพุทธเจ้าจะต้องบัญญัติวินัยให้พระสงฆ์จำพรรษา เหตุการณ์ก็เรียบร้อยตลอดมา จนกระทั่งมีภิกษุมากขึ้น วันหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่เวฬุวันมหาวิหาร เมืองราชคฤห์ มีพระสงฆ์พวกหนึ่งเรียกว่า "ฉัพพัคคีย์" คือมี 6 รูปด้วยกันเที่ยวไปเที่ยวมาทุกฤดูกาลไม่หยุดพักเลย แม้ในฤดูฝนก็ยังเดินทางเที่ยวเยียบย่ำข้าว หญ้าและสัตว์เล็กๆ ตายด้วยฝีเท้า คนทั้งหลายพากันติเตียนว่าแม้พวกเดียรถีร์ และปริพาชกเข้าก็ยังหยุด ที่สุดจนนกก็ยังรู้จักทำรังบนยอดไม้เพื่อหลบฝน แต่พระสมณศากยบุตรทำไมจึงยังเที่ยวอยู่ทั้ง 3 ฤดู เหยียบย่ำข้ากล้าและต้นไม้ที่เป็นของมีชีวิตอยู่ และทำสัตว์ให้ตายเป็นอันมาก ความทราบถึงพระพุทธเจ้าพระองค์จึงทรงอนุญาตให้พระสงฆ์ จำพรรษาด้วยเหตุดังกล่าวนี้ พระสงฆ์จึงต้องจำพรรษาตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา และมีวันเข้าพรรษารับต่อกันมาจนถึงกาลบัดนี้



กาลที่นิยมเรียกว่า ฤดูฝนนั้น มีกำหนด 4 เดือน คือตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 จนถึง ขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 แต่การจำพรรษาของพระสงฆ์จึงมีกำหนด 3 เดือน โดยแบ่งออกเป็น 2 ระยะคือ ระยะแรก เรียกว่า ปุริมพรรษา แปลว่าพรรษาแรก หรือพรรษาต้น ระยะหลังเรียกว่า ปัจฉิมพรรษาแปลว่าพรรษาหลัง เริ่มตั้งแต่แรม 1 ค่ำ เดือน 9 จนถึงวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 ถ้าปีใดอธิกมาสคือ เดือน 8 สองหน ในปีนั้นให้ถือวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 หลังเป็นวันปุริมพรรษา



การที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตวันเข้าพรรษาไว้ 2 วัน คือ วันเข้าปุริมพรรษาและวันเข้าปัจฉิมพรรษานั้น ก็เพื่อว่าถ้าพระสงฆ์จะจำพรรษาในวันเข้าปุริมพรรษาไม่ทันด้วยเหตุจำเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งจะได้มีโอกาสเลื่อนไปจำพรรษาในวันปัจฉิมพรรษาได้ วันเข้าพรรษาถึงแม้ว่าจะมีเป็น 2 ระยะก็จริง แต่ที่ถือว่าสำคัญและปฏิบัติเป็นธรรมเนียมโดยทั่วกันนั้น นิยมวันเข้าปุริมพรรษา ซึ่งเป็นวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 เป็นวันเข้าพรรษาไปครบ 3 เดือน ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ซึ่งเป็นวันออกพรรษาเพื่อเหลือเวลาไว้อีก 1 เดือน ในท้ายฤดูฝน สำหรับเตรียมตัวเพื่อเดินทางไปในที่ต่าง ๆ ต่อไป ฉะนั้น วันเข้าพรรษาที่กล่าวถึงในที่นี้หมายถึงวันเข้าปุริมพรรษานั่นเอง



สถานที่ที่พระสงฆ์จำพรรษานั้น พระพุทธเจ้าทรงห้ามไมให้จำพรรษาในกลางแจ้งในโพรงไม้และในตุ่ม ซึ่งไม่ใช่เสนาสนะ คือไม่ใช่ที่อยู่อาศัย ทรงอนุญาตให้จำพรรษาที่มีกุฏิบัง มีหลังคา และฝารอบขอบชิด และต้องอยู่ให้ครบ 3 เดือน หากอยู่ไม่ครบ 3 เดือนหลีกไปเสีย พรรษาขาด ต้องอาบัติคือโทษขนาดเบาเรียกว่า อาบัติทุกกฎ ถ้ามีอันตราเกิดขึ้นจะอยู่ในที่นั้นไม่ได้ เช่น น้ำท่วม หรือชาวบ้านถิ่นนั้นต้องอพยพไปอยู่เสียที่อื่น ๆ เป็นต้น ก็ทรงให้ไประหว่างพรรษาได้ไม่เป็นอาบัติ หรือมีกิจจำเป็นจะต้องไปแรมคืนที่อื่น เช่น กิจนิมนต์ กิจเกี่ยวกับพระศาสนาตลอดจนพระอุปัชฌาย์อาจารย์อาพาธ เป็นต้น ทรงอนุญาตให้ไปด้วย สัตตาหสันนิวัติ คือไปแล้วกลับมาภายใน 7 วันพรรษาไม่ขาด

พิธีอธิษฐานพรรษา เมื่อถึงวันเข้าพรรษาพระสงฆ์ประชุมพร้อมกันในโรงพระอุโบสถ์ทำวัตรสวดมนต์เสร็จแล้ว เปล่งวาจาอธิษฐานพร้อมกันว่า อิมสฺมิ อาวาเส อิมํ เตมาสํ วสฺสํ อุเปมิ (ว่า 3 หน) แปลว่า ข้าพเจ้าจำพรรษาในอาวาสนี้ตลอด 3 เดือน ดังนี้เมื่อออกจากโรงพระอุโบสถแล้วกลับไปถึงที่อยู่ คือ กุฏิ ทำความสะอาดปัดกวาดเรียบร้อยแล้ว ตั้งน้ำฉันไว้แล้ว กล่าวคำอธิษฐานพรรษาในกุฏิอีกว่า อิมสฺมิ วิหาเร อิมํ เตมาสํ วสฺสํ อุเปมิ (ว่า 3 หน) แปลว่า ข้าพเจ้าจำพรรษาในกุฏินี้ตลอด 3 เดือน ดังนี้


ดังมีพิธีสำคัญอีกพิธีหนึ่ง ซึ่งเป็นพิธีเกี่ยวเนื่องกับการเข้าพรรษาคือพิธีขอขมาโทษ วิธีปฏิบัติคือ พระผู้น้อยนำดอกไม้ธูปเทียนเข้าไปหาพระผู้ใหญ่ กล่าวคำขอขมาโทษ เป็นใจความว่า "ขอขมาโทษที่ได้ล่วงเกินทางกาย วาจา ใจ เพราะความประมาท" แล้วพระผู้ใหญ่ก็กล่าวตอบเป็นใจความว่า "ข้าพเจ้าขอยกโทษให้แม้ท่านก็พึงยกโทษให้ข้าพเจ้า" พระผู้น้อยก็กล่าวว่า "ข้าพเจ้ายกโทษให้" เป็นอันว่าต่างฝ่ายต่างก็ยกโทษให้แก่กันและกัน เป็นวิธีสมานสามัคคีได้อย่างดียิ่ง พิธีขอขมาโทษนี้ทำภายหลังจากอธิษฐานพรรษาแล้ว

ประเพณีถวายเทียนเข้าพรรษา

การถวายเทียนเข้าพรรษาของประชาชนล้านนาไทย นิยมทำกันมาช้านานแล้ว เรียกว่าถวาย "ผะติ๊ดเทียนไฟ" แต่ทำถวายกันเป็นส่วนตัว พอถึงเวลาก็พาลูกหลานภายในครอบครัวไปถวาย ไม่ได้ทำกันเอิกเกริกเป็นส่วนรวม ดังเช่นที่ทำกันในภาคเหนือ ภาคอีสานปัจจุบันนี้

ค่านิยมของการถวายเทียนเข้าพรรษาของชาวล้านนา มีดังนี้
1. เพื่อใช้จุดเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ในระหว่างพรรษา
2. เพื่อให้ความสว่างเวลามีพิธีกรรมทางศาสนาในเวลากลางคืน เช่น การสวดมนต์ และการเทศน์ซึ่งต้องอ่านจากคัมภีร์ธรรม
3. เพื่อใช้เป็นเครื่องส่องสว่าง เวลาพระเณรในวัดศึกษาท่องพระธรรมวินัย ในเวลากลางคืน
4. เพื่อความสุขจากบุญกุศลที่ได้ทำบุญถวายเทียน ซึ่งมุ่งหวังให้มีปัญญาสว่างไสว ชีวิตจะได้รุ่งโรจน์ เปรียบเสมือนแสงเทียนที่ส่องสว่าง
5. เพื่อให้เกิดความสามัคคีในหมู่คณะ

เทียนเข้าพรรษา แบ่งออกเป็น 2 ชนิด

1. เทียนหลวง หมายถึงเทียนขนาดใหญ่ มีความสูงตั้งแต่ 1 เมตรขึ้นไป ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางอย่างน้อย 8"
2. เทียนน้อย หมายถึงเทียนเล็ก คือขนาดโตกว่าเทียนไขธรรมดาเล็กน้อย แต่ก็จัดว่ามีขนาดใหญ่กว่าธรรมดาแล้ว

ประเพณี,แห่เทียน,เข้าพรรษา,ถวายเทียน,ไห้วพระ,สวดมนต์,เวียนเทียน
แหล่งข้อมูล:http://library.cmu.ac.th