ผู้เขียน หัวข้อ: ทำไมถึงบอกว่า 'น้ำมันหมู' ดีที่สุด  (อ่าน 175 ครั้ง)

Mimo

  • Administrator
  • Full Member
  • *****
  • กระทู้: 156
    • ดูรายละเอียด


"น้ำมันหมู" คืออะไร
น้ำมันพืชที่ทุกวันนี้ใช้ประกอบอาหารกันเป็นหลักอยู่ในครัว ทั้งที่แต่ก่อนแต่ประเทศไทยไม่ได้เป็นแบบนี้ ในครัวปู่ย่าตายายของเราเคยใช้แต่น้ำมันหมูปรุงอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อยมาตลอด กี่ร้อยปีมาแล้วที่ไม่เคยต้องเผชิญกับโรคต่างๆ เช่น โรคความดัน เบาหวาน หัวใจ หรือ ไตวาย  จนกระทั่งในยุคนี้



 ที่กล่าวมามากมายเหมือนวันนี้ ที่หากใครสักคน เป็นมะเร็งขึ้นมานั่นถือว่าได้รับเกียรติ โด่งดังกันไปทั้งตำบลเลยทีเดียว แต่ทุกวันนี้ไม่ใช่อีกแล้ว โลกในสมัยที่ประเทศของเขายังเลี้ยงปศุสัตว์อยู่มาก และต้องปลูกถั่วเหลืองเพื่อนำมาทำอาหารสัตว์เป็นจำนวนมากเช่นกัน ปัญหาในขณะนั้น คือในถั่วเหลืองมีน้ำมันมากเกินไปเมื่อให้สัตว์กินแล้วจะทำให้ไขมันที่แทรกอยู่ในเนื้อสัตว์มีคุณภาพต่ำไม่ได้คุณภาพของเนื้อตามที่ตลาดต้องการ

เพราะฉะนั้น เลยมีคนหัวใสใช้วิธีรีดน้ำมันออกจากถั่วเหลืองทิ้งไปก่อนแล้วถึงจะนำกากที่เหลือไปให้สัตว์กิน ถั่วเหลืองที่ถูกรีดน้ำมันออก พอนำไปใช้เลี้ยงสัตว์ก็จะทำให้ไขมันเลวที่แทรกในเนื้อลดลง แต่น้ำมันถั่วเหลืองซึ่งรีดออกมาแล้วก็จะมีเหลือทิ้งอยู่เยอะแยะ น้ำมันถั่วเหลืองเหล่านี่ก่อให้เกิดเป็นปัญหามลพิษระดับประเทศ เพราะไม่รู้จะเอาไปทิ้งที่ไหน จัดการแปลงน้ำมันถั่วเหลืองเพื่อไม่ให้เหม็นหืนด้วยการเปลี่ยนโครงสร้างโมเลกุล หรือที่เรียกว่า “โฮโมจีไนซ์” คือ การใส่ไฮโดรเจน ลงไปทำปฏิกิริยากับน้ำมันพืช เพราะเมื่อน้ำมันถั่วเหลือง ทำปฏิกิริยากับไฮโดรเจนเรียบร้อยแล้ว ก็จะไม่ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนอีกต่อไป จึงสามารถเก็บไว้ได้นาน โดยไม่เหม็นหืน


จากนั้นก็สู่ขบวนการปั้นเสริมเติมแต่ง ด้วยหลักการโฆษณาสรรพคุณ โดยการนำน้ำมันหมูกะน้ำมันพืช มาใส่ตู้เย็นคู่กัน  โดยให้เห็นว่าน้ำมันหมูเป็นไข น้ำมันพืชไม่เป็นไข แต่ยังคงใสแจ๋ว พร้อมตั้งคำถามออกมายังผู้บริโภคว่า จะยอมให้ร่างกายของเรารับน้ำมันหมูที่เป็นไขแบบนี้ เข้าสู่ร่างกายอีกหรือ ด้วยเหตุนี้การหันมานิยมบริโภคน้ำมันพืชในครัวไทยก็มีกันตั้งแต่นั้นมา


 
            นั่นเป็นเพียงการโฆษณา ลองนึกดูว่าในร่างกายของมนุษย์มีอุณหภูมิ 37 องศา ถ้าเปรียบตู้เย็นเป็นร่างกายเรา ก็ต้องเอาตู้เย็นที่ทำให้ได้อุณหภูมิปกติของคนเราที่ 37 องศา และก็โชว์เลยว่า น้ำมันหมู ก็ยังเป็นไข ไม่ใช่ใช้ตู้เย็นที่ทำอุณหภูมิแค่ 5 องศา แล้วมาโชว์ให้ดูว่าน้ำมันหมูเป็นไข เพราะถ้าร่างกายมีอุณหภูมิเท่ากับ 5 องศาอย่างตู้เย็น ป่านนี้ก็คงตายกันไปแล้ว

            นอกจากน้ำมันหมูจะอร่อยกว่าโดยธรรมชาติแล้ว ร่างกายมนุษย์ก็มิวิธีการกำจัดออกได้โดยอัตโนมัติ เพราะว่าเป็นน้ำมันหมูจากธรรมชาติซึ่งร่างกายรู้จักดี เนื่องจากได้พัฒนาระบบย่อยมานานกว่าล้านปี แต่กับน้ำมันพืชที่ผ่านกรรมวิธีนั้น ร่างกายมนุษย์ ไม่เคยรู้จัก จึงไม่มีวิธีการนำไปใช้หรือแม้แต่กระทั่งวิธีการขจัดน้ำมันพืชเหล่านั้น ให้ออกจากร่างกายไปได้ ร่างกายจึงรักษาตัวเองด้วยวิธี “รักษาตามอาการไปก่อน” โดยการนำไปทิ้งไว้ในหลอดเลือด เพราะพื้นที่ทั้งหมดของเส้นเลือดในร่างกายมนุษย์ที่โตเต็มวัย สามารถนำมาแผ่เพื่อคลุมสนามบาสได้ทั้งสนาม ถือว่าเป็นอวัยวะที่มีพื้นที่มากที่สุดในร่างกายมนุษย์
 
           เมื่อกำจัดไม่ได้ ร่างกายก็เลยเอาไปใว้ในเส้นเลือด เพราะไม่รู้จะเอาไปไว้ที่ไหน พอกินเติมเข้าไปอยู่เรื่อยๆ สักวัน เส้นเลือดซึ่งมีพื้นที่ขนาดนั้นก็เอาไม่อยู่ ในที่สุดเกิดเป็นไขมันอุดตันในเส้นเลือดจากน้ำมันพืช  เป็นโรคอันเกิดจากสิ่งที่ร่างกายไม่สามารถขจัดออกไปได้ 

 “น้ำมันหมูสามารถเก็บได้นานเพราะไม่เหม็นหืนเนื่องจากเป็นไขมันที่อิ่มตัวอยู่แต่แรกแล้ว จึงไม่ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนให้เกิดกลิ่นหืนได้อีก”
 
           การบริโภคกรดไขมันอิ่มตัว จะเกิดอันตรายต่างๆ นานากับร่างกายตามที่ว่ากันไว้ จริงหรือไม่ ? ขอตอบว่าไม่จริง เพราะไม่ว่าจะเป็นกรดไขมันแบบไหน ถ้ามาจากธรรมชาติ ก็ล้วนแล้วแต่ให้ประโยชน์กับร่างกายได้ทั้งสิ้น เพราะไขมัน เป็นหนึ่งในอาหารหลักห้าหมู่ของมนุษย์ แต่ในทางตรงข้าม ไม่ว่าจะเป็นกรดไขมันแบบไหน ถ้าผ่านการดัดแปลงมาแล้วก็ล้วนแต่ไม่ดีกับร่างกายทั้งสิ้นเช่นกัน แถมกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่เอามาโฆษณาขายกัน ก็เป็นกรดไขมันสังเคราะห์แถมผ่านกรรมวิธีต่างๆ มาแล้วอีกต่างหาก ซึ่งทำให้ร่างกายของเราขจัดทิ้งไม่ได้ตามวิธีการธรรมชาติ

           อีกอย่างหนึ่งที่บอกว่า น้ำมันพืช มีกรดโอเมก้า 3 โอเมก้า 6 ไลโนเลอิก อะไรต่างๆ มากมาย ซึ่งฟังดูชื่อแปลกๆ ก็น่าสนใจดี แต่จงทราบไว้เถอะว่า กรดอะไรต่างๆ ที่ว่านั้นร่างกายของเราไม่สามารถนำไปใช้ได้แบบเดี่ยวๆ ต้องนำไปใช้ร่วมกับอะไรอย่างอื่นที่มากันตามธรรมชาติอีกมากมาย แค่โอเมก้า6 อย่างเดียว ถ้ากินเดี่ยวๆ จะไม่ได้คุณประโยชน์แถมเป็นอันตรายต่อร่างกายอีกด้วย



ชนิดของไขมัน

   
1. Transfat หรือไขมันชนิดทรานส์ คือไขมันแปรรูปชนิดหนึ่ง เกิดจากนำน้ำมันพืชที่เป็นไขมันไม่อิ่มตัว มาอัดไฮโดรเจนเข้าไป เพื่อทำให้น้ำมันพืชเก็บได้นานยิ่งขึ้น คงตัวได้ดี ไม่เหม็นหืน และทำอาหารได้อร่อยขึ้น หรือสามารถเกิดขึ้นได้จากการนำน้ำมันพืชมาใช้ซ้ำ ผ่านความร้อนนานๆ เช่น การทอด สุดท้ายกลายเป็นไขมันทรานส์ได้เหมือนกัน ถือเป็นไขมันที่อันตรายที่สุด เพราะไขมันทรานส์เป็นสาเหตุของโรคภัยต่างๆ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ไขมันอุดตันเส้นเลือด มะเร็ง และเบาหวาน

2. ไขมันอิ่มตัว ได้แก่ น้ำมันจากสัตว์ เช่นน้ำมันหมู และน้ำมันจากพืชบางชนิด เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว เหมาะแก่การนำไปทอด เพราะทนความร้อนได้ดีกว่า และอร่อยกว่า ไขมันอิ่มตัวทั้งมีประโยชน์ และให้โทษต่อร่างกายหากทานมากเกินไป แต่หากใช้ซ้ำๆ นานๆ ไขมันอิ่มตัวก็จะเปลี่ยนกลายเป็นไขมันทรานส์ได้เช่นกัน

3. ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ได้แก่ น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง ซึ่งก็คือน้ำมันพืชที่เราใช้กันทั่วๆ ไป เหมาะสำหรับผัด หรือทำอาหารที่ใช้ความร้อนเร็วๆ เพราะทนความร้อนไม่ได้นาน เพราะสามารถกลายเป็นไขมันทรานส์ได้เช่นกัน แต่ไขมันอิ่มตัวมีประโยชน์ต่อร่างกาย เป็นไขมันดีมากกว่า

4. ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ได้แก่ น้ำมันมะกอก ทนความร้อนมากไม่ได้ เหมาะสำหรับทานสด ผสมน้ำสลัด หรือประกอบอาหารเพียงเล็กน้อย และถือว่าเป็นประเภทไขมันที่ดี มีประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด

แหล่งข้อมูล:http://www.komchadluek.net , http://health.sanook.com
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 02/12/17 โดย administrator »