ผู้เขียน หัวข้อ: เมล็ดมะขามมีป้องกันมะเร็ง...สุดยอด  (อ่าน 472 ครั้ง)

administrator

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 1371
    • ดูรายละเอียด


ประโยชน์ของเมล็ดมะขาม

เสริมภูมิคุ้มกัน ต้านเชื้อโรค
รศ.ดร.พร้อมจิต ศรลัมภ์ อาจารย์ประจำสำนักงานข้อมูลสุมนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหดิล กล่าวว่า ในงานวิจัยของต่างประเทศหลายชิ้นที่ได้วิจัยเกี่ยวกับเมล็ดมะขาม พบว่าในเนื้อเมล็ดมะขามมีไขมันและโพลีแซคคาไลด์ ซึ่งโพลีแซคคาไลด์นี้มีฤทธิ์เสริมภูมิคุ้มกันในร่างกาย โดยมันจะไปกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายสูงขึ้น เพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกาย โดยเฉพาะเชื้อไวรัส

ป้องกันโรคเบาหวาน
สารโพลีแซคคาไลด์ ในเม็ดมะขามยังเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ไม่ก่อให้เกิดโรคเบาหวานเหมือนน้ำตาลโมเลกุลคู่อย่างกลูโคส โดยจากการทดลองพบว่า เมล็ดมะขามสามารถรักษาภาวะเบาหวานของหนูทดลองได้ ส่วนเปลือกเมล็ดมะขามที่มีสีน้ำตาล มีสารแทนนินที่ไม่ละลายน้ำเป็นส่วนประกอบถึงร้อยละ 35 สามารถนำมาพัฒนาเป็นยารักษาโรคได้

มีสารต้านอนุมูลอิสระ
มีศึกษาพบว่ามีสารต้านอนุมูลอิสระและสารประกอบฟีนอลลิกอยู่ในปริมาณสูง ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระสามารถลดความเสี่ยงต่อโรค เช่น มะเร็ง เบาหวาน เป็นต้น รวมทั้งช่วยชะลอกระบวนการบางขั้นตอนที่ทำให้แก่ ซึ่งปกติร่างกายสามารถกำจัดอนุมูลอิสระได้เอง แต่หากร่างกายได้รับสารอนุมูลอิสระมากเกินไป จะกำจัดไม่ทันก็อาจสร้างความเสียหายต่อเซลล์และเนื้อเยื่อได้

มีฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่น
มีการศึกษาพบว่าสารสกัดเปลือกหุ้มเม็ดมะขามมีฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นที่ดีกว่าวิตามินอี 3.14 เท่า ยับยั้งอนุมูลอิสระได้ร้อยละ 50 เท่ากับ 53.42 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร แสดงให้เห็นว่าสารต้านอนุมูลอิสระในเปลือกหุ้มเม็ดมะขามมีปริมาณสูงมาก ใกล้เคียงสารสกัดจากเม็ดองุ่น

ไม่เป็นพิษต่อร่างกาย
ในงานวิจัยของต่างประเทศเคยทดสอบ เพื่อหาว่าเมล็ดมะขามมีพิษต่อร่างกายหรือไม่ ซึ่งได้ทดสอบทั้งพิษแบบเฉียบพลัน และพิษระยะยาว 3-4 เดือน แต่ก็ไม่พบว่าเมล็ดมะขามทำให้เกิดพิษในร่างกาย ดังนั้น จึงสามารถทานเมล็ดมะขามได้เหมือนอาหารอย่างหนึ่ง

ดังนั้นแล้วทานมะขามอย่าทิ้งเมล็ดกันนะคะ สามารถนำไปคั่วกระเทาะเมล็ดออกทานได้เลย หรือจะนำเมล็ดในที่กระเทาะแล้วนั้นแช่ในน้ำเกลือให้นิ่มแล้วทาน อีกวิธีหนึ่งคือการนำไปสกัดเป็นผงชงทานได้ อย่างไรก็ตาม ควรทานอาหารอย่างอื่นที่มีประโยชน์ควบคู่กันไปด้วยนะคะ

ที่มา: คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่